Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส ชี้ 3 สัญญาณบวกเศรษฐกิจไทยหนุนดัชนี ชูหุ้น Domestic Laggard

43

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(21กันยายน 2569)---------------บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดทุนประจำสัปดาห์ ชี้ให้เห็นถึงสภาวะการลงทุนโลกที่เริ่มผ่อนคลายความกังวล หลังการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ไม่ได้ส่งสัญญาณเข้มงวดเกินคาด ผสานราคาน้ำมันดิบที่ย่อตัวลงอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อระยะสั้น ขณะที่ตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจาก 3 สัญญาณบวกทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ได้แก่ การปรับเพิ่มแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยโดย Fitch Ratings, การเตรียมคลื่นมาตรการกระตุ้นการบริโภค "ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2" วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท และตัวเลขการส่งออกเดือนสิงหาคมที่คาดว่าจะขยายตัวเร่งตัวขึ้นถึง +24.8% YoY ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์การหมุนเวียนของเม็ดเงิน (Sector Rotation) จากหุ้นอิงเศรษฐกิจโลก (Global Play) เข้าสู่หุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศที่ราคายังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด (Domestic Laggard)

เกาะติดทิศทางเศรษฐกิจโลกและนวัตกรรมเทคโนโลยีสากล บรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินโลกเริ่มต้นสัปดาห์ในเชิงบวกอย่างเด่นชัด โดยดัชนีสัญญาซื้อขายล่วงหน้า S&P 500 Futures ปรับตัวขึ้น +0.2% ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียนำโดยเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้นแรง +1.4% ตอบรับปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เคยสร้างแรงกดดันก่อนหน้านี้เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลก หลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 2 เสียงในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 basis points สู่ระดับ 1.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งการที่แถลงการณ์ของ BOJ ไม่ได้ส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดก้าวร้าวในอนาคต ได้ช่วยคลายความวิตกกังวลของนักลงทุนต่อความเสี่ยงการคลายสถานะ Yen Carry Trade ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงสู่ระดับ 156.95 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ และดันดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐทะลุระดับ 100 จุด นอกจากนี้ ตลาดการเงินยังได้รับปัจจัยหนุนจากการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบโลกติดต่อกันเป็นวันที่ 3 ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลด้านแรงกดดันเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตในระยะสั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ในฝั่งการเมืองและเทคโนโลยีสากล ตลาดจับตาการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในวันที่ 24 กันยายนนี้ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งคาดว่าจะมีการเจรจาในประเด็นสำคัญ เช่น อัตราภาษี การควบคุมเทคโนโลยี AI ชิปประมวลผลขั้นสูง และแร่หายาก (Rare Earths) ซึ่งการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่ก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก จึงเป็น Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้จากจีน เช่น DR: NVDA80 และ DR: AMAT01


ขณะเดียวกัน คืนนี้หลังตลาดสหรัฐฯ ปิดทำการ ดัชนี S&P 500 และ S&P 100 เตรียมนำหุ้น SanDisk และ Bloom Energy เข้าคำนวณในดัชนีอย่างเป็นทางการ ซึ่งบริษัททั้งสองกำลังเผชิญสภาวะคอขวดด้านอุปทาน (Supply Bottleneck) จากอุปสงค์ที่พุ่งสูงของกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) จึงแนะนำเก็งกำไรระยะสั้นผ่าน DR: SNDK80 และ DR: BE03

เจาะลึกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจและทิศทางตลาดทุนไทย สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย กำลังได้รับแรงขับเคลื่อนและสัญญาณบวกที่แข็งแกร่งจาก 3 ปัจจัยหลักเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการส่งผ่านเม็ดเงินและสร้างความเชื่อมั่นสู่ตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป ประกอบด้วย:


1. Fitch Ratings ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือไทยเป็น STABLE: สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ได้ประกาศปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากเดิม Negative ขึ้นสู่ STABLE (มีเสถียรภาพ) บนอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB+ ซึ่งสอดคล้องกับสถาบันหลักระดับโลกอย่าง Moody's และ S&P ปัจจัยนี้ช่วยรักษาเสถียรภาพของต้นทุนการระดมทุนทั้งในตลาดพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ภาคเอกชน อีกทั้งยังเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยหนุนให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) มีโอกาสสลับไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยในระยะยาว


2. มาตรการ "ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2" วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท: หลังจากโครงการในเฟสแรกสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสะสมสูงถึง 1.61 แสนล้านบาท โดยมีประชาชนได้รับสิทธิ์กว่า 26 ล้านคน และร้านค้าเข้าร่วมกว่า 1.2 ล้านราย รัฐบาลจึงเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติโครงการเฟส 2 (แจกเงินกระตุ้นการใช้จ่าย 1,000 บาท ระยะเวลา 2 เดือน) โดยใช้วงเงินงบประมาณเดิมราว 50,000 ล้านบาท ประเด็นนี้สร้าง Sentiment เชิงบวกโดยตรงต่อกลุ่มหุ้นค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องดื่ม และกลุ่มร้านอาหาร


3. ตัวเลขส่งออกไทยเดือนสิงหาคมคาดขยายตัวร้อนแรง +24.8% YoY: ตลาดคาดการณ์ตัวเลขการส่งออกของไทยประจำเดือนสิงหาคม 2569 จะขยายตัวเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ +24.8% YoY (เพิ่มขึ้นจากระดับ +21.6% YoY ในเดือนกุมภาพันธ์) ซึ่งเป็นการเติบโตสอดคล้องกับประเทศผู้นำด้านการส่งออกในภูมิภาคเอเชีย เช่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ โดยการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของภาคการส่งออกจะช่วยหนุนประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาคการส่งออกมีสัดส่วนสูงถึง 60% - 70% ของ GDP ประเทศ

เปิดโผกลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์และกลยุทธ์การลงทุน แม้กระแสเงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยจะเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวลง แต่ภาพที่ปรากฏชัดเจนตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคือการเกิด Sector Rotation หรือการหมุนเวียนของเม็ดเงินลงทุนอย่างเป็นระบบ โดยนักลงทุนได้สลับขายทำกำไรออกจากกลุ่มหุ้นอิงเศรษฐกิจโลก (Global Play) ที่มีความผันผวนสูงตามทิศทางตลาดสากล เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON), กลุ่มพลังงาน (ENERG) และปิโตรเคมี (PETRO) เพื่อย้ายเม็ดเงินเข้าสู่กลุ่มหุ้นอิงเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Play) มากขึ้น โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงซื้อโดดเด่นและปรับตัวขึ้นสวนทางตลาด ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BANK +2.99%), กลุ่มกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และ REITs (PF&REIT +2.37%), กลุ่มบรรจุภัณฑ์ (PKG +1.77%), กลุ่มประกันภัย (INSUR +1.76%), กลุ่มการเงิน (FIN +1.19%) และกลุ่มพาณิชย์ (COMM +1.10%) ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำให้มุ่งเน้นไปยังหุ้นกลุ่ม Domestic Play ที่แนวโน้มผลประกอบการงวดไตรมาส 4/2569 จะออกมาโดดเด่น และระดับราคายังคงอยู่ในโซน Laggard เมื่อเทียบกับตลาด

แนะนำหุ้นเด่นและทิศทางเทคนิคประจำวัน ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและระดับราคาพร้อมปรับตัวขึ้น:


• SNDK80: ได้รับเลือกเข้าคำนวณในดัชนี S&P 100 อย่างเป็นทางการคืนนี้ พร้อมรับประโยชน์จากอุปสงค์ชิปความจำ Flash Memory และ Storage อุปกรณ์ Data Center ที่ขยายตัวแรงตามผู้ให้บริการ Hyperscalers
• BE03: ได้รับเลือกเข้าคำนวณในดัชนี S&P 500 คืนนี้ ได้รับอานิสงส์เชิงโครงสร้างระยะยาวจากวิกฤตคอขวดด้านพลังงานไฟฟ้าของ Data Center ในสหรัฐฯ
• CBG: รับผลประโยชน์โดยตรงจากมาตรการ "ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2" ดันยอดขายเครื่องดื่มบำรุงกำลังฟื้นตัวแรง ผสานแนวโน้มผลประกอบการงวดไตรมาส 3 และ 4 เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น
• BJC: รับ Sentiment เชิงบวกจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐผ่านห้างบิ๊กซี และราคาหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นแรง +9.09% สะท้อนแรงซื้อสลับเข้ากลุ่ม Domestic Laggard อย่างชัดเจน
• BDMS: หุ้นปลอดภัยในกลุ่มการแพทย์ที่ราคายังคง Laggard ตลาด แต่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง คาดการณ์กำไรปกติไตรมาส 4 จะเติบโตโดดเด่นตามการฟื้นตัวของคนไข้ชาวต่างชาติและโรคตามฤดูกาล

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เล่นกันต่อ By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง วันนี้ ตลาดหุ้นไทย ก็เล่นกันต่อไป ตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก วันพรุ่งนี้ ครม. พิจารณา....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้