ภาวะตลาด: SET Index วานนี้ แกว่งในแดนลบ บนกรอบ 1487-1499 จุด ปิดตลาดดัชนี -4.10 จุด อยู่ที่ 1497.99 มูลค่าซื้อขาย 8.7 หมื่นลบ. ทั้งนี้มีแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำโรงกลั่น และปิโตรเคมี หลังราคาน้ำมันดิ่ง เพราะตลาดมีความหวังว่าชัยชนะของพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสจะทำให้สงครามสหรัฐ-อิหร่านมีโอกาสจบได้เร็วขึ้น รวมถึงยังมีการขายหุ้นเทคโนโลยีต่อ (DELTA, CCET, HANA, KCE) อย่างไรก็ดี แรงซื้อหุ้นธ.พ., ค้าปลีก, ท่องเที่ยว, สื่อสาร, โรงพยาบาล, ขนส่งและสนามบิน ฯลฯ ช่วยพยุงตลาดไม่ใด้ลงแรง นักลงทุนต่างชาติ และรายย่อยซื้อ-ขายใกล้เคียงกัน สถาบันในปท.ซื้อสุทธิ +1.0 พันลบ. ส่วนพอร์ตบล.ขายสุทธิ -1.0 พันลบ.
ปัจจัยต่างประเทศ
-ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงแรง เนื่องจากหุ้นบริษัทผลิตชิปร่วงลงอย่างหนัก จากความกังวลว่าพรรคเดโมแครตอาจใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดเพื่อควบคุมธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลังกวาดชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งการเทอมของสหรัฐ ปัจจัยจับตา คือ ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ (NFP) สัญญาน้ำมันดิบ WTI & BRENT เด้งขึ้นราว 3% ปิดที่ 90-98 US$/bbl หลังจากมีรายงานการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียยังผลให้ตลาดกลับมากังวลเรื่องอุปทานตึงตัวอีกครั้ง ประกอบกับมีการประเมินว่าสหรัฐกับอิสราเอลอาจเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านรอบใหม่ สัญญาทองคำส่งมอบธ.ค.26 เพิ่มขึ้นต่อ +40.50 US$ มาที่ 4,113.50 US$/ออนซ์
-ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ แข็งขึ้นเป็น 101.6 เงินบำทอยู่ที่ 33.48 บาท/US$ ด้าน US bond yield 10 ลดสู่ 4.83% (สูงสุด 5.36%) ดัชนีราคาถ่านหิน (NCF) ลดมาที่ 144.45จุด (ต่ำสุด YTD อยู่ที่ 141.30) ดัชนีค่าระวางเรือเทกอง (BDI) เด้งขึ้นเป็น 2,740จุด (ต่ำสุด YTD อยู่ที่ 2,511จุด)
ปัจจัยในประเทศ & ข่าวหุ้นเด่น
-ประมวล Strategy ในกำรลงทุนหุ้นกลุ่มหลัก - Real Sectors ทยอยรายงานผลประกอบการ 3Q26 ซึ่งเราคาดว่าส่วนใหญ่จะเป็นเป็นตามที่นักวิเคราะห์ทำ Preview ไว้ สำหรับแนวโน้ม 4Q26F คาดว่ากลุ่มที่จะมีผลประกอบกำรดีขึ้น q/q จะเป็นกลุ่มท่องเที่ยว ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าไอทีเครื่องดื่ม ฯลฯ หุ้นเด่น AOT, CENTEL, ERW, CPALL, CPN, CRC, MOSHI, MRDIYT, OSP เป็นต้น ขณะที่กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ยังผันผวนตามราคาน้ำมันสำหรับกลุ่มอิเลคทรอนิกส์ เห็นภาพว่ายอดขายยังเติบโตดี แต่..มาร์จิ้นอาจถูกกดดันจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ในเชิงกลยุทธ์ เน้นซื้อเก็งกำไร/ลงทุนจังหวะราคาหุ้นอ่อนตัว กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ยังน่าสนใจสะสมเพื่อรับปันผลสูง หุ้นเด่น KBANK, KTB, KKP
-การเมืองไทย ติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจ18 รัฐมนตรีซึ่งอาจจะสั่นคลอนคะแนนนิยมรัฐบาลจากประเด็นร้อนในหลายๆเรื่อง
กลยุทธ์ : ถ้าจะเก็งกำไร ควรหวัง Gap ไม่มาก ภาพเทคนิคหลักเป็นลบ กลยุทธ์หลักยังเป็นการเลือกซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวแต่ระยะสั้นมาก SET มีโอกาสรีบาวด์ตามราคาน้ำมันและหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ & โรงกลั่น ซึ่งมี Market Cap เป็นสัดส่วนที่สูง การเลือกซื้อเก็งกำไร ควรหวัง Gap กำไรไม่มาก (เพราะภาพหลักของตลาดยังเป็น Sideways down) แนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ 1500-1505, 1515-1520, 1535-1540 (ถ้ายืนเหนือ 1535-1540ได้อย่างมั่นคง ให้ถือต่อ) ส่วนแนวรับระยะสั้นอยู่ที่ 1480, 1470, 1450+/- ตามลำดับ
หุ้นพื้นฐานแนะนำวันนี้: KBANK (ราคาปิด 247 บาท) แนวโน้ม 2H26F คาดว่ารายค่าธรรมเนียมยังเติบโตต่อ YoY แต่อาจมีอัตราการเติบโตลดลงเมื่อเทียบกับ 1H26 รายได้ non-NII ยังแข็งแกร่งจากกำไรปริวรรตเงินตราต่างประเทศ ส่วน NIM คาดว่าจะอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ 1H26 ต้นทุนเครดิตยังอยู่ในระดับสูงที่ 160bps (เป้าของธนาคารอยู่ที่ 140-160bps) คงคำแนะนำซื้อให้ ราคาเป้าหมาย255 บาท คาดการณ์ DY ช่วง 2H26F เท่ากับ 12 บาท/หุ้น ณ ราคาปัจจุบัน คิดเป็น Remaining DY เท่ากับ 4.9% ส่วนปี 27F คาดการณ์เงินปันผลไว้ประมาณ 14 บาท/หุ้น คิดเป็น DY เท่ากับ 5.7% ต่อปี
นักวิเคราะห์&กลยุทธ์: อาภาภรณ์ แสวงพรรค : arparporns@dbs.com : Tel 02 587 7829