Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

19

 

สงครามปะทุ ดันเงินเฟ้อพุ่ง หาหุ้นหลบภัย

HORIZON MARKET VIEW
• ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กลับมากดดันตลาดโลก หลังสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบที่ 4ภายใน 1 สัปดาห์ ขณะที่อิหร่านตอบโต้โจมตีพันธมิตรสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ได้แก่คูเวต, จอร์แดน, กาตาร์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายให้ข้อมูลขัดแย้งเรื่องสถานะการเปิดหรือปิดของช่องแคบฮอร์มุซ
• หากความตึงเครียดยังคงยืดเยื้อ และความรุนแรงสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน อาจทำให้ราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง เสี่ยงกระทบเงินเฟ้อชะลอตัวลงยากและเป็นผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกอาจใช้นโยบายการเงินเข้มงวดนานขึ้น

REGION RADAR
• เข้าสู่ช่วงรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของสหรัฐฯ โดยสัปดาห์นี้จะเริ่มที่กลุ่มธนาคารในวันพรุ่งนี้ อาทิGOLDMAN SACHS, CITI,BANK OF AMERICA, WELLS FARGO นอกจากนี้ยังมีงบของกลุ่มSEMICONDUCTOR อย่าง ASMLและ TSMC
• NANYA TECHNOLOGY (2408 TT) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด โดยรายได้รวมอยู่ที่ 8.25 หมื่นล้านดอลลาร์ไต้หวัน +684% YOY (สูงกว่าคาด 13%) ขณะที่ EPS อยู่ที่14.6 ดอลลาร์ไต้หวัน +1211% YOY (สูงกว่าคาด 13%)

 

THAI FOCUS
• ราคาน้ำมันดีดตัว 4% เรามองว่าความผันผวนต่อภาพรวมตลาดหุ้นไทยจะจำกัด เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงกว่า 1ใน 3แนะนำเก็งกำไรในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมัน อาทิ PTTEP, PTTGC, IVL เป็นต้น อย่างไรก็ตามผลกระทบราคาน้ำมันที่พุ่งสูงต่อเนื่อง ทำให้เงินเฟ้อดีดตัว เสี่ยงกดดันเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปได้
• ความคาดหวังเชิงบวกเพิ่มเติมในช่วงนี้ จับตาในวันที่ 15-17 ก.ค.2026รัฐบาลจะเจรจาTARIFF ม.301-ม.122 ขอลดภาษีเหลือ 10%


SYNAPSE STRATEGY
• ต่างชาติซื้อสุทธิSET กว่า 2.8 หมื่นล้านบาท(MTD) หลังการเมืองชัดเจนขึ้น + มีกลุ่มหุ้นพลังงานกว่า 20% ของ MARKET CAP ซึ่งหากไม่รวม DELTA PER69F ของ SET อยู่เพียง 13.1 เท่า (ต่ำกว่าสหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน) และให้ปันผลสูงถึง 3.6%
• กลยุทธ์เน้นหุ้นกลุ่ม LAGGARD SET1.กลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี (รับอานิสงส์ราคาน้ำมันฟื้นตัว) PTTEP, PTT, SPRC, BCP, TOP,PTTGC, IVL 2.กลุ่มธนาคาร-ประกัน (รับอานิสงส์ดอกเบี้ยสูง/ตึงตัว) BBL, TTB, KBANK, BLA,TLI


HORIZON MARKET VIEW
สงครามเดือด! น้ำมันพุ่ง เขย่าตลาดโลก จับตาเงินเฟ้อ-เฟด-กำไรบริษัท
ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กลับมากดดันตลาดโลก หลังสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านรอบที่ 4 ภายใน 1 สัปดาห์ ขณะที่อิหร่านตอบโต้โจมตีพันธมิตรสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ได้แก่ คูเวต, จอร์แดน, กาตาร์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายให้ข้อมูลขัดแย้งเรื่องสถานะการเปิดหรือปิดของช่องแคบฮอร์มุซหากความตึงเครียดยังคงยืดเยื้อ และความรุนแรงสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน อาจทำให้ราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง เสี่ยงกระทบเงินเฟ้อชะลอตัวลงยาก และเป็นผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกอาจใช้นโยบายการเงินเข้มงวดนานขึ้น

 

สำหรับประเด็นที่ตลาดจับตา
• วันที่ 14 ก.ค. 2026 มีรายงาน CPI สหรัฐฯ เดือน มิ.ย. คาด +3.8% ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนที่ 4.2%และการแถลงต่อสภาคองเกรสครั้งแรกของประธานเฟดคนใหม่ (KEVIN WARSH) ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ยที่คาดว่าจะมีการปรับขึ้นในเดือน ก.ย. อีกทั้งมีรายงานผลประกอบการธนาคารยักษ์ใหญ่ 5 แห่งพร้อมกัน ได้แก่ JPMORGAN, GOLDMAN SACHS, BANK OF AMERICA,CITIGROUP, WELLS FARGO
• วันที่ 15 ก.ค. 2026 มีรายงาน GDP จีน 2Q2026 คาดโต 4.5% ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนที่ 5.0%สะท้อนเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ พร้อมกับมีรายงานผลประกอบการ ASML
• วันที่ 16 ก.ค. 2026 ประชุม BOK ตลาดคาดขึ้นดอกเบี้ย 2.50% เป็น 2.75% มีรายงานผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยีจับตา TSMC และ NETFLIX เพื่อประเมินแนวโน้ม AI, SEMICONDUCTOR และหุ้นGROWTH ในช่วง 2H2026


REGION RADAR
สัปดาห์การรายงานงบไตรมาส 2 ของสหรัฐฯ นำโดยกลุ่มธนาคาร
เข้าสู่ช่วงรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของสหรัฐฯ โดยสัปดาห์นี้ (13-17 ก.ค.) จะเริ่มที่กลุ่มธนาคารในวันพรุ่งนี้ ได้แก่ GOLDMAN SACHS, CITI, BANK OF AMERICA, JPMORGAN และ WELLS FARGO นอกจากนี้ยังมีผลประกอบการของยักษ์ใหญ่ของกลุ่ม SEMICONDUCTOR อย่าง ASML (พุธ) และ TSMC (พฤหัสบดี) ซึ่งคาดว่ามีแนวโน้มที่ผลประกอบการจะออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด


NANYA TECHNOLOGY เผยงบออกมาสูงกว่าคาดอย่างมาก
NANYA TECHNOLOGY (2408 TT) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด โดยรายได้
รวมอยู่ที่ 8.25 หมื่นล้านดอลลาร์ไต้หวัน +684% YOY (สูงกว่าคาด 13%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ 14.6 ดอลลาร์ไต้หวัน +1211% YOY (สูงกว่าคาด 13%) หนุนจากราคาชิป DRAM ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง +60% QOQสะท้อน SUPPLY ของชิป DRAM ที่ขาดแคลนอย่างมาก นอกจากนี้ บริษัทคาดว่างบลงทุน CAPEX ในปี 2026อยู่ที่ระดับ 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์ไต้หวัน และงบลงทุน CAPEX ในปี 2027 จะเติบโตสูงกว่าปีนี้ถึง 4 เท่าซึ่งเรามองเป็นบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่ม MEMORY อย่าง DR:MICRON01, SNDK03, KIOXIA23 และกลุ่ม EQUIPMENT อาทิ DR: AMAT19

 

THAI FOCUS
ราคาน้ำมันพุ่งเสี่ยงกดดันเศรษฐกิจไทย แต่ยังคาดหวัง TARIFF ผ่อนคลาย
สงครามสหรัฐฯ - อิหร่านยกระดับความตึงเครียด ผลักราคาน้ำมันดิบ WTI เช้านี้ดีดตัว4% มาอยู่ที่ 74 เหรียญฯ/บาร์เรล อย่างไรก็ตาม เรามองว่าความผันผวนต่อภาพรวมตลาดหุ้นไทยจะจำกัด เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงกว่า 1 ใน 3 แนะนำเก็งกำไรในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันอาทิ PTTEP, PTTGC, IVL เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบราคาน้ำมันที่พุ่งสูงต่อเนื่อง ทำให้เงินเฟ้อดีดตัวเสี่ยงกดดันเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปได้ ดังเช่นช่วงสงครามรัสเซีย - ยูเครน ปี 2022 ที่เห็น GDP GRWOTHชะลอตัวลงใน 4Q2022ขณะที่ความคาดหวังเชิงบวกเพิ่มเติมในช่วงนี้ จับตาในวันที่15-17 ก.ค. 2026ซึ่งรมว.พาณิชย์จะนำคณะเดินทางไปยังสหรัฐฯ เพื่อเจรจาในกรณีที่ไทยถูกไต่สวนตามมาตรา 301 และมาตรา 122 ตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ(TRADE ACT OF 1974) ซึ่งมาตรา 122 กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 24 ก.ค. 2026 โดยการเจรจาในครั้งนี้มุ่งเน้นการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของภาคการส่งออกไทย หวังลดลดภาษีจาก 12.5% เหลือ 10% ทั้งนี้ EFFECTIVE RATE (อัตราภาษีที่แท้จริง) ที่ไทยจ่ายให้สหรัฐฯ ในช่วง 3Q69 มีแนวโน้มต่ำกว่าช่วงปี 3Q68

 

SYNAPSE STRATEGY
แม้สงครามปะทุ แต่ VALUATION หุ้นไทยเด่น ชูหุ้น LAGGARD กลุ่มพลังงานและแบงก์ รับปันผลสูง

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก ผ่านการปะทุเข้าของสงครามตะวันออกกลางซึ่งจะกระทบเงินเฟ้อและเพิ่มความเสี่ยงที่ FED จะส่งสัญญาณ HAWKISH มากขึ้น กดดันสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มเติบโตสูง/มูลค่าสูงอย่างเทคโนโลยีและ AI ที่เพิ่งปรับขึ้นแรงในสัปดาห์ก่อน จึงทำให้เม็ดเงินเคลื่อนย้ายมายังหุ้นกลุ่ม VALUEPLAY ซึ่งไทยเป็นเป้าหมายหลัก บวกกับความเชื่อมั่นของต่างชาติต่อปัจจัยพื้นฐานในประเทศหลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และเห็นต่างชาติซื้อสุทธิตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง 2.8 หมื่นล้านบาท(MTD) จนทำให้ VALUATIONPER26F อาจจะตึงตัวขึ้น ล่าสุดอยู่ระดับ 17 เท่า แต่หากหัก DELTA ออกไป จะมี PER26F อยู่ที่ 13.1 เท่า ซึ่งต่ำกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ อาทิ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และคาดปันผลปี 26F ของตลาดหุ้นไทยสูงถึง 3.6% ซึ่งโดดเด่นกว่าดัชนีหุ้นโลก (MSCI ACWI) ที่ให้ปันผลเพียง 1.7%


ดังนั้นในช่วงครึ่งปีแรก SET ให้ผลตอบแทนสูงถึง 26.3% มองหากลุ่มที่ดัชนียัง LAGGARD SET, ให้DIVIDENDYIELD สูงและได้ประโยชน์จาก THEME การลงทุนในปัจจุบัน อาทิ กลุ่มพลังงาน (ENERG) ให้ผลตอบแทน 21.2%และมี DIVIDEND YIELD สูงถึง5.5% กลุ่มธนาคาร (BANK) ให้ผลตอบแทน 19.8% และมี DIVIDEND YIELD สูงถึง6.2% และกลุ่มประกันภัย (INSUR) ให้ผลตอบแทน 16.0% และมี DIVIDEND YIELD ที่4.8%

 

กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ เน้นให้น้ำหนักไปที่หุ้นกลุ่ม LAGGARD ใน SET ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว โดยแบ่งเป็น 2
ธีมหลัก ดังนี้
• กลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี (รับอานิสงส์ราคาน้ำมันฟื้นตัว) PTTEP, PTT, SPRC, BCP, TOP, PTTGCและ IVL
• กลุ่มธนาคาร-ประกัน (รับอานิสงส์ดอกเบี้ยตึงตัว) BBL, TTB, KBANK, BLA, TLI


ส่วน TOPPICK เลือก BBL, IVL, PTTEP

 

 

จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์

ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ตามสถานการณ์ By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง ชั่วโมงนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่า เกาะติด ตามสถานการณ์ อย่างใกล้ชิด แม้เรื่องเดิม เดิม แต่ก็มี...

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้