Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

75

 

แนวโน้มหุ้นกลุ่มเมกะเทรนด์ ประเมินโอกาสผ่าน Earnings Visibility และ Catalyst


การลงทุนใน Megatrend ช่วง 6–12 เดือนข้างหน้า ควรเน้น Selective มากขึ้น ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ยีลด์พันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีเคลื่อนไหวใกล้ 5% และต้นทุนเงินทุนมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง การเติบโตเชิงโครงสร้างเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างผลตอบแทน ตลาดมีแนวโน้มให้ Valuation Premium กับธุรกิจที่สามารถเปลี่ยนความต้องการเชิงโครงสร้างไปสู่รายได้ กำไร และกระแสเงินสดได้จริง ขณะที่ธีมซึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างรายได้จำเป็นต้องมี Catalyst ที่ช่วยเพิ่มความชัดเจนเชิงพาณิชย์ภายในกรอบการลงทุน ดังนั้น การประเมิน Megatrend ควรมองความชัดเจนของดีมานด์ การส่งผ่านไปสู่กำไรและ Valuation ควบคู่กัน มากกว่าพิจารณาเพียงอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว

AI Value Chain ยังเป็นหนึ่งในธีมหลัก โดยวัฏจักรการลงทุนด้าน AI เริ่มส่งผ่านสู่รายได้และกำไรได้ชัดเจนขึ้น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ยังอยู่ในระดับสูง โดย Capex รวมของ Hyperscalers รายใหญ่ 4 รายคาดว่าจะเติบโต 32% YoY ในปี 2027 หลังเพิ่มขึ้น 99% ในปี 2026 ขณะที่รูปแบบการใช้งาน AI กำลังขยายจาก Chatbot ไปสู่ Agentic AI, Coding และการใช้งานในภาคธุรกิจ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มความต้องการกำลังประมวลผลอย่างต่อเนื่อง การลงทุนดังกล่าวยังส่งผ่านสู่รายได้และกำไรของบริษัทตั้งแต่ Semiconductor, Memory และ Networking ไปจนถึงอุปกรณ์ Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน


Defense Tech ยังมีแรงหนุนเชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่งจากการเพิ่มการใช้จ่ายด้านความมั่นคงทั่วโลก โดยงบประมาณทางทหารทั่วโลกในปี 2025 เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.89 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ NATO ตั้งเป้าเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมและความมั่นคงรวมเป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2035 อย่างไรก็ตาม สำหรับกรอบ 6–12 เดือน ปัจจัยสำคัญคือความเร็วในการส่งผ่านจากงบประมาณไปสู่คำสั่งซื้อ Backlog รายได้ และกำไร ปัจจุบันบริษัท Defense รายใหญ่ 5 แห่งมี Backlog รวมประมาณ 675.5 พันล้านดอลลาร์ ช่วยเพิ่มความชัดเจนของรายได้ในระยะถัดไป


Health Tech มีโอกาสเข้าสู่ช่วงที่เทคโนโลยีถูกนำไปใช้เชิงพาณิชย์มากขึ้น จากการทยอยหมดอายุของสิทธิผูกขาดทางการตลาดของยาหลัก โดยรายได้ของอุตสาหกรรม Biopharma มากกว่า 2.3 แสนล้านดอลลาร์มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบภายในปี 2030 ขณะที่บริษัท Biotechnology มีสัดส่วนถึง 70% ของผลิตภัณฑ์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาทางคลินิก ส่งผลให้บริษัทยาขนาดใหญ่มีแรงจูงใจเร่ง Licensing และ M&A เพื่อเติม Pipeline โดยกว่า 3 ใน 4 ของมูลค่าดีลกระจุกอยู่ในสินทรัพย์หรือยาที่เข้าสู่ตลาดแล้ว (Commercial Stage) และอยู่ในการทดลองทางคลินิกระยะสุดท้าย (Phase 3) แนวโน้มดังกล่าวเปิดโอกาสให้บริษัทใน Genomics, Biotechnology, Gene Therapy และ Precision Medicine ขณะเดียวกัน การนำ AI มาใช้ในการค้นคว้าและพัฒนายา อุปกรณ์การแพทย์ และการวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพ ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้จากการใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข


ในเชิงกลยุทธ์ เรามองว่าโครงสร้าง Core–Satellite ยังเหมาะสม โดยให้ AI Value Chain, Defense Tech และ Health Tech เป็น Core Portfolio จากความชัดเจนของอุปสงค์และเส้นทางการส่งผ่านไปสู่กำไรที่ชัดเจนกว่า ขณะที่ Nuclear Energy, Space Economy และ Quantum Computing เป็น Satellite Portfolio แม้มีศักยภาพการเติบโตระยะยาว แต่ผลตอบแทนในช่วง 6–12 เดือนยังขึ้นอยู่กับ Catalyst และความชัดเจนในการสร้างรายได้เชิงพาณิชย์มากกว่า สำหรับ Nuclear ต้องติดตามความคุ้มค่า


ของ SMR และความคืบหน้าของโครงการสำคัญ ส่วน Space Economy ยังต้องพิสูจน์การเปลี่ยนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไปสู่รายได้และ Cash Flow ขณะที่ Quantum Computing เริ่มมีการใช้งานเชิงพาณิชย์แล้วในบางส่วน แต่ยังต้องเห็นการขยายตัวของการใช้งาน รายได้ และสัญญาเชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่องมากขึ้น
(โปรดติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม)


แนวโน้มตลาดหุ้นไทย Sector rotation
กลุ่มเด่นที่พาตลาดหุ้นไทยพลิกกลับมาบวกได้ เป็นไปตามที่เราประเมิน โดยอาศัยแรงซื้อหลักจาก 2 กลุ่มหลักที่มีเม็ดเงินหมุนเข้า ได้แก่ Commodity และ ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ส่วนกลุ่มที่ราคาลงผิดคาดรอบนี้ คือ หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล BH BDMS และเราแนะเฝ้าระวังหากราคายังไม่รีบาวด์ เราอาจพิจารณาปรับออกจากพอร์ต และกลุ่มด้อยกว่าตลาดที่เป็นไปตามที่คาด คือ ธนาคาร ไฟแนนซ์ ค้าปลีก สื่อสาร ฯลฯ
ตามมุมมองที่เรา ประเมินว่า กรณีตลาดหุ้นไทยยืนได้เหนือเส้นแนวโน้ม หุ้นชั้นแรกที่จะขึ้นนำตลาด (รีบาวด์ได้ดีกว่า) คาดได้แก่ หุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก เพราะไม่ได้กระทบจากอุทกภัยภายในประเทศ ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจเอเชีย PMI พลิกฟื้นเกินระดับ 52 จุด สูงสุดในรอบ 29 เดือน หลังจากสหรัฐฯ ฟื้นตัวเหนือ 50 จุดมาได้ระยะหนึ่ง-เริ่มส่งผ่านผลลัพธ์มายังฝั่งเอเชีย และ สะสมหุ้นเล่นตรงข้ามกับ บอนด์ยิลด์…
มุมมองเทคนิค: SET Index กำลังแสดงสัญญาณกลับตัวหลังทดสอบแนวรับสำคัญ 1,560 จุดพร้อมสัญญาณ Bullish Divergence สะท้อนแรงขายชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ
จุดสังเกต: MACD Crossover ม้วนตัวตัดขึ้นเหนือ Signal Line ส่งสัญญาณเตือนการกลับตัวระยะสั้น
แผนเทรด: ดัชนีล่าสุดทดสอบด่านสำคัญของการเปลี่ยนเทรนด์ 1,580 จุด (EMA 25 วัน) หากปลดล็อกด่านนี้ได้ โมเมนตัมฝั่งซื้อจะเร่งตัวขึ้นเพื่อขึ้นสู่เป้าหมายบริเวณ 1,600 สัปดาห์นี้ลุ้นกันครับ

What to watch G7 ระบุในแถลงการณ์ว่า การระบายน้ำมันสำรองในครั้งนี้จะมีปริมาณสูงสุด 100 ล้านบาร์เรล ภายในระยะเวลา 4 เดือน โดยจะมีการระบายน้ำมันดีเซลในปริมาณมากภายในช่วง 20 วันแรก
นักลงทุนยังมีความกังวลเกี่ยวกับความเสียหายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย อันเป็นผลมาจากสงครามอิหร่านก็ตาม โดยล่าสุด กลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีโรงงานของบริษัท ซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) ในกรุงริยาด และแหล่งน้ำมันคูไรส์ (Khurais)

คาดธนาคารกลางอินเดียปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก เป็น 5.5% จาก 5.25%
FedWatch CME นักลงทุนให้น้ำหนัก 86% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ย ในการประชุมปลายเดือนนี้ แนะติดตามรายงานการประชุมเฟด FOMC Minutes วันพุธนี้

ลุ้นข่าวดีภาษีสหรัฐ!! หวังเซ็นข้อตกลงช่วง "ทรัมป์" เยือนเอเชีย พ.ย. นี้ ด้านโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า ได้รับจดหมายจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งแสดงความคาดหวังที่จะเห็นการลงนามข้อตกลงด้านภาษีกับรัฐบาลไทยในเร็ววันนี้ โดยนายกมอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์เดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากขณะนี้การเจรจาเข้าสู่ช่วงสุดท้ายแล้ว พร้อมเร่งผลักดันให้การดำเนินการมีความพร้อมสำหรับการลงนาม หากสามารถดำเนินการได้ในช่วงที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนเอเชีย ช่วงเดือน พ.ย.นี้
เงินเฟ้อก.ย. 2.82% ผลจากราคาน้ำมันสูงขึ้น หลังสงครามกลับมาระอุ พร้อมปรับเป้าปี 69 เป็น 1.8-2.2%

ขณะอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค. - ก.ย. 69) เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.54% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เฉลี่ย 9 เดือนแรกของปีนี้ อยู่ที่ 1.01%น้ำท่วมกรุงยังไม่กระทบท่องเที่ยว ต่างชาติเข้าไทยวีคล่าสุด โต 8.24% รับวันหยุดยาวเอเชีย ภาพรวมตั้งแต่ต้นปี 69 นักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 23.45 ล้านคน กวาดรายได้ทะลุ 1.14 ล้านล้านบาท


วันชาติของจีน ซึ่งเป็นช่วง Golden Week ส่งผลทำให้นักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนนักท่องเที่ยว 133,946 คน ขยายตัวสูงถึง 41.98% จากสัปดาห์ก่อน / มาเลเซีย 59,871 คน (ลดลง 0.64%) / อินเดีย 46,942 คน (เพิ่มขึ้น 16.53%) / รัสเซีย 22,326 คน (เพิ่มขึ้น 14.23%)/ เกาหลีใต้ 21,219 คน (เพิ่มขึ้น 3.66%)

 

STOCK TO PLAY: [ CCET ]
CCET (แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์)
แนะเล่นเกาะไปกับกระแสการขยายตัวของการผลิต AI server และ Cloud supply provider ซึ่งบริษัทได้เริ่มดำเนินการติดตั้งกำลังการผลิตเสร็จแล้วในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ด้านราคาหุ้น Laggard ที่สุดในกลุ่มทั้งในแง่ของ PE และ PBV (43.5x และ 3.5x) ขณะที่กลุ่มเทรดบน PE 70-100x ขึ้นไปแล้ว

แนวรับ แนวต้าน Stop Loss
9.3 10.5 และ 11 < 9

 

TRADE FOLLOW-UP: [ PTT PTTGC GPSC ]
PTT (ปตท.)
PTT ยืนรับแน่นหลังลงมาเทสเส้น EMA 75 วัน (40 บ.) ก็มีแรงซื้อดันดีดกลับทันทีเพื่อรักษาโครงสร้างขาขึ้น ล่าสุดพยายามทะลุ high ทะลุ EMA 10 วันที่ 41.75
จุดสังเกต: EMA Alignment: เส้นค่าเฉลี่ยหลายระยะเรียงตัวขนานไปในทิศทางเดียวกันอย่างสวยงาม & RSI Recovery บ่งชี้โมเมนตัมเริ่มฟื้นตัว หนุนราคามีลุ้นปรับตัวขึ้นต่อ
กลยุทธ์: "ถือ" รับปันผล (XD@1.4 บ./หุ้น วันที่ 6 ต.ค.2026)
แนวรับ แนวต้าน Stop Loss
40 45 และ 48 < 38


PTTGC (พีทีที โกลบอล เคมิคอล)
PTTGC ทะลุ high สำเร็จ! จับตาโมเมนตัม OBV เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง บ่งชี้ว่ามีแรงเก็บสะสมหุ้นเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ!
จุดสังเกต: เราคาดว่าหุ้นโต้คลื่นขาขึ้น Impulse Wave 3 (คลื่นที่แรงที่สุด) & Chart Pattern ฟอร์มตัวในรูปแบบ Bullish Pennant ล่าสุด break high ยืนยันสัญญาณกระทิงรอบใหญ่!
แผนเล่นรอบ: “เตรียมล๊อคกำไรบริเวณโซนต้าน 54-55”
แนวรับ แนวต้าน Stop Loss
50 54-55 < 48



GPSC (โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่)
GPSC เปลี่ยนโครงสร้างเข้าสู่รอบขาขึ้นเต็มตัว ปัจจุบันฟอร์มตัวได้อย่างโดดเด่นนับตั้งแต่ต้นปี 2026 เดินหน้ายกทั้งฐานราคาและจุดสูงสุดใหม่ (Higher High & Higher Low) การพักตัวระยะสั้นเป็นเพียงการย่อเพื่อไปต่อ ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล
จุดสังเกต: MACD เกิดสัญญาณ Cross บ่งชี้การกลับตัว หากทยอยทะลุผ่านระดับ 0 ขึ้นไปได้ จะเข้าสู่ภาวะ Bullish เต็มรูปแบบ
กลยุทธ์: ย่อตั้งรับ Buy on dip
แนวรับ แนวต้าน Stop Loss
47 54-55 < 45

รายงานพื้นฐานวันนี้

 

Econ
เงินเฟ้อทั่วไปเร่งจากพลังงาน แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังต่ำ
เงินเฟ้อทั่วไปเดือน ก.ย. 2026 เร่งเป็น 2.82% YoY จากราคาพลังงานและอาหารสด แต่เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มเพียง 1.5% YoY สะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อรอบนี้ยังมาจากต้นทุนมากกว่าความต้องการในประเทศ ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปยังต่ำกว่าที่ตลาดคาด 3.1% YoY
ค่าพลังงานยังเป็นตัวขับหลัก โดยราคาพลังงานเพิ่ม 10.5% YoY และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่ม 20.7% YoY ส่งผ่านไปยังอาหารและค่าขนส่งบางส่วน อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้จำกัด เพราะกำลังซื้อครัวเรือนอ่อนแอและการแข่งขันด้านราคาสูง เห็นได้จากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่เพิ่มถึง 10.5% YoY เทียบกับ CPI เพียง 2.82% ทำให้แรงกดดันมีแนวโน้มไปกดอัตรากำไรของภาคธุรกิจมากกว่าดันเงินเฟ้อพื้นฐานขึ้นแรง

เรายังคงคาดเงินเฟ้อทั่วไปปี 2026 ที่ 2.0% YoY แต่ปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานจาก 1.8% เหลือ 1.2% YoY แม้ช่วงที่เหลือของปีจะยังมีแรงกดดันจากพลังงาน อาหารสด และน้ำท่วม แต่ความต้องการในประเทศที่อ่อนแอยังจำกัดการส่งผ่านต้นทุน
Economist View: เงินเฟ้อรอบนี้ยังไม่ใช่เงินเฟ้อจากอุปสงค์ และเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับต่ำ จึงมองว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียวยัง ไม่เพียงพอให้ ธปท. ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

 

 

Utilities Sector

PDP 2026: Grid จะเป็นจุดเริ่มต้น แล้วค่อยตามด้วยโรงไฟฟ้าใหม่
ประเด็นสำคัญจากการหารือกับรองปลัดกระทรวงพลังงาน (ในสัปดาห์ที่แล้ว) คือ PDP2026 มีแนวโน้มได้รับอนุมัติ ภายในเดือน ต.ค. 2026 ผ่านรัฐมนตรี กบง. และ กพช. โดยไม่ต้องผ่าน ครม. เร็วกว่าที่ตลาดเคยประเมินราว 2 เดือน ขณะที่กำลังผลิตใหม่ช่วงปี 2026–2037 ยังคงเดิมที่ 50.9GW และคาดเปิดประมูลโรงไฟฟ้ารอบแรกกลางปี 2027


สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่ขนาดการลงทุน แต่เป็น ลำดับการลงทุน เพราะโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ปัจจุบันรองรับความต้องการในวันนี้ ไม่ใช่ปริมาณพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS), Direct PPA และ Data Center ตาม PDP2026 ทำให้การลงทุนระบบส่ง สถานีไฟฟ้า Smart Grid และงาน EPC ต้องเกิดก่อนโรงไฟฟ้าใหม่ โดยกรณีที่ 4 ซึ่งคาดเป็นแนวทางหลัก ต้องใช้เงินลงทุนเพื่อเสถียรภาพระบบไฟฟ้าราว 5 แสนล้านบาทในช่วงปี 2029–2050

ความต้องการ Direct PPA มีแล้วมากกว่า 2,000MW และไม่ได้จำกัดเฉพาะ Data Center ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center ได้รับการยืนยันราว 7–8GW แต่จุดชี้ขาดคือค่าใช้โครงข่าย (Wheeling Charge) และความพร้อมของระบบส่ง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าความต้องการดังกล่าวจะแปลงเป็นสัญญาจริงได้มากเพียงใด

ด้าน BESS กระทรวงให้น้ำหนักระบบกักเก็บขนาดใหญ่ระดับโครงข่ายมากขึ้น โดยกำลังผลิต BESS ในแผนช่วง 2026–2037 อยู่ที่ 14.5GW และอาจเพิ่มเป็น 55GW ภายในปี 2050 อย่างไรก็ตาม โอกาสของเอกชนยังขึ้นอยู่กับรูปแบบการลงทุน หาก กฟผ. เป็นผู้ลงทุนหลัก ผลประโยชน์ของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนอาจต่ำกว่าที่ตลาดคาด แต่หากเปิดให้เอกชนลงทุนผ่าน BOO/BOOT หรือสัญญาบริการ ก็จะยังเป็นโอกาส

Fundamental view: คงมุมมองกลุ่มสาธารณูปโภค มากกว่าตลาด โดย GULF และ GUNKUL เป็นหุ้นเด่น เช่นเดิม แต่ลำดับความน่าสนใจเปลี่ยนชัดขึ้น—GUNKUL ขึ้นมาอยู่หน้าแถวจากธุรกิจ EPC ระบบส่ง และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้ประโยชน์ก่อนการเปิดประมูลโรงไฟฟ้า ขณะที่ GULF ยังมีโอกาสเพิ่มกำไรในเชิงมูลค่าสูงสุดและมีธุรกิจครอบคลุมทั้งพลังงานหมุนเวียน BESS และก๊าซ ส่วน GPSC ได้แรงหนุนจากการต่ออายุโรงไฟฟ้าและ BESS, BGRIM ยังต้องรอความชัดเจนค่า Wheeling Charge และ EGCO/RATCH เด่นด้านเงินปันผลพร้อมโอกาสจากการต่ออายุโรงไฟฟ้า

 

BDMS
กรุงเทพดุสิตเวชการ
คาดกำไรหลัก 3Q26 มีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่
เราคาดกำไรหลัก 3Q26 ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 4.6 พันล้านบาท เพิ่ม 7% YoY และ 42% QoQ จากรายได้ 3.06 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 8.5% YoY และ 13.8% QoQ หนุนโดยฤดูกาลไข้หวัดใหญ่และโควิด การไม่มีฐานธุรกิจกัมพูชาที่อ่อนตัวเหมือนปีก่อน และการฟื้นตัวของผู้ป่วยต่างชาติ โดยรายได้ผู้ป่วยไทยเดือน ส.ค. เพิ่ม 12% YoY และต่างชาติเพิ่ม 10% YoY นำโดยเมียนมา เยอรมนี และสหรัฐฯ
ผู้ป่วยตะวันออกกลางเป็นอีกตลาดที่น่าจับตา แม้ปกติคิดเป็นเพียง 5% ของรายได้โรงพยาบาล แต่สัดส่วนยอดจองล่วงหน้าเพิ่มเป็น 9% ในเดือน ส.ค. จาก 6% ในเดือน เม.ย. สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางที่เร่งขึ้น ขณะที่สัดส่วนเคสซับซ้อนที่มากขึ้นคาดช่วยให้อัตรากำไร EBITDA ฟื้นเป็น 25% จาก 22.7% ใน 2Q26

ส่วนผลกระทบจากน้ำท่วมปลายเดือน ก.ย. ยังจำกัดและไม่ได้เปลี่ยนภาพไตรมาส โดยประเมินรายได้ที่หายไปราว 174 ล้านบาท หรือ 0.6% ของรายได้เดือน ก.ย. และกดกำไรหลักเพียง 25–70 ล้านบาท หรือ 0.5–1.5% ของประมาณการ 3Q26 เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการเลื่อนนัดตรวจและหัตถการ ขณะที่ผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยในยังให้บริการต่อเนื่อง โดยเคสที่เลื่อนมีแนวโน้มกลับมาในเดือน ต.ค. และช่วยหนุนรายได้ 4Q26

Fundamental view: เราคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2027 ที่ 23 บาท

 

CPAXT
ซีพี แอ็กซ์ตร้า
คาดกำไรยังอ่อนแอ
เราคาดกำไรหลัก 3Q26 ที่ 1.5 พันล้านบาท ลดลง 21% YoY และ 21% QoQ จากค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่เพิ่มเร็วกว่ายอดขาย โดยเฉพาะการลงทุนช่องทางออนไลน์สู่หน้าร้าน (O2O) และค่าใช้จ่ายก่อนเปิด Happitat แม้อัตรากำไรขั้นต้นรวมคาดดีขึ้น 20bps YoY เป็น 16.3% นอกจากนี้ คาดมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการตัดมูลค่าสินทรัพย์ราว 1.9 พันล้านบาท จากการปิด Lotus’s ขนาดเล็กที่ขาดทุนและ makro หนึ่งสาขาในกัมพูชา ทำให้คาด ขาดทุนสุทธิ 108 ล้านบาท ใน 3Q26

ฝั่ง makro คาดยอดขาย 3Q26 เพิ่ม 3% YoY เป็น 7.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ยอดขายสาขาเดิมโต 1% โดยได้แรงหนุนจากสาขาใหม่ ช่องทางออนไลน์ และการรวมกิจการในมาเลเซีย แต่ค่าใช้จ่ายต่อยอดขายเพิ่มขึ้นจากต้นทุนช่องทางออนไลน์และการขยายบริการส่งสินค้าถึงปลายทาง ส่วน Lotus’s คาดยอดขายลด 2% YoY และยอดขายสาขาเดิมลด 5% พร้อมแรงกดดันจากค่าใช้จ่าย Happitat และช่องทางออนไลน์


แนวโน้ม 4Q26 คาดกำไรหลักฟื้น QoQ และกลับมาโต YoY จากฐานต่ำใน 4Q25 ประกอบกับการปิดสาขาที่ขาดทุนซึ่งคิดเป็นราว 7% ของพื้นที่ขายสุทธิของ Lotus’s น่าจะช่วยลดภาระขาดทุน และฝ่ายบริหารคาดอัตรากำไรจากการดำเนินงานดีขึ้นตั้งแต่ 4Q26
อย่างไรก็ตาม Happitat และการลงทุนช่องทางออนไลน์ยังเป็นแรงกดดัน โดยการเก็บเกี่ยวผลตอบแทน และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานน่าจะเห็นชัดขึ้นในปี 2027 เรายังคงประมาณการกำไรหลักปี 2026 ที่ 9.0 พันล้านบาท ลดลง 4% YoY
Fundamental view: แม้ปี 2027 มีปัจจัยฟื้นจากการปรับโครงสร้างสาขา การขาดทุน Happitat ที่ลดลง และประโยชน์จากกิจการที่ซื้อมา แต่ระยะสั้นยังเสี่ยงต่อการปรับลดประมาณการของตลาด โดยประมาณการกำไรของเราต่ำกว่าตลาด 5% ในปี 2026 และ 6% ในปี 2027 อีกทั้งหุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2027 ราว 15 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มค้าปลีกที่ 13 เท่า จึงคงคำแนะนำเพียง ถือ (ราคาเป้าหมาย 16 บาท)

 


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์, IAA Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ธนรัตน์ อิศรกุล, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้