ตลาดหุ้นซึม แรงขายเริ่มจำกัด เน้นหุ้น COMMODITY
HORIZON MARKET VIEW
• ตลาดการเงินโลกเข้าสู่โหมดผันผวน หลังสหรัฐฯ-อิหร่าน ยกระดับความขัดแย้ง ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวสั่นคลอน ล่าสุดสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ซึ่งประเด็นที่ตลาดกังวลที่สุด คือ "ราคาน้ำมัน" เนื่องจากน้ำมันโลกกว่า 20% ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ความเสี่ยง SUPPLY DISRUPTION ดันราคาน้ำมันสูงขึ้น อาจเร่งเงินเฟ้อทั่วโลก และเพิ่มโอกาสที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง
• รายงานการประชุม FED MINUTES รอบเดือน มิ.ย. 69 แม้ว่าผลลัพท์สุดท้าย FED จะลงมติเป็นเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% แต่กลับส่งสัญญาณHAWKISH เกินคาดโดยเจ้าหน้าที่ FED บางรายเห็นว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่ง DOT PLOTสะท้อนความเห็นแตกเป็น 2 ฝั่ง ได้แก่ สายเหยี่ยว 9 คน หนุนขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1ครั้ง (มี6 คน หนุนขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง) และสายพิราบ 9 คน หนุนคงหรือลดดอกเบี้ย
REGION RADAR
• เดือนนี้เริ่มเห็นเม็ดเงิน FUND FLOW เริ่มไหลออกจากตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นได้ดีก่อนหน้านี้ไปยังตลาดหุ้นที่ LAGGARD สะท้อนผ่านผลตอบแทนเดือนนี้ (MTD) ตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีได้แก่ ตลาดหุ้นจีน (HSCEI) +7% ขณะที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวลงแรง
• ตลาดหุ้นจีนกลับมาน่าสนใจอีกครั้งในระยะสั้น โดยปีนี้ตลาดหุ้นจีน(HSTECH) ปรับตัวลงแรงตั้งแต่ต้นปีจนมาทดสอบแนวรับสำคัญที่ระดับ 4200จุด แล้วมีการปรับตัวขึ้นได้บริเวณนี้แนะนำเก็งกำไร DR ที่น่าสนใจ อาทิ NETEASE80 และ BABA80
THAI FOCUS
• IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลงเหลือ 3.0%(จาก 3.1%) เนื่องจากผลกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ หนุนอัตราเงินเฟ้อขึ้น ส่วนเศรษฐกิจไทย ถูกปรับเพิ่มเป็น 1.9%(จาก 1.5%) ซึ่งสอดคล้องกับ ธปท.ประเมิน GDP ช่วงปี 68 -70 อยู่ในกรอบ 1.8% -2.4%
• ทิศทางดอกเบี้ย มีแนวโน้มคงที่ระดับ 1% โดย ธปท. จะขึ้นดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อเกิดสัญญาณ 2 ประการ คือ 1.เศรษฐกิจไทยต้องโตแตะระดับ2.7% -3.0% 2.เงินเฟ้อต้องพุ่งสูงเกิน 3% (ปัจจุบันอยู่ที่ 2.42%)
SYNAPSE STRATEGY
• ตลาดหุ้นโลกยังซึมจากสงคราม, FED MINUTES ที่ HAWKISH และแรงขาย AI/SEMI โดย MU -21.8% และ SNDK -26.0% ในราว 8 วันทำการ เข้าสู่ BEAR MARKET ZONE แต่แรงขายอาจเริ่มจำกัด หากCPI สหรัฐฯ มิ.ย. ออกมาตามคาด 3.9%YOY ลดจากเดือนก่อน4.2% YOY ช่วยผ่อนคลาย BOND YIELD และแรงกดดัน FED
• กลยุทธ์แนะหลบเข้าหุ้นจีน/ตลาด LAGGARD ที่เริ่มฟื้น เช่น HANGSENG 1H26 -10.7% แต่ MTD +5.8% บวกกับประเด็นจีนคุมทองคำกระดาษ TOPPICK เลือก PTTEP, BBL, SCGP
HORIZON MARKET VIEW
สงครามเดือดอีกครั้ง! จับตา FED กลับมาขึ้นดอกเบี้ย ?
ตลาดการเงินโลกเข้าสู่โหมดผันผวน หลังสหรัฐฯ-อิหร่าน ยกระดับความขัดแย้ง ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวสั่นคลอน ล่าสุดสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านต่อเนื่องเป็นวันที่2 และได้ยกเลิกสิทธิ์ (WAIVER) ส่งออกน้ำมันของอิหร่านขณะที่ทรัมป์ระบุ ข้อตกลงหยุดยิงอาจสิ้นสุดลง พร้อมกับขู่ปิดล้อมท่าเรือ และอาจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่าน ส่วนอิหร่านประกาศพร้อมตอบโต้ทันทีประเด็นที่ตลาดกังวลที่สุด คือ "ราคาน้ำมัน" เนื่องจากน้ำมันโลกกว่า 20% ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ความเสี่ยง SUPPLY DISRUPTION ดันราคาน้ำมันสูงขึ้น อาจเร่งเงินเฟ้อทั่วโลก และเพิ่มโอกาสที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง
ด้านรายงานการประชุม FED MINUTES รอบเดือน มิ.ย. 69แม้ว่าผลลัพท์สุดท้าย FED จะลงมติเป็นเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% แต่กลับส่งสัญญาณ HAWKISH เกินคาด โดย FED กังวลเงินเฟ้อมากกว่าตลาดแรงงานทำให้เจ้าหน้าที่ FED บางรายเห็นว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่คาดการณ์ DOT PLOT สะท้อนความเห็นแตกเป็น 2 ฝั่ง ได้แก่ 1. สายเหยี่ยว9 คน หนุนขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง (ใน 6 คน หนุนขึ้นดอกเบี้ย 2ครั้ง) และ 2. สายพิราบ 9 คน หนุนคงหรือลดดอกเบี้ย
สำหรับประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ วันที่ 14 ก.ค. 69 มีรายงาน CPI สหรัฐฯ เดือน มิ.ย. 69 คาดขยายตัว+3.9%YOY และมีการแถลงต่อสภาครั้งแรกของ KEVIN WARSH ประธาน FED รวมถึงจับตาพัฒนาการสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และสถานการณ์ช่องแคบ HORMUZ
REGION RADAR
เริ่มเห็น FUND FLOW กลับไปหาตลาดหุ้นที่ LAGGARDในปี2026 ตลาดหุ้นจีนเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่แย่สุดในโลก โดยผลตอบแทนในช่วงปีนี้ (YTD) ดัชนีHSCEI ให้ผลตอบแทน -9% ขณะที่ตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนได้ดีในปีนี้ ได้แก่ ตลาดหุ้นเกาหลี +72% และตลาดหุ้นญี่ปุ่น +33% เนื่องจากมีบริษัทที่มีธุรกิจ SEMICONDUCTOR และ MEMORY เป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม สำหรับเดือนนี้เริ่มเห็นเม็ดเงิน FUND FLOW เริ่มไหลออกจากตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นได้ดีก่อนหน้านี้ไปยังตลาดหุ้นที่ LAGGARD สะท้อนผ่านผลตอบแทนเดือนนี้ (MTD) ตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีได้แก่ ตลาดหุ้นจีน (HSCEI) +7% ขณะที่ตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่แย่ในเดือนนี้ ได้แก่ ตลาดหุ้นเกาหลี -15% เนื่องจากปรับตัวขึ้นมาแรงสุดในปีนี
ถึงเวลากลับมาลุยตลาดหุ้นจีนอีกครั้ง
เรามองว่าตลาดหุ้นจีนกลับมาน่าสนใจอีกครั้งในระยะสั้น โดยปีนี้ตลาดหุ้นจีน (HSTECH) ปรับตัวลงแรงตั้งแต่ต้นปีจนมาทดสอบแนวรับสำคัญที่ระดับ 4200 จุด แล้วมีการปรับตัวขึ้นได้บริเวณนี้ เรามีมุมมองเชิงบวกต่อภาพทางด้านเทคนิคของดัชนี HSTECH ระยะสั้น คาดอาจจะมีการปรับตัวขึ้นได้จากแรงหนุนผลประกอบการของบริษัทหุ้น BIG TECH จีนที่น่าจะมีการฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง
แนะนำเก็งกำไรหุ้นจีนที่มีผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังเด่น โดยเราเลือกมาทั้งหมด 7 ตัวที่มี DR ได้แก่ DR:NETEASE80, MEITUAN80, XPENG03, TENCENT80, BABA80, GEELY80, KUAISH23
THAI FOCUS
ทิศทางเศรษฐกิจดูดีผ่านประมาณการของ ธปท. และ IMF
ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ ลงเหลือ 3.0% (จากเดิมคาดไว้ที่ 3.1%) โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง แต่เศรษฐกิจไทยกลับได้รับมุมมองเชิงบวกจาก IMF โดยมีการปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ของไทยในปีนี้ขึ้นเป็น 1.9% (จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 1.5%) และคาดว่าจะขยับขึ้นเป็น 2.2% ในปีถัดไป
ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการของ ธปท. พบว่า คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในช่วงปี 2568 -2570 จะอยู่ในกรอบประมาณ 1.8% - 2.4% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว แต่ยังคงเติบโตต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ควรจะเป็น ซึ่งอยู่ระดับ 2.7% - 3.0% ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตแบบนี้ ทำให้ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มคงที่ 1% อย่างไรก็ตาม ธปท. จะพิจารณาปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินหรือขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็ต่อเมื่อมีสัญญาณที่ชัดเจน 2 ประการ ได้แก่ 1.เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้ตามศักยภาพอย่างแท้จริง (GDP แตะระดับ 2.7% -3%)2.ภาวะเงินเฟ้อที่สูงเกินควบคุม(>3%)ซึ่งล่าสุดอยู่ระดับ 2.42%
SYNAPSE STRATEGY
ตลาดหุ้นซึม หวังแรงขายค่อยๆ จำกัด แนะหลบเข้าหุ้นอิงจีน อิง COMMODITY
ตลาดหุ้นโลกยังอยู่ในภาวะซึมตัวจากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความเสี่ยงสงครามที่กลับมา, FED MINUTES ที่ออกมาในโทน HAWKISH มากขึ้น และแรงขายในหุ้นกลุ่ม AI/SEMI ที่ปรับฐานเร็ว โดยหุ้น MEMORY ตัวนำอย่างMU และ SNDK ลงแรงเข้าสู่ BEAR MARKET ZONE หลังปรับฐานเกิน 20% จากจุดสูงสุดล่าสุด สะท้อนแรงขายทำกำไรในหุ้นที่เคยนำตลาดเริ่มรุนแรงและเร็วกว่า CORRECTION ปกติโดย MU ปรับฐานราว -21.8% ภายในประมาณ 8 วันทำการ ส่วน SNDK ปรับฐานราว -26.0% ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้ทั้งสองตัวเข้าสู่ BEARMARKET ZONE อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ระยะถัดไปตลาดอาจเริ่มย่อลงน้อยลง เนื่องจากมีปัจจัยที่อาจช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดโดยเฉพาะตัวเลข CPI สหรัฐฯ เดือน มิ.ย. ที่ตลาดคาดว่าจะอยู่ราว 3.9% YOY ลดลงจากเดือนก่อนหน้า (CPIเดือน พ.ค. อยู่ที่ 4.2% YOY) หาก CPI รอบใหม่ออกมาตามคาดหรือต่ำกว่าคาด จะช่วยลดแรงกดดันต่อ BONDYIELD และทำให้ความกังวลต่อท่าที HAWKISH ของ FED ผ่อนคลายลง ขณะเดียวกันตลาดยังรอติดตามการทยอยประกาศงบของกลุ่มธนาคารสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อภาพเศรษฐกิจ สินเชื่อ และคุณภาพกำไรในระยะถัดไป
อีกประเด็นสำคัญ คือ ธนาคารจีนขนาดใหญ่ เช่น ICBC และอีกหลายแห่ง เตรียมระงับบริการซื้อขายทองคำกระดาษสำหรับรายย่อยตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2026 เพื่อควบคุมการเก็งกำไรที่มากเกินไป ลดความเสี่ยงจากการใช้ LEVERAGE และป้องกันเงินทุนรั่วไหลออกจากตลาดหุ้น กองทุน และระบบการเงินภายในประเทศ มาตรการดังกล่าวอาจช่วยหนุนเสถียรภาพค่าเงินหยวน กดดันดอลลาร์ให้อ่อนค่าลงบางส่วน และสนับสนุนให้ค่าเงินเอเชียแข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นบวกต่อหุ้นจีน โดยเฉพาะกลุ่ม HIGH BETA และหุ้นที่อิงกับทองคำจริง
ขณะเดียวกันเริ่มเห็นสัญญาณเม็ดเงินทั่วโลกหมุนเข้าสู่ตลาด LAGGARD มากขึ้น โดยตลาดที่ขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้าเริ่มเผชิญแรงขายทำกำไร เช่น KOSPI ของเกาหลีใต้ แม้ยังเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดของปี2026แต่ล่าสุดปรับฐานลงมากว่า -12% MTD ในเดือน ก.ค.69ภาพ ROTATION เห็นได้ชัดจาก HANG SENG ที่ช่วง 1H26 ยังติดลบราว -10.7% แต่เดือน ก.ค. ฟื้น +5.8%MTD ถึงวันที่ 8 ก.ค. ขณะที่ JAKARTA COMPOSITE ช่วง 1H26 ลดลงราว -34.7% แต่เดือน ก.ค. ฟื้น +4.1%MTD สะท้อนแรงหมุนของเม็ดเงินจากตลาดหุ้นที่ขึ้นแรง ไปสู่ตลาดที่ยัง LAGGARD และมี VALUATION น่าสนใจ
กว่า โดยล่าสุด HANG SENG มี P/E26F 14.1เท่า และ JAKARTA COMPOSITE มี P/E26F 9.2เท่า
กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำลดการไล่ซื้อหุ้นที่ขึ้นแรงในกลุ่ม AI/SEMI ระยะสั้น และหันมาเลือกสะสมหุ้นจีน รวมถึงหุ้นไทยที่มีปัจจัยเฉพาะตัวและ DEFENSIVE มากขึ้น
▪ หุ้นเด่นต่างประเทศแนะนำ: BABA80, TENCENT80, XIAOMI80, XPENG80, ZIJIN80
▪ หุ้นไทยแนะนำ: PTTEP, SCGP, BBL
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์