อัปเดตประเด็นสำคัญ
ในต่างประเทศ
Q3/26 Earnings Preview: Earnings Momentum แข็งแกร่ง แต่ความคาดหวังของตลาดสูงขึ้น
ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2026 ของสหรัฐฯ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น โดย Earnings Momentum คาดว่าแข็งแกร่งกว่าปกติ FactSet คาดว่า กำไรของ S&P 500 จะเติบโต 29.5% YoY หากเป็นไปตามคาด จะเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกันที่กำไรเติบโตมากกว่า 25% และเป็นไตรมาสที่ 8 ติดต่อกันที่เติบโตระดับ Double-Digit ขณะที่รายได้คาดเติบโต 12.3% YoY ซึ่งจะเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกันที่ Revenue Growth สูงกว่า 10%
สัญญาณบวกคือ ประมาณการกำไรกำลังถูกปรับขึ้น โดย Q3 EPS Estimate เพิ่มขึ้น 1.4% จาก 88.64 ดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน เป็น 89.84 ดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกันยายน สวนทางกับภาวะปกติที่นักวิเคราะห์มักปรับลดประมาณการกำไรระหว่าง ไตรมาสเฉลี่ย 2.2% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และถือเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกันที่ EPS Estimate ถูกปรับขึ้น
มุมมองจากฝั่งบริษัทเองก็เป็นบวกเช่นกัน โดยบริษัท 116 แห่งที่ออก EPS Guidance มี 72 บริษัทให้ Positive Guidance เทียบกับ 44 บริษัทที่ให้ Negative Guidance หรือคิดเป็น Positive Guidance 62% สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 40% ขณะที่จำนวนบริษัทที่ให้ Positive Guidance ถือว่าสูงสุดนับตั้งแต่ FactSet เริ่มเก็บข้อมูลในปี 2006 อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งกระจุกตัวในกลุ่ม Technology โดย 44 จาก 72 บริษัทที่ให้ Positive Guidance อยู่ในกลุ่มนี้
ในเชิง Sector Leadership กลุ่มที่โดดเด่นที่สุดคือ Energy และ Information Technology โดย Energy คาดกำไรเติบโต 114% YoY จากแรงหนุนของราคาน้ำมันที่สูงกว่าปีก่อน ขณะที่ Technology คาดกำไรเติบโต 65% YoY โดย Semiconductor & Semiconductor Equipment เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ด้วย Earnings Growth ราว 130% หากไม่รวม Semiconductor การเติบโตของกำไรกลุ่ม Technology จะลดเหลือเพียง 24.4% สะท้อนว่า AI/Semiconductor Cycle ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อ Earnings Growth ของตลาด
ขณะเดียวกัน Earnings Revision ยังแตกต่างกันมากระหว่าง Sector โดยประมาณการ Q3 EPS ของ Energy เพิ่มขึ้น 18.0% และ Technology เพิ่มขึ้น 3.5% ขณะที่ Materials ลดลง 10.2%, Consumer Staples ลดลง 4.0% และ Health Care ลดลง 3.3% ทำให้ช่วงนี้มีแนวโน้มเห็นความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างกลุ่มมากขึ้น
สำหรับภาพตลาดโดยรวม เรามองว่า Q3 Earnings Season มีโอกาสเป็น ปัจจัยสนับสนุนดัชนี S&P500 ต่อเนื่อง เนื่องจากทั้ง Earnings Growth, Revenue Growth, EPS Revision และ Corporate Guidance อยู่ในทิศทางบวกพร้อมกัน ขณะที่ Forward 12-month P/E ของ S&P 500 อยู่ที่ 19.0 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 19.8 เท่า และลดลงจาก 20.4 เท่า ณ สิ้น Q2 เนื่องจาก Forward EPS เพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาหุ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะกำหนดความต่อเนื่องของการปรับขึ้นของตลาดหุ้นในระยะถัดไป คือความสามารถของบริษัทในการสร้างกำไรให้สูงกว่าความคาดหวังที่ถูกปรับเพิ่มขึ้นไปแล้ว รวมถึงความแข็งแกร่งของ Forward Guidance สำหรับ Q4/26 และปี 2027 โดย FactSet คาดว่า Earnings Growth จะชะลอจาก 27.6% ใน Q4/26 เหลือ 19.1% ใน Q1/27 และ 2.3% ใน Q2/27 ขณะที่ทั้งปี 2027 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 15.8% แนวโน้มดังกล่าวทำให้ตลาดมีโอกาสเปลี่ยนจุดสนใจจากการเติบโตของกำไรในปัจจุบัน ไปสู่ความสามารถในการรักษา Earnings Momentum ในปีหน้า โดยเฉพาะความสามารถในการรักษาอัตรากำไร และความต่อเนื่องของวงจรการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อ Valuation ของตลาดในระยะถัดไป
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย น้ำขึ้นให้รีบตัก...
หุ้นเชื่อมโยงกลุ่มนิคมอุสาหกรรมที่ราคาลงมาตลอดเดือนที่ผ่านมา เช่น WHA WHAUP เราคาดว่ามีโอกาสจะกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง ตามทิศทางกลุ่มโรงไฟฟ้า ซึ่งเมื่อวานราคาเริ่มตั้งหลักได้อีกครั้ง (แล้ว) หลังจากปรับฐานนำกลุ่มนิคมลงไปก่อนหน้านี้
ซึ่งราคาหุ้นกลุ่มเหล่านี้ปรับฐานลง เนื่องจากความกังวล กม.คุมดาต้าเซ็นเตอร์, กลัวอุทกภัยกระทบโดยตรง และความล่าช้าของนโยบายไฟฟ้าภาครัฐฯ
แต่จากจุดนี้เราแนะนำ ให้เริ่มกลับมาสะสมหุ้นนิคม และหุ้นเชื่อมโยงอีกครั้ง โดยแนะซื้อล่วงหน้า พร้อมทั้งคาดว่าสถานการณ์บริหารจัดการน้ำ ช่วงสุดสัปดาห์นี้จะผ่านไปได้ด้วยดี หากรอให้ประเด็นทุกอย่างเคลียร์-เกรงว่าเราอาจจะได้ซื้อของแพง
เมื่อข่าวลบรอบนี้เริ่มไม่ได้กระทบราคาหุ้น และเราเชื่อว่าภาวะน้ำท่วมแบบที่ผ่านมาจะไม่ได้รุนแรงเหมือนเช่น ปลายเดือน ก.ย.
โดยล่าสุด ตลาดหุ้นไทยสามารถยืนได้เหนือเส้นแนวโน้มตามที่ประเมิน เราคาดว่าหุ้นชั้นแรกที่จะขึ้นนำตลาด คาดได้แก่ หุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก เพราะไม่ได้กระทบจากอุทกภัยภายในประเทศ ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจเอเชีย PMI พลิกฟื้นเกินระดับ 52 จุด สูงสุดในรอบ 29 เดือน หลังจากสหรัฐฯ ฟื้นตัวเหนือ 50 จุดมาได้ระยะหนึ่ง-เริ่มส่งผ่านผลลัพธ์มายังฝั่งเอเชีย และสะสมหุ้นเล่นตรงข้ามกับ บอนด์ยิลด์
มุมมองเทคนิค: SET Index ดัชนีฟื้นตัวที่แนวรับ 1560 จุดตามแผน แรงซื้อหนุนดันให้ ทะลุด่าน 1,580 จุด ปลดล็อกกรอบสะสมกำลังระยะสั้นเพื่อเปิด Upside รอบใหม่!
จุดโฟกัส: MACD Cross ตัดขึ้นเหนือ Signal Line แต่ยังต่ำกว่าระดับ Zero Line บ่งชี้สัญญาณกลับตัวระยะสั้น แต่!ระยะกลางยังต้องรอต่อไป!
ผ่านด่าน 1,580 จุดสำเร็จ: (Breakout EMA 10 & 75 วัน): โซน 1,580 จุด เปลี่ยนจากแนวต้านเดิมให้กลายเป็นแนวรับใหม่ที่แข็งแกร่ง (Resistance-turned-Support)
สรุป: จากโมเมนตัมที่ส่งสัญาณกลับตัวระยะสั้น ทำให้ประเมิน ดัชนี 1,600 จุดอยู่แค่เอื้อม ซึ่งเป็นทั้งแนวต้านจิตวิทยาและตรงกับเส้น EMA 50 วัน เช่นเดียวกัน
Action Plan: นักลงทุนที่มีหุ้นสะสมมาจากโซนแนวรับ 1,560 จุด แนะนำให้ ถือ Run Trend ต่อเนื่องเพื่อไปรอขายล็อกกำไรบริเวณเป้าหมาย 1,600 จุด
SET Index
What to watch
G7 ระบุในแถลงการณ์ว่า การระบายน้ำมันสำรองในครั้งนี้จะมีปริมาณสูงสุด 100 ล้านบาร์เรล ภายในระยะเวลา 4 เดือน โดยจะมีการระบายน้ำมันดีเซลในปริมาณมากภายในช่วง 20 วันแรก
นักลงทุนยังมีความกังวลเกี่ยวกับความเสียหายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย อันเป็นผลมาจากสงครามอิหร่านก็ตาม โดยล่าสุด กลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีโรงงานของบริษัท ซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) ในกรุงริยาด และแหล่งน้ำมันคูไรส์ (Khurais)
FedWatch CME นักลงทุนให้น้ำหนัก 86% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ย ในการประชุมปลายเดือนนี้ แนะติดตามรายงานการประชุมเฟด FOMC Minutes วันพุธนี้
น้ำท่วมกรุงยังไม่กระทบท่องเที่ยว ต่างชาติเข้าไทยวีคล่าสุด โต 8.24% รับวันหยุดยาวเอเชีย ภาพรวมตั้งแต่ต้นปี 69 นักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 23.45 ล้านคน กวาดรายได้ทะลุ 1.14 ล้านล้านบาท
วันชาติของจีน ซึ่งเป็นช่วง Golden Week ส่งผลทำให้นักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนนักท่องเที่ยว 133,946 คน ขยายตัวสูงถึง 41.98% จากสัปดาห์ก่อน / มาเลเซีย 59,871 คน (ลดลง 0.64%) / อินเดีย 46,942 คน (เพิ่มขึ้น 16.53%) / รัสเซีย 22,326 คน (เพิ่มขึ้น 14.23%)/ เกาหลีใต้ 21,219 คน (เพิ่มขึ้น 3.66%)
STOCK TO PLAY: [ล๊อคกำไร PTTGC]
PTTGC (พีทีที โกลบอล เคมิคอล)
PTTGC: แนวต้าน 54–55 บ. แนะล็อคกำไรเล่นรอบ!
บริเวณใกล้ แนวต้าน 54–55 บาท คาดจะเริ่มเกิดสัญญาณ Divergence เล็กๆ และการเข้าใกล้โซน Previous High “การทดสอบบริเวณจุดสูงสุดเดิม” คาดอาจจะมีแรงขายทำกำไรจากกลุ่ม นลท.ที่เคยติดหุ้นมานานคอยกดดันราคาหุ้นระยะสั้น
Remark: การเล่นหุ้นตามแผนที่เราวางแนวทางสำหรับการซื้อล่าง และเริ่มทำทำกำไร เมื่อราคาขึ้นเข้าใกล้เป้าหมายระยะสั้นที่วางแนวต้านเอาไว้ล่วงหน้า...
เราจึงแนะนำ ล็อกกำไร โดยพื้นฐาน และหรือ ปัจจัยแวดล้อม, กระแสการลงทุน อาจจะยังไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แนวรับ แนวต้าน Stop Loss
50 54-55 < 48
TRADE FOLLOW-UP: [ PTT, CCET, GPSC ]
PTT (ปตท.)
PTT: XD แล้วไง? แรงซื้อดันกลับทันที! ขาขึ้นรอบนี้ยังไม่จบง่ายๆ
แม้ราคาจะย่อตัวตามปันผล 1.40 บาท/หุ้น แต่พอลงมาแตะแนวรับ EMA 75 วัน (40 บ.) ปุ๊บ ก็มีแรงซื้อดันเด้งกลับปั๊บ! โครงสร้างราคาแข็งแกร่งแบบนี้ บอกเลยว่าเทรนด์ขาขึ้นยังทำงานต่อ
จุดโฟกัส: RSI ย่อลงมาโซนล่าง เตรียมพร้อมฟื้นตัวกลับตามเทรนด์ขาขึ้นระยะกลาง
ถือรับเงินปันผล และยังมีลุ้น Capital Gain
แนวรับ แนวต้าน Stop Loss
40 45 และ 48 < 38
CCET (แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์)
CCET ทรงอย่างเข้ม! ขึ้นแรง ย่อสลับนิดเดียว ฟอร์ม Inverse Head & Shoulders เดินหน้าตามเทรนด์ขาขึ้นรอบใหญ่ ย่อตัวน้อยมากสะท้อนความแข็งแกร่งของราคา
จุดโฟกัส: Bullish MACD คอนเฟิร์มสัญญาณซื้อ & จ่อเบรก Previous High 9.80 วอลุ่มสะดุดตา (Volume Outstanding)
แนะนำ ถือ โดยเฝ้าระวังการหลุดจากจุด Stop loss
แนวรับ แนวต้าน Stop Loss
9.2-9.3 10.5 และ 11 < 9
GPSC (โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่)
GPSC: จ่อเบรก Weekly High > 50 ตามแผน!
โครงสร้างราคาเปลี่ยนเป็นขาขึ้นชัดเจนตั้งแต่ต้นปี 2026 ทำรูปแบบ Higher High & Higher Low สม่ำเสมอ การย่อตัวระยะสั้นเป็นเพียงการปรับฐานเพื่อไปต่อ ล่าสุดเตรียมปลดล็อกด่านสำคัญ Weekly High ที่มากกว่า 50 บ.
ประเด็นสำคัญ: OBV สะท้อนการสะสมวอลุ่มอย่างหนาแน่น หนุนราคาทะลุ High และคอนเฟิร์มสัญญาณ Bullish
Trading Strategy: แนะนำซื้อเพิ่ม ตามสัญญาณเบรกเอาต์
แนวรับ แนวต้าน Stop Loss
47-48 54-55 < 45.5
รายงานพื้นฐานวันนี้
Telecom Sector
เริ่มรอบใหม่กลุ่มไอซีที TRUE จะเป็นผู้นำในรอบนี้
เราปรับมุมมองกลุ่มโทรคมนาคมจาก เท่ากับตลาด เป็น มากกว่าตลาด หลังมองว่ากำไรเข้าสู่ช่วงที่แข็งแกร่งและมีความยั่งยืนมากขึ้น จากโครงสร้างต้นทุนที่ลดลง การแข่งขันด้านราคาที่มีเหตุผล และดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง
ปัจจัยสำคัญคือรายได้ต่อผู้ใช้ (ARPU) ของทั้ง ADVANC และ TRUE ยังเพิ่มขึ้น แม้ปริมาณการใช้งานข้อมูลเพิ่มเร็วกว่าราคาต่อ GB สะท้อนว่าลูกค้ายอมจ่ายเพิ่มเพื่อใช้ข้อมูลมากขึ้น ไม่ใช่ผลจากการแข่งขันลดราคา ขณะที่การปรับราคาแพ็กเกจเติมเงินตั้งแต่เดือน มี.ค. ยังทยอยส่งผลบวกต่อ 3Q26
ด้านต้นทุนเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างชัดเจน โดยอัตรากำไร EBITDA ของ TRUE เพิ่มจาก 50% ใน 1H25 เป็น 63% ใน 2Q26 หลังสิ้นสุดภาระเช่าคลื่นกับ NT และรับรู้ประโยชน์จากการควบรวมเครือข่ายราว 7.1 พันล้านบาทต่อปี ขณะที่ ADVANC ได้ประโยชน์จากการรวม TTTBB และต้นทุนเครือข่ายที่ลดลง ทำให้อัตรากำไรของทั้งสองบริษัทมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องถึง ปี 2027
อีกแรงหนุนคือภาระหนี้และต้นทุนการเงินที่ลดลง โดย TRUE คาดอัตราหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดเหลือ 3.0 เท่าในสิ้นปี 2027 เร็วกกว่าเป้าหมายเดิมปี 2028 ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยลดลงและเริ่มจ่ายเงินปันผลรายไตรมาส ส่วน ADVANC มีต้นทุนการกู้เฉลี่ยเพียง 2.6% และคาดหนี้สุทธิต่อ EBITDA ต่ำกว่า 1 เท่าภายในสิ้นปี 2026
สำหรับ 3Q26 คาดกำไรหลักรวมของหุ้นในกลุ่ม 3Q26 ที่ 2.00 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 21% YoY (และเพิ่มเป็น 2.13 หมื่นล้านบาทใน 4Q26 ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดใหม่ของกลุ่ม)
คาด TRUE ทำกำไรหลักสูงสุดใหม่ 7.0 พันล้านบาท เพิ่ม 54% YoY และ 3% QoQ ขณะที่ ADVANC คาดกำไรหลัก 1.30 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 8% YoY แต่ลด 5% QoQ จากค่าใช้จ่ายตามฤดูกาลและส่วนแบ่งขาดทุน CLICX Bank ส่วน GST ยังขาดทุนหลักราว 20 ล้านบาท โดยการฟื้นตัวที่ชัดเจนน่าจะเป็นเรื่องของปี 2027
Fundamental view: TRUE เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม จากกำไรที่ยังทำจุดสูงสุดใหม่ มูลค่าหุ้นถูกกว่า ADVANC และภาระหนี้ที่ลดลงช่วยเปิดทางให้เงินปันผลเพิ่มขึ้น
เราปรับคำแนะนำ TRUE จาก ซื้อเก็งกำไร เป็น ซื้อ ราคาเป้าหมายเดิม 15.10 บาท ขณะที่ ADVANC ยังแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 398 บาท และ GST (THCOM เดิม) ยังคงให้เลี่ยงก่อน
PTTEP
ปตท.สำรวจและ ผลิตปิโตรเลียม
กำไร 3Q26 แข็งแกร่งกว่าคาด และแรงส่งยังต่อเนื่องใน 4Q26
ราคาก๊าซที่ดีกว่าคาดช่วยหนุนประมาณการ เราปรับคาดกำไรหลัก 3Q26 เป็น 2.32 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 91% YoY แต่ลดลง 5% QoQ และสูงกว่าประมาณการเดิม 7% หลังมีการปรับราคาก๊าซโครงการ MTJDA A18 ย้อนหลัง ขณะที่กำไรสุทธิคาดอยู่ที่ 2.07 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 63% YoY แต่ลดลง 24% QoQ จากผลขาดทุนป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน ปัจจัยหนุนกำไร YoY มาจากปริมาณขาย ราคาขายเฉลี่ย และต้นทุนต่อหน่วยที่ดีขึ้น ส่วนการลดลง QoQ หลัก ๆ มาจากปริมาณขายที่อ่อนลงจากการปิดซ่อมหลายโครงการ
ราคาน้ำมันดิบยังได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนด้านอุปทาน แม้กำลังการผลิตในอ่าวเปอร์เซียทยอยฟื้นจากจุดต่ำสุดช่วง 2Q26 แต่ความขัดแย้งที่กลับมารุนแรงอีกครั้งช่วยพยุงราคาน้ำมันใน 4Q26 โดยราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยลดจากจุดสูงสุดราว 105 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลใน 2Q26 เป็น 93 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลใน 3Q26 แต่ยังอยู่ในระดับสูง
4Q26 คาดกำไรหลักยัง เติบโตแข็งแกร่ง YoY แต่ลดลง QoQ โดยปริมาณขายคาดที่ 548k boe/d เพิ่ม 2% YoY และ 4% QoQ จากการปิดซ่อมน้อยลง ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยยังสูง YoY แต่ลดลง QoQ จากราคาก๊าซ และต้นทุนต่อหน่วยคาดลดลง YoY
Fundamental view: ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังช่วยประคองราคาน้ำมันและกำไรระยะสั้น โดยทุกการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน Dubai 1 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลจากสมมติฐานปี 2027 ที่ 70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะกระทบประมาณการกำไรราว 2% ขณะที่ฐานะการเงินแข็งแกร่งช่วยรองรับอัตราผลตอบแทนเงินปันผลราว 6–8% คงคำแนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 168 บาท
CPALL
ซีพี ออลล์
7-Eleven ยังหนุนกำไรหลักโต แม้ CPAXT กดดัน
แม้ CPAXT จะมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการตัดมูลค่าสินทรัพย์ แต่ธุรกิจหลักของ CPALL ยังแข็งแกร่ง โดยคาด กำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 6.1 พันล้านบาท ลดลง 8% YoY และ 19% QoQ แต่หากตัดรายการพิเศษดังกล่าวออก กำไรหลักคาด 7.0 พันล้านบาท เพิ่ม 9% YoY แต่ลดลง 5% QoQ ตามฤดูกาล
7-Eleven ยังเป็นแรงขับหลัก โดยยอดขายสาขาเดิม 3Q26 คาดเพิ่มราว 2% YoY จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว โปรโมชั่น และการซื้อสินค้าจำเป็นในพื้นที่น้ำท่วม ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นของสินค้าเพิ่มขึ้นราว 20bps YoY จากสัดส่วนสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง เช่น อาหารพร้อมรับประทาน เครื่องดื่ม และสินค้าดูแลส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น ส่วน CPAXT คาดกำไรหลัก 1.5 พันล้านบาท ลดลง 21% YoY และ QoQ จึงยังถ่วงผลประกอบการรวมอยู่
แนวโน้ม 4Q26 คาดกำไรหลักกลับมาเพิ่มทั้ง YoY และ QoQ จากฤดูกาล โดย 7-Eleven ยังได้แรงหนุนจากยอดขายสาขาเดิม การเปิดสาขาใหม่ปีละ 650–700 แห่ง และสัดส่วนสินค้าที่ช่วยเพิ่มอัตรากำไร ขณะที่ CPAXT จะฟื้นจากฐานต่ำใน 4Q25 เรายังคงประมาณการกำไรหลักปี 2026 ที่ 3.1 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 9% YoY
ผลกระทบจากน้ำท่วมยังอยู่ในระดับจำกัด การดำเนินงานส่วนใหญ่เป็นปกติ แม้ต้องปรับเส้นทางขนส่งและกระจายสินค้าในบางพื้นที่ โดยเครือข่ายร้านที่ครอบคลุมและสินค้าจำเป็นช่วยลดความเสี่ยงต่อกำไร
Fundamental view: ปี 2027 คาดกำไรหลักโต 11% YoY จากการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานมากกว่าการหวังพึ่งการฟื้นตัวของการบริโภค ขณะที่หุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2027 เพียงราว 11 เท่า หรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 1.5SD ซึ่งยังไม่สะท้อนการเติบโตของกำไร การขยายอัตรากำไร กระแสเงินสด และการลดหนี้ จึงคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2027 ที่ 62 บาท
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์, IAA Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ธนรัตน์ อิศรกุล, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค