Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

42

Global Strategist’s View ประเด็นสำคัญจากรายงาน Cross Asset เดือนพฤษจิกายน Part 1


Fed พักขึ้นดอกเบี้ยชั่วคราว แต่ความเสี่ยงเงินเฟ้ออาจนำไปสู่ Renewed Tightening

Fed มีมติ 10 ต่อ 2 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.75–4.00% ตามที่ตลาดคาด หลังขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ในเดือนกันยายน โดย Lisa Cook และ Beth Hammack ลงคะแนนคัดค้านเพื่อสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก 25 bps จุดที่สร้างความประหลาดใจคือ Cook ซึ่งไม่เคยคัดค้านมติ FOMC มาก่อนนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในปี 2022 สะท้อนความเสี่ยงที่แรงกดดันด้าน Hawkish ภายใน Fed อาจเพิ่มขึ้น

Fed ปรับการประเมินเศรษฐกิจจาก Solid เป็น Strong ขณะที่สัญญาณเงินเฟ้อจากภาคธุรกิจเริ่มเพิ่มขึ้น โดย ISM Manufacturing Prices Paid เดือนกันยายนปรับขึ้นเป็น 77.9 จาก 71.1 และ ISM Manufacturing PMI อยู่ที่ 54.5 ขยายตัวเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวแข็งแกร่ง พร้อมกับแรงกดดันต้นทุนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม Fed ส่วนใหญ่ยังเลือกพักดอกเบี้ยเพื่อประเมินผลของการ Tighten ในการประชุมครั้งก่อน


การฟื้นตัวของ Manufacturing และ Services Cycle ในปี 2027 อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ โดยคาดว่า PMI Cycle ของทั้งสองภาคส่วนมีแนวโน้มที่ระดับ Z-score จะเป็นบวก ขณะที่ AI Capex จะช่วยพยุงการลงทุนภาคเอกชนและเพิ่มความต้องการใช้พลังงาน วัตถุดิบ และกำลังการผลิต ซึ่งอาจทำให้แรงกดดันด้านราคายืดเยื้อกว่าที่ Fed ประเมิน


นอกจากนี้ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มความเสี่ยงที่ราคาพลังงานจะปรับลดลงช้ากว่าที่คาด โดยการสลับระหว่างช่วงที่ความตึงเครียดคลี่คลายและกลับมารุนแรงขึ้น อาจทำให้ Geopolitical Risk Premium ในราคาน้ำมันลดลงได้ไม่ต่อเนื่อง และเพิ่มความเสี่ยงของ Inflation Persistence ในปี 2027 แม้ความต้องการใช้น้ำมันโลกจะไม่ได้เร่งตัวในอัตราเดียวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ


BLS Wealth ประเมินว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 25 bps ในเดือนธันวาคม 2026 สู่ 4.00–4.25% ก่อนพักการขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ไตรมาส และกลับมาขึ้นอีก 2 ครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ส่งผลให้กรอบดอกเบี้ยสิ้นปี 2027 อยู่ที่ 4.50–4.75% สูงกว่าเส้นทางดอกเบี้ยจาก Dot Plot เดือนกันยายน
(โปรดติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม)


แนวโน้มตลาดหุ้นไทย Stay the course
เมื่อวานหุ้นไทยลงหลุด 1500 จุด แต่ข้อดีคือลงกระจุกตัวแค่ ตัวแทนกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น PTTEP RCL PSL TTA และตัวแทนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ DELTA KCE HANA


ซึ่งหากหลุด 1500 และลงกระจายทุกกลุ่ม อาจเป็นสัญญาณเตือนของการเตรียมตัวรับ Panic sell และคาดว่าหากตลาดหุ้นไทยประคับประคองตัวไว้ได้ในลักษณะนี้ต่อไปอีก 1-2 วัน ให้ถึงวันพฤหัส (ซึมลง) หลังทราบผลเลือกตั้งสหรัฐฯ และไม่มีสัญญาณของการเปิดฉากสงครามที่รุนแรง กลยุทธ์คาดว่าการปรับฐานจะไม่ได้ลงแรงจบเร็ว-แต่จะเป็นรูปแบบ ย่อสลับเด้ง ในกรอบขาลงจนถึงกลางสัปดาห์หน้า เมื่องบ บจ.ทยอยออกเกิน 70% จึงค่อยประเมินแนวโน้มการหมุนกลุ่มเล่นในช่วงที่เหลือของเดือน พ.ย.


กลยุทธ์หลักตอนนี้คือ การหยุดเก็งกำไรหุ้นตัวใหม่ ชะลอเพิ่มพอร์ต รอให้การปั่นกระแสเชิงลบหยุดและผ่านพ้นไปก่อน
งดการเก็งกำไรดักงบการเงิน โดยแนะให้ไปรอช้อนซื้อหุ้นอีกครั้งหลังงบออกหมด หรือเลือกตัวหุ้นที่งบออกไปแล้วราคาหุ้นตอบสนองเชิงลบเรียบร้อย เช่น กลุ่มธนาคาร, กลุ่ม Low beta, รายได้อิงจากในประเทศ, ถือ(กอด)หุ้นตามพอร์ต SET100 Smart tactical ที่เราแนะนำแล้วรอสัญญาณอัพเดทตามสถานการณ์

มุมมองเทคนิค: เจาะลึกความเสี่ยงเชิงเทคนิค & Bear Case Scenario
ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงขายกดดันต่อเนื่อง โดยดัชนีปรับตัวลดลงรวม 10% จากจุดสูงสุดของปีที่บริเวณ 1,657 จุด (ทำไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2026) ล่าสุดปิดทำการที่ระดับ 1,491 จุด ส่งสัญญาณเตือนผ่าน 4 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ที่อาจนำพาตลาดเข้าสู่โครงสร้างขาลงเชิงลบ (Bear Case)

4 ปัจจัยเสี่ยงทางเทคนิค (Technical Risk Factors)
1) Breakdown EMA 200 วัน: ดัชนีหลุดเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ต้นปี 2026 บ่งชี้ถึงแรงกดดันเชิงโครงสร้างระยะกลางที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

2) เสี่ยงหลุด Fibonacci Retracement 23.6% บริเวณ 1,520 จุด โดยมีโซนแนวรับถัดไปที่ Fibonacci 50% บริเวณ 1,430 จุด

3) เสี่ยงหลุดเส้นแนวรับหลัก (Major Support Line) ซึ่งอาจพลิกผันภาพรวมจากแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) สู่ภาวะการกลับตัวเป็นขาลง (Bearish Reversal)

4) Corrective Wave C Dynamics โครงสร้างราคาปัจจุบันกำลังเคลื่อนตัวอยู่ใน Wave C ซึ่งเป็นคลื่นปรับฐานย่อยชุดสุดท้าย ธรรมชาติของคลื่นนี้มักเกิดแรงเทขายที่รุนแรงและรวดเร็วพร้อมกับสัญญาณเครื่องมือวัดโมเมนตัมที่เข้าสู่ภาวะ Oversold

Action: เพิ่มความระมัดระวังต่อความเสี่ยงในการเปลี่ยนโครงสร้างตลาด (Structural Shift) หลีกเลี่ยงหรือใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษกับ กลุ่ม Commodity Play (กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี) เนื่องจากราคาหุ้นเริ่มหักหัวลงจากบริเวณกรอบบน (Upper Bound) อย่างชัดเจน!

 

 

What to watch


หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ (FT) รายงาน โดยอ้างแหล่งข่าววงในว่า คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของจีน (CSRC) สั่งให้วาณิชธนกิจระงับการทำ IPO ชั่วคราว รวมถึงสั่งระงับการขายหุ้นล็อตใหญ่โดยผู้ถือหุ้นเดิมจนกว่าตลาดจะฟื้นตัว


เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แจ้งบางประเทศในตะวันออกกลางให้เตรียมพร้อมรับมือ หากสหรัฐฯ กลับมาเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในสัปดาห์หน้า รวมถึงเตรียมรับมือการตอบโต้จากอิหร่านด้วย


เลขาฯ สมช. นัดถก 4 พ.ย. เกาะติดสถานการณ์โลก เตรียมพร้อมรับมือวิกฤต ยันแผนอพยพ-สำรองพลังงานพร้อม, จัดเตรียมข้อมูลเพื่อแจ้งประชาชนในห้วงเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงมีข้อมูลข่าวกรองและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยประเมินจากการเคลื่อนกำลังของฝ่ายต่างๆ รวมถึงความเคลื่อนไหวทางการทูตของประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์ระดับความเสี่ยงของสถานการณ์


ตลาดให้น้ำหนักผลเลือกตั้งสหรัฐฯกลางเทอม แบ่งเป็น เดโมแครตครอง สภาสูง+ล่าง ให้โอกาส 61% (เรียกว่า Cohesive Democratic majority) และให้โอกาส 31% เดโมแครตครองสภาล่าง ส่วนรีพับลิกันครองสภาสูง (เรียกว่า Fragile Democratic majority)


จีนกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุม 3 ฝ่ายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน โดยคาดว่าจะจัดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่จีนเป็นเจ้าภาพในช่วงกลางเดือนพ.ย.นี้ ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ปูตินเสนอให้ผู้นำทั้งสามประเทศพบกันในเดือนหน้า เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ขณะที่ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมาว่า การประชุมดังกล่าวจะมุ่งหารือเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากทั้งสามประเทศต่างครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จำนวนมาก


BOJ เร่งระบาย ETF หวังเพิ่มกำไรนำส่งรัฐบาล รองรับแผนใช้จ่ายก้อนใหญ่ของญี่ปุ่น โดยจะเร่งทยอยขายกองทุน ETF ที่ถือครองอยู่ โดยเพิ่มวงเงินขายต่อปีเป็น 8.6 แสนล้านเยน (5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตั้งแต่เดือน ม.ค. จากเดิม 3.3 แสนล้านเยนต่อปี ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำไรส่วนเกินของธนาคารกลางและเงินที่นำส่งรัฐบาล ทำให้ภาครัฐมีรายได้เพิ่มเติมสำหรับรองรับแผนการใช้จ่ายขนาดใหญ่ของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น
BOJ ประกาศแผนดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ (30 ต.ค.) โดยคำนวณวงเงินขายจากมูลค่าตามบัญชี การปรับเพิ่มยอดขายจะทำให้ระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้ในการทยอยขาย ETF ทั้งหมดลดลงเหลือประมาณ 43 ปี จากเดิมที่ประเมินไว้ 112 ปี

ครม. รื้อภาษีป้ายครั้งใหญ่! เลิกเสียเต็มปี คิดตามเวลาติดตั้งจริง/ จ่ายผ่านออนไลน์ได้-ขยายการชำระเป็น 30 วัน, ครม.เคาะมาตรการภาษี นำเข้ารถยนต์ EV และ REEV เป็นสูงสุด 35% จากเดิม 10%

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Alpha Pulse

Earnings PULSE | โอกาสลงทุนจากสัญญาณแรกฤดูงบ
ตลาดยังถูกกดดันจากหุ้นอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานต้นน้ำ หลังนักลงทุนกลับมากังวลความคุ้มค่าของการลงทุน AI จากงบ Big Tech ขณะที่ราคาน้ำมันอ่อนลงตามความหวังต่อการเจรจากับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม เรายังเห็นแรงซื้อเลือกเป็นรายตัวในหุ้นปันผลและธุรกิจเชิงรับ เช่น ADVANC, KBANK, BDMS, OSP และ CPALL จึงยังให้น้ำหนักหุ้นที่ กำไร 4Q26–ปี 2027 โตต่อและมีเงินปันผลช่วยรองรับความผันผวน


สัญญาณแรกจากงบ 3Q26 ยังออกมา ผสมกันมากกว่าดีทั้งตลาด โดยบริษัทที่ประกาศงบแล้วคิดเป็น 22% ของหุ้นที่เราติดตาม รายได้รวมสูงกว่าตลาดคาดราว 1% แต่กำไรสุทธิรวมต่ำกว่าคาด 7% เทียบกับไตรมาสก่อนที่กำไรรวมดีกว่าคาด 14% ขณะที่ราว 65% ของบริษัทมีกำไรใกล้เคียงคาด, 24% ต่ำกว่าคาด และเพียง 12% ดีกว่าคาด สะท้อนว่า อัตรากำไรและค่าใช้จ่ายเริ่มเป็นตัวแยกผลประกอบการรายบริษัทมากกว่ารายได้


กลุ่มที่ดีกว่าคาดนำโดย KKP ซึ่งกำไรสูงกว่าตลาดคาด 15% จากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมและกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน ขณะที่ GLOBAL ดีกว่าคาด 11% จากอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่าประเมิน 83bps หลังขึ้นราคาสินค้าแบรนด์ของบริษัทและเพิ่มสัดส่วนสินค้าแบรนด์ตัวเอง แม้ยอดขายสาขาเดิมยังอ่อนแอ ส่วนหุ้นที่ใกล้เคียงคาด ได้แก่ KBANK, BBL, TU, SCGP, ITC และ TRUE ขณะที่ SCC, PTTEP และ DELTA ต่ำกว่าคาดจากค่าใช้จ่าย รายการขาดทุน และการตั้งสำรองที่สูงกว่าคาดตามลำดับ


โอกาสแรกคือ KKP ซึ่งงบดีกว่าคาดทั้งรายได้และกำไร พร้อมปันผลสูง โดยคาดกำไร 4Q26 โต 28% YoY สูงสุดในกลุ่มธนาคาร ขณะที่ PBV เทียบ ROE ยังต่ำกว่ากลุ่ม และคาดอัตราผลตอบแทนเงินปันผลปี 2027 ที่ 7.2% สูงสุดในกลุ่ม จึงมองการอ่อนตัวของราคาหุ้นเป็นจังหวะทยอยสะสม

อีกโอกาสอยู่ที่กลุ่มเครื่องดื่ม OSP, ICHI และ CBG ซึ่งมีจุดร่วมคือยังคุมต้นทุนได้ดี ขณะที่ยอดขายช่วยหนุนกำไร 4Q26 และหากราคาน้ำมันอ่อนลงต่อ จะเป็นโอกาสเพิ่มต่อกำไรปี 2027 ผ่านต้นทุนพลังงาน ขนส่ง และวัตถุดิบบางส่วนที่ลดลง โดย OSP เด่นจากประสิทธิภาพการผลิตและคาดปันผลปี 2027 ที่ 6.7%, ICHI จากการลดค่าใช้จ่ายและกำลังผลิตที่กลับมาเต็ม พร้อมปันผล 7.6%, ส่วน CBG มีโอกาสที่กำไร 4Q26 จะสูงสุดของปีจากยอดขายในประเทศตามฤดูกาลและยอดขาย Loveza ที่เพิ่มขึ้น

Strategist view: ฤดูงบรอบนี้ยังไม่สนับสนุนการซื้อทั้งตลาด เพราะกำไรเริ่มแตกต่างกันชัดในระดับบริษัท จึงเน้น หุ้นที่งบดีกว่าคาดหรือมีโอกาสฟื้นต่อใน 4Q26–ปี 2027 โดย KKP เด่นจากกำไรและปันผล ขณะที่ OSP, ICHI และ CBG เป็นกลุ่มที่มีโอกาสได้ทั้งยอดขายที่ดีและต้นทุนที่เริ่มผ่อนคลาย

 

 


DELTA
เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย)
การเติบโตบนเส้นทางที่ซับซ้อนและยากมากขึ้น
เรามองภาพการเติบโตของ DELTA ยังไม่เสีย โดย 4Q26 รายได้มีแนวโน้มเร่งตัว เลขสองหลัก QoQ และน่าจะเป็นจุดสูงสุดของปีตามการส่งมอบงานค้าง ขณะที่บริษัทยังไม่เห็นสัญญาณอุปสงค์ชะลอและมีคำสั่งซื้อรองรับอย่างน้อยถึง 3Q27 อย่างไรก็ตาม จุดที่อ่อนกว่าคาดคือ อัตรากำไรที่ฟื้นช้ากว่ารายได้ จากต้นทุนวัตถุดิบและความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้บริษัทลดเป้าอัตรากำไรขั้นต้นปี 2026 เหลือ 29%

แรงกดดันจากการตั้งสำรองสินค้าคงเหลือยังมีต่อใน 4Q26 แม้คาดลดลง QoQ โดยใน 3Q26 บริษัทตั้งสำรอง 1.8 พันล้านบาท ซึ่งราว 70% เป็นสินค้าสำเร็จรูป และ 30% เป็นวัตถุดิบ ส่วนสินค้าสำเร็จรูปมีโอกาสกลับรายการเมื่อส่งมอบและรับรู้รายได้ แต่การที่สินค้าคงเหลือใหม่สะสมเพิ่มขึ้นระหว่างทาง ก็อาจหักล้างผลบวกบางส่วน ขณะที่ค่าลิขสิทธิ์อาจขยับขึ้นใกล้กรอบบนที่ 7–8% ตามสัดส่วนสินค้าที่เชื่อมโยงกับไต้หวันที่เพิ่มขึ้น


จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ปี 2027 ซึ่งแม้ DELTA ยังคาดรายได้โตระดับเลขสองหลักปานกลาง จากการเพิ่มกำลังผลิต การปรับสินค้าไปสู่กลุ่มมูลค่าสูงขึ้น และการทยอยขึ้นราคาขาย แต่ รายได้จาก HVDC จะมาช้ากว่าที่เคยคาด โดยมีสัดส่วนไม่มากใน 1H27 และจะเริ่มมีนัยสำคัญมากขึ้นใน 2H27 ตามการออกแบบ GPU server รุ่นใหม่ เราจึงปรับลดประมาณการกำไรหลักปี 2027 ลง 20% เหลือ 4.55 หมื่นล้านบาท จาก 5.69 หมื่นล้านบาท พร้อมลดสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นเหลือ 31% จากเดิม 33%

อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือ ฐานการผลิตมาเลเซีย ซึ่งระยะสั้นยังไม่กระทบคำสั่งซื้อเดิมของ DELTA ไทย เพราะการจัดสรรการผลิตขึ้นอยู่กับลูกค้าและมาเลเซียยังต้องใช้เวลา 3–5 ปี กว่าจะเพิ่มกำลังได้มีนัยสำคัญ แต่ระยะยาวอาจกระทบสัดส่วนการเติบโตที่ DELTA ไทยได้รับจากกลุ่ม โดยสินค้าที่มีโอกาสถูกแบ่งการผลิตระหว่างไทยกับมาเลเซีย เช่น liquid cooling, สินค้าที่ถ่ายทอดจากไต้หวัน และ HVDC รวมกันคิดเป็นราว 15% ของยอดขายปี 2027 และ 20% ในปี 2028
อย่างไรก็ดี ธุรกิจ AI/Data Center ยังเป็นแรงขับหลัก โดยคาดสัดส่วนยอดขายเพิ่มเป็นราว 65% ในปี 2027 จาก 60% ในปี 2026 และ 12kW PSU จะเริ่มเพิ่มกำลังการผลิตตั้งแต่ 4Q26 และกลายเป็นอีกแรงหนุนในปีหน้า ขณะที่ประมาณการกำไรหลักปี 2027 หลังปรับลดแล้วยังโต 43.2% YoY

Fundamental view: แม้การเติบโตจาก AI/Data Center ยังแข็งแรง แต่จังหวะรับรู้รายได้ HVDC ที่ช้าลง อัตรากำไรที่ต่ำกว่าคาด และความไม่แน่นอนจากฐานผลิตมาเลเซีย ทำให้ภาพกำไรปี 2027 ซับซ้อนขึ้น
แม้ในเชิงพื้นฐานยังคงคำแนะนำ ซื้อ แต่เราลดราคาเป้าหมายเหลือ 244 บาท อิง PER ปี 2027 ที่ 65 เท่า

 

MRDIYT
มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย)
อัตรากำไร 3Q26 ถูกกดดันชั่วคราว แต่ยอดขายเร่งกลับมาใน 4Q26
เราคาดการณ์กำไรหลัก 660 ล้านบาท เพิ่ม 9% YoY แต่ลด 13% QoQ จากรายได้ที่โต 20% YoY ตามการเปิดสาขาใหม่ และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง 21% YoY ขณะที่กำไรสุทธิคาด 645 ล้านบาท เพิ่ม 7% YoY แต่ลด 15% QoQ หลังมีค่าใช้จ่ายพิเศษ 15 ล้านบาทจากการปิดร้าน KKV สองแห่ง

โดยยอดขายสาขาเดิมเพิ่มเพียง 0.4% แต่ได้แรงหนุนจากการเปิดร้านใหม่ 52 แห่งในไตรมาส ทำให้สิ้นเดือน ก.ย. มีทั้งหมด 1,300 สาขา เพิ่ม 228 สาขา YoY ขณะที่จำนวนธุรกรรมลดลงเล็กน้อย แต่ยอดซื้อต่อบิลเพิ่ม ขณะที่ จุดที่กดดันไตรมาสนี้คืออัตรากำไรขั้นต้นที่คาดลดเหลือ 50.6% จาก 52.5% ใน 3Q25 และ 52.0% ใน 2Q26 เนื่องจากสัดส่วนสินค้าลดราคาล้างสต๊อกเพิ่มเป็น 5–6% ของยอดขาย จากปกติ 3–4% รวมถึงต้นทุนสินค้าที่จัดซื้อในประเทศสูงขึ้นและยังส่งผ่านไปยังราคาขายได้ไม่เต็มที่

อย่างไรก็ตาม ภาพ 4Q26 ดีขึ้นชัดเจน โดยจากการตรวจสอบช่องทางขายพบว่ายอดขายสาขาเดิมเดือน ต.ค. เร่งเป็น 4–6% จากความต้องการหลังน้ำท่วมและฐานต่ำในปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นคาดฟื้นเป็น 51–52% จากสัดส่วนสินค้าล้างสต๊อกที่ลดลงและการทยอยปรับราคาขาย จึงคาดกำไรหลักกลับมาโตทั้ง YoY และ QoQ

Fundamental view: อัตรากำไรที่ลดลงใน 3Q26 เป็นผลชั่วคราวจากการเร่งขายสินค้าคงเหลือ มากกว่าการเปลี่ยนโครงสร้างกำไรระยะยาว ขณะที่ยอดขายเริ่มเร่งขึ้นและอัตรากำไรมีแนวโน้มฟื้นตั้งแต่ 4Q26 ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2027 ราว 14.6 เท่า และ PEG 0.9 เท่า ยังไม่แพงเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไร คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2027 ที่ 11.40 บาท


รายงานผลประกอบการวันนี้

ADVANC
แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส
(0) ADVANC รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 1.35 หมื่นล้านบาท (+12% YoY, -1.5% QoQ) หักกำไร FX 56 ล้านบาทแล้ว มีกำไรหลัก 1.34 หมื่นล้านบาท (+12% YoY, -1.2% QoQ) เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด โดยรายได้บริการหลักเพิ่มขึ้น 4.2% YoY และทรงตัว QoQ หนุนจากรายได้ Mobile เพิ่ม 4.4% YoY และ FBB เพิ่ม 5.5% YoY ขณะที่รายได้ Enterprise ลดลง 5.4% YoY จากการเปลี่ยนวิธีรับรู้รายได้ Cloud แต่หากตัดผลดังกล่าวออกยังเติบโต 7.7% YoY ส่วน EBITDA อยู่ที่ 3.23 หมื่นล้านบาท (+4.5% YoY, ทรงตัว QoQ) แนวโน้มทั้งปี 2026 ผู้บริหารคาดรายได้บริการหลักจะอยู่ใกล้กรอบบนของ Guidance +3–5% และ EBITDA เติบโตสูงกว่ากรอบ +2–4% ขณะที่ 4Q26 ยังได้แรงหนุนจากยอดขาย Handset ตามฤดูกาล เรายังคงประมาณการกำไรหลักปี 2026–27 ที่ 5.44 หมื่นล้านบาท และ 5.84 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 398 บาท โดยคาดปันผล 2H26 ราว 6.9 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend yield 2.0%

 

 


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์, IAA Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ธนรัตน์ อิศรกุล, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เช้านี้ รู้ผล.... By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม เช้าวันนี้ บ้านเรา คงรู้ผล เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันนี้ จะเริ่มนับคะแนนตั้งแต่ 19.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ ....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้