Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

75

 

 

อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow

Fund Flow พลิกกลับเป็นการไหลออกจากภูมิภาคอีกครั้ง
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสเงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นภูมิภาคพลิกกลับมาไหลออกจากภูมิภาคอีกครั้ง หลังจากมีแรงซื้อสลับเข้ามาเพียงสัปดาห์เดียว โดยมียอดขายสุทธิอยู่ที่ 7,595 ล้านดอลลาร์ กลับจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่มีแรงซื้อเข้ามา 936 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ แรงขายที่เกิดขึ้นกระจายในทั้ง 5 ตลาดที่เราติดตาม โดยตลาดที่มีแรงขายมากที่สุดได้แก่ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งมียอดขายสุทธิที่ 6,202 ล้านดอลลาร์ เร่งตัวจากการขาย 473 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อน ส่วนตลาดหุ้นไต้หวันนั้นเม็ดเงินพลิกเป็นการขายสุทธิ 243 ล้านดอลลาร์ จากการซื้อสุทธิ 1,705 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อน
สำหรับตลาดหุ้น TIP กระแสเงินทุนยังคงเป็นการขายสุทธิต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สี่ ด้วยยอดขายรวม 1,150 ล้านดอลลาร์ โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 796 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เผชิญแรงขายที่ระดับ 281 ล้านดอลลาร์และ 73 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ


- เกาหลีใต้ยังเป็นตลาดหลักที่ Fund Flow ไหลออกในปีนี้
นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นภูมิภาคตั้งแต่ต้นปีรวม 167,495 ล้านดอลลาร์ แต่ในจำนวนนี้กว่า 126,638 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 76% เกิดขึ้นในตลาดหุ้นเกาหลีใต้เพียงตลาดเดียว ขณะที่ไต้หวันมียอดขายสุทธิสะสม 36,210 ล้านดอลลาร์
กล่าวอีกนัยหนึ่ง Fund Flow ที่ติดลบอย่างมากในเอเชียปีนี้ไม่ได้สะท้อนการถอนเงินออกจากทุกตลาดในระดับเดียวกัน แต่มีลักษณะ Concentrated Selling ที่ชัดเจนในเอเชียเหนือ โดยเฉพาะเกาหลีใต้
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดเดียวในกลุ่มที่สามารถรักษาสถานะเงินทุนไหลเข้าสุทธิตั้งแต่ต้นปีไว้ได้ โดยมียอดซื้อสุทธิสะสม 683 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามแรงขายที่เกิดในตลาดหุ้นไทยในปริมาณมากในสัปดาห์ล่าสุด ได้ส่งผลให้ยอดซื้อสะสมนับจากต้นปีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และลดลงจากที่เคยขึ้นไปสูงสุดที่ 2,202 ล้านดอลลาร์ในช่วงกลางเดือน ส.ค. 2026


- ภาพรวมรายอุตสาหกรรมและมุมมองการลงทุน
เมื่อพิจารณาพฤติกรรมการซื้อขายผ่าน Volume Flow Index ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าสัญญาณการสะสมหุ้นยังคงมีลักษณะเลือกลงทุนเป็นรายอุตสาหกรรมมากกว่าการกระจายตัวในวงกว้างเช่นกัน โดยกลุ่มที่มีแรงซื้อโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร ในตลาดหุ้นไทย เกาหลีใต้ และไต้หวัน และกลุ่ม Chemicals ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และไต้หวัน
สำหรับตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ เราประเมินว่ากลุ่มค้าปลีก ขนส่งและโลจิสติกส์ และสื่อสาร มีแนวโน้มยืนระยะได้ดีกว่าตลาดโดยรวม


-Fund Flow ในตลาดไทยอ่อนแรงลง แต่ยังเร็วเกินไปที่จะมองว่าแนวโน้มได้เปลี่ยนเป็นเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง
แรงขายต่างชาติในตลาดหุ้นไทยช่วงล่าสุดเริ่มเป็นสัญญาณที่ควรติดตามมากขึ้น โดยยอดขายสุทธิ 796 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นแรงขายรายสัปดาห์ที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2024 และมากที่สุดเป็นอันดับ 4 นับตั้งแต่เราเริ่มเก็บข้อมูลในปี 2000 สะท้อนว่าแรงขายรอบนี้มีขนาดสูงเมื่อเทียบกับข้อมูลในอดีต และเมื่อประกอบกับการขายสุทธิต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สี่ จึงมีน้ำหนักมากกว่าความผันผวนระยะสั้นเพียงสัปดาห์เดียว
อย่างไรก็ตาม เรายังมองว่าเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า Fund Flow ของไทยได้เปลี่ยนเข้าสู่แนวโน้มเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากไทยยังเป็นตลาดเดียวในกลุ่มที่เราติดตามที่มียอดซื้อสุทธิจากต่างชาติตั้งแต่ต้นปีเป็นบวก ภาพล่าสุดจึงสะท้อนว่าแรงสนับสนุนจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มอ่อนลง มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่าทิศทางของกระแสเงินทุนได้เปลี่ยนไปแล้ว
ในระยะถัดไป ประเด็นสำคัญคือแรงขายจะต่อเนื่องมากพอจนทำให้ Fund Flow ตั้งแต่ต้นปีพลิกกลับเป็นลบหรือไม่ ซึ่งจะเป็นสัญญาณยืนยันที่ชัดเจนขึ้นว่าภาพกระแสเงินทุนเริ่มเปลี่ยนไป ขณะที่ในเชิงกลยุทธ์ เรายังคงให้น้ำหนักกับการเลือกลงทุนรายอุตสาหกรรม มากกว่าการลดน้ำหนักตลาดหุ้นไทยในวงกว้าง

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย เฝ้าระวังหุ้นคร่อมรอบ
กลุ่มเด่นเล่นต่อเนื่อง เราคงแนะนำ โรงไฟฟ้า สินค้าโภคภัณฑ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยระหว่างนี้ตลาดหุ้นไทยยังต้องลุ้นการรีบาวด์กลับมาเหนือ 1580 จุด (ดูเทคนิคประกอบ) เพื่อรอสัญญาณเปลี่ยนแนวโน้ม ขณะที่หุ้นธนาคาร สินเชื่อ ค้าปลีก ยังดูอาการอ่อนกว่าตลาดสืบเนื่องจาก ผลกระทบและความกังวลอุทกภัยในประเทศ
แต่ที่ราคาลงผิดคาดรอบนี้ คือ หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล BH BDMS ที่ราคาเดินหน้าปรับฐานต่อเนื่อง แย่กว่าที่คาด และเราแนะเฝ้าระวังหากราคายังไม่รีบาวด์ เราอาจพิจารณาปรับออกจากพอร์ต (เราซื้อเร็วไป-คร่อมรอบ)
กรณีตลาดหุ้นไทยยืนได้เหนือเส้นแนวโน้มตามที่ประเมิน เราคาดว่าหุ้นชั้นแรกที่จะขึ้นนำตลาด (รีบาวด์ได้ดีกว่า) คาดได้แก่ หุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก เพราะไม่ได้กระทบจากอุทกภัยภายในประเทศ ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจเอเชีย PMI พลิกฟื้นเกินระดับ 52 จุด สูงสุดในรอบ 29 เดือน หลังจากสหรัฐฯ ฟื้นตัวเหนือ 50 จุดมาได้ระยะหนึ่ง-เริ่มส่งผ่านผลลัพธ์มายังฝั่งเอเชีย และ สะสมหุ้นเล่นตรงข้ามกับ บอนด์ยิลด์
มุมมองเทคนิค: SET Index เริ่มมีแรงซื้อกลับบริเวณโซน 1,560 (previous low) โดยเกิดรูปแบบแท่งเทียนประเภท Hammer บ่งชี้จุดกลับตัวระยะสั้นที่แม่นยำ
จุดสังเกต: โซน 1,560 ตรงกับเส้น support + สัญญาณ Bullish Divergence จาก RSI
Action: เมื่อตลาดอยู่ในภาพ Technical Rebound แนะนำเปิดสถานะฝั่งซื้อ (Long / Accumulate) เมื่อดัชนีย่อตัว (ไม่หลุด 1,560) โดยตั้งเป้าหมายทำกำไรด่านแรกที่ 1,580 - 1,585 และด่านถัดไปที่ 1,600 จุด


SET Index


What to watch G7 ระบุในแถลงการณ์ว่า การระบายน้ำมันสำรองในครั้งนี้จะมีปริมาณสูงสุด 100 ล้านบาร์เรล ภายในระยะเวลา 4 เดือน โดยจะมีการระบายน้ำมันดีเซลในปริมาณมากภายในช่วง 20 วันแรก
นักลงทุนยังมีความกังวลเกี่ยวกับความเสียหายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย อันเป็นผลมาจากสงครามอิหร่านก็ตาม โดยล่าสุด กลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีโรงงานของบริษัท ซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) ในกรุงริยาด และแหล่งน้ำมันคูไรส์ (Khurais)
คาดธนาคารกลางอินเดียปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก เป็น 5.5% จาก 5.25%
FedWatch CME นักลงทุนให้น้ำหนัก 86% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ย ในการประชุมปลายเดือนนี้ แนะติดตามรายงานการประชุมเฟด FOMC Minutes วันพุธนี้
น้ำท่วมกรุงยังไม่กระทบท่องเที่ยว ต่างชาติเข้าไทยวีคล่าสุด โต 8.24% รับวันหยุดยาวเอเชีย ภาพรวมตั้งแต่ต้นปี 69 นักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 23.45 ล้านคน กวาดรายได้ทะลุ 1.14 ล้านล้านบาท
วันชาติของจีน ซึ่งเป็นช่วง Golden Week ส่งผลทำให้นักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนนักท่องเที่ยว 133,946 คน ขยายตัวสูงถึง 41.98% จากสัปดาห์ก่อน / มาเลเซีย 59,871 คน (ลดลง 0.64%) / อินเดีย 46,942 คน (เพิ่มขึ้น 16.53%) / รัสเซีย 22,326 คน (เพิ่มขึ้น 14.23%)/ เกาหลีใต้ 21,219 คน (เพิ่มขึ้น 3.66%)

STOCK TO PLAY: [GPSC]
กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรม มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น หนุนความต้องการใช้ไฟฟ้าในการผลิต สอดคล้องกับดัชนี PMI ภาคการผลิตในภูมิภาคเอเชียที่พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 2 ปี จากความต้องการใช้งาน และ ลงทุนในธุรกิจ ดาต้าเซ็นเตอร์/ EV ขณะที่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟใหม่ที่มีความชัดเจนทั้งเรื่อง Direct PPA คาดหนุนราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า

แนวรับ แนวต้าน Stop Loss
47 54-55 < 45

 

TRADE FOLLOW-UP: [PTT & PTTGC]
PTT (ปตท.)
แนวรับ แนวต้าน Stop Loss
40 45 และ 48 < 38

PTT ยืนรับแน่นหลังลงมาเทสเส้น EMA 75 วัน (40 บ.) ก็มีแรงซื้อดันดีดกลับทันทีเพื่อรักษาโครงสร้างขาขึ้น
จุดสังเกต: EMA Alignment: เส้นค่าเฉลี่ยหลายระยะเรียงตัวขนานไปในทิศทางเดียวกันอย่างสวยงาม & RSI Recovery บ่งชี้โมเมนตัมเริ่มฟื้นตัว หนุนราคามีลุ้นปรับตัวขึ้นต่อได้ไม่ยาก
กลยุทธ์: "ถือต่อ" HOLD รันเทรนด์ตามโครงสร้าง!

 


PTTGC (พีทีที โกลบอล เคมิคอล)
แนวรับ แนวต้าน Stop Loss
49 54-55 < 47

PTTGC โครงสร้างแข็งแกร่ง จ่อทะลุ high > 51 โมเมนตัม OBV เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง บ่งชี้ว่ามีแรงเก็บสะสมหุ้นเข้ามาไม่ขาดสาย!
จุดสังเกต: Elliott Wave กำลังโต้คลื่นขาขึ้น Impulse Wave 3 (คลื่นที่แรงที่สุด) & Chart Pattern ฟอร์มตัวในรูปแบบ Bullish Pennant ยืนยันสัญญาณกระทิงรอบใหญ่!
กลยุทธ์: "ถือต่อ" HOLD รันเทรนด์ตามโครงสร้างคลื่นขาขึ้น

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Quant Portfolio
อัพเดทพอร์ตการลงทุน
พอร์ตการลงทุนของเราให้ผลตอบแทน 0.1% นับจากวันที่เราออกบทวิเคราะห์ฉบับล่าสุดในวันที่ 22 ก.ย. ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยซึ่งอยู่ที่ -0.8% ในบทวิเคราะห์ฉบับนี้เรามีการปรับหุ้นในพอร์ตการลงทุน โดยถอดหุ้น ERW ออกจากพอร์ตการลงทุน เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้น DELTA และ ลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้น PTTGC

Commodities Tracker
ค่าการกลั่นฟื้นตัวแรงสุด แต่โดยพื้นฐานยังชอบปิโตรเคมีมากกว่า
ภาพรวมสินค้าโภคภัณฑ์สัปดาห์ล่าสุดยังถูกขับเคลื่อนด้วยสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยการกลับมาปะทะกันทำให้อุปทานพลังงานตึงตัวอีกครั้ง แต่หากสถานการณ์ผ่อนคลาย อุปทานน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์น้ำมัน และ LNG มีโอกาสกลับมาเพิ่มขึ้นและกดราคาพลังงานลง เราให้น้ำหนัก
ราคาน้ำมัน Dubai เฉลี่ยลดลงอีก 5.22 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล WoW เหลือ 107.84 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และอุปทานที่เพิ่มขึ้นหลังซาอุดีอาระเบียกลับมาใช้ท่อส่ง East-West
ขณะที่ค่าการกลั่นสิงคโปร์ (GRM) ฟื้นแรง 8.22 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล WoW เป็น 6.78 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากโรงกลั่นบางแห่งในเอเชียเหนือหยุดดำเนินงานและข้อจำกัดการส่งออกของจีนและรัสเซีย ทำให้ส่วนต่างน้ำมันเบนซิน น้ำมันเครื่องบิน ดีเซล และน้ำมันเตากำมะถันสูงปรับขึ้นพร้อมกัน
ฝั่งปิโตรเคมี ส่วนต่างผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ดีขึ้นจากต้นทุนแนฟทาที่ลดลงตามราคาน้ำมัน โดย Ethylene spread เพิ่มเป็น 286 เหรียญสหรัฐ/ตัน, Propylene เป็น 311 เหรียญสหรัฐ/ตัน, HDPE เป็น 436 เหรียญสหรัฐ/ตัน และ PP เป็น 541 เหรียญสหรัฐ/ตัน
ราคาถ่านหินทรงตัวที่ 143.63 เหรียญสหรัฐ/ตัน ขณะที่กลุ่มเดินเรืออ่อนตัวในระยะสั้น โดย BDI ลด 8% WoW และ World Container Index ลด 1% WoW
อย่างไรก็ตาม การปิดกั้นทะเลแดงทำให้เรือต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮปและใช้เวลาเดินทางนานขึ้น จึงมีโอกาสหนุนค่าระวางในระยะถัดไปและเปิดโอกาสเชิงเก็งกำไรในหุ้นเดินเรือ
Fundamental view: หลังราคาหุ้นโรงกลั่นปรับขึ้นมาสะท้อน GRM ที่สูงไปมากแล้ว เรามองเป็นจังหวะ สลับจากหุ้นโรงกลั่นไปกลุ่มปิโตรเคมี โดยเน้น IVL และ PTTGC ซึ่งราคาหุ้นยัง laggard ขณะที่กลุ่มเดินเรืออาจมีโอกาสซื้อขายระยะสั้นจากเส้นทางเดินเรือที่ยาวขึ้น

 

 


CPN
เซ็นทรัลพัฒนา
Site Visit ขอนแก่นโมเดล พิสูจน์โมเดลขยายหลายศูนย์ไปต่อได้
การเยี่ยมชม Central Khonkaen และ Central Khonkaen Campus ช่วยเพิ่มความมั่นใจต่อกลยุทธ์ขยายศูนย์การค้าของ CPN เพราะการเปิดศูนย์ใหม่ไม่ได้แย่งลูกค้าศูนย์เดิมมากอย่างที่กังวล Central Khonkaen Campus ซึ่งเปิดเดือน พ.ค. 2026 มีผู้เข้าใช้บริการมากกว่าเป้าหมายของฝ่ายบริหารที่ 20,000 คน/วันแล้ว ขณะที่จำนวนผู้เข้าใช้ Central Khonkaen เดิม ซึ่งเคยลด 10–15% YoY ในช่วง มิ.ย.–ก.ค. กลับมาลดเพียง 1–3% ในเดือน ส.ค. แม้ศูนย์ใหม่มีพื้นที่เช่าเทียบเท่า 42% ของศูนย์เดิมและอยู่ห่างกันเพียง 3 กม.

จุดสำคัญคือทั้งสองศูนย์จับลูกค้าต่างกลุ่มกัน โดย Campus เน้นฐานมหาวิทยาลัยและการแพทย์ พร้อมโครงการผสมผสานทั้งคอนโด PHYLL Khonkaen ซึ่งขายหมดภายในหนึ่งสัปดาห์และ GO! Hotel ขณะที่ศูนย์เดิมยังมีอัตราเช่า 97% และค่าเช่าโตเฉลี่ยราว 2% ต่อปี ส่วน Campus ยังมีอัตราเช่าเพียง 80–85% เทียบเป้าหมายสิ้นปี 90% และมีสัญญาเช่าที่แบ่งรายได้กับผู้เช่า 55% สูงกว่าค่าเฉลี่ยพอร์ตของ CPN ราว 50% จึงยังมีโอกาสเพิ่มรายได้ตามยอดขายของร้านค้า


ภาพรวม CPN ผลดำเนินงาน 3Q26 ยังแข็งแรง โดยจำนวนผู้เข้าใช้ศูนย์ช่วง ก.ค.–ส.ค. เพิ่ม 3–4% YoY และยอดขายผู้เช่าเพิ่ม 7–9% YoY น้ำท่วมปลายเดือน ก.ย. อาจกดแรงส่งบ้างแต่ผลกระทบต่อไตรมาสยังจำกัด สำหรับปี 2027 เราคาดกำไรหลักโต 9% YoY จากพื้นที่เช่าสุทธิเพิ่มราว 5% YoY เทียบกับเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปีในช่วงสามปีที่ผ่านมา โดยมีศูนย์ใหม่ 2 แห่งเปิดใน 1Q27 และ 2Q27
อีกแรงหนุนคือการขายสินทรัพย์เข้า CPNREIT ซึ่งคาดได้รับอนุมัติจากผู้ถือหน่วยก่อนสิ้นปี 2026 และดำเนินการใน 1H27 ช่วยปลดเงินทุนจากสินทรัพย์ที่โตเต็มที่และเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินสำหรับโครงการใหม่

Fundamental view: ภาพจากกลุ่มสาขาขอนแก่นสนับสนุนว่า การเปิดหลายศูนย์ในพื้นที่เดียวกัน ที่มีศักยภาพ สามารถเพิ่มฐานตลาดมากกว่าการแย่งยอดขายกันเอง ขณะที่ปี 2027 เป็นช่วงที่การขยายพื้นที่เช่ากลับมาเร่งตัว คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2027 ที่ 80 บาท

 

 


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์, IAA Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ธนรัตน์ อิศรกุล, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้