Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

58

 

 

Sentiment Tracker
Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เข้าสู่ Extreme Fear ขณะที่ตลาดหุ้นไทยอ่อนแอต่อเนื่อง แต่เริ่มมีสัญญาณเข้าใกล้จุดกลับตัว


KEY FINDINGS


สหรัฐฯ: Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว หลังแรงขายหุ้น Technology และ AI ขยายวงกว้าง ส่งผลให้ CNN Fear & Greed Index ลดลงจาก 31 จุดสู่ 20 จุด เข้าสู่โซน Extreme Fear ขณะที่ผลสำรวจ AAII สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้น โดย Bull–Bear Spread ลดลงจาก -3.6% สู่ -14.3% อย่างไรก็ตาม ระดับความกลัวที่สูงขึ้นเริ่มสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการฟื้นตัว หากแรงขายเริ่มชะลอลง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของเดือนพฤศจิกายน


ไทย: BLS Greed & Fear Barometer ลดลงจาก 35 จุดเหลือ 27 จุด อยู่ในโซน Fear ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่หก สะท้อนแรงซื้อที่ยังอ่อนแอและ Momentum ที่ลดลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม Momentum Strength ที่ปรับลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 บ่งชี้ว่าตลาดเริ่มเข้าสู่ภาวะ Oversold มากขึ้น แม้ยังต้องระวังแรงขายเพิ่มเติมในระยะสั้น
US MARKET SENTIMENT TRACKER


ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงขายรุนแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดัชนี S&P 500 ลดลงประมาณ 3.0% จากสิ้นสัปดาห์ก่อน ณ วันที่ 5 พฤศจิกายน หลังความกังวลต่อความคุ้มค่าของการลงทุนด้าน AI และผลประกอบการของหุ้น Technology บางบริษัทเริ่มกดดันความเชื่อมั่น ประกอบกับชัยชนะของพรรค Democrats ที่สามารถครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาในการเลือกตั้ง Midterm ทำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักความเสี่ยงจากการกำกับดูแลธุรกิจ AI และ Data Center ที่อาจเข้มงวดขึ้น แม้การเปลี่ยนแปลงกฎหมายยังมีข้อจำกัดจากกระบวนการนิติบัญญัติและสิทธิ Veto ของประธานาธิบดี


ความกังวลที่เพิ่มขึ้นสะท้อนผ่าน Sentiment Indicator หลายตัวพร้อมกัน โดย CNN Fear & Greed Index ลดลงจาก 31 จุดสู่ 20 จุด เข้าสู่โซน Extreme Fear เป็นผลจาก Market Momentum ที่อ่อนแอลง ขณะที่ Put/Call Ratio เพิ่มขึ้นจาก 0.77 เป็น 0.87 สะท้อนความต้องการป้องกันความเสี่ยงขาลงที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับ VIX Index ที่พุ่งขึ้นจาก 17.2% สู่บริเวณ 28.2% แสดงให้เห็นว่านักลงทุนไม่ได้เพียงลดการถือครองหุ้น แต่ยังยอมจ่ายต้นทุนสูงขึ้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด


ในทำนองเดียวกัน ผลสำรวจ AAII แสดงให้เห็นว่าความกังวลเริ่มขยายจากการซื้อขายระยะสั้นไปสู่มุมมองตลาดในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยสัดส่วนนักลงทุนที่มีมุมมอง Bullish ลดลงจาก 37.8% เหลือ 34.1% ขณะที่ฝั่ง Bearish เพิ่มขึ้นจาก 41.4% เป็น 48.4% ส่งผลให้ Bull–Bear Spread ลดลงจาก -3.6% สู่ -14.3% สะท้อนความเชื่อมั่นที่อ่อนแอลง


THAI MARKET SENTIMENT TRACKER
ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงกดดันจากการปรับฐานของตลาดหุ้นโลก ประกอบกับแรงขายในหุ้นกลุ่มพลังงานและอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้ดัชนี SET ลดลง 3.0% WoW และหลุดแนวรับบริเวณเส้น EMA 200 วัน ขณะที่ BLS Greed & Fear Barometer ลดลงจาก 35 จุดเหลือ 27 จุด อยู่ในโซน Fear ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่หก สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบภายใน พบว่าความอ่อนแอของตลาดไม่ได้เกิดจากแรงขายที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนผ่านแรงซื้อรองรับที่ลดลง โดย Volume Index ปรับตัวลงต่อเนื่องหลังหลุดระดับ Mid-point ในสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่ Momentum Strength ลดลงจาก -13.9 สู่ -32.1 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 แสดงให้เห็นว่าแรงกดดันด้านราคามีความรุนแรงมากขึ้น ในขณะที่การมีส่วนร่วมของแรงซื้อยังไม่เพียงพอที่จะช่วยพยุงตลาด
IMPLICATION: ตลาดเริ่มเข้าใกล้จุดกลับตัว แต่ยังต้องรอสัญญาณยืนยัน
แม้ Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเข้าสู่โซน Extreme Fear แล้ว แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะอ่อนแอลงต่อในระยะสั้น โดยเฉพาะ Put/Call Ratio ที่ยังมีโอกาสปรับสูงขึ้นหากนักลงทุนเพิ่มการป้องกันความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ระดับความกลัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเริ่มทำให้ตลาดเข้าสู่ช่วงที่มีโอกาสเกิดการฟื้นตัวแรง เนื่องจากแรงขายที่สะท้อนความกังวลไปมากแล้วอาจลดลงได้ หากปัจจัยลบใหม่ไม่รุนแรงกว่าที่ตลาดคาดการณ์
เมื่อพิจารณาสถิติการปรับฐานของ Nasdaq 100 ในช่วงปี 1995–1999 ซึ่งเป็นช่วงขาขึ้นของหุ้นเทคโนโลยี พบว่าดัชนีปรับฐานมากกว่า 10% ระหว่างทางรวม 12 ครั้ง โดยมีขนาดการปรับฐานเฉลี่ย 13.7% และรอบที่ลึกที่สุดอยู่ที่ 23% เทียบกับการปรับฐานรอบปัจจุบันที่ประมาณ 14.7% ซึ่งลึกกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตแล้ว สะท้อนว่าตลาดได้ปรับลดมูลค่าลงมาพอสมควร
เมื่อประกอบกับ Sentiment ที่เข้าสู่ภาวะ Extreme Fear ซึ่งในอดีตมักเป็นหนึ่งในบริเวณที่ตลาดมีโอกาสสร้างจุดกลับตัว เราจึงประเมินว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มเข้าใกล้จุด Bottom มากขึ้น โดยแรงขายอาจดำเนินต่อไปถึงสัปดาห์หน้า แต่มีโอกาสเกิดการฟื้นตัวแรงในช่วงครึ่งหลังของเดือนพฤศจิกายน หากความกังวลต่อหุ้น AI เริ่มคลี่คลายและความผันผวนของตลาดลดลง โดยการยืนยันจุดกลับตัวในช่วงข้างหน้าอาจต้องติดตามการฟื้นตัวของ Market Breadth ควบคู่กับแรงซื้อที่กลับมาเพื่อยืนยันสัญญาณร่วมด้วย
สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ยังมีความเสี่ยงจาก Volume Index ที่อาจปรับลงต่อสู่โซน Oversold และ Bull-to-Bear Indicator ที่อาจลดลงจากบริเวณค่าเฉลี่ยสู่ Lower Bound แต่ Momentum Strength ที่อ่อนแอลงอย่างมากจนอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 ปี บ่งชี้ว่าแรงขายเริ่มสะท้อนความกังวลไปมากแล้ว และอาจเปิดโอกาสให้ตลาดเกิด Technical Rebound หากแรงขายเริ่มชะลอตัว
ดังนั้น เราประเมินว่าแม้ตลาดหุ้นไทยจะยังมีโอกาสอ่อนตัวในระยะสั้น แต่ Downside น่าจะเริ่มจำกัด เนื่องจากดัชนี Momentum Strength, Bull-to-Bear และ Volume Index ที่ลดความร้อนแรงลงมามากแล้ว ส่งผลให้ดัชนี SET มีโอกาสฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของเดือนพฤศจิกายนคล้ายตลาดหุ้นสหรัฐฯ เช่นกัน

 

 

 

 

 

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย หมุนเข้ากลุ่มถัดไป
ลักษณะการหมุนกลุ่มรอบนี้ เป็นไปตามที่เราประเมิน จากแรงขายกลุ่ม สินค้าโภคภัณฑ์ และ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเคยนำตลาดขึ้น แต่เราประเมินแล้วว่าเม็ดเงินจะไม่หมุนกลับเข้าที่กลุ่มเดิม เนื่องจากสภาวะการลงทุน ปัจจัยแวดล้อมไม่เอื้อต่อการเล่นต่อยอดกลุ่มเดิม...
ขณะที่กลุ่มเด่นกว่าตลาดเมื่อวาน เป็นตามที่เราคาด เช่น ค้าปลีก โรงไฟฟ้า โรงพยาบาล นิคมฯ ธนาคาร เป็นต้น (CPALL CPN GPSC BGRIM BDMS WHAUP)
ซึ่งเป็นกลุ่มหุ้นที่เรามองว่าจะเล่นสอดรับกับ ทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคที่จะเกิดการปรับพอร์ตรับ การผลักดันนโยบายตามการเมืองขั้วใหม่ในสหรัฐฯ เป็นต้น รวมถึงประเด็นเสริมด้านอื่นๆ หนุนด้วย เช่น ความชัดเจน กม.ดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศ ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศ, บอนด์ยิลด์สหรัฐฯปรับฐานลงมาตามคาด...
เราแนะนำ ธีมหุ้นไทยรับ “Blue wave” หากอิงตามแนวทาง กม.สมัยที่ เดโมแครต ครองสภาครองเกรส 2-3 รอบล่าสุด นโยบายหลักที่เราคาดว่าน่าจะส่งผลบวกต่อการ เริ่มมองกลุ่มหุ้นที่น่าจะเล่นตามกระแส Blue wave รอบนี้คาดว่าจะ ส่งผลต่อการหมุนกลุ่มหุ้นไทยตามทิศทางนโยบายการเมืองสหรัฐฯด้วย ได้แก่ 1) Green energy เป้าหมายเพื่อลดค่าครองชีพ: กลุ่มโครงสร้างสายส่ง (Smart grid) เพื่อรองรับนโยบายพลังงานสะอาด, การลงทุนโครงการพลังงานสะอาด 2) โครงการสนับสนุนค่ารักษาพยาบาล ยารักษาโรค 3) สกัดมาตรการภาษี ทรัมป์ เพื่อลดค่าครองชีพ (บวกกลุ่มค้าปลีก) เป็นต้น
ขณะที่นโยบายรัฐบาลไทยที่เน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านสายส่ง และโครงการเร่งกระตุ้น GDP ผ่านการเร่งรัดลงทุนทางตรง (FDI) เราคาดว่ากลุ่มที่เชื่อมโยง Capex cycle รอบใหม่น่าจะกลับมาน่าสนใจ เช่น กลุ่มธนาคาร (โดยมีเกณฑ์ Basel III reform เป็นตัวแปรหนุน) กลุ่มนิคมฯ เป็นต้น
กลยุทธ์ ระยะสั้นจนถึงกลางสัปดาห์หน้า เรายังคงงดการเก็งกำไรดักงบการเงิน โดยแนะให้ไปรอช้อนซื้อหุ้นอีกครั้งหลังงบออกหมด หรือเลือกตัวหุ้นที่งบออกไปแล้วราคาหุ้นตอบสนองเชิงลบเรียบร้อย เช่น กลุ่มธนาคาร, รายได้อิงจากในประเทศ และ ถือ(กอด)หุ้นตามพอร์ต SET100 Smart tactical ที่เราแนะนำ
SET Index ประเมินทางเลือกเชิงกราฟเทคนิค (Scenario Analysis)
Scenario 1: Base Case (Technical Rebound)
ดัชนียืนเหนือเส้น Major Support และกรอบล่าง Bullish Flag ได้สำเร็จ เกิดการรีบาวด์ระยะสั้นจากภาวะ RSI Oversold
แนวรับ: 1,480 - 1,490 จุด / แนวต้าน: 1,517 และ 1,540 จุด
ให้น้ำหนัก 65 - 70%
Scenario 2: Bear Case (Downside Breakdown)
แรงขายกดดันชีหลุด Major Support และหลุดกรอบ Bullish Flag ลงไปทดสอบฐาน Fibo 38.2% แนวรับถัดไปที่ 1,430 จุด
ให้น้ำหนัก 30 - 35%
สรุป: จับตาสัญญาณแท่งเทียนกลับตัว (เช่น Hammer หรือ Bullish Engulfing) บริเวณโซน Major Support นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อหาจังหวะเก็งกำไรการรีบาวด์ระยะสั้น โดยตั้งจุด Stop Loss ทันทีหากดัชนีปิดหลุดต่ำกว่าโซนแนวรับหลักดังกล่าวส่วนหุ้นแนะนในพอร์ต CPN, GPSC และ CPALL ยังไปได้สวยครับ

 

 


What to watch

กกร. เพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้โต 2.4-2.6% (เดิม 2.1-2.5%) อานิสงส์ปรับปรุงดัชนี MPI ใหม่ คาดส่งออกโตพุ่ง 18-22% (เดิม 12-16%) และอัตราเงินเฟ้อ ปรับลงเหลือ 2.1-2.5% (เดิม 2.5-3.0%)


จีนกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุม 3 ฝ่ายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน โดยคาดว่าจะจัดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่จีนเป็นเจ้าภาพในช่วงกลางเดือนพ.ย.นี้ ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ปูตินเสนอให้ผู้นำทั้งสามประเทศพบกันในเดือนหน้า เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ขณะที่ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมาว่า การประชุมดังกล่าวจะมุ่งหารือเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากทั้งสามประเทศต่างครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จำนวนมาก

ครม. รื้อภาษีป้ายครั้งใหญ่! เลิกเสียเต็มปี คิดตามเวลาติดตั้งจริง/ จ่ายผ่านออนไลน์ได้-ขยายการชำระเป็น 30 วัน, ครม.เคาะมาตรการภาษี นำเข้ารถยนต์ EV และ REEV เป็นสูงสุด 35% จากเดิม 10%

ผู้นำเดโมแครตลั่น เตรียมจับมือสมาชิกรีพับลิกันยุติสงครามกับอิหร่าน และจะได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันบางส่วน “เรากำลังจะยุติสงคราม เรามีสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนที่เข้าร่วมกับเราในการยุติสงครามแล้ว และคณะผู้ก่อตั้งประเทศ (Founding Fathers) ได้กำหนดให้อำนาจควบคุมงบประมาณเป็นหนึ่งในกลไกขัดขวางประธานาธิบดีที่ทำสงครามโดยปราศจากความยินยอมของประชาชนชาวอเมริกัน"

คลัง รื้อเกณฑ์ Local Content รถ EV หนุนตั้งโรงงาน-ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ปูทางไทยสู่ฐานการผลิตภายในปี 73 คาดว่าเกณฑ์ดังกล่าว จะเริ่มบังคับใช้ภายใน 3 ปี หรือภายในปี 2573: การใช้ Local Content จริง เช่น ระบุไปเลยว่ารถคันนี้ใช้เบาะ ประตู กระจก ยางรถยนต์ ที่เป็น Local Content จริง ๆ เท่าไร ส่วนสัดส่วน Local Content ใหม่ของกรมสรรพสามิตจะเป็นเท่าไรนั้น ยังอยู่ระหว่างการทำการบ้านอยู่" นายลวรณ กล่าว

 

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Alpha Pulse
SET ถูกแค่ไหนจึงคุ้มสะสม พร้อมคัดหุ้นถูกหลายมิติ
การดูว่าตลาด “ถูก” หรือไม่จากระดับมูลค่าเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ เพราะข้อมูลย้อนหลังปี 2016–2026 ชี้ว่า ตลาดที่เริ่มถูกกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย ยังไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีเสมอไป สิ่งที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้การสะสมหุ้นได้ผลมากขึ้นคือ ต้องมีทั้งส่วนลดจากมูลค่าที่มากพอ เงินปันผลที่น่าสนใจ และโดยเฉพาะ ทิศทางประมาณการกำไรที่ยังถูกปรับขึ้น


หาก Forward PER ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีเพียง 0–1SD หรือราว 13.9–16.7 เท่า ผลตอบแทนในอีก 6 เดือนเป็นบวกเพียง 37.8% และให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -1.8% ขณะที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนกำไรเทียบพันธบัตร (Earnings Yield Gap: EYG) ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 0–1SD ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -5.2% และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 0–1SD ให้ผลเฉลี่ย -11.4% สะท้อนว่า แค่เริ่มถูก ยังไม่ใช่ส่วนเผื่อความปลอดภัยที่มากพอ

แต่เมื่อส่วนลดเพิ่มขึ้น ผลย้อนหลังดีขึ้นอย่างชัดเจน โดย Forward PER ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 1–1.5SD หรือราว 12.5–13.9 เท่า มีโอกาสให้ผลตอบแทนบวกถึง 92.3% และผลเฉลี่ย +10.7% ส่วน Dividend yield ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 1.5–2SD หรือราว 3.9–4.1% มีโอกาสให้ผลตอบแทนบวก 93.1% และผลเฉลี่ย +10.5% ขณะที่ EYG ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 1.5–2SD ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง +18.0%

อย่างไรก็ตาม ตัวแปรที่เปลี่ยนภาพได้มากที่สุดคือทิศทางกำไร เพราะแม้ตลาดจะอยู่ในโซนที่ถูกเพียง 0–1SD แต่หากประมาณการกำไรต่อหุ้นย้อนหลัง 3 เดือนยังถูกปรับขึ้น ผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น EYG ในโซนดังกล่าว หากกำไรถูกปรับขึ้น มีโอกาสให้ผลตอบแทนบวก 75% และผลเฉลี่ย +4.7% เทียบกับกรณีกำไรถูกปรับลงที่มีผลตอบแทนบวกเพียง 22.8% และผลเฉลี่ย -8.3% ขณะที่ PER ให้ภาพคล้ายกัน โดยฝั่งกำไรปรับขึ้นให้ผลเฉลี่ย +4.9% เทียบกับ -5.7% ในกรณีกำไรถูกปรับลง

ในทางกลับกัน หากกำไรยังถูกปรับลด ราคาต้องถูกลงมากกว่าปกติเพื่อชดเชยความเสี่ยง เช่น PER จากโซนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 0–1SD ไปเป็น 1–1.5SD ทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในกรณีกำไรถูกปรับลงเปลี่ยนจาก -5.7% เป็น +7.0% ขณะที่ EYG ต้องสูงถึง 1.5–2SD จึงทำให้ผลเฉลี่ยเพิ่มเป็น +14.0% สะท้อนว่าเมื่อกำไรยังไม่ดี นักลงทุนควรรอส่วนเผื่อความปลอดภัยที่มากกว่าเดิม

สำหรับ SET ปัจจุบัน เรามองว่า เริ่มเข้าสู่โซนที่เหมาะกับการทยอยสะสม โดย Forward PER อยู่ที่ 13.2 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราว 1.2SD, Dividend yield 4.1% สูงกว่าค่าเฉลี่ยราว 2.0SD และ EYG 5.5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยราว 1.9SD ขณะที่ประมาณการกำไรยังถูกปรับขึ้น 1.1% ในช่วง 1 เดือน และ 10.8% ในช่วง 3 เดือน ทำให้เงื่อนไขด้านราคาและกำไรยังสนับสนุนการสะสมในกรอบ 6 เดือน

ด้านดัชนี เรามอง SET มีโอกาสสร้างฐานบริเวณ 1,480–1,500 จุด แม้ระยะสั้นยังมีแรงกดดันจากความกังวล Data Center ในสหรัฐฯ ต่อกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และราคาน้ำมันที่ลดลงกดดันพลังงานต้นน้ำ แต่ราคาน้ำมันที่อ่อนลงกลับช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง เช่น โรงไฟฟ้า SPP และเครื่องดื่ม รวมถึงช่วยลดภาระของไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงาน ขณะที่ประมาณการกำไร SET ยังอยู่ในทิศทางบวกและมูลค่าหุ้นอยู่ในโซนถูก จึงช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงของตลาด
กลยุทธ์การลงทุน: เน้นเลือกหุ้นที่ ถูกหลายมิติ มีเงินปันผลช่วยรองรับ และกำไรปี 2027 ยังเติบโต ได้แก่ CPN จากรายได้ค่าเช่าและจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น คาด Dividend yield ปี 2027 ที่ 4.2%, CPALL จากความทนทานของยอดขายสินค้าจำเป็นและการบริหารอัตรากำไร Yield 4.3%, BDMS จากการฟื้นของผู้ป่วยไทยและต่างชาติ Yield 4.2%, OSP จากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเครื่องดื่มฟังก์ชัน Yield 5.1%, CBG จากยอดขายที่เร่งตัวและโอกาสกำไร 4Q26 ทำจุดสูงสุดของปี Yield 3.7% และ MEGA (Non-rated) จากธุรกิจผลิตภัณฑ์แบรนด์ของตัวเองและธุรกิจจัดจำหน่ายที่ยังเติบโต พร้อม Yield 5.4%

 

Construction Sector
แนวโน้มกำไรยังเป็นทิศทางบวก
แนวโน้มกำไรกลุ่มรับเหมาก่อสร้างยังเป็นบวก โดยเราคาด 3Q26 ของทั้ง CK และ STECON ดีกว่าประมาณการเดิม จากรายได้ที่ยังเติบโตและการควบคุมค่าใช้จ่ายขายและบริหารที่ทำได้ดี แม้ต้นทุนก่อสร้างเริ่มเพิ่มขึ้น ขณะที่ช่วง 4Q26–1Q27 จะเริ่มมีปัจจัยหนุนจากทั้งการเปิดประมูลงานภาครัฐและโอกาสเซ็นสัญญาโครงการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ใหม่ จึงมองเป็นจังหวะทยอยสะสมก่อนความชัดเจนดังกล่าวเพิ่มขึ้น
CK คาดกำไร 3Q26 ทำจุดสูงสุดของปี โดยคาดกำไรหลัก 859 ล้านบาท ลดลง 7% YoY แต่เพิ่ม 7% QoQ สูงกว่าประมาณการเดิมราว 8% ขณะที่เมื่อรวมกำไรหลังภาษี 242 ล้านบาทจากการขายหุ้น BEM บางส่วน กำไรสุทธิคาดอยู่ที่ 1.10 พันล้านบาท โดยงวดนี้รายได้ CK คาดเพิ่ม 5% YoY และ 1% QoQ จากการเดินหน้างานเดิมต่อเนื่อง ขณะที่เราตั้งสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นอย่างระมัดระวังที่ 7.5% ลดจาก 7.9% ใน 3Q25 และ 8.1% ใน 2Q26 เพื่อเผื่อแรงกดดันด้านต้นทุน ส่วน SG&A/ยอดขายคาดทรงตัว QoQ ที่ 5% แต่ดอกเบี้ยจ่ายลดลง 31% YoY เหลือ 375 ล้านบาท
STECON เด่นกว่าคาดจากรายได้ที่เร่งตัว โดยคาดกำไรหลัก 3Q26 ที่ 237 ล้านบาท เพิ่ม 45% YoY แต่ลด 74% QoQ จากการไม่มีเงินปันผล GULF ซึ่งสูงกว่าประมาณการเดิมของเราและตลาดราว 20–30% โดยรายได้คาดที่ 1.02 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 35% YoY และ 7% QoQ จากงาน Data Center รถไฟฟ้าสายสีส้ม–สีม่วง และโครงการพลังงานสะอาด คาดม้อัตรากำไรขั้นต้นที่ 7.2% ทรงตัว YoY แต่ลดจาก 7.4% ใน 2Q26 จากต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ได้งาน Data Center ที่มีอัตรากำไรดีกว่าช่วยพยุง ขณะที่ SG&A/ยอดขายลดเหลือ 3.0% จาก 3.5% ใน 3Q25 ตามรายได้ที่โตเร็วกว่าค่าใช้จ่าย แต่ดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มเป็น 100 ล้านบาท หลังออกหุ้นกู้ 5 พันล้านบาทในเดือน ส.ค.
แนวโน้ม 4Q26 STECON มี Upside จากบริษัทอัปเดทคาดรายได้มีโอกาสทำจุดสูงสุดของปี และหากทำได้ตามนี้เราคาดเปิด Upside ต่อประมาณการกำไรปี 2026 ราว 8–12% และปี 2027 อาจมีเพิ่มอีก 10–15% หากโครงการ Data Center ใหม่รับรู้รายได้เร็วขึ้นและเงินปันผลจากโครงการเดิมเข้ามาเร็วกว่าคาด
Fundamental view: เรามอง 4Q26 เป็นจังหวะทยอยสะสมหุ้นรับเหมาก่อสร้างก่อนรอบประมูลงานใหม่ เลือก STECON เป็นหุ้นเด่น รองลงมาคือ CK

Retail Finance Sector
ความกังวลคุณภาพสินทรัพย์เริ่มคลี่คลาย
ราคาหุ้นปีนี้ Underperform SET ไปค่อนข้างมาก แต่ปัจจัยลบเริ่มคลี่คลาย ขณะที่กำไรยังเติบโตดีและ Valuation น่าสนใจ เรามองว่าเป็นจังหวะกลับเข้าสะสม โดยเลือก TIDLOR และ MTC เป็น Top Picks
ประเด็นแรก ความกังวลเรื่องคุณภาพสินทรัพย์น่าจะลดลง จากสองปัจจัย คือราคาน้ำมันดูไบที่ลดลง 16% WoW ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อและความสามารถชำระหนี้ของลูกค้า ขณะที่ผลกระทบน้ำท่วมเราคาดว่าจะจำกัด เราจึงคาดว่าคุณภาพสินเชื่อของกลุ่ม Retail Finance ยังอยู่ในเกณฑ์ดีในปีนี้
ประเด็นที่สอง แม้นักเศรษฐศาสตร์ของเรา คาดว่า กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 25bps ในครึ่งหลังของปี 27 แต่เราคาด Cost of funds ปี 2027 เฉลี่ยของกลุ่มจะลดลง 9bps เหลือ 3.72% เพราะอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้และเงินกู้ใหม่ยังต่ำกว่าหนี้เดิมที่ครบกำหนด และ
ประเด็นที่สาม Valuation สะท้อนข่าวร้ายไปมากแล้ว ปัจจุบันกลุ่มซื้อขายที่ PER ปี 2027 เพียง 8.1 เท่า ขณะที่ PBV/ROE ratio ก็อยู่ที่เพียง 0.076 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มธนาคารที่ 0.116 เท่ามาก จึงมองว่ามีโอกาส valuation จะถูก Re-rate หากความกังวลคลี่คลาย

 


BAM
บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์
การฟื้นตัวยังไม่มาตามนัด ปรับลดกำไรลงอีก
เรายังแนะนำ ขาย BAM จาก 3 เหตุผล 1) การฟื้นตัวของธุรกิจช้ากว่าที่เราและตลาดคาดมาก เพราะธนาคารยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ และลูกค้าบางส่วนก็ชะลอการซื้อ NPLs และ NPA ขนาดกลางและใหญ่ออกไปก่อนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า

2) เราคาดกำไรสุทธิ 3Q26 จะอยู่ที่ 249 ล้านบาท ต่ำกว่าที่เราและตลาดคาดไว้เดิมมาก เพราะการฟื้นตัวของการจัดเก็บเงินสดช้ากว่าคาด โดยคาดกำไรจะเพิ่มขึ้น 35% YoY 6% QoQ จากกำไรจาก NPA เพิ่มขึ้น และเราคาดทิศทางกำไรสุทธิ 4Q26 ก็จะฟื้นตัวช้ากว่าที่เคยคาดไว้ด้วยเช่นกัน และ

3) เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2026-27 ลง 34% จากการปรับลดสมมมติฐานการจัดเก็บเงินสดลง ทำให้เราคาดกำไรปีนี้ของ BAM จะอยู่ที่ 1.1 พันล้าน ลดลง 37% YoY โดยประมาณการกำไรใหม่ของเราต่ำกว่าตลาดอยู่ราว 25% ทำให้คาดว่าตลาดจะรับลดประมาณการกำไรของ BAM ลงได้หลังจากประกาศงบในสัปดาห์หน้า ทำให้เรายังแนะนำ ขาย ราคาเป้าหมมายใหม่ 6 บาท



รายงานผลประกอบการวันนี้

GPSC
โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่
GULF
กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์
GST
กัลฟ์ สเปซ เทคโนโลยี

BCP
บางจาก คอร์ปอเรชั่น
OR
ปตท. น้ำมันและ การค้าปลีก

KCE
เคซีอี อีเลคโทรนิคส์


(0) GPSC รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 1.59 พันล้านบาท (-9% YoY, -12% QoQ) เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด หักรายการพิเศษสุทธิ มีกำไรหลัก 1.12 พันล้านบาท (+16% YoY, -36% QoQ) โดยรายได้เพิ่มขึ้น 2% YoY และ 1% QoQ ขณะที่ GM ลดลงเหลือ 23.2% จาก 26.5% ใน 3Q25 และ 26.6% ใน 2Q26 จากต้นทุนก๊าซ SPP ที่เพิ่มขึ้น แนวโน้ม 4Q26 คาดทั้งกำไรสุทธิและกำไรหลักฟื้นตัว YoY และ QoQ จากส่วนแบ่งกำไรที่ดีขึ้น แม้ Margin ของ SPP ยังถูกกดดัน โดยกำไรหลัก 9M26 คิดเป็น 72% ของประมาณการปี 2026 จึงมองมี Downside risk ต่อประมาณการทั้งปี ขณะนี้อยู่ระหว่างทบทวนประมาณการ คำแนะนำ และราคาเป้าหมาย


(0) GULF รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 9.29 พันล้านบาท (+27.7% YoY, -25.4% QoQ) ขณะที่กำไรหลักอยู่ที่ 9.05 พันล้านบาท (+24.2% YoY, -26.7% QoQ) เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด โดยการลดลง QoQ มาจากฐานสูงของเงินปันผล KBANK และกำไรจากการขาย PLPC ใน 2Q26 ขณะที่รายได้รวมเพิ่มขึ้น 75% YoY และ 5% QoQ เป็น 5.28 หมื่นล้านบาท หนุนจากธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซ Renewable และรายได้ก่อสร้าง MTP3 ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรหลักจากบริษัทร่วมและ JV เพิ่มขึ้น 21.6% YoY และ 12.1% QoQ เป็น 6.84 พันล้านบาท แนวโน้ม 4Q26 คาดผลประกอบการยังแข็งแกร่ง YoY จากการรับรู้ Solar farm LNE/SSE เต็มไตรมาส การหยุดซ่อม IPP ที่ลดลง และงานก่อสร้าง MTP3 เราคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 82 บาท และยังเลือก GULF เป็น Top Pick กลุ่มโรงไฟฟ้า

(0) GST รายงานขาดทุนสุทธิ 3Q26 ที่ 12 ล้านบาท ดีขึ้นจากขาดทุน 87 ล้านบาทใน 2Q26 แต่ขาดทุนมากขึ้นเล็กน้อยจาก 1 ล้านบาทใน 3Q25 หักกำไร FX 37 ล้านบาทและขาดทุนด้อยค่า TFRS 9 ที่ 27 ล้านบาทแล้ว มีขาดทุนหลัก 21 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 79 ล้านบาทใน 2Q26 และกำไรหลัก 7 ล้านบาทใน 3Q25 เป็นไปตามที่เราคาด โดยรายได้เพิ่มขึ้น 22% YoY และ 23% QoQ เป็น 612 ล้านบาท สูงกว่าที่เราคาด 20% จากรายได้โครงการงานกองทัพ 120 ล้านบาทและงานก่อสร้าง Globalstar 93 ล้านบาท แต่รายได้ดาวเทียมหลักยังลดลง 1.4% YoY และ 0.6% QoQ เหลือ 491 ล้านบาท แนวโน้ม 4Q26 คาดขาดทุนหลัก 32 ล้านบาท โดย USO3 ยังเริ่มรับรู้รายได้ก่อสร้างในปี 2027 และ THAICOM 9 คาดเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ใน 3Q27 เรายังคงประมาณการขาดทุนหลักปี 2026 ที่ 220 ล้านบาท คงคำแนะนำขาย

 

(0) BCP รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 9.85 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 9 เท่า YoY แต่ลดลง 20% QoQ หักรายการพิเศษแล้ว มีกำไรหลัก 1.36 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6 เท่า YoY แต่ลดลง 7% QoQ เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด โดยปัจจัยบวกคือ SG&A ต่ำกว่าคาด ขณะที่ขาดทุนพิเศษสูงกว่าคาด การเติบโต YoY มาจากกำไรธุรกิจโรงกลั่น ไฟฟ้า Biofuel และ E&P ที่ดีขึ้น ขณะที่การลดลง QoQ มาจากโรงกลั่น Marketing และ E&P โดย Market GRM อยู่ที่ 17.4 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (+10% YoY, -1% QoQ) แนวโน้ม 4Q26 คาดกำไรหลักเพิ่มขึ้น YoY จากกำไรส่วนใหญ่ที่ดีขึ้น แต่ลดลง QoQ จากธุรกิจโรงกลั่นและ Global รวมถึง SG&A ตามฤดูกาล เรายังคงคำแนะนำถือ ราคาเป้าหมาย 57 บาท โดยคาด Dividend yield ปี 2026 ราว 10% และระยะยาว 6–8%

 

(0) OR รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 5.14 พันล้านบาท (+97% YoY, พลิกจากขาดทุน QoQ) เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด โดยปัจจัยบวกคืออัตราภาษีที่ต่ำกว่าคาด ขณะที่ดอกเบี้ยจ่ายสูงกว่าคาด ผลประกอบการดีขึ้นจากกำไรธุรกิจ Mobility และ Global ที่เพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ รวมถึง Lifestyle ที่ดีขึ้น YoY โดยปริมาณขายน้ำมันธุรกิจ Mobility อยู่ที่ 5,596 ล้านลิตร (-6% YoY, +1% QoQ) และกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 1.38 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้น 35% YoY และ 6 เท่า QoQ ขณะที่ Café Amazon ขายได้ 116 ล้านแก้ว (+6% YoY, -1% QoQ) แนวโน้ม 4Q26 คาดกำไรเพิ่มขึ้น YoY จากกำไรทุกธุรกิจที่ดีขึ้น แต่กำไรหลักลดลง QoQ จากธุรกิจ Mobility และ Global ที่อ่อนลง รวมถึง SG&A ตามฤดูกาล เรายังคงตามเดิม คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 14 บาท และคาด Dividend yield ราว 4–5%

 

(-) KCE รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 485 ล้านบาท (+63% YoY, +76% QoQ) หักรายการพิเศษซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำไร FX แล้ว มีกำไรหลัก 443 ล้านบาท (+45% YoY, +83% QoQ) ต่ำกว่าที่เราคาด 10% และตลาดคาด 13% จากรายได้ (ขึ้นราคาได้ แต่ Volume ยังไม่มาตามคาด) และ GM ที่ต่ำกว่าคาด (จากต้นทุนขึ้น) โดยรายได้เพิ่มขึ้น 14% YoY และ 9% QoQ เป็น 3.9 พันล้านบาท แม้ปริมาณขาย PCB ลดลง 4% YoY และ 2% QoQ ขณะที่ ASP เพิ่มขึ้น 9% YoY และ 10% QoQ ส่วน GM ฟื้นเป็น 22.3% จาก 21.4% ใน 3Q25 และ 18.9% ใน 2Q26 จากการปรับราคา ค่าเงินบาทที่อ่อนลง และการขายสินค้าที่ผลิตด้วยต้นทุนวัตถุดิบต่ำกว่าไตรมาสก่อน แนวโน้ม 4Q26 คาดกำไรหลักเพิ่มขึ้น ทั้ง YoY และ QoQ จากรายได้ที่ฟื้น ประสิทธิภาพดีขึ้น และการปรับราคาขึ้นเพิ่มเติม เราปรับลดประมาณการกำไรหลักปี 2026 ลง 6% เหลือ 1.35 พันล้านบาท คงคำแนะนำซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 70 บาท

 

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์, IAA Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ธนรัตน์ อิศรกุล, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

พยายามสู้ By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม มองบรรยากาศการลงทุน หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่พรรคเดโมแครต ชนะเลือกตั้งกลางเทอม .....

หลุด1500 By : แม่มดน้อย

เช้าที่ผ่านมาหุ้นไทย หลุด1500 จุด แรงขายหุ้นกลุ่มพลังงานกดดัน หลังราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงกว่า 9.3%สู่ระดับ 87.80....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้