สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (7 ตุลาคม 2569 ) ---- InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX ออกบทวิเคราะห์ ประจำวันที่ 7 ตุลาคม 2569 คาด SET แกว่ง sideways-up โดย Bond Yield สหรัฐฯ ทรงตัวในระดับสูง เช่นเดียวกับราคาน้ำมันที่ทรงตัวหลังคลายกังวลปัญหาอุปทานขาดแคลน อย่างไรก็ตาม ตลาดยังขาดปัจจัยหนุนที่ชัดเจน อีกทั้งนักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิหุ้นไทย 11 วันทำการรวมเกือบ 4 หมื่นลบ. ทำให้ต้องระวังความผันผวนจากแรงขายทำกำไรสลับออกมา โดยคาดนักลงทุนยังเลือกลงทุนกระจายไปในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ทางเทคนิคดัชนีกลับขึ้นมาทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 75 วัน หากผ่านจะเป็นสัญญาณที่ดีขึ้นในการฟื้นตัว
ประเด็นสำคัญ
• Reuters เผยการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางได้ฟื้นตัวสู่ระดับ 81% ของช่วงก่อนสงคราม เฉลี่ย 18.6 ล้านบาร์เรล/วัน ใน ก.ย. 2026 นำโดยซาอุฯ ที่ฟื้นกลับสู่ระดับ 6.6 ล้านบาร์เรล/วัน มองลบต่อกลุ่มพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) แต่บวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF GPSC BGRIM)
• WorldBank ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทยปี 2026 เป็น 2.0% (เดิม 1.3%) จากการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยการส่งออกจากอาเซียน (มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม และไทย) ครองสัดส่วนสูงถึง 70% ขณะที่เตือนความเสี่ยงจากการขาดดุลจากการนำเข้าพลังงานและความยากจนกระจุกตัวในภาคเกษตร มองบวกต่อบรรยากาศลงทุนตลาดหุ้นไทยโดยรวม
• ครม. รับทราบการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง ตามที่ กพอ. เสนอ เพื่อให้นักลงทุนใช้สิทธิประโยชน์และการอำนวยความสะดวกตาม พ.ร.บ. EEC อย่างนิคมฯ อมตะซิตี้ ชลบุรี 2, สวนอุตสาหกรรม 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค 2, นิคมฯ มาบตาพุด เป็นต้น เพื่อดึงการทุนต่างชาติ จ้างงาน พัฒนาสาธารณูปโภคนอกพื้นที่ ระยะยาวมองบวกต่อกลุ่มนิคม (WHA AMATA WHAUP)
• สนค. เผยภาวะเงินเฟ้อไทยใน ก.ย. 2026 เพิ่มขึ้น 2.82%YoY เร่งตัวขึ้นจากเดือนก่อน จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และอาหารสด-อาหารสำเร็จรูป ทำให้เงินเฟ้อเฉลี่ยช่วง 9M26 เพิ่มขึ้น 1.54%YoY พร้อมปรับกรอบคาดการเงินเฟ้อทั้งปีเป็น 1.8-2.2% ประเมินกดดันต่อค่าครองชีพ มองลบต่อกลุ่มไฟแนนซ์ (MTC SAWAD TIDLOR) และค้าปลีก (CPALL CPAXT)
• รมว.คลัง ยืนยันความพร้อมเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank AM 2026 (12–18 ต.ค.) ซึ่งมีผู้ลงทะเบียนกว่า 15,000 คน โดยเสนอไทยในบทบาทผู้เชื่อมโลกและจุดแข็งด้านความปลอดภัยท่ามกลางเศรษฐกิจโลกแบ่งขั้ว เพื่อดึงการย้ายฐานลงทุน ระยะสั้นมองบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว (AOT CENTEL ERW) และระยะยาวมองบวกต่อกลุ่มนิคม (WHA AMATA)
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET ยังแกว่งตัวผันผวน เนื่องจากขาดปัจจัยหนุนใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศลงทุนที่ถูกกดดันจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งท่าที Hawkish ของเฟด ซึ่งหนุนให้ Bond Yield ทรงตัวสูงในรอบหลายปี ทำให้ Fund Flow ยังมีทิศทางไหลออก ผสานกับราคาพลังงานที่ยังยืนสูงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ เป็นแรงเสี่ยงต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ นอกจากนี้ในประเทศยังมีประเด็น Overhang จากความกังวลสถานการณ์น้ำท่วม แม้เบื้องต้นประเมินว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะมีจำกัด แต่ยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันจากฝนตกหนักระลอกใหม่ในช่วงวันที่ 5-7 ต.ค. และ 11-13 ต.ค. นี้ ซึ่งอาจเพิ่ม Downside Risk ต่อเศรษฐกิจและสร้าง Sentiment เชิงลบต่อตลาด กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”
แนวรับ – แนวต้าน : 1575/1570 – 1590/1595
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET จะยังผันผวน หลังขาดปัจจัยหนุนใหม่ โดยถูกกดดันจากภายนอก ทั้งท่าที Hawkish ของเฟดที่ดัน Bond Yield สูงจน Fund Flow ไหลออก และราคาพลังงานสูงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อ ส่วนในประเทศมี Overhang จากเฝ้าระวังน้ำท่วมระลอกใหม่ซึ่งอาจเพิ่ม Downside Risk ต่อเศรษฐกิจและกดดันบรรยากาศลงทุน กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” โดยเน้น “Buy on Dip” ผ่าน 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะ ดังนี้
1. Domestic Play ที่อิงการบริโภคในประเทศเป็นหลัก มีกระแสรายได้มั่นคงและมีความต้านทานต่อปัจจัยภายนอกสูง ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ (CPN CRC) กลุ่มการแพทย์ (BCH PR9) และกลุ่มสื่อสาร (TRUE)
2. Flood Defensive & Recovery Plays ที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์น้ำท่วมตั้งแต่แรงซื้อกักตุนสินค้าจำเป็นยามฉุกเฉิน ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ (BJC CRC) ต่อเนื่องไปจนถึงอุปสงค์การซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหลังน้ำลด ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ (HMPRO GLOBAL) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (DCC) ขณะที่แนะนำให้หลีกเลี่ยงหรือชะลอการลงทุนสำหรับหุ้นกลุ่มประกันภัยที่อาจได้รับแรงกดดันจาก Loss ratio สูงขึ้น
3. Tourism & Mega-Event Play ที่คาดได้อานิสงส์จากการเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวใน 4Q26 ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนตั้งแต่ Golden Week ของจีน (1-7 ต.ค.), อีเวนท์ระดับโลกอย่างการประชุม WorldBank-IMF (12-18 ต.ค.) ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว (ERW CENTEL AOT) และกลุ่มค้าปลีก (CPN CRC)
Daily Top Picks
CRC: ปัจจัยสนับสนุนจาก SSS ที่เติบโตเร่งขึ้นใน ก.ย. ที่ 4% เทียบกับ 1.5% ในช่วง ก.ค.-ส.ค. และ SSS ใน 3Q26F คาดจะเติบโตโดดเด่นที่สุดในกลุ่มค้าปลีก ขณะที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากอุทกภัย ทำให้คาดกำไร 3Q26F จะเติบโตแข็งแกร่ง สนับสนุนจาก SSS, มาร์จิ้น และบาทอ่อนค่าหนุนรายได้ในเวียดนาม เป้าหมายระยะสั้นที่ 31.50 บาท
GULF: ปัจจัยสนับสนุนระยะสั้นจากการส่งออกพลังงานในตะวันออกกลางที่ดีขึ้นและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับลง บริษัทมีแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องผ่านการขยายกำลังการผลิต และโอกาสในระยะต่อไปตามการขยายตัวของ Data Center, PDP2026 และมาตรการ Direct PPA เป้าหมายระยะสั้นที่ 60.50 บาท