อัปเดตประเด็นสำคัญในต่างประเทศ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่ แต่การปรับขึ้นยังค่อนข้างกระจุกตัว
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.2% WoW, Dow Jones เพิ่มขึ้น 0.9% และ Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 0.6% หลัง S&P 500 และ Nasdaq ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนเผชิญแรงขายทำกำไรและฟื้นตัวในวันศุกร์ สะท้อนว่าความคาดหวังต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังช่วยสนับสนุนตลาด แม้ Bond Yield และราคาพลังงานอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นยังค่อนข้างกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่ ขณะที่ Russell 2000 ลดลง 0.9% WoW และปรับลงเป็นสัปดาห์ที่ 5 ติดต่อกัน จากแรงกดดันด้านต้นทุนเงินทุน นอกจากนี้ มีหุ้นใน S&P 500 เพียงประมาณหนึ่งในสามที่ซื้อขายเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน เทียบกับราว 70% ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม สะท้อนว่า Market Breadth ยังไม่แข็งแกร่งตามดัชนีหลัก
Bond Yield เริ่มทรงตัว แต่ยังเป็นข้อจำกัดต่อ Valuation
ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น โดย US 10-Year Treasury Yield ปิดสัปดาห์ที่ 5.24% และ 30-Year Yield อยู่ที่ 5.60% แม้ลดลงเล็กน้อย แต่ยังใกล้ระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี โดยได้รับแรงสนับสนุนจากผลการประมูลพันธบัตรอายุ 10 ปีที่แข็งแกร่ง และความต้องการซื้อพันธบัตรอายุ 30 ปีที่ยังอยู่ในระดับดี
อย่างไรก็ตาม Fed Minutes เดือนกันยายนยังสะท้อนท่าที Hawkish โดยเจ้าหน้าที่ Fed ส่วนใหญ่มองว่าอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในสิ้นปี แม้ตลาดจะลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยเดือนตุลาคมลงบางส่วน เราจึงมองว่า Bond Yield เหนือ 5% ยังคงเป็น Valuation Headwind โดยเฉพาะหุ้น Growth ที่มี Valuation สูง และธุรกิจที่พึ่งพาการกู้ยืมเงินทุนจำนวนมาก
AI Trade ยังมีแรงสนับสนุน แต่ตลาดให้ความสำคัญกับ Earnings Monetization มากขึ้น
หุ้นกลุ่ม AI ผันผวนระหว่างสัปดาห์ หลังมีรายงานว่า OpenAI มี Annualized Revenue ใกล้ 50,000 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าตัวเลข 70,000 ล้านดอลลาร์ที่เคยมีการอ้างอิง ส่งผลให้หุ้น Semiconductor และ AI Infrastructure ถูกขายทำกำไร ก่อนความกังวลผ่อนคลายในวันศุกร์ หลังมีรายงานว่า OpenAI ยังคาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นแตะหรือสูงกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2026 จากการเติบโตของลูกค้าภาคองค์กร
แม้ Computing Demand ยังแข็งแกร่ง จากการขยายการลงทุน Data Center และ AI Infrastructure แต่ความผันผวนดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดเริ่มให้ความสำคัญกับความสามารถในการเปลี่ยน AI Capex ไปสู่รายได้และกำไรมากขึ้น หลังราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังการเติบโตไว้ค่อนข้างสูง ในระยะถัดไป เรามองว่าการปรับขึ้นของหุ้น AI อาจมีความแตกต่างกันมากขึ้น โดยบริษัทที่มีคำสั่งซื้อแข็งแกร่ง อำนาจกำหนดราคา และแนวโน้มกำไรชัดเจน มีโอกาสได้รับความสนใจมากกว่าบริษัทที่ยังพึ่งพาความคาดหวังการเติบโตในระยะยาว
ราคาน้ำมันและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังต้องติดตาม
ราคาน้ำมัน WTI ปิดสัปดาห์บริเวณ 91–92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent ยังอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ แม้ราคาจะลดลงจากจุดสูงสุดก่อนหน้า แต่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังสร้างความเสี่ยงด้านอุปทาน โดยเฉพาะการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ และเหตุโจมตีสนามบินริยาดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 12 ราย และบาดเจ็บ 309 ราย
แม้การฟื้นตัวของการขนส่งน้ำมันและการระบายน้ำมันสำรองช่วยบรรเทาแรงกดดัน แต่หากราคาน้ำมันกลับมาเร่งตัว อาจทำให้เงินเฟ้อทรงตัวสูงนานกว่าคาด และจำกัดโอกาสที่ Bond Yield จะปรับลดลง
แนวโน้มสัปดาห์นี้: ตลาดแกว่งตัวทดสอบขาขึ้น จับตา CPI/PPI และฤดูกาลประกาศงบ
แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะมีความผันผวนในระยะสั้น หลังดัชนีหลักทำจุดสูงสุดใหม่ สวนทางกับ Market Breadth อย่างไรก็ตาม เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางของราคาในเดือน ต.ค. เนื่องจากแนวโน้มกำไรยังเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ โดย FactSet Consensus คาดว่ากำไร S&P 500 ไตรมาส 3/2026 จะเติบโต 29.6% YoY
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่
- เงินเฟ้อสหรัฐฯ: CPI วันที่ 14 ตุลาคม และ PPI วันที่ 15 ตุลาคม โดยตลาดคาด Headline CPI เพิ่มขึ้น 3.6% YoY และ Core CPI เพิ่มขึ้น 2.5% YoY ซึ่งจะมีผลต่อความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed
- Earnings Season ไตรมาส 3/2026: ธนาคารใหญ่ทั้ง JPMorgan, Goldman Sachs, Citigroup, Wells Fargo, Bank of America และ Morgan Stanley จะทยอยประกาศงบ โดยจับตามุมมองผู้บริหารต่อการบริโภคและภาวะสินเชื่อ ขณะที่ TSMC และ ASML จะช่วยสะท้อนแนวโน้ม AI Investment
- ราคาน้ำมันและ Bond Yield: ติดตามความเสี่ยงจากเงินเฟ้อสูงกว่าคาด และสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจผลักดันราคาพลังงานและ Bond Yield ขึ้นอีกครั้ง
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ตั้งหลักได้ แล้วไปกันต่อ
ตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นโลกผันผวน ขณะที่การปรับฐานถูกกดดันจากปัจจัยมหภาคที่นักลงทุนกังวลเรื่องต้นทุนการเงินจากผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ US bond yield 10-30 ปี ที่ขึ้นแตะระดับสูงสุดในการประมูลรอบล่าสุด สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานด้านตัวเลขเงินเฟ้อทั่วโลกที่ปรับสูงขึ้น ตามทิศทางต้นทุนพลังงาน และ น้ำมัน สำหรับกลุ่มหุ้นไทยที่ปรับลดลงนับตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. ได้แก่ ธนาคาร ค้าปลีก ไฟแนนซ์ สื่อสาร ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในประเทศ ส่วนกลุ่มที่ขึ้นได้โดดเด่นกว่าดัชนีตลาดหุ้นไทย SET คือ กลุ่มเชื่อมโยงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น พลังงานและน้ำมัน ปิโตรเคมี โรงกลั่น กลุ่มที่อิงรายได้จากภาคการส่งออก เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตร
แนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET index) คาดการปรับฐานมีความเสี่ยงขาลงอยู่เหนือบริเวณ แนวรับ 1550 จุด และ 1510 จุด ขณะที่การรีบาวด์ยังทำได้แค่ รีบาวด์ในกรอบขาลงระยะกลาง-แนวต้านหลัก 1580 และ 1600 จุด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มของตลาดหุ้นไทยให้พ้นจากกรอบขาลง เราให้น้ำหนักกับประเด็น Bond yield ที่ต้องคลี่คลาย โดยเฉพาะฝากฝั่งสหรัฐฯที่ควรจะต้องเห็นสัญญาณการปรับฐานเป็นที่แน่ชัดก่อน เช่น ทิศทางตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐ, การจ้างงานนอกภาคการเกษตร มีแนวโน้มอ่อนแอลงกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของเฟด หรือ แรงกดดันด้านพลังงานต่อทิศทางเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่คลี่คลาย
นอกเหนือจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค เราคาดว่าตลาดหุ้นไทย นักลงทุนจะยังคงเลือกหุ้นเล่นตามลักษณะ Sector Rotation จาก Catalysts เฉพาะตัว และอาศัยคาดการณ์แนวโน้มกำไรไตรมาส 3 เป็นตัวแปรประกอบการตัดสินใจเลือกหุ้นรายตัว ด้วยแนวโน้มคาดการณ์กำไรไตรมาสที่ 3/26 เราคาดว่ากลุ่มที่กำไรเติบโตโดดเด่น เช่น สินค้าโภคภัณฑ์-เชื่อมโยงราคาพลังงาน ปิโตรเคมี ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ในมุมมองกลยุทธ์คาดว่าจะยังคง Outperform ตลาด ขณะที่กลุ่มที่คาดว่าจะ Underperform กว่าตลาด เช่น ธนาคาร สินเชื่อบุคคล ค้าปลีก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากผลกระทบอุทกภัยในประเทศ แนะนำติดตามผลการดำเนินงานที่จะทยอยประกาศ โดยกลุ่มแรก คือ ธนาคาร ซึ่งต้องดูว่างบจะมีโอกาสดีกว่าคาดการณ์ได้หรือไม่
จับตารายงานกำไรกลุ่มธนาคาร BLS Research คาดกำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารในไตรมาส 3/69 ที่ 5.52 หมื่นล้านบาท ลดลง 11% YoY ทรงตัว QoQ เนื่องจาก NIM เฉลี่ยที่ลดลงและกำไรจากการประเมินมูลค่าทางการตลาดของเครื่องมือทางการเงินที่ลดลง หากไม่รวมกำไรจากการประเมินมูลค่าทางการตลาดของเครื่องมือทางการเงิน เราคาดกำไรหลักรวมที่ 4.29 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% YoY และ 7% QoQ หนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิที่เพิ่มขึ้นและการตั้งสำรองที่ลดลง การเติบโตของกำไรหลัก YoY นำโดย KKP (เพิ่มขึ้น 73% YoY) รองลงมาคือ TISCO (เพิ่มขึ้น 23% YoY), BBL (เพิ่มขึ้น 20% YoY), KBANK (เพิ่มขึ้น 5% YoY) และ TTB (เพิ่มขึ้น 4% YoY) โดยมีแรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิที่เพิ่มขึ้นและการตั้งสำรองที่ลดลง ในทางตรงกันข้าม กำไรหลักของ KTB มีแนวโน้มลดลง 11% YoY เนื่องจาก NIM ที่ลดลง YoY และสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ที่สูงขึ้น ขณะที่เราคาดว่ากำไรหลักของ SCB จะทรงตัว YoY
ความเสี่ยง ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มตลาดหุ้นไทยให้ปรับฐาน และการหมุนกลุ่มหุ้น (Sector rotation) ไม่เป็นไปอย่างที่คาด หลักๆเราคาดว่าจะมาจาก แรงขายสุทธิหุ้นไทยจากฝากฝั่งนักลงทุนต่างชาติเมื่อสถานการณ์ Bond yield ในต่างประเทศยังคงเดินหน้าปรับสูงขึ้นเกินกว่าที่ตลาดคาดหมาย ซึ่งจะส่งผลต่อการปรับพอร์ตรับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นกว่าเดิม, ภาวะอุทกภัยในประเทศ หากกลับมารุนแรงขึ้นเหนือความคาดหมาย เช่น เกิดพายุเข้าเติมน้ำในเขื่อนจนเกินกว่าการบริหารจัดการ, ภาวะความไม่สงบในตะวันออกกลาง มีการโจมตีครั้งใหม่ที่รุนแรง กระทบแหล่งผลิตปิโตรเลียม จน Supply น้ำมันตึงตัวและผลักดันให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้นเกินความคาดหมาย
มุมมองเทคนิค: ดัชนีกำลังอยู่ในช่วง การรีบาวด์ในคลื่นขาลง (Corrective Wave C) ซึ่งเป็นการฟื้นตัวสลับปรับฐานระยะสั้น
EMA Pressure: ดัชนีขึ้นไปติดเส้น EMA 10 วัน 1580 จุด ซึ่งทำหน้าที่เป็น Dynamic Resistance ที่แข็งแกร่ง หากยังไม่ผ่านจะสะท้อนแรงส่งฝั่งซื้อมีพลังน้อยเกินไป
MACD: ส่งสัญญาณ Bearish บ่งชี้สภาวะตลาดถูกกดดันด้วยคลื่นปรับฐาน
แนวรับ: Base Case (Previous Low) 1,560 จุด / Bear Case (Fibonacci Retracement) 1,520 จุด
แนวต้าน: Supply Zone 1,590 – 1,600 จุด
Action Plan: เลี่ยงการอัดน้ำหนักเต็มสปีด เปลี่ยนมาเน้นเก็งกำไรเป็นรายตัว (Selective Play) ในกลุ่มที่มีสตอรี่หนุนเฉพาะ แนะนำ "WHA" โดดเด่นสุดในธีมวันนี้
ตลท.ปรับเกณฑ์ซื้อขายตลาดหุ้นไทยใหม่ มีผล 16 พ.ย.นี้ เช่น ลดช่องราคาลง ฯลฯ
FedWatch CME นักลงทุนให้น้ำหนักที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ย ในการประชุมปลายเดือนนี้ ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯสัปดาห์นี้ คาดบรรเทาลง
อัพเดท นทท.เข้าไทย วันชาติของจีน ซึ่งเป็นช่วง Golden Week ส่งผลทำให้นักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนนักท่องเที่ยว 133,946 คน ขยายตัวสูงถึง 41.98% จากสัปดาห์ก่อน / มาเลเซีย 59,871 คน (ลดลง 0.64%) / อินเดีย 46,942 คน (เพิ่มขึ้น 16.53%) / รัสเซีย 22,326 คน (เพิ่มขึ้น 14.23%)/ เกาหลีใต้ 21,219 คน (เพิ่มขึ้น 3.66%)
ทรัมป์ คาดสงครามกับอิหร่านจะจบลงในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ว่าจะผ่านการเจรจา หรือ การโจมตีทางการทหาร และราคาน้ำมันจะลดลงอย่างรวดเร็ว
เฮอร์ริเคน Isaias พัดขึ้นฝั่ง ฟลอริดา และ แอละแบมา กระทบไฟดับกว่า 4 แสนราย จับตาฤดูพายุเฮอร์ริเคนในสหรัฐฯ อาจกระทบกำลังการผลิตน้ำมัน
รายงานพื้นฐานวันนี้
Alpha Pulse
Defensive Yield Play: เจาะหุ้นความเสี่ยงกำไรต่ำ-ปันผลดี ในภาวะต้นทุนเร่ง-กำลังซื้อหาย
ต้นทุนภาคธุรกิจกำลังเพิ่มเร็วกว่าราคาขาย ขณะที่กำลังซื้อยังอ่อน ทำให้ความเสี่ยงรอบนี้อยู่ที่ อัตรากำไรถูกกดดัน มากกว่ารายได้เพียงอย่างเดียว ราคาดีเซลเพิ่มเป็น 42.94 บาท/ลิตร ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย. ลดลงเป็น 52.1 จาก 53.2 และ PPI เพิ่ม 10.5% YoY เทียบกับ Headline CPI เพียง 2.82% YoY ทำให้ช่องว่างกว้างถึง 7.68 จุดเปอร์เซ็นต์ สูงสุดในรอบ 4 ปี ธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อฐานรากจึงมีความเสี่ยงสูงกว่า ขณะที่ฐานลูกค้าระดับกลางถึงบนและสินค้า/บริการจำเป็นได้รับผลกระทบน้อยกว่า
กลยุทธ์จึงไม่ได้มองเพียงหุ้นที่ Dividend yield สูง แต่คัดหุ้นที่ ปันผลต่อเนื่อง มี DPS ทรงตัวหรือเพิ่มขึ้น กำไรปีหน้ามีแนวโน้มโต และผ่าน Dividend stress test ได้ โดยจำลองกรณีลบตามลักษณะของแต่ละธุรกิจ เช่น ธนาคารเพิ่ม Credit cost 5–10bps, ค้าปลีก SSSG -2%, ศูนย์การค้ายอดขายผู้เช่า -2%, โรงพยาบาลรายได้ไม่โต, ICT มีการแข่งขันด้านราคาเพิ่มขึ้น และพลังงานใช้ Brent ที่ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล รวมถึงเลื่อนการโอนที่ดิน Data Center ของ WHA/WHAUP 900 ไร่ออกจากปี 2027
ภายใต้กรณีเลวร้าย หุ้นที่ยังให้ Dividend yield ปี 2027 สูงสุด ได้แก่ SCB 6.9%, TISCO 6.3%, KKP 6.1%, OSP 5.6%, TLI 5.4%, PTT 5.3%, KTB 5.0%, BBL 4.9%, KBANK 4.8% และ ADVANC 4.7% แต่หุ้นที่เด่นที่สุดในมิติ “ความเสี่ยงกำไรต่ำ–ปันผลดี” คือ CPN และ BDMS เพราะผลกระทบน้ำท่วมต่อกำไรปี 2026 ประเมินต่ำกว่า 1% ขณะที่ Yield กรณีเลวร้ายยังอยู่ที่ 4.2% และ 4.0% ตามลำดับ สูงกว่าระดับ +1SD ของกรอบ 10 ปีย้อนหลัง
Strategist view: รอบนี้เน้น Defensive Yield Play มากกว่าการไล่ซื้อหุ้น Yield สูงเพียงอย่างเดียว โดย CPN และ BDMS เด่นจากความแกร่งของกำไรที่ทนต่อภาวะต่างๆ ควบคู่กับปันผล ขณะที่กลุ่มธนาคารหลายตัวให้ Yield สูงกว่า แต่ยังต้องเผื่อความเสี่ยงจาก Credit cost ที่เพิ่มขึ้น
Tourism
China is back, value is coming
ข้อมูลจาก Trip.com ในงาน The Next Check-in 2027 สนับสนุนภาพการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน โดยช่วง Golden Week 2026 ทั้ง Traffic และยอดจองโรงแรมบนแพลตฟอร์มเพิ่มประมาณ 40% YoY นำโดยกรุงเทพฯ ภูเก็ต และโดยเฉพาะเชียงใหม่ ขณะที่เที่ยวบินจีน–ไทยปี 2026 คาดเพิ่ม 11% YoY เทียบกับเที่ยวบินต่างชาติรวมเพียง 3% และยอดจองโรงแรมล่วงหน้าสำหรับปี 2027 บน Trip.com เพิ่มถึง 80% YoY สะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวที่ต่อเนื่องเข้าสู่ปีหน้า
แต่ประเด็นสำคัญของปี 2027 คือ Value Capture (มูลค่า) มากกว่า Visitor Count (จำนวน) โดยตลาดระยะไกล (Long-haul) อย่างอังกฤษและเยอรมนีอยู่ในกลุ่ม 4 ตลาดที่มีกำลังใช้จ่ายสูง ขณะที่นักท่องเที่ยวจีน Gen-Z เพิ่ม 8% YoY และระยะเวลาจองล่วงหน้าเพิ่ม 18% YoY เป็น 18 วัน นอกจากนี้ Trip.com มองว่า Entertainment และ Events จะเป็นแรงขับสำคัญ โดยแพ็กเกจโรงแรมช่วง Event มีมูลค่าการจองสูงกว่าปกติราว 50% และ Traffic บนแพลตฟอร์มช่วงคอนเสิร์ตเคยเพิ่มประมาณ 90% เปิดโอกาสให้โรงแรมดึงรายได้เพิ่มจากห้องพัก อาหาร กิจกรรม และ MICE มากกว่าการพึ่งจำนวนผู้เข้าพักเพียงอย่างเดียว
สรุป ภาพท่องเที่ยวปี 2027 เปลี่ยนจากการรอ “จำนวนคนกลับมา” ไปสู่การสร้าง มูลค่าต่อการเดินทางที่สูงขึ้น ผ่านนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้น Long-haul และ Entertainment-led tourism
Fundamental view: เราคงมุมมองกลุ่มท่องเที่ยว มากกว่าตลาด โดยเลือก AOT และ CENTEL สำหรับปี 2027 จาก AOT ที่ได้แรงหนุนทั้ง Traffic ฟื้นและ PSC เพิ่ม 53% หนุนกำไร FY27 โต 59% YoY ส่วน CENTEL คาดกำไรปี 2027 โต 15%
ขณะที่ AWC เด่นสำหรับ 2H26 จาก MICE และ Event ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และพัทยา โดย 3QTD RevPAR เพิ่ม 24% YoY เป็นหุ้นโรงแรมเด่นใน 2H26
SCC
ปูนซิเมนต์ไทย
กำไรฟื้น YoY ต่อเนื่องถึง 4Q26
คาดกำไรหลัก 3Q26 ของ SCC ที่ 2.21 พันล้านบาท เพิ่ม 186% YoY แต่ลด 80% QoQ และกำไรสุทธิ 2.77 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุน YoY แต่ลด 76% QoQ โดยการฟื้นตัว YoY มาจากทั้ง Chemicals, Cement & Building Materials และ Packaging ขณะที่การลดลง QoQ มาจากกำไร Chemicals และ CBM ที่อ่อนลง รวมถึงรายได้เงินปันผลที่ลดลง อย่างไรก็ตาม แม้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดบางส่วนทำให้อุปทานผลิตภัณฑ์เคมีกลับมาเพิ่มขึ้น แต่การซ่อมแซมกำลังผลิตที่เสียหายอาจใช้เวลา 2–3 ปี ประกอบกับการปิดโรงงานที่ไม่คุ้มทุนในเอเชียเหนือและยุโรป จึงยังช่วยพยุงส่วนต่างผลิตภัณฑ์เคมีให้อยู่ในระดับสูงถึง 4Q26
ดังนั้น แนวโน้ม 4Q26 คาดผลการดำเนินงานหลักดีขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากกำไรที่เพิ่มขึ้นในทุกธุรกิจ Chemicals ได้แรงหนุนจากส่วนต่างที่ดีขึ้นและปริมาณขายกลับมา CBM ได้ราคาขายและการลดต้นทุน ส่วน Packaging ฟื้นจาก Integrated Packaging และเยื่อกระดาษ (Fibrous) อย่างไรก็ตาม การหยุดโรงงาน LSP (เวียดนาม) ต่อเนื่องใน 2H26 และการซ่อมบำรุง MOC ใน 4Q26 ทำให้เราปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2026 ลง 16% เหลือ 23.7 พันล้านบาท แต่ยังโต 68% YoY
Fundamental view: แม้มีการลดประมาณการปี 2026 แต่ทิศทางกำไรจากการดำเนินงานยังฟื้น YoY ต่อเนื่อง และยังมีโอกาสสร้างมูลค่าระยะยาวจากการร่วมทุนกับ PTTGC คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 332 บาท
SCGP
เอสซีจี แพคเกจจิ้ง
กำไร 2H26 ฟื้นแรง ปรับประมาณการขึ้นจากดีมานด์และราคาขาย
แนวโน้ม SCGP แข็งแกร่งขึ้นชัดเจนจากความต้องการบรรจุภัณฑ์ในไทยและอาเซียน รวมถึงราคาขายที่สูงขึ้น ทำให้คาดกำไรหลัก 2H26 เพิ่มขึ้นราวเท่าตัว YoY และเป็นเหตุให้ปรับประมาณการกำไรปี 2026 ขึ้น ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในประเทศอาเซียนยังเป็นโอกาสเพิ่มเติมต่อประมาณการ
โดยใน 3Q26 คาดกำไรหลัก 2.04 พันล้านบาท เพิ่ม 100% YoY แต่ลด 13% QoQ และกำไรสุทธิ 2.04 พันล้านบาท เพิ่ม 114% YoY ลด 12% QoQ การฟื้น YoY มาจากกำไร Integrated Packaging (IPB) รวม Fajar และเยื้อกระดาษ (Fibrous) ที่ดีขึ้น รวมถึงปริมาณขายและราคาขายบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้น ขณะที่การลดลง QoQ หลักๆ มาจากอัตรากำไรที่อ่อนลง แม้ Fajar จะมีผลการดำเนินงานดีขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากปริมาณขาย ราคาขาย และค่าใช้จ่ายที่ดีขึ้น
แนวโน้ม 4Q26 ยังมองดี โดยความต้องการบรรจุภัณฑ์ในไทยและอาเซียนเพิ่ม YoY ช่วยหนุนทั้งปริมาณและราคาขาย ส่วนต้นทุนกระดาษรีไซเคิล ถ่านหิน และโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นส่วนใหญ่ยังสามารถส่งผ่านไปยังลูกค้าได้ ทำให้อัตรากำไร IPB และ Fibrous คาดขยาย YoY และทรงตัว QoQ
เราจึงปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2026 ขึ้น 6% เป็น 7.80 พันล้านบาท เพิ่ม 92% YoY และประเมินว่าทุก 2% ของปริมาณขายที่สูงกว่าสมมติฐาน จะสร้าง Upside ต่อกำไรปี 2026 ราว 4%
Fundamental view: โมเมนตัมกำไร 2H26 แข็งแรงกว่าคาดจากทั้ง Demand และราคา ขณะที่ต้นทุนยังส่งผ่านได้เป็นส่วนใหญ่ คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 38 บาท
HMPRO
โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์
มีปันผลค้ำยัน Downside ราคาหุ้น
แม้กำลังซื้อและตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังอ่อน แต่ HMPRO ประคองรายได้ผ่านการเปิดสาขาใหม่ ควบคู่กับการเพิ่มความผูกพันกับลูกค้าผ่าน Trade-in บริการซ่อมและติดตั้ง รวมถึงการขยายระบบบริการเกี่ยวกับบ้าน โดยบริษัทมองว่ายังเปิดสาขาได้อีก 5–6 แห่งต่อปี ขณะที่ Hybrid store ใช้เงินลงทุนต่ำกว่าสาขารูปแบบเดิมราว 50% และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่
อีกแรงหนุนสำคัญคือการเพิ่มสัดส่วนสินค้าแบรนด์ของบริษัท ซึ่งมีอัตรากำไรสูงกว่าสินค้าทั่วไปราว 5–15% โดยสัดส่วนใน 1H26 อยู่ที่ 21.8% สำหรับ HomePro และ 23.2% สำหรับ MegaHome และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 25% ใน 3–5 ปี เราประเมินว่าทุก 1% ที่สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้น จะช่วยเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นรวมประมาณ 10bps
โดยรวมใน 3Q26 จึงคาดกำไรหลัก 1.3 พันล้านบาท เพิ่ม 3% YoY แต่ลด 16% QoQ แม้ SSS ของ HomePro ลด 2.5% และ MegaHome ทรงตัว โดยได้แรงหนุนจากสาขาใหม่และอัตรากำไรขั้นต้นที่คาดเพิ่ม 40bps YoY เป็น 28.1% ส่วน 4Q26 คาดกำไรเพิ่มเล็กน้อย YoY และเร่งขึ้น QoQ จากฤดูกาลและความต้องการซ่อมแซม–ทดแทนหลังน้ำท่วม ซึ่งการสำรวจช่องทางขายพบว่า SSS ของ HomePro และ MegaHome เพิ่ม 5–10% ในช่วงต้นเดือน ต.ค. แม้แรงหนุนดังกล่าวน่าจะอยู่เพียงราวหนึ่งเดือน
Fundamental view: การเติบโตของกำไรยังไม่สูงพอให้เกิดการปรับ Valuation ขึ้น แต่กระแสเงินสดและงบดุลที่แข็งแกร่งช่วยรองรับเงินปันผล โดย Dividend yield อยู่ราว 6% และแม้กรณีเลวร้ายกำไรมี Downside ราว 5–7% ความเสี่ยงต่อปันผลยังจำกัด จึงคงคำแนะนำ ถือ ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2027 ที่ 7 บาท
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์, IAA Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ธนรัตน์ อิศรกุล, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค