TU
แนวโน้มผลประกอบการกำไรที่ดีขึ้น และ valuation ยังไม่แพง, คงคำแนะนำ "ซื้อ" เรามองผลประกอบการยังเติบโตต่อเนื่อง จาก 1) การเติบโตของ Pet Care และ Value-added ที่มี GPM สูง 2) กลยุทธ์ Premiumization ในสินค้าแบรนด์ และ 3) การลดต้นทุนจากโครงการ Transformation ขณะที่ ROE ปรับขึ้น บริษัทปรับลด CapEx เหลือ 4.0–4.5 พันล้านบาท (จากเดิม 5.0–5.5 พันล้านบาท) ช่วยหนุนกระแสเงินสดอิสระ และ Net IBD/E ที่ 1.18 เท่ายังบริหารจัดการได้ ปัจจุบัน TU ซื้อขายที่ PER ปี 2026F เพียง 11.7 เท่า พร้อม Dividend yield 5.8% ซึ่งไม่แพงเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไร
ผู้บริหารมั่นใจแนวโน้มธุรกิจเติบโต จากกลยุทธ์ Premiumization และบริหารต้นทุน
ผู้บริหารคงเป้ายอดขายปี 2026 โต 4–6% YoY และ GPM อยู่ในกรอบเป้าหมาย ธุรกิจ Ambient Seafood ยอดขายโตและ GPM ขึ้น ตามกลยุทธ์ Premiumization ขณะที่ Pet Care โตระดับ double-digit ส่วน Frozen & Chilled ยอดขายลดจากฤดูกาลในสหรัฐฯ และการแข่งขันที่สูงขึ้น แต่ GPM ยังสูงกว่าเป้าหมาย บริษัทเห็นตลาดในประเทศเป็นโอกาส เพราะทำกำไรได้ดีกว่าการส่งออก และจะปรับโครงสร้างโรงงานสมุทรสาครจาก 3 แห่งเหลือ 1 แห่ง รวมกับสงขลาเป็น 2 แห่ง ใช้ Automation ทดแทนแรงงาน แล้วเสร็จกลางปี 2027 โดยไม่กระทบกำลังผลิต ด้านต้นทุน ผู้บริหารมองว่าราคาปลาที่ขึ้น 15–20% ในปีนี้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว และคาดลดลง 5–10% ในปี 2027 สำหรับปีหน้าตั้งเป้ายอดขายโตระดับ mid-single digit โดยคงนโยบายปันผลไม่ต่ำกว่า 50–60% ของกำไรสุทธิ
แนวโน้มผลประกอบการ 4Q26F และปี 2026F
เราคาดกำไรปกติ 4Q26F เติบโต YoY จากดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วง High Season ของ Frozen Seafood ที่ทั้งกลุ่ม Branded และ OEM เร่งส่งมอบสินค้า ขณะที่ความต้องการอาหารทะเลและอาหารกระป๋องในยุโรปและตะวันออกกลางยังอยู่ในระดับดี อย่างไรก็ตาม เราคาดกำไรอ่อนตัวลง QoQ จาก GPM ที่ถูกกดดันโดยต้นทุนปลาทูน่าและค่าระวางเรือที่ปรับขึ้น สำหรับปี 2026F เราคาดกำไรสุทธิ +4.7% YoY การเติบโตมาจาก Pet Care, Value-added และสินค้าแบรนด์ที่เพิ่มขึ้น
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 15.20 บาท จากคุณภาพกำไรที่ดีขึ้น
ราคาเป้าหมายอิง PER 14 เท่าของกำไรปกติต่อหุ้นปี 2026F มี upside 19.7% โดยมีโอกาส re-rating จาก Pet Care สินค้าแบรนด์ Premium และโครงการ Transformation ความเสี่ยง: ราคาทูน่า ค่าระวางเรือ ค่าเงินบาท และนโยบายการค้าสหรัฐฯ
สรุปการประชุมนักวิเคราะห์
แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4Q26 และทั้งปี 2026 บริษัทคาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 4Q26 จะเติบโตต่อเนื่องจากโมเมนตัมที่แข็งแกร่ง โดยเป็นช่วง High Season ของธุรกิจ Frozen Seafood ซึ่งทั้งกลุ่ม Branded และ OEM เร่งปิดคำสั่งซื้อและส่งมอบสินค้า ขณะที่ความต้องการอาหารทะเลและอาหารกระป๋องในตลาดยุโรปและตะวันออกกลางยังอยู่ในระดับดีจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ระหว่างประเทศ ทั้งนี้ บริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของยอดขายปี 2026 ที่ 4–6% YoY และคาดว่า Gross Profit Margin จะยังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่วางไว้
• แนวโน้มธุรกิจ Ambient Seafood ธุรกิจ Ambient Seafood ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 50% ของยอดขายรวม ยังคงเป็นธุรกิจหลักที่สนับสนุนการเติบโต โดยใน 3Q26 ยอดขายเติบโต 4.0% YoY แม้ปริมาณขายลดลง 4.4% แต่ยอดขายสินค้าภายใต้แบรนด์เติบโตถึง 7.0% YoY สะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์ Premiumization และการเพิ่มมูลค่าสินค้า ขณะที่ Gross Margin ปรับเพิ่มขึ้น 2.5% YoY มาอยู่ที่ 21.9% สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป บริษัทมีแผนขยายกำลังการผลิต Mackerel ในโปแลนด์และโปรตุเกส พร้อมปรับการผลิต Tuna ให้เน้นฐานการผลิตในประเทศไทยมากขึ้น
• แนวโน้มธุรกิจ Frozen & Chilled Seafood แม้ยอดขายใน 3Q26 ลดลง 4% YoY จากปริมาณขายที่ลดลงตามฤดูกาลในสหรัฐฯ และการแข่งขันที่สูงขึ้น แต่ Gross Margin ยังอยู่ในระดับ 13.4% สูงกว่ากรอบ Guidance ที่ 10–12% โดยบริษัทมองตลาดประเทศไทยเป็นโอกาสสำคัญ เนื่องจากมีขนาดตลาดใหญ่กว่าญี่ปุ่น และสามารถทำอัตรากำไรได้ดีกว่าการส่งออกจากการลดภาระค่าขนส่งระหว่างประเทศและภาษี โดยเน้นขยายช่องทาง Food Service, Convenience Store และ Hypermarket รวมถึงสินค้า Value-added นอกจากนี้ บริษัทมีแผนปรับโครงสร้างโรงงาน Frozen Seafood ในสมุทรสาครจาก 3 แห่งเหลือ 1 แห่ง และรวมกับโรงงานสงขลาเป็น 2 แห่ง โดยนำเครื่องจักรและระบบ Automation มาทดแทนแรงงานคน ทั้งนี้ คาดว่าจะดำเนินการปรับ Layout แล้วเสร็จภายในกลางปี 2027 โดยไม่กระทบกำลังการผลิต
• แนวโน้มธุรกิจ PetCare และ Value-Added กลุ่ม PetCare ยังคงเติบโตแข็งแกร่งในระดับ Double-digit จากความต้องการในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป โดยมี Gross Margin อยู่ที่ 25.7% ขณะที่กลุ่ม Value-Added & Others มียอดขายเติบโต 19.5% YoY และปริมาณขายเพิ่มขึ้น 11.0% YoY พร้อม Gross Margin สูงถึง 26.8% สะท้อนศักยภาพของกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มและอัตรากำไรสูง ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในระยะยาว
• แนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบและการบริหารความเสี่ยง บริษัทประเมินว่าราคาปลาซึ่งปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 15–20% ในปีนี้ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และคาดว่าจะปรับลดลงประมาณ 5–10% ในปี 2027 อย่างไรก็ตาม ยังขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
• สถานการณ์ตลาดในยุโรป แม้จะมีปัจจัยรบกวนจากการประท้วงและพฤติกรรมการตุนสินค้า แต่บริษัทยังสามารถบริหารจัดการสินค้าคงคลังและการจัดส่งได้ตามปกติ โดยไม่มีปัญหาด้านกำลังการผลิต อีกทั้งตลาดยุโรปเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำ และบริษัทมีแผนออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อสนับสนุนการเติบโตในปีหน้า
เป้าหมายการเติบโตและผลประกอบการปี 2027 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายในปี 2027 ที่ระดับ Mid-single digit โดยคาดว่าทุกกลุ่มธุรกิจจะเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโต ทั้ง Ambient Seafood ที่เน้นกลยุทธ์ Premiumization และการปรับภาพลักษณ์แบรนด์, Frozen Seafood ที่มุ่งขยายตลาดในประเทศและเอเชีย รวมถึง PetCare ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งจากความต้องการในสหรัฐฯ และยุโรป นอกจากนี้ บริษัทตั้งเป้าปรับเพิ่ม Gross Profit Margin เป็น 20.5–21.0% จากระดับ 20.0% ในช่วง 9M26 ผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง (Business Mix) และการบริหารราคา
การควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย บริษัทให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยตั้งเป้าลด Underlying SG&A (ไม่รวมรายการพิเศษ) ลงมาอยู่ที่ 13.5% หรือต่ำกว่าของยอดขาย ขณะที่ค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาภายนอกสำหรับโครงการ Transformation คาดว่าจะสิ้นสุดในช่วงต้น 2Q27 และบริษัทจะมุ่งสร้างความสามารถภายในเพื่อบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับงบการตลาดจะควบคุมให้อยู่ที่ประมาณ 3% ของยอดขายรวม โดยกลุ่มสินค้าที่มีแบรนด์ใช้งบประมาณประมาณ 4.5–5% ทั้งนี้ บริษัทปรับลดงบลงทุน (CapEx) ปี 2026 ลงเหลือ 4,000–4,500 ล้านบาท จากเดิม 5,000–5,500 ล้านบาท และคาดว่าต้นทุนทางการเงินจะลดลงประมาณ 3–5% พร้อมตั้งเป้าควบคุม Net Debt to EBITDA ให้ต่ำกว่า 5 เท่า
เป้าหมายระยะยาวภายใต้ Strategy 2030 บริษัทตั้งเป้ายอดขายรวมกลุ่มธุรกิจที่ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 โดยผู้บริหารให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตของกำไรให้ประสบความสำเร็จก่อนการเร่งขยายยอดขาย สำหรับกลุ่ม PetCare ตั้งเป้ายอดขายที่ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการเติบโตจากธุรกิจเดิม (Organic Growth) 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการเข้าซื้อกิจการ (M&A) อีก 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน บริษัทมุ่งเน้นแนวคิด Simple, Leaner, Faster โดยนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานและระบบหลังบ้าน เพื่อลดความซับซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน และยกระดับคุณภาพสินค้า นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าเก็บขยะตามชายหาดสะสมให้ได้ 1,500 ตันภายในปี 2030 โดยปัจจุบันดำเนินการได้แล้วประมาณ 55% ของเป้าหมาย
ด้านการบริหารโครงสร้างเงินทุนและผลตอบแทนผู้ถือหุ้น บริษัทมีเป้าหมายบริหาร Net Debt to EBITDA ให้อยู่ต่ำกว่า 5 เท่า พร้อมรักษาสมดุลระหว่างการลดหนี้ การลงทุน และการจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น สำหรับหุ้นซื้อคืนจำนวน 100 ล้านหุ้นที่ได้รับอนุมัติ บริษัทชี้แจงว่าเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารโครงสร้างเงินทุนและระดับหนี้สิน โดยยืนยันว่าจะไม่ขายหุ้นซื้อคืนออกสู่ตลาดในลักษณะที่สร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้น ขณะที่นโยบายเงินปันผลยังคงเดิม โดยกำหนดอัตราการจ่ายเงินปันผลขั้นต่ำที่ 50–60% ของกำไรสุทธิ
สรุปภาพรวม TU มีแนวโน้มผลประกอบการที่ดีขึ้นจากความสามารถในการรักษา Gross Margin ในระดับสูง การเติบโตของธุรกิจ PetCare และ Value-Added รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง แม้ธุรกิจ Frozen Seafood ยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันและปริมาณขายที่ชะลอตัว แต่การขยายตลาดในประเทศและการปรับโครงสร้างโรงงานจะช่วยสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว ทั้งนี้ เป้าหมายการเติบโตของยอดขายระดับ Mid-single digit และ Gross Margin ที่ 20.5–21.0% ในปีหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นของฝ่ายบริหารต่อแนวโน้มธุรกิจ โดยปัจจัยที่ควรติดตาม ได้แก่ การฟื้นตัวของตลาดยุโรป แนวโน้มราคาวัตถุดิบปลา ความสำเร็จในการลดต้นทุนจาก Transformation และการรักษาการเติบโตของธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของกำไรและมูลค่าของบริษัทในระยะถัดไป
เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่ายังไม่แพงที่ PER ปี 2026F 11.7 เท่า และอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 5.8%
เราคงประมาณการและราคาเป้าหมาย ราคาเป้าหมาย 15.20 บาท อิง PER 14 เท่าของกำไรปกติต่อหุ้นปี 2026F ที่ 1.08 บาท มี upside 19.7% จากราคา 12.70 บาท TU ซื้อขายที่ PER ปี 2026F 11.7 เท่า และปี 2027F 10.6 เท่า P/BV 1.0 เท่า EV/EBITDA 4.5 เท่า และให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 5.8% (นโยบายจ่ายไม่ต่ำกว่า 50%) เรามองว่าตลาดยังไม่ได้สะท้อนคุณภาพกำไรที่ดีขึ้นจาก Pet Care สินค้าแบรนด์ Premium และโครงการ Transformation การลดงบลงทุนเหลือ 4.0-4.5 พันล้านบาท (จาก 5.0-5.5 พันล้านบาท) ช่วยหนุนกระแสเงินสดอิสระ และหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุนอยู่ในระดับที่บริหารได้ที่ 1.18 เท่า การเข้าซื้อ Phelps Pet Products ของ ITC (ราว 160 ล้านดอลลาร์) จะช่วยเสริมการเติบโตของ Pet Care ตั้งแต่ปี 2027 ความเสี่ยงหลักคือราคาทูน่าและกุ้ง ค่าระวางเรือ ความผันผวนของค่าเงินบาท และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ