Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

51


เลือกตั้ง BLUE WAVE ตลาดจะ BULL หรือ BEAR


HORIZON MARKET VIEW
• วานนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีรีบาวด์ได้เล็กน้อย หลังปรับตัวลงแรงช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่สัญญาณเชิงพื้นฐานยังไม่ค่อยแข็งแรง สะท้อนจากโมเมนตัมกำไรที่เริ่มชะลอลง โดยผลประกอบการ 3Q69 ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯที่รายงานออกมาแล้วราว 71% ทำกำไรสูงกว่าคาด (EARNINGS SURPRISE) เฉลี่ยแค่3.7% ซึ่งต่ำกว่าไตรมาสก่อนที่ 26%
• อีกหนึ่งประเด็นที่ตลาดจับตาคือ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 เนื่องจากจะเป็นตัวกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการกำกับดูแลภาคธุรกิจในระยะถัดไป
• ผลโพล KALSHI เช้านี้ คาดโอกาสที่เดโมแครตจะครองเสียงสภาบนมีน้ำหนัก 95% และสภาล่างมีน้ำหนักสูงถึง 99% หากเกิด BLUE WAVE อาจนำไปสู่การเพิ่มความเข้มงวดด้านกฎระเบียบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม AI, TECHNOLOGY, ENERGY และ FIN


REGION RADAR
• ADVANCED MICRO DEVICES (AMD US) รายงานงบไตรมาส 3ออกมาแข็งแกร่ง รายได้รวมอยู่ที่ $1.34 หมื่นล้าน +45% YOY (สูงกว่าคาด 2%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ $2.1 +74% YOY (สูงกว่าคาด 6%)โดยได้แรงหนุนจากความต้องการทั้งชิป CPU และ GPU ที่มากขึ้น
• SUPER MICRO COMPUTER (SMCI US) เผยงบออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดอย่างมาก รายได้รวมอยู่ที่ $1.99 หมื่นล้าน +298% YOY(สูงกว่าคาด 33%) และ EPS อยู่ที่ $1.81 +417% YOY (สูงกว่าคาด63%) ได้แรงหนุนหลักจากความต้องการ AI SERVER


THAI FOCUS
• เงินเฟ้อไทยประกาศ 6 พ.ย. ตลาดคาด CPI YOY เร่งเป็น 3.33% (จาก2.82%) หลุดกรอบเป้าหมาย 1–3% ของ ธปท. แรงหนุนหลักมาจากพลังงาน (ผลฐานต่ำ) และอาหาร ทำให้ ธปท. มีช่องลดดอกเบี้ยแคบลงและอาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งต้นปี 70
• SET ช่วง 28 ต.ค.–3 พ.ย. ร่วงทุกวัน จาก 1,566 มาที่ 1,491 จุด (-4.8%)จากแรงขายสุทธิของต่างชาติและสถาบัน ขณะที่TFEX ต่างชาติSHORT สุทธิ 52,633 สัญญา และ OI เพิ่มขึ้นราว 63,000 สัญญาบ่งชี้ว่ามีการเปิด SHORT ใหม่ จึงยังเป็นสัญญาณเชิงลบต่อเนื่อง

 

SYNAPSE STRATEGY

• หุ้นไทยร่วงหนักทั้งสัปดาห์ -5.33% โดย 25 จาก 27 กลุ่มติดลบ อาทิETRON (-18%), PETRO (-12%) และ CONMAT (-9%) สาเหตุหลักมี 3 ข้อ 1.กำไร 3Q69 ของหุ้นใหญ่ต่ำกว่าคาด 2.ปัจจัยเฉพาะตัวของDELTA และกลุ่มโรงกลั่น 3.ราคาน้ำมันดิบลดลง
• กลยุทธ์ที่แนะนำเพื่อลดความผันผวน แบ่งเป็น 3 ธีม 1. ANTICOMMODITY (BGRIM, GPSC, GULF, THAI, BA,OSP)2. ANTIYIELD (SAWAD, MTC, LH, SC, SPALI) 3. DEFENSIVE &QUALITY (BDMS, BH, CPN)


HORIZON MARKET VIEW
BLUE WAVE ใกล้เข้ามา เงินกำลังกระจายตัว
วานนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีรีบาวด์ได้เล็กน้อย หลังปรับตัวลงแรงช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาขณะที่สัญญาณเชิงพื้นฐานยังไม่ค่อยแข็งแรง สะท้อนจากโมเมนตัมกำไรที่เริ่มชะลอลง โดยผลประกอบการ 3Q69ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ที่รายงานออกมาแล้วราว 71% ทำกำไรสูงกว่าคาด (EARNINGS SURPRISE)เฉลี่ยแค่ 3.7% ซึ่งต่ำกว่าไตรมาสก่อนที่26%

 

อีกหนึ่งประเด็นที่ตลาดจับตาคือ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 เนื่องจากจะเป็นตัวกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการกำกับดูแลภาคธุรกิจในระยะถัดไป

ผลโพล KALSHI คาดโอกาสที่เดโมแครตจะครองเสียงสภาบนมีน้ำหนัก 95% และสภาล่างมีน้ำหนักสูงถึง 99%ทั้งนี้หากเกิด BLUE WAVE อาจนำไปสู่การเพิ่มความเข้มงวดด้านกฎระเบียบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม AI,TECHNOLOGY, ENERGY และ FINANCIALS

 

เมื่อพิจารณาข้อมูลย้อนหลัง 5 รอบการเลือกตั้งกลางเทอมสหรฐฯ พบว่า 4 รอบ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 4 หลังการเลือกตั้ง โดยกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนเด่น ได้แก่ REAL ESTATE, MATERIALS,UTILITIES และ CONSUMER STAPLES ซึ่งสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยราว 5% สะท้อนแนวโน้มการโยกเงินเข้าสู่หุ้นเชิงรับและหุ้นมูลค่า (VALUE STOCKS) มากขึ้น


แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 2018 พรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภาล่าง ส่งผลให้ตลาดหุ้นเผชิญแรงขายค่อนข้างรุนแรง โดย S&P 500 ปรับตัวลดลงราว -14% ขณะที่กลุ่ม ENERGY และ TECHNOLOGY ปรับตัวลงราว -25% และ -18% ตามลำดับ สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจทางการเมืองสามารถส่งผลต่อการประเมินมูลค่าหุ้นในบางอุตสาหกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ

REGION RADAR
AMD งบไตรมาส 3 แข็งแกร่ง ส่งสัญญาณบวกต่อในไตรมาส 4
ADVANCED MICRO DEVICES (AMD US) รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ออกมาแข็งแกร่ง รายได้รวมอยู่ที่ $1.34 หมื่นล้าน +45% YOY (สูงกว่าคาด 2%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ $2.1 +74% YOY (สูงกว่าคาด 6%) โดยได้แรงหนุนจากความต้องการทั้งชิป CPU และ GPU ที่มากขึ้นต่อเนื่องจากการเติบโตของ DATA CENTER อีกทั้งบริษัทได้ส่งสัญญาณการเติบโตที่แข็งแกร่งในไตรมาส 4 คาดรายได้อยู่ที่ราว $1.7 หมื่นล้าน (ตลาดคาดที่ $1.6หมื่นล้าน)จากงบของ AMD ครั้งนี้เป็นการช่วยยืนยันว่า DEMAND ของ AI DATA CENTER ยังแข็งแรงท่ามกลางความกังวลของหุ้นกลุ่ม AI ที่ปรับตัวลงก่อนหน้านี้ แนะนำเก็งกำไร DR: AMD80

SMCI ยืนยันความต้องการ AI SERVER แข็งแกร่งมาก
SUPER MICRO COMPUTER (SMCI US) รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปีบัญชี 2027 ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดอย่างมาก รายได้รวมอยู่ที่ $1.99 หมื่นล้าน +298% YOY (สูงกว่าคาด 33%) และ EPS อยู่ที่ $1.81+417% YOY (สูงกว่าคาด 63%) ได้แรงหนุนหลักจากความต้องการ AI SERVER ที่เร่งตัวต่อเนื่องจากการเติบโตของ DATA CENTER อีกทั้งบริษัทได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรทั้งปีบัญชี 2027 ขึ้นสู่ระดับ $8.2 หมื่นล้าน(จากเดิมคาด $7.2 หมื่นล้าน) งบของ SMCI ในรอบนี้ ตอกย้ำความต้องการ AI SERVER ที่แข็งแกร่งมาก มองเป็น SENTIMENT บวกต่อราคาหุ้นของ DR: DELL80 และ DR: LENOVO19

 


THAI FOCUS
เงินเฟ้อไทยจ่อทะลุกรอบ 3% ขณะต่างชาติยังขายสุทธิ กดดัน SET หลุด 1,500 จุด
ตัวเลขเงินเฟ้อ ต.ค.69 จะประกาศ 6 พ.ย.นี้ ผลสำรวจของ BLOOMBERG คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไป (CPI YOY) จะเร่งขึ้นเป็น 3.33% จาก 2.82% ในเดือนก่อน ซึ่งเกินเพดานกรอบเป้าหมายนโยบายการเงินของ ธปท. ที่ 1–3%

ส่วนเงินเฟ้อเทียบรายเดือน (MOM) คาดเพิ่มขึ้น 0.48% จาก 0.25% แรงขับหลักมาจากหมวดพลังงาน ซึ่งพลิกจากติดลบตลอดปี 2568 มาเป็นบวกอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน ขณะที่หมวดอาหารเริ่มกลับมาเป็นแรงหนุนเพิ่มขึ้น ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน(CORE CPI) ยังทรงตัวราว 1–1.5% สะท้อนว่าแรงกดดันด้านอุปสงค์ยังไม่ร้อนแรง โดยประมาณการของ BLOOMBERG ECONOMICS ชี้ว่าเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มเร่งตัวต่อจนแตะจุดสูงสุดราว 4% ช่วงต้นปี 2570 หากตัวเลขออกมาตามคาด จะทำให้ช่องว่างในการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ ธปท. แคบลง และอาจเห็นการขึ้นดอกเบี้ยสัก 1 ครั้งในช่วงต้นปี2570

ในมุมของ SET ช่วง 28 ต.ค. –3 พ.ย. 2569 ปรับตัวลงต่อเนื่องทุกวัน จาก 1,566.10 จุด มาปิดที่ 1,491.01 จุดลดลงราว 75 จุด หรือประมาณ 4.8% โดยนักลงทุนรายย่อยเป็นกลุ่มเดียวที่ซื้อสุทธิ 6,354 ล้านบาท(ซื้อสุทธิทุก
วัน) ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2,397 ล้านบาท พอร์ตโบรกเกอร์ขายสุทธิ 2,084 ล้านบาท และสถาบันใน
ประเทศขายสุทธิ 1,873 ล้านบาท เสริมด้วยตลาด TFEX ภาพยังสะท้อนมุมมองเชิงลบของต่างชาติ โดยต่างชาติ
ถือสถานะ SHORT สุทธิ 52,633 สัญญา และ SHORT สุทธิทุกวัน สวนทางกับรายย่อยที่ LONG สุทธิ 48,218
สัญญา และสถาบันที่ LONG สุทธิ 4,415 สัญญา ขณะที่สถานะคงค้าง (OI) เพิ่มขึ้นจาก 542,022 เป็น 605,259
สัญญา บ่งชี้ว่ามีการเปิดสถานะ SHORT ใหม่ ไม่ใช่เพียงการปิดสถานะ LONG

 


ส่วนวานนี้ ครม.สัญจรมีมติขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าทั้งคัน (CBU) ที่ไม่ได้ผลิตหรือใช้ชิ้นส่วนในประเทศ โดยรถ BEV ขึ้นจาก 10% เป็น 35% และรถ REEV ขึ้นจาก 15% เป็น 35% มีผล 1 ม.ค. 2570 ขณะที่ EVที่ผลิตในไทยยังเสียภาษี 2% ช่องว่างภาษีจึงกว้างขึ้นจาก 8% เป็น 33% มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อดึงค่ายรถมาตั้งโรงงานในไทย เพิ่ม LOCAL CONTENT ปกป้องฐานการผลิต รักษาการจ้างงานและซัพพลายเชน และผลักดันไทยสู่การเป็น EV EXPORT HUB โจทย์นี้เร่งด่วน เพราะ 9 เดือนแรกของปีนี้ EV ครองตลาดรถยนต์นั่งราว 31%และกว่าครึ่งเป็นรถนำเข้าจากจีนที่ได้สิทธิ FTA ภาษีนำเข้า 0% ดังนั้น

ผู้มีโอกาสได้ประโยชน์: กลุ่มแรก คือ ค่ายที่มีโรงงานในไทยแล้ว เช่น KGEN (ร่วมทุน CHERY ผลิต OMODA &JAECOO), BYD, GWM, AION, MG, TOYOTA และ HONDA กลุ่มสอง คือ ผู้ผลิตชิ้นส่วน เช่น AH, SAT,STANLY ซึ่งอาจได้คำสั่งซื้อเพิ่มจากการผลิตในประเทศ กลุ่มสาม คือ นิคมฯ เช่น WHA, AMATA, ROJNA หาก
ค่ายจีนตัดสินใจลงทุนเพิ่ม

ผู้ได้รับ SENTIMENT ลบ ช่วงสั้น : ผู้ที่ยังนำเข้าทั้งคัน เช่น XPENG, ZEEKR, TESLA และแบรนด์ยุโรปหลายรายฝั่ง MGC-ASIA ผู้นำเข้า XPENG และตัวแทนจำหน่าย ZEEKR แถลงว่าได้วางแผนนำเข้าและส่งมอบรถรองรับไปถึงราวกลางปี 2570 และกำลังศึกษาการตั้งโรงงานในไทยร่วมกับ XPENG แต่ยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน จึงต้องติดตามต่อ

 

SYNAPSE STRATEGY
SET ร่วงหนัก 5.33% ในช่วง 1 สัปดาห์ ... เงินไหลหาหุ้น DEFENSIVE กลยุทธ์เลือกหุ้นอะไรดี
ตลาดหุ้นไทยปรับลงแรงตลอดสัปดาห์ ดัชนีลดลง 5.33% ปิดที่ 1,491.01 จุด และหลุดระดับ 1,500 จุดซึ่งเป็นแนวจิตวิทยาสำคัญ แรงขายกระจายไปทั่วตลาด จาก 27 กลุ่มอุตสาหกรรม มีถึง 25 กลุ่มที่ปรับตัวติดลบ โดยกลุ่มที่อ่อนแอสุด คือ ETRON (ชิ้นส่วนอิเล็กฯ) -17.75% รองลงมาคือ PETRO (ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์) ที่ -12.53%และ CONMAT (วัสดุก่อสร้าง) ที่ -9.47% ส่วนกลุ่มที่ยืนบวกได้มีเพียง 2 กลุ่ม คือ ICT (+0.15%) และ PF&REIT(+0.13%)ซึ่งล้วนมีรายได้สม่ำเสมอหรือจ่ายปันผลสูง


โดยเหตุปัจจัยมาจาก 3 ประเด็นหลักๆ คือ 1.ผลประกอบการ 3Q69 ของหุ้นขนาดใหญ่หลายกลุ่มออกมาต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างและปิโตรเคมี เช่น SCC ซึ่งมีน้ำหนักมากในทั้งสองกลุ่ม 2.ปัจจัยลบเฉพาะตัวของDELTA ถูกกดดันจากความกังวลเรื่องแผนขยายโรงงานของบริษัทแม่ในมาเลเซีย ซึ่ง DELTA มีมูลค่าตลาดเกือบทั้งหมดของกลุ่ม ETRON กลุ่มนี้จึงปรับลงแรงที่สุด ขณะเดียวกันหุ้นโรงกลั่นได้รับผลกระทบจากมาตรการลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 2 บาท/ลิตรในเดือน พ.ย. 2569 ซึ่งกดดันค่าการกลั่นของตัวบริษัท 3.ราคาน้ำมันดิบย่อตัวแรง จากความคืบหน้าในการเจรจาลดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลลบต่อกลุ่มพลังงาน (ENERG -4.67%) และปิโตรเคมี

กลยุทธ์การลงทุนแนะนำ 3 ธีมเด่นช่วงนี้ น่าจะทำให้พอร์ตของนักลงทุนผันผวนน้อยกว่าตลาดฯ

ธีม 1 คือ ANTI-COMMODITY ได้แก่ หุ้นที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานลดลง ซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้า (BGRIM,GPSC, GULF) ที่ต้นทุนก๊าซลดลง สายการบิน (THAI, BA) ที่ค่าน้ำมันเครื่องบินลดลง และ OSP ที่ต้นทุนบรรจุภัณฑ์และพลังงานลดลง

ธีม 2 คือ ANTI-YIELD ได้แก่ หุ้นที่ได้ประโยชน์เมื่อ BOND YIELD ชะลอลง เพราะต้นทุนทางการเงินลดลง เช่นกลุ่มสินเชื่อรายย่อย (SAWAD, MTC) และอสังหาฯ (LH SC SPALI)

ธีม 3 คือ DEFENSIVE & QUALITY ได้แก่ หุ้นที่มีรายได้มั่นคงและได้รับผลกระทบจากวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์ต่ำเช่น กลุ่มโรงพยาบาล (BDMS, BH) และค้าปลีก (CPN)

 


ส่วน TOPPICKS หุ้นไทย 3 ตัว วันนี้เลือกจากกลุ่มด้านบน คือ BCH ได้ประโยชน์สูงสุดจากการปฏิรูป พ.ร.บ.ประกันสังคมใหม่ / BDMS คาดกำไร 3Q69 โต 4% YOY และ 41% QOQ แม้กระทบน้ำท่วม กทม. ปลาย ก.ย.ราคายัง LAGGARD ในกลุ่ม / BGRIM ราคาสะท้อนปัจจัยลบด้านต้นทุนพลังงานไปมากแล้ว คาดกำไร 3Q69 โตQOQ

 

จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์

ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เช้านี้ รู้ผล.... By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม เช้าวันนี้ บ้านเรา คงรู้ผล เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันนี้ จะเริ่มนับคะแนนตั้งแต่ 19.00 น. ตามเวลาสหรัฐฯ ....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้