Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

88

 


Sentiment Tracker Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯฟื้นตัว ส่วนไทยอ่อนแอลง
KEY FINDINGS:

สหรัฐฯ: Sentiment Indicator ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยดัชนี CNN Fear & Greed ฟื้นตัว มาตรวัดปรับขึ้นจาก 29 จุดสู่ 38 จุด แต่ยังคงอยู่ในโซน Fear ส่วนผลสำรวจ AAII สะท้อนมุมมองที่ดีขึ้นในหมู่นักลงทุน จาก Bull-Bear Spread ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า


ไทย: BLS Greed & Fear Barometer ของตลาดหุ้นไทยอ่อนแอลง มาตรวัดปรับลดลงจาก 39 จุดสู่ 37 จุด ซึ่งยังคงอยู่ในโซน Fear ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง
US MARKET SENTIMENT TRACKER:

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นเล็กน้อย 0.1% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หนุนจากการคาดการณ์ว่าเฟดจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC เดือน ต.ค. นี้ หลังตัวเลขการจ้างงานที่ประกาศออกมาอ่อนแอ ขณะที่ Sentiment Indicator ส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยดัชนี CNN Fear & Greed ฟื้นตัว มาตรวัดปรับขึ้นจาก 29 จุดสู่ 38 จุด แต่ยังคงอยู่ในโซน Fear หนุนจาก Market Momentum กลับมาแข็งแกร่งขึ้น และความผันผวนที่ปรับลดลงเล็กน้อย
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของ AAII สะท้อนมุมมองในช่วง 6 เดือนข้างหน้าที่ดีขึ้น โดยสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่มีมุมมอง Bullish ปรับเพิ่มขึ้นจาก 34.6% สู่ 40.3% และสัดส่วนฝั่ง Bearish ปรับลดลงจาก 46.5% เหลือ 39.0% ส่งผลให้ Bull-Bear Spread ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าจาก -11.8% เป็น +1.3%
THAI MARKET SENTIMENT TRACKER:
ดัชนี SET ฟื้นตัวจากแนวรับบริเวณ 1,550 จุด แต่ไม่สามารถทะลุแนวต้านบริเวณเส้น EMA50 วันที่ 1,590 จุดได้ ส่งผลให้ดัชนีปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.4% เมื่อเทียบกับวันศุกร์ก่อนหน้า ขณะที่ดัชนี BLS Greed & Fear Barometer อ่อนแอลง มาตรวัดปรับลดลงจาก 39 จุดสู่ 37 จุด ซึ่งยังคงอยู่ในโซน Fear ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง ฉุดจากองค์ประกอบด้าน Market Breadth และ Market Momentum ที่อ่อนแอลง อย่างไรก็ตามดัชนี Bull-to-Bear ที่รีบาวด์จากโซน Oversold และความผันผวนที่ปรับตัวลง ยังช่วยประคองไม่ให้มาตรวัดปรับลดลงมากนัก
IMPLICATION:
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงมีอัพไซด์ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากองค์ประกอบย่อยของ Sentiment Index ทั้ง Net New 52-Week Highs/Lows และ McClellan Volume Summation Index ที่ปรับลงเข้าสู่โซน Extreme Fear สะท้อนว่าแรงขายในตลาดอาจอยู่ในระดับที่มากเกินไป และเพิ่มโอกาสเกิดการฟื้นตัวของราคาหุ้น ขณะที่ Market Breadth เริ่มทรงตัวได้ในสัปดาห์ล่าสุด นับเป็นสัญญาณเชิงบวกที่บ่งชี้ว่าแรงขายเริ่มผ่อนคลายลง และเพิ่มโอกาสเกิด Mean Reversion ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของตลาดในระยะสั้น
สำหรับตลาดหุ้นไทย เรามองว่า SET Index ยังมีแนวโน้มอ่อนตัวในระยะสั้นจาก Market Momentum ที่อ่อนแอ อย่างไรก็ตาม เราคาดว่า Downside ของ SET Index ยังอยู่ในระดับที่จำกัด เนื่องจากดัชนี Bull-to-Bear เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวจากระดับต่ำ และยังคงอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงน่าจะเป็นปัจจัยช่วยพยุงตลาดไว้ได้

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย Sector rotation
อิงรายงาน Sector rotation ที่เราออกเมื่อ 14 กย.ที่ผ่านมา โดยคาดว่ากลุ่มที่มีแนวโน้มจะด้อยกว่าตลาดได้แก่ ธนาคาร สื่อสาร โรงไฟฟ้า ค้าปลีก ไฟแนนซ์ รับเหมา นิคมอุตสาหกรรม และตอนนี้หุ้นที่ลงมาก่อนและเรามองว่าน่าจะกลับลำเข้ามาสะสมได้แล้ว คือ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า
“แต่กลุ่มที่เหลือ เรายังปล่อยให้ราคาหุ้นปรับฐานต่อไปอีกระยะ เมื่อวานแบงก์ยังคงลงต่อและอาการหนักกว่าเพื่อน”
แม้หุ้นที่แข็งกว่าตลาด ตามที่คาดเช่น สินค้าโภคภัณฑ์ และ ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จะได้ไปต่อ แต่เราก็เพิ่มความระมัดระวัง และเฝ้าหุ้น เผื่อผิดทาง เช่นเดียวกับกลุ่ม รพ.
สำหรับปัจจัยหลักที่เราเฝ้ารอให้เกิดการปรับฐาน ยังคงติดตามทิศทาง ต้นทุนการเงินผ่านผลตอบแทนพันธบัตรต่างประเทศ ที่ต่างปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ว่าจะเริ่มลดความร้อนแรงลงเมื่อไร และจะเป็นจุดเปลี่ยนทิศทางตลาดหุ้นไทยในรอบนี้
มุมมองเทคนิค: ดัชนีถอยลงมาตั้งหลัก (ไม่ผ่าน 1,600 จุด) สะท้อนถึงแรงขายบริเวณ (Supply Zone) และคลื่นปรับฐาน (Corrective Phase) ในกรอบระยะสั้นถึงกลาง
Elliott Wave: การย่อตัวครั้งนี้เป็นการพักตัวในลักษณะ ”Corrective Wave” หากการย่อตัวสามารถรักษาฐานบริเวณแนวรับสำคัญได้ มีลุ้น Rebound หรือจบคลื่นขาลง
MACD: เกิดสัญญาณ Histogram ลดลง และมีแนวโน้มพักตัวลงใต้ Signal Line
Action Plan: Wait & See ในกรอบย่อตัวรอสัญญาณ Candlestick Reversal (เช่น Bullish Engulfing หรือ Hammer) บริเวณแนวรับ 1,560 - 1,570 จุด
กำหนดจุด Stop Loss: ของพอร์ตเก็งกำไร หากดัชนีหลุด low 1,550 จุด ลงมา เพื่อลดความเสี่ยงของการลงมาที่แนวรับถัดไปเส้น EMA 200 วัน & Fibo 23.6% ที่ 1,510 จุด

 

What to watch G7 ระบุในแถลงการณ์ว่า การระบายน้ำมันสำรองในครั้งนี้จะมีปริมาณสูงสุด 100 ล้านบาร์เรล ภายในระยะเวลา 4 เดือน โดยจะมีการระบายน้ำมันดีเซลในปริมาณมากภายในช่วง 20 วันแรก
นักลงทุนยังมีความกังวลเกี่ยวกับความเสียหายเพิ่มเติมที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย อันเป็นผลมาจากสงครามอิหร่านก็ตาม โดยล่าสุด กลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีโรงงานของบริษัท ซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) ในกรุงริยาด และแหล่งน้ำมันคูไรส์ (Khurais)
FedWatch CME นักลงทุนให้น้ำหนัก 86% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ย ในการประชุมปลายเดือนนี้ แนะติดตามรายงานการประชุมเฟด FOMC Minutes วันพุธนี้
น้ำท่วมกรุงยังไม่กระทบท่องเที่ยว ต่างชาติเข้าไทยวีคล่าสุด โต 8.24% รับวันหยุดยาวเอเชีย ภาพรวมตั้งแต่ต้นปี 69 นักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 23.45 ล้านคน กวาดรายได้ทะลุ 1.14 ล้านล้านบาท
วันชาติของจีน ซึ่งเป็นช่วง Golden Week ส่งผลทำให้นักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนนักท่องเที่ยว 133,946 คน ขยายตัวสูงถึง 41.98% จากสัปดาห์ก่อน / มาเลเซีย 59,871 คน (ลดลง 0.64%) / อินเดีย 46,942 คน (เพิ่มขึ้น 16.53%) / รัสเซีย 22,326 คน (เพิ่มขึ้น 14.23%)/ เกาหลีใต้ 21,219 คน (เพิ่มขึ้น 3.66%)


STOCK TO PLAY: [Delete: PTT / Adding: WHAUP]

PTT (ปตท.)
PTT รับปันผล 1.40 บาท/หุ้น เข้ากระเป๋าเรียบร้อย แต่ทรงกราฟล่าสุดเริ่มน่าเป็นห่วง! ราคาลงมาจ่อทดสอบเส้น EMA 75 วัน (40 บ) ถึงจะมีแรงซื้อพยายามดันสู้ไม่ให้หลุด แต่เครื่องมือเทคนิคส่งสัญญาณเตือนภัย
จุดโฟกัส: MACD Alert! ตัดลงจ่อหลุดระดับ 0 บ่งชี้ความเสี่ยงขาลงระยะกลางเริ่มก่อตัว!
แนะนำ: Switching! ขายปรับพอร์ต โยกเงินไปลุยตัวใหม่ที่กราฟสวยกว่า!
แนวรับ แนวต้าน Stop Loss
37 42 < 35

 


WHAUP (ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์)
แนะเริ่มกลับมาสะสมหุ้นนิคมและหุ้นเชื่อมโยงอีกครั้ง โดยแนะซื้อจากคาดว่าสถานการณ์บริหารจัดการน้ำช่วงสุดสัปดาห์นี้จะผ่านไปได้ด้วยดี และการประกาศพื้นที่สีม่วงเพิ่มเติมเพื่อสร้างนิคมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง คาดเป็นข่าวบวกหนุนราคาหุ้น
แนวรับ แนวต้าน Stop Loss
6.5-6.6 7.5 และ 8 < 6.3


TRADE FOLLOW-UP: [ CCET, GPSC ]


CCET (แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์)
CCET ราคาย่อลงมาบริเวณโซนแนวรับที่มีเส้น EMA 10, 25, 50 วันเรียงตัวประคอง ขณะที่วอลุ่มช่วงย่อตัวเบาบาง ต่างจากช่วงขาขึ้นที่วอลุ่มเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน
ประเด็นสำคัญ: EMA Alignment กลุ่มเส้นค่าเฉลี่ยประคองโซนรับ 9–9.2 & ราคาย่อแต่วอลุ่มแห้ง แต่ราคาขึ้นวอลุ่มกลับแน่น
แนะนำ "ถือต่อ" ลุ้นฟื้นตัวที่แนวรับ 9.2
แนวรับ แนวต้าน Stop Loss
9.2 10 และ 11 < 9

 

GPSC (โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่)
GPSC: ภาพรวมเปลี่ยนโครงสร้างขาขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี 2026 โดยทำรูปแบบยกฐานราคา & จุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง (Higher High & Higher Low) สำหรับการย่อตัวในระยะสั้น ตราบใดที่ไม่หลุดโซนแนวรับ 47 จะประเมินว่าเป็นเพียงการปรับฐานย่อยเพื่อสะสมกำลังไปต่อ
ประเด็นสำคัญ: OBV สะท้อนถึงปริมาณหุ้นสะสมที่เข้ามาอย่างหนาแน่น ช่วยสนับสนุนราคามีโอกาสลุ้นผ่านจุดสูงสุดเดิมที่ 50
Strategy: แนะนำ”ถือ” เนื่องจากเทรนท์หลักยังเป็นขาขึ้น


แนวรับ แนวต้าน Stop Loss
47 54-55 < 45.5

 

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Econ
Vietnam Economy: เศรษฐกิจยังโตแรง แต่ข้อจำกัดด้านเงินทุน
เศรษฐกิจเวียดนามยังแข็งแกร่ง โดย GDP 3Q26 โต 9.95% YoY สูงสุดในรอบ 4 ปี ส่งผลให้ 9M26 โต 9.01% YoY จากแรงขับที่กระจายทั้งการบริโภค การลงทุน ภาคการผลิต และการส่งออก เราคาด GDP ปี 2026 โต 9.3% ก่อนชะลอเป็น 8.5% ในปี 2027 ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับสูง แต่ประเด็นที่ต้องจับตามากขึ้นไม่ใช่อัตราการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความสามารถของระบบการเงินในการรองรับการขยายตัวดังกล่าว

ภาคการผลิตยังเป็นแรงขับสำคัญ ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม 9M26 เพิ่ม 12.1% YoY ขณะที่ PMI เฉลี่ยอยู่ที่ 52.4 และเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จดทะเบียนเพิ่มถึง 76.5% YoY สอดคล้องกับการขยายกำลังการผลิต อย่างไรก็ตาม การนำเข้าโตถึง 27.19% YoY เร็วกว่าการส่งออกที่ 21.29% ทำให้ 9M26 ขาดดุลการค้าสะสม 19.39 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนการนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ และสินค้าทุนเพื่อรองรับการลงทุนรอบใหม่

การบริโภคและท่องเที่ยวยังดี ยอดค้าปลีก 9M26 โต 13.4% YoY และนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 17.7 ล้านคน เพิ่ม 14.5% YoY แต่เงินเฟ้อเดือน ก.ย. เร่งเป็น 5.08% YoY สูงกว่ากรอบบนเป้าหมายของธนาคารกลางเวียดนามที่ 4.5% จึงเริ่มสร้างความเสี่ยงต่อกำลังซื้อที่แท้จริงของครัวเรือน

Economist view: ความเสี่ยงสำคัญปี 2027 คือสินเชื่อเติบโตเร็วกว่าฐานเงินฝาก ทำให้ต้นทุนและสภาพคล่องของธนาคารตึงตัว โดยอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารอายุ 3 เดือนยังสูงถึง 6.98% ในเดือน ก.ย. และการพึ่งพาแหล่งเงินต่างประเทศมากขึ้นจะเพิ่มความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยโลกและค่าเงิน ดังนั้นควรติดตาม คุณภาพสินเชื่อ หนี้ภาคเอกชน และความแข็งแกร่งของระบบธนาคาร มากกว่ามองเพียงตัวเลข GDP ที่ยังเติบโตสูง

CBG
คาราบาวกรุ๊ป
น้ำท่วมกดดันระยะสั้น แต่ภาพเติบโตปี 2027 ยังไม่เปลี่ยน
ข้อมูลจากที่เราจัด Event กับ CBG วานนี้ เห็นภาพรวมผลกระทบจากน้ำท่วมเป็นเพียงการสะดุดระยะสั้น ไม่ได้เปลี่ยนภาพการเติบโตหลัก โดยแรงขับสำคัญยังมาจากการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศ CBG ตั้งเป้ายอดขายปี 2027 โต 10% YoY เทียบกับตลาดที่คาดโตเพียงราว 3% และประมาณการของเราที่ 7% ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดคาดเพิ่มจาก 27% สิ้นปี 2025 เป็น 30% สิ้นปี 2026 และ 32% สิ้นปี 2027 โดยราคาขายหลักที่ 10 บาทยังเป็นจุดแข็งในการแข่งขัน

ฐานกำไรปี 2027 จะกระจายมากขึ้นจากเมียนมา ธุรกิจจัดจำหน่าย และ OEM โดยกำลังการผลิตในเมียนมาเพิ่มจากประมาณ 4 แสนลัง/เดือนใน 1H26 เป็น 8 แสนลัง/เดือนใน 2H26 ขณะที่ธุรกิจจัดจำหน่ายซึ่งคิดเป็นราว 45% ของยอดขายยังโตมากกว่า 20% YoY ส่วน LOVEZA ตั้งเป้าผลิตเพิ่มจาก 40 ล้านกระป๋องในปี 2026 เป็น 100 ล้านกระป๋องในปี 2027 ทำให้คาดรายได้ OEM เพิ่มจาก 250 ล้านบาทเป็น 540 ล้านบาท

โรงงานบางปะกงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากน้ำท่วม ความเสี่ยงหลักจึงอยู่ที่การขนส่งและการเลื่อนรับรู้รายได้ระหว่าง 3Q–4Q26 เราปรับสมมติฐานยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศ 3Q26 เหลือโต 5% YoY จากเดิม 10% และคาดกำไร 710 ล้านบาท เพิ่ม 15% YoY แต่ลดลง 3% QoQ ต่ำกว่าประมาณการเดิม 750 ล้านบาทและต่ำกว่าตลาด โดยประเมินผลกระทบจากน้ำท่วมต่อกำไรปี 2026 ราว 5% แต่ยังคงคาดกำไรหลักปี 2027 โต 15% YoY

Fundamental view: ภาพการเติบโตปี 2027 ยังดีต่อ จากส่วนแบ่งตลาดในประเทศที่เพิ่ม เมียนมาฟื้น และฐานรายได้ใหม่จากจัดจำหน่ายกับ OEM คงคำแนะนำ ซื้อ แต่ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 63 บาท


KTB
ธนาคารกรุงไทย
เป๋าตัง ช่วยเป๋าตุง ต่อยอดรายได้มากขึ้น
เราประเมินว่า KTB มีฐานลูกค้าดิจิทัลขนาดใหญ่กว่าธนาคารอื่นมาก โดยเฉพาะ “เป๋าตัง” ที่มีผู้ใช้มากกว่า 40 ล้านราย และ Krungthai NEXT อีกราว 22 ล้านราย แต่ปัจจุบันรายได้จากฐานลูกค้าเหล่านี้ยังค่อนข้างจำกัด ดังนั้นเรามองว่า upside ระยะกลางถึงยาวคือการเปลี่ยนฐานการใช้เหล่านี้ให้กลายเป็นรายได้จากสินเชื่อและการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินมากขึ้น ทำให้ โดยรวมแล้ว เราเห็น upside กำไรส่วนเพิ่มจาก เป๋าตัง ที่ประมาณ 93 ล้านบาทในปี 2026, 227 ล้านบาทในปี 2027 และ 436 ล้านบาทในปี 2028 หรือประมาณ 0.8% ของประมาณการกำไรปี 2028

นอกจากนี้ โอกาสในการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมผ่าน เป๋าตัง แล้ว KTB ยังมี upside จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง โดยเราคาดรายได้ค่าธรรมนียมปี 2026 จะเติบโต 10% YoY และโตต่ออีก 3% ในปี 2027 และคาดสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมต่อรายได้รวมของ KTB จะเพิ่มขึ้นจาก 14% ในปี 2025 มาที่ 17% ในปี 2028 ซึ่งยังต่ำกว่าอุตสาหกรรมมาก ทำให้เรามองว่ายังมีโอกาสให้เติบโตได้อีกในระยะยาว
เราคาดแนวโน้มกำไรปี 2027 จะกลับมาโต 8% YoY ซึ่งเติบโตสูงสุดในกลุ่มธนาคาร หนุนจากสินเชื่อ, รายได้ค่าธรรมเนียมมและ cost-to-income ratio ที่ดีขึ้น ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ยังแข็งแรง และคาด dividend yield ราว 5.5–6%

Fundamental view: เรายังคง ซื้อ ราคาเป้าหมาย 47 บาท

PLANB
แพลน บี มีเดีย
เปลี่ยนยอดการเห็น เป็นยอดขาย
แม้ราคาหุ้นปรับขึ้นแล้ว 15% ภายใน 5 วันหลังปรับคำแนะนำเมื่อ 2 ต.ค. แต่ประเด็น iCare ยังมีโอกาสไปต่อ เพราะเริ่มสามารถประเมินผลบวกจากการขยายช่องทางขายและเพิ่มอัตราการซื้อประกันพ่วง (attach rate) ได้เป็นตัวเลข โดยเฉพาะธุรกิจประกันอุปกรณ์มือถือ ซึ่งเป็นส่วนแรกที่มองเห็นประโยชน์ร่วมระหว่าง PLANB, iCare และ COM7 ได้ชัดที่สุด

จากฐานยอดขายสมาร์ตโฟนของ COM7 เราประเมินว่าหาก PLANB ช่วยให้ iCare เข้าถึงฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกเทียบเท่าฐานเดิมของ COM7 ขนาดตลาดที่เข้าถึงได้อาจเพิ่มเป็นราว 50% ของตลาด iPhone และ 40% ของ Android โดย iCare คาดมีรายได้ประกันมือถือราว 450 ล้านบาทในปี 2026 หากฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นตามสมมติฐานจะสร้างรายได้เพิ่มอีกราว 450 ล้านบาท และหาก PLANB ช่วยเพิ่มอัตราการซื้อประกันพ่วงอีก 5% จะเพิ่มรายได้อีกประมาณ 130 ล้านบาท รวมเป็นโอกาสรายได้เพิ่มราว 580 ล้านบาทต่อปีเมื่อรับรู้เต็มที่
ด้วยอัตรากำไรสุทธิของ iCare ราว 40% รายได้ส่วนเพิ่มดังกล่าวจะสร้างกำไรให้ iCare ราว 230 ล้านบาท และเมื่อรวมสัดส่วนที่ PLANB ถือโดยตรงกับการถือผ่าน COM7 จะมีส่วนได้เสียทางเศรษฐกิจราว 51% หรือคิดเป็นกำไรเพิ่มให้ PLANB ประมาณ 120 ล้านบาทต่อปีเมื่อรับรู้เต็มที่ หากรับรู้ 50% ในปี 2027 และเต็มจำนวนในปี 2028 จะสร้างส่วนเพิ่มต่อประมาณการกำไรราว 3.5% และ 6.4% ตามลำดับ

Fundamental view: หากใช้ PER ปี 2027 ที่ 25 เท่าเหมือนเดิม ราคาเป้าหมายมีโอกาสขยับจาก 9.30 บาทเป็นราว 9.70 บาท (Upside เพิ่มราว 4-5%) และการประเมินนี้ยังนับเฉพาะประกันมือถือ ไม่รวมประกันรถ สินเชื่อ ช่องทางองค์กร ภาครัฐ–เอกชน หรือผลิตภัณฑ์อื่น จึงยังมีโอกาสเพิ่มหากทำได้จริง

อย่างไรก็ตาม ราคาเป้าหมายของเราในรายงานรอบนี้ เรายังคงไว้ที่ 9.30 บาท ตามเดิมก่อน และคำแนะนำ ซื้อ

 


VGI
(Visit note)
วีจีไอ แม้ฐานเงินสดแข็งแกร่ง แต่ตลาดยังรอความชัดเจนธุรกิจใหม่
จุดสำคัญของ VGI ยังไม่ใช่การฟื้นตัวของธุรกิจเดิม แต่เป็น เงินสดในมือจะถูกนำไปสร้างผลตอบแทนอย่างไร เนื่องจากธุรกิจปัจจุบันยังไม่มีส่วนใดโดดเด่น ขณะที่ราคาหุ้นซื้อขายใกล้เคียงเงินสดต่อหุ้น ทำให้ตลาดให้น้ำหนักกับการลงทุนใหม่หรือ M&A มากกว่าผลประกอบการปัจจุบัน

งวด 1Q26/27 รายงานกำไรสุทธิ 261 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 1.27 พันล้านบาทในไตรมาสก่อน และเพิ่ม 484% YoY แต่เมื่อหักรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำ กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 86 ล้านบาท เพิ่ม 92% YoY และพลิกจากขาดทุน 106 ล้านบาทใน 4Q25/26 ธุรกิจสื่อโฆษณายังอ่อน รายได้ลด 2% YoY และอัตราการใช้พื้นที่โฆษณาลดเหลือ 49% จาก 51% ขณะที่บริการดิจิทัลโต 8% YoY และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้นมากจากการรับรู้ PLANB เต็มไตรมาสและ JMART ที่ดีขึ้น

แนวโน้มช่วงที่เหลือของ FY26/27 คาดทยอยดีขึ้น แต่ยังไม่ใช่การฟื้นแบบรวดเร็ว โดยงวด 2Q26/27 อาจอ่อนลง QoQ ตามฤดูกาล แม้ยังโต YoY จุดที่ต้องติดตามคือ PLANB เข้ามาช่วยบริหารและขายพื้นที่สื่อผ่านแพ็กเกจร่วม เพื่อดันอัตราการใช้พื้นที่สื่อสู่เป้า 55–60% จาก 51.7% ในปีก่อน แต่หลัง 1Q ยังอยู่เพียง 49% จึงน่าจะฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกัน Rabbit Care เริ่มกลับมามีกำไร ส่วน Rabbit Cash ยังขาดทุนเล็กน้อยแต่พอร์ตสินเชื่อโต 28% YoY เป็น 1.45 พันล้านบาท

Fundamental view: VGI มีสภาพคล่องมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท หรือราว 0.95 บาท/หุ้น และคาดอาจเห็นการลงทุนใหม่หรือ M&A ช่วงปลายปี รวมถึงโอกาสกลับมาจ่ายเงินปันผลหลังล้างขาดทุนสะสมแล้ว แต่ประเด็นสำคัญยังเป็นการพิสูจน์ว่าเงินสดก้อนนี้จะสร้างธุรกิจและผลตอบแทนใหม่ได้อย่างไร

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์, IAA Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ธนรัตน์ อิศรกุล, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เลือกซื้อ เลือกเล่น By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง บรรยากาศตลาดเงินของโลกปั่นป่วน ทำให้กระแสเงินทุนของต่างชาติ ชะงัก เมื่อ อัตราผลตอบแทน...

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้