Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

108



มหาวิปโยค (BLACK HOLE SUN)


HORIZON MARKET VIEW
• วานนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงแรงราว -3.4% ถึง -5.5% ขณะที่เช้านี้เกาหลีใต้ -7.4%,ญี่ปุ่น -6.4% โดยมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นจุดเริ่มต้นของแรงเทขาย จากความกังวลกระแส BLUE WAVE หลังพรรค DEMOCRAT ชนะการเลือกตั้งและครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มความเข้มงวดด้านกฎระเบียบและชะลอการลงทุนAI INFRASTRUCTURE โดยเฉพาะ DATA CENTER ที่มีการกระจุกตัวใน 3 รัฐสำคัญได้แก่ TEXAS, GEORGIA และ OHIO รวม 924 แห่ง หรือ 20% ของทั้งประเทศ และมีPLANNED PROJECTS อีก 368 โครงการ คิดเป็น 23.7% ของทั้งสหรัฐฯ ทำให้ตลาดกังวลต่อความต่อเนื่องของการลงทุน
• ท่ามกลางตลาดหุ้นผันผวน หนุนเม็ดเงินไหลออกจากสินทรพย์เสี่ยง และไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น

 

REGION RADAR
• การเลือกตั้ง MIDTERM-ELECTION ที่พรรค DEMOCRATS ชนะทั้ง2 สภาเป็นแรงกดดันหลักต่อหุ้นเทค โดยเฉพาะรัฐที่สำคัญอย่างTEXAS, GEIRGIA และ OHIO เนื่องจาก 3 รัฐนี้เป็นรัฐที่มีการสร้างDATA CENTER ค่อนข้างมาก กดดัน SOX ลง 12% ในวานนี้
• SONY GROUP (6758 JP) งบออกมาดีกว่าคาดมาก รายได้อยู่ที่3.43 ล้านล้านเยน +10% YOY (สูงกว่าคาดราว 8%) ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 4.50 แสนล้านเยน +44% YOY (สูงกว่าคาดราว 25%) โดยทุกธุรกิจทำกำไรได้ดีกว่าคาด


THAI FOCUS
• วานนี้HANG SENG (+3.67%) และ SENSEX/NIFTY (+2.4–2.6%)โดยวอลุ่มสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 วันราว 43–51% สะท้อนว่านักลงทุนหันกลับมาสนใจจีนและอินเดีย หลังคาดว่า EPS ปี 2027 ของจีน (+15.8%) และอินเดีย (+15.4%) เติบโตใกล้เคียง MSCI ACWI และสูงกว่า S&P 500 แต่ราคายัง -7% YTD ขณะที่ MSCI EM +9.9%,ACWI +7.7%
• ดังนั้น มองว่าจีนและอินเดียยังมี UPSIDE ให้ไล่ตาม และมี FLOW ย้ายจากตลาดอื่นทั้ง เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น มายังสองตลาดนี้

 

SYNAPSE STRATEGY

• วานนี้ NASDAQ ร่วงแรงหลังเลือกตั้งกลางเทอม ด้านสถิติการลงครั้งนี้เท่ากับ -4.34 SIGMA ตามโค้งปกติควรเกิดราว 1 ครั้งใน 500 ปี แต่ในความจริงเกิดแล้ว 37 ครั้งตั้งแต่ปี 1971 (ถี่กว่าทฤษฎีราว 363 เท่า)และค่ากลางของเวลาฟื้นตัวอยู่ที่ 17.5 เดือน ไม่ใช่ V-SHAPE
• ตลาดหุ้นไทยมีการหมุนเงินชัดเจน เงินไหลออกจากกลุ่มชิ้นส่วนฯปิโตรเคมี พลังงาน และไหลเข้ากลุ่ม DEFENSIVE + หุ้นในประเทศ(โรงไฟฟ้า การเงิน การบิน โรงพยาบาล) นำโดย BGRIM GPSCMTCJMT AAV BCH PR9 CHG

 

HORIZON MARKET VIEW
BLUE WAVE & START BROKEN HEAR จุดเริ่มต้นใจสลาย
วานนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงแรงราว -3.4% ถึง -5.5% ขณะที่เช้านี้เกาหลีใต้ -7.4%, ญี่ปุ่น -6.4% โดยมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นจุดเริ่มต้นของแรงเทขาย และขยายวงไปทุกกลุ่มอุตสากรรม จากความกังวลกระแส BLUEWAVE หลังพรรค DEMOCRAT ชนะการเลือกตั้งและครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มความเข้มงวดด้านกฎระเบียบและชะลอการลงทุน AI INFRASTRUCTURE

โดยเฉพาะ DATA CENTER ที่มีการกระจุกตัวใน 3 รัฐสำคัญ ได้แก่ TEXAS, GEORGIA และ OHIO รวม 924 แห่งหรือ 20% ของทั้งประเทศ และมี PLANNED PROJECTS อีก 368 โครงการ คิดเป็น 23.7% ของทั้งสหรัฐฯ ทำให้ตลาดกังวลต่อความต่อเนื่องของการลงทุน สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการอนุมัติโครงการ สะท้อนความเสี่ยงที่อาจกระทบห่วงโซ่ AI ตั้งแต่ SEMICONDUCTOR, DATA CENTER ไปจนถึง POWER INFRASTRUCTURE


นอกจากนี้หุ้นกลุ่มเทคฯ ยังมีแรงกดดันเฉพาะตัว อาทิ
• MICROSOFTเลือกไม่ต่อสัญญา DATA CENTER ในรัฐเท็กซัสกับ NSCALE ซึ่งเป็น STARTUP ด้านAI ก่อนการ IPO
• โครงการ DATA CENTER ในรัฐ NEW MEXICO มูลค่า 165,000 ล้านดอลลาร์ของ ORACLE อาจล่าช้าเพิ่มเติมจากปัญหาด้านใบอนุญาตสิ่งแวดล้อม
• MICRON ระงับแผนสร้างโรงงานผลิต MEMORY CHIP ในไต้หวันจากข้อพิพาทแรงงาน ส่งผลต่อSUPPLY CHAIN AI บางส่วน

สรุป ท่ามกลางตลาดหุ้นผันผวน หนุนเม็ดเงินไหลออกจากสินทรพย์เสี่ยง และไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้นสะท้อนจาก BOND YIELD สหรัฐฯ ร่วงลงมาจากจุดพีคของปีนี้เกือบ 50 BPS. (เทียบเท่ากับการลดดอกเบี้ยราว2 ครั้ง) ส่วนราคาทองคำพุ่งขึ้นมายืนเหนือ 4,000 เหรียญฯ

REGION RADAR
BLUE SWEEP กดดันหุ้นเทค หนุนกลุ่ม VALUE
การเลือกตั้ง MIDTERM-ELECTION ที่พรรค DEMOCRATS ชนะทั้ง 2 สภาเป็นแรงกดดันหลักต่อหุ้นเทคโดยเฉพาะรัฐที่สำคัญอย่าง TEXAS, GEIRGIA และ OHIO เนื่องจาก 3 รัฐนี้เป็นรัฐที่มีการสร้าง DATA CENTERค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการรัฐคนใหม่ที่มาจากฝั่ง DEMOCRATS มีนโยบายหาเสียงที่จะระงับการก่อสร้าง DATA CENTER และยกเลิกการลดหย่อนภาษีให้ผู้พัฒนารายใหญ่ ซึ่งเป็นลบโดยตรงต่อกลุ่ม DATACENTER SUPPLY CHAIN ทั้งกลุ่ม จึงจะเห็นแรงขายอย่างมีนัยสำคัญต่อหุ้นกลุ่ม AI หลังการเกิด BLUESWEEP และ FUND FLOW ไหลออกจากหุ้นกลุ่มเทคต่อเนื่องมายังหุ้นกลุ่ม VALUE กลยุทธ์ในช่วงนี้ยังแนะนำ

หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มเทคและหันกลับมาในกลุ่ม VALUE ที่งบออกมาแข็งแกร่งและแนวโน้มไตรมาส 4 ยังสดใส อาทิDR: ESTEE80, SONY80, DISNEY19 และ GRAB80


SONY GROUP งบเซอร์ไพรซ์หนุนจากภาพยนตร์ SPIDER-MAN
SONY GROUP (6758 JP) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปีบัญชี2026 ออกมาดีกว่าคาดมาก รายได้อยู่ที่ 3.43 ล้านล้านเยน +10% YOY (สูงกว่าคาดราว 8%) ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 4.50 แสนล้านเยน +44% YOY (สูงกว่าคาดราว 25%) โดยรายได้และกำไรจากการดำเนินงานทำสถิติสูงสุดของไตรมาส 2 และทุกธุรกิจทำกำไรได้ดีกว่าคาด หนุนโดยธุรกิจภาพยนตร์ที่กำไรพุ่งเป็น 9.26 หมื่นล้านเยน จาก 1.39 หมื่นล้านเยนในปีก่อน (สูงกว่าคาดราว 87%) จากความสำเร็จของ SPIDER-MAN: BRAND NEW DAY ส่วนธุรกิจเกมมีกำไร 2.20 แสนล้านเยน +83% YOY (สูงกว่าคาดราว 28%) และยอดส่งมอบ PS5 อยู่ที่ 2.6 ล้านเครื่อง (สูงกว่าคาดราว 36%) งบของ SONY ครั้งนี้ยืนยันว่ากำไรไม่ได้มาจาก SPIDER-MAN เพียงอย่างเดียว เพราะธุรกิจหลักทั้งเกม เพลง และเซนเซอร์ภาพยังเติบโตได้ดี แนะนำสะสม DR: SONY80 เมื่อราคาอ่อนตัว ซึ่งจะมี GTA VI ที่วางจำหน่ายบน PS5วันที่ 19 พ.ย. เป็น CATALYST ถัดไป


THAI FOCUS

จีน–อินเดีย ฟื้นแรงพร้อม VOLUME กำไรปี 2027 โตเด่นแต่ราคายังติดลบ YTD เปิดโอกาสสะสมข้อมูลจาก BLOOMBERG ชี้ว่าดัชนี HANG SENG บวกมากที่สุดในภูมิภาคที่ +3.67% มูลค่าการซื้อขายสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 วันถึง 50.8% ฝั่งอินเดีย ดัชนี S&P BSE SENSEX +2.60% / NIFTY 50 +2.40% วอลุ่มของทั้งสองดัชนีสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 วันราว 43–50% บ่งชี้ถึงนักลงทุนให้ความสนใจ 2 ตลาดหุ้นนี้ชัดเจนขึ้น

ประเด็นสำคัญ อยู่ที่ตลาดคาดว่า EPS ปี 2027 ของจีนจะเติบโต 15.8% และอินเดีย 15.4% ซึ่งสูสีกับ MSCI
ACWI (15.8%) แต่สูงกว่า S&P 500 (14.7%) ขณะที่ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี(YTD) ยัง -7% (ทั้ง 2 ดัชนี) สวนทางกับ MSCI EM ที่ +9.9% และ MSCI ACWI ที่ +7.7% ส่วนไต้หวัน +43.5% จากธีม AI โดยมี EPS GROWTH
สูงสุดที่ 32% ภาพนี้สะท้อนว่าจีนและอินเดียถูกเมินจากนักลงทุนในอดีต ทั้งที่แนวโน้มกำไรไม่ได้ด้อยกว่าตลาดหลัก จึงเหลือช่องว่างให้ฟื้นตัวอีกมาก ดังนั้น FLOW ต่างชาติน่าจะเห็นการไหลเข้าของ 2 ดัชนีนี้ และออกจากตลาดหุ้นเอเชียอื่นๆ โดยเช้านี้เกาหลีใต้ -8% ไต้หวัน -9% ญี่ปุ่น -7% มาเลเซีย -1% สิงคโปร์ -2%

 

SYNAPSE STRATEGY
NASDAQ ดิ่ง -5.52% ในวันเดียว นักลงทุนควรตั้งรับอย่างไร
วานนี้ดัชนี NASDAQ -5.52% ต้นเหตุคือ นักลงทุนเทขายหุ้นเทคฯ ต่อเนื่อง หลังการเลือกตั้งกลางเทอม และดันNASDAQ เข้าสู่ภาวะ CORRECTION หุ้นกลุ่ม AI ถูกขายหนักเพราะตลาดกังวลว่าการที่พรรคเดโมแครตคุมทั้งสองสภาจะนำไปสู่การกำกับดูแลการลงทุนสร้าง DATA CENTER ที่เข้มงวดขึ้น จากข้อมูลย้อนหลัง 14,056 วันทำการ (ก.พ. 1971 – พ.ย. 2026) ผลตอบแทนรายวันเฉลี่ยของ NASDAQ อยู่ที่ +0.05% และมีความผันผวนเฉลี่ย 1.28% ต่อวัน การลดลง 5.52% จึงคิดเป็น -4.34 SIGMA ถ้าผลตอบแทนกระจายตัวแบบโค้งปกติ(NORMAL DISTRIBUTION) เหตุการณ์ระดับนี้มีโอกาสเกิดเพียง 0.0007% หรือราว 1 ครั้งในกว่า 500 ปีในความเป็นจริง วันที่ลงแรงระดับนี้เกิดขึ้นแล้ว 37 ครั้ง หรือราว 1 ครั้งทุก 380 วันทำการ (ประมาณปีครึ่ง) ถี่กว่าที่ทฤษฎีคาดไว้ราว 363 เท่า โดยเหตุการณ์ทั้ง 37 ครั้งไม่ได้กระจายตัวสม่ำเสมอ แต่กระจุกอยู่ในช่วงวิกฤต ได้แก่ฟองสบู่ดอทคอม 2000–2001 (15 ครั้ง) วิกฤตการเงินโลก 2008–2009 (7 ครั้ง) COVID-19 ปี 2020 (3 ครั้ง)BLACK MONDAY ปี 1987 (3 ครั้ง) และช่วงอื่นๆ อีก 9 ครั้ง ซึ่งรวม 2 ครั้งในปี 2025 ช่วงสงครามภาษีเม.ย.


ระยะห่างระหว่างเหตุการณ์ที่อยู่ติดกันมีค่ากลาง (MEDIAN) เพียง 23.5 วัน ในช่องว่างทั้งหมด 36 ช่วง มี 10 ช่วง
ที่เหตุการณ์ถัดไปเกิดซ้ำภายใน 7 วัน และ 19 ช่วง หรือกว่าครึ่ง เกิดซ้ำภายใน 30 วัน สถิตินี้บอกว่าหลังวันลงแรง
ความผันผวนมักยังไม่จบ การรีบเข้าไปรับมีดจึงมีความเสี่ยงสูง โดยมีเพียง COVID-19 ครั้งเดียวที่ฟื้นเร็ว ซึ่งได้แรงหนุนจากมาตรการการเงินและการคลังขนาดใหญ่เป็นประวัติการณ์ อีก 3 ใน 4 ครั้งใช้เวลาฟื้นตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไป และค่ากลางของเวลาฟื้นตัวอยู่ที่ 17.5 เดือน บทเรียนสำคัญ คือ ถ้ากำไรบริษัทและสภาพคล่องในระบบยังไม่ฟื้น การเด้งของราคาระยะสั้นอาจยังไม่ใช่จุดจบของการปรับฐานภาพสะท้อนในตลาดหุ้นไทยแสดงการหมุนเงินที่ชัดเจน กลุ่มที่เชื่อมโยงกับวัฏจักรเทคฯ และสินค้าโภคภัณฑ์ถูกขายหนัก ได้แก่ ชิ้นส่วนฯ (HANA -6.78%, KCE -5.69%, CCET -4.32%, DELTA -4.10%) ปิโตรเคมี (PTTGC-8.38%, IVL -5.67%) พลังงาน (TOP -7.44%, PTTEP -5.33%) และ STA -7.58%
ในทางกลับกันเงินไหลเข้ากลุ่ม DEFENSIVE และหุ้นในประเทศ ทั้งโรงไฟฟ้า (BGRIM +10.78%, GPSC +7.07%,
WHAUP +4.35%) การเงิน (MTC +5.93%, JMT +4.81%) การบิน (AAV +6.67%) และโรงพยาบาลซึ่งบวกทั้ง
กลุ่ม (BCH +2.75%, PR9 +2.72%, CHG +2.56%)


กลยุทธ์เน้นตั้งรับBRKB80 และ SPHLTH80 เป็น DR ที่อ้างอิง BERKSHIRE HATHAWAY และกลุ่มHEALTHCARE สหรัฐฯ ตามลำดับ เปิดทางให้นักลงทุนไทยกระจายความเสี่ยงไปหุ้นต่างประเทศที่ผันผวนต่ำกว่าหุ้นเทคฯ

ส่วนหุ้นไทยเลือก BCH BDMS คาดกำไร 3Q69 โตเด่น QOQ / YOY และอยู่ใน THEME DEFENSIVE ปันผลเด่น

สำหรับ 2I01BSET50 มีข้อควรระวังสำคัญ คือ INVERSE ETF คำนวณผลตอบแทนแบบรายวัน หากถือยาวในตลาดที่แกว่งขึ้นลง ผลตอบแทนสะสมอาจคลาดเคลื่อนจาก -2 เท่าของ SET50 จึงเหมาะกับการใช้ป้องกันความเสี่ยงระยะสั้นมากกว่าถือลงทุนระยะยาว

 

 

จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์

ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

พยายามสู้ By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม มองบรรยากาศการลงทุน หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่พรรคเดโมแครต ชนะเลือกตั้งกลางเทอม .....

หลุด1500 By : แม่มดน้อย

เช้าที่ผ่านมาหุ้นไทย หลุด1500 จุด แรงขายหุ้นกลุ่มพลังงานกดดัน หลังราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงกว่า 9.3%สู่ระดับ 87.80....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้