Wealth Update
สรุปผลการประชุมนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ | Fed เริ่ม Preemptive Hike
Highlights:
Fed มีมติเป็นเอกฉันท์ขึ้นดอกเบี้ย 25 bps สู่ 3.75–4.00% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 แต่อยู่ในลักษณะ Preemptive Hike เพื่อสกัดความเสี่ยงเงินเฟ้อก่อนที่จะฝังตัว มากกว่าจุดเริ่มต้นของวัฏจักรขึ้นดอกเบี้ยแบบรุนแรง
Dot Plot ส่งสัญญาณ Tightening เพิ่มอีก โดย Median Dot สิ้นปี 2026 ปรับขึ้นเป็น 4.1% จาก 3.8% สะท้อนการขึ้นอีก 1 ครั้ง ขณะที่ปี 2027 อยู่ที่ 4.1% และปี 2028 ที่ 3.9% เทียบกับ 3.6% และ 3.4% ในรอบเดือนมิถุนายน ตามลำดับ
SEP สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้น และ Disinflation ช้าลง โดย Fed ขยับ Core PCE ปี 2026 ขึ้นจาก 3.3% เป็น 3.4%, ปี 2027 คงที่ 2.5% และปี 2028 ขึ้นจาก 2.1% เป็น 2.2% ขณะที่ GDP ถูกปรับขึ้นและอัตราว่างงานถูกปรับลง
BLS Wealth ประเมินกรณีฐานว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 25 bps ภายในสิ้นปี 2026 ก่อนเข้าสู่ช่วงพักการขึ้นดอกเบี้ย ดังนั้น ผลกระทบต่อตลาดหุ้นจากการขึ้นดอกเบี้ยอีกเพียง 1 ครั้งน่าจะอยู่ในวงจำกัด ตราบใดที่ข้อมูลเงินเฟ้อไม่ทำให้ตลาดต้องปรับคาดการณ์ไปสู่การขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่ Dot Plot สะท้อนอยู่ในปัจจุบัน
รายละเอียด:
ผลประชุม FOMC เดือนกันยายนออกมาผิดจากที่เราคาด แต่เป็นไปตามตลาดคาด โดย Fed มีมติเป็นเอกฉันท์ขึ้นดอกเบี้ย 25 bps สู่ระดับ 3.75–4.00% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี สิ่งที่น่าสนใจคือ Fed กลับมา Tighten ในจังหวะที่เศรษฐกิจยังแข็งแรงพอที่จะรองรับดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อยังคงลดลงช้ากว่าที่ต้องการ ภาพดังกล่าวทำให้การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้มีลักษณะเป็น Preemptive Hike มากกว่าการตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป กล่าวคือ Fed ไม่ได้รอให้เห็นหลักฐานว่าเงินเฟ้อกำลังเร่งตัวอย่างต่อเนื่อง แต่เลือก Tighten ล่วงหน้าเพื่อจำกัดความเสี่ยงที่เงินเฟ้อสูงจะยืดเยื้อและกระจายไปในวงกว้างมากขึ้น
สิ่งที่สนับสนุนมุมมองดังกล่าวมากที่สุดคือประมาณการเศรษฐกิจล่าสุดของ Fed (SEP) ซึ่งสะท้อนภาพสองด้านพร้อมกัน คือเศรษฐกิจแข็งแรงกว่าที่เคยประเมิน ขณะที่เงินเฟ้อลดลงช้ากว่าที่คาด โดย Fed ปรับคาดการณ์การขยายตัวของ GDP ปี 2026 จาก 2.2% เป็น 2.3% และปี 2027 จาก 2.3% เป็น 2.4% ขณะที่อัตราว่างงานในปี 2026 และ 2027 ถูกปรับลดจาก 4.3% เหลือ 4.1% ทั้งสองปี ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า Fed มีความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการอ่อนแรงของตลาดแรงงานน้อยลง จึงมีพื้นที่มากขึ้นในการให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้อและรักษาเสถียรภาพด้านราคา
ขณะเดียวกัน Core PCE ลดลงช้ากว่าที่คาด โดยถูกปรับขึ้นจาก 3.3% เป็น 3.4% ในปี 2026 คงไว้ที่ 2.5% ในปี 2027 และปรับขึ้นจาก 2.1% เป็น 2.2% ในปี 2028 ก่อนลดลงสู่ 2.0% ในปี 2029
อย่างไรก็ดี Dot Plot ยังไม่ได้ชี้ว่า Fed กำลังเข้าสู่วัฏจักรขึ้นดอกเบี้ยแบบเชิงรุก เพราะ Median Dot ปี 2027 อยู่ที่ 4.1% เท่ากับสิ้นปี 2026 ก่อนลดลงเป็น 3.9% ในปี 2028 และ 3.6% ในปี 2029 กล่าวอีกนัยหนึ่ง ค่ากลางของคณะกรรมการกำลังส่งสัญญาณให้ Tighten เร็วขึ้นในช่วงแรก แล้วคงระดับดอกเบี้ยไว้เพื่อให้ Restrictive Policy ทำงาน มากกว่าจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องตลอดปีหน้า
BLS Wealth ประเมินว่า Base Case หลังการประชุมรอบนี้คือ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 25 bps ภายในช่วงที่เหลือของปี 2026 ก่อนเข้าสู่ช่วง Pause โดยตราบใดที่ Growth และ Earnings ยังสามารถรักษา Momentum ได้ ความเสี่ยงต่อการปรับฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะมาจากการปรับลด Valuation Multiple ตาม Bond Yield มากกว่าการปรับลดประมาณการกำไรบริษัทในวงกว้าง
ในกรอบดังกล่าว การปรับฐานของตลาดจึงควรถูกมองผ่านสองตัวแปรแยกกัน หาก Bond Yield ยังปรับขึ้นต่อ ตลาดมีโอกาสเผชิญ Valuation Compression เพิ่มเติมแม้กำไรยังแข็งแรง แต่หาก Yield เริ่มทรงตัวหลังตลาด Price-in การขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ความสนใจของนักลงทุนจะสามารถกลับไปที่ Earnings Growth ได้เร็วขึ้น
กล่าวโดยสรุป การประชุมรอบนี้ถือเป็นการเปลี่ยนจาก Wait-and-See ไปสู่ Preemptive Tightening แต่ยังไม่ใช่หลักฐานของ Aggressive Hiking Cycle สิ่งที่ Fed กำลังทำคือใช้ความแข็งแรงของเศรษฐกิจเป็นพื้นที่ในการเร่งจัดการเงินเฟ้อก่อนที่ปัญหาจะฝังตัวมากขึ้น ดังนั้น ประเด็นสำคัญต่อการประเมินความเสี่ยงจากนี้ไม่ใช่การขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกซึ่งตลาดรับรู้ไปแล้ว แต่คือข้อมูลเงินเฟ้อในช่วงถัดไปจะยืนยันว่า การขึ้นอีกเพียง 1 ครั้งตาม Dot Plot เพียงพอหรือไม่ หรือ Fed จำเป็นต้องเร่งจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่คาดไว้ในปัจจุบัน โดยในมุมมองของ BLS Wealth เรายังไม่เห็นเงื่อนไขที่มากพอจะนำไปสู่กรณีหลัง
สรุปภาพตลาดวานนี้
วานนี้หุ้นไทยลงจริง ไม่อิง DELTA โดยเป็นแรงกดดันจาก ADVANC (ข่างเรื่อง 3BB) และหุ้นใหญ่กลุ่มอื่นก็ลงไม่ว่าจะเป็น AOT PTT TRUE GULF และกลุ่มปิโตรเคมี-โรงกลั่น PTTGC TOP SCC BCP เป็นต้น แต่ในทางตรงข้ามกลับพบว่าหุ้นในประเทศมีแรงบวก เช่น BJC COM7 STECON BCH SPALI PLANB
แนวโน้มตลาดวันนี้ มีอีกไหมข่าวลบกว่านี้ จัดมาเรายังไหว?
โหมดปรับฐานกำลังจะเสร็จสิ้น จริงหรือ? และมีโอกาสที่จะรีบาวด์กลับไปตั้งหลัก โซน 1,580 จุด ได้หรือไม่ หลังจากเมื่อวานหลุด แนวรับนี้ลงมาเป็นที่เรียบร้อย ขณะที่ราคาหุ้นรายตัวเริ่มทยอยโดน ขายทำกำไรกดราคาหุ้นลงแรง ท่ามกลางข่าวเชิงลบ เช่น การขอลดราคาหน้าโรงกลั่น, จีนคุมกลุ่มบุคคลแบบเจาะจง เข้มเดินทางออกนอกประเทศ, เลื่อนไทยเที่ยวไทยพลัส ไปช่วงหน้าโลว์ เมย.ปีหน้า, DELTA โดนประเด็น Cap weight และหุ้นกู้แปลงสภาพ
จากคำถามคือ มีอีกไหมข่าวลบเซอร์ไพร์สแบบนี้ และข่าวลักษณะนี้กระทบคาดการณ์กำไรและราคาหุ้นแค่ไหน ไล่ดูการตอบสนองของ กลุ่มโรงกลั่น ในแง่พื้นฐานมองกระทบคาดการณ์กำไร TOP 5% IRPC 17% ราคาหุ้น TOP และ IRPC ร่วงลงจากจุดสูงสุดของรอบนี้ 13% และ 16% ตามลำดับ สำหรับ TOP ดูราคาหุ้นจะลงแรงเกินผลกระทบไปแล้ว และราคาหุ้นกลุ่มนี้ พอจะดึงตัวกลับขึ้นมาได้ระดับหนึ่งเมื่อวานนี้ (เราเฝ้าดูแรงรับ ตอนตกกระแทก)
เช่นเดียวกับ กลุ่มโรงแรม หากเหมารวมราคาหุ้นลงแรงเพราะ ไทยเที่ยวไทยเลื่อน หุ้น MINT ที่มีสัดส่วนรายได้ ต่างประเทศสูง และร้านอาหาร ไม่ควรจะลง ทิ้งเพื่อนอยู่ตัวเดียว ขณะที่ราคาหุ้น เช่น CENTEL AWC เราเล่นด้วยมองเห็นสัดส่วนรายได้ กิจกรรมต่างประเทศที่หนุนราคาหุ้น (MICE, งานแต่งชาวอินเดีย, Tomorrow land) มากกว่ารายได้ นทท.ในประเทศ ดังนั้นเรายังคงขอถือหุ้นที่มีข่าวเชิงลบลักษณะนี้ไว้ก่อน
และถ้าประเมินความเสี่ยงผลกระทบรายตัวได้แล้ว และรอสถานการณ์ตลาด บรรยากาศลงทุนกลับสู่ภาวะปกติ เช่น ผ่านความผันผวนของการปรับพอร์ตรับดอกเบี้ยขาขึ้นในต่างประเทศ, ผ่านจุดโค้งอันตรายการเมืองในประเทศไปได้ทีละเรื่อง (ส่วนอนาคตคดีฟ้องร้องค่อยว่ากันใหม่ ตอนนี้รัฐบาลยังไม่สะดุด)
เมื่อผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ และหมดเคราะห์ข่าวร้าย คาดว่า เรายังไหวและไปกันต่อกับกลุ่มหุ้นตามธีมที่แนะนำ โดยเพิ่มการติดตามผลกระทบหลังจากนี้อย่างใกล้ชิด
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ เก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง
วิเคราะห์ทางเทคนิค ฉากทัศน์ทางเทคนิค
Break down pattern: ดัชนีหลุด 1,580 ยืนยันสถานะคลื่นขาลง Corrective Wave (คลื่น C ย่อย) ลักษณะ Lower High / Lower Low
Fibonacci channel: เมื่อหลุด 1,580 เป้าหมายถัดไปตาม Fibonacci (38.2%) จะเคลื่อนตัวลงไปทดสอบโซน 1,550 และ Fibo (23.6%) 1,520 ขณะที่แนวรับสำคัญ (Major Support) อยู่ที่ 1,500 จุด = EMA 200 วัน
EMA: เส้นค่าเฉลี่ย EMA 10, 25, 50 วัน ตัดลงแบบ Death Cross เรียงตัวแบบ Bearish Alignment ต้านราคาไว้ทุกระดับ
MACD: ต่ำกว่าเส้น Signal Line และหลุดแกน Zero Line บ่งชี้โมเมนตัมเชิงลบ
แนวรับระยะสั้น: 1,550 จุด โซนทดสอบเป้าหมายแรกตาม Fibonacci 38.2%
Major Support: 1,500-1,520 จุด ฐานสะสมพลังรอบใหญ่โซน Oversold ในภาพระยะยาว
แนวต้าน: 1,580-1,600 จุด โซนแนวรับเดิมที่เปลี่ยนเป็นแนวต้านแข็งแกร่ง (Throwback Resistance)
Technical Strategic: ฉากทัศน์กลยุทธ์ทางเทคนิค
Scenario A: bear trap & Quick rebound (โอกาสเกิดขึ้น 25%) ดัชนีดีดกลับขึ้นไปยืนเหนือ 1,580 จุด ได้ภายใน 1–3 วัน พร้อม Volume การซื้อคืนที่หนาแน่น
แนะนำ: สายลุย Follow Buy รอให้เกิดการยืนเหนือ 1,580 จุดเต็มแท่งก่อนเข้าแอ็กชัน เพื่อป้องกันสัญญาณหลอก (False Breakout)
Scenario B: Slide down to major support (โอกาสเกิดขึ้น 75%) ดัชนีไม่สามารถรีบาวด์ข้าม 1,580 จุดขึ้นไปได้ ร่วงลงต่อเนื่องเข้าหาโซนแนวรับถัดไปที่ 1,550 / 1,520 จุด
แนะนำ: เน้นถือ Cash ชะลอการถัวเฉลี่ยหุ้นเดิมและใช้กลยุทธ์ Selective Buy ในหุ้น Defensive ที่มีแรงขายจำกัด
Swing Trader: หยุดการเปิดสถานะ Buy สวนเทรนด์ จนกว่า RSI จะลงไปแตะ Oversold ลึกแล้วเริ่มยก Low
VI: อย่าเพิ่งรีบเข้าซื้อถัวแบบ All-in ให้แบ่งไม้ซื้อแบบ DCA ในโซนแนวรับใหญ่
(1,500 - 1,520 จุด)
What to watch งบติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปครัวเรือนละ 5 หมื่นบาท จำนวน 1.5 ล้านครัวเรือน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเป้าเริ่มต้นเดินที่ 1 ล้านคนครัว และคาดว่า จะใช้วงเงินสูงสุดราว 7.5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ทางการไฟฟ้าฯ จะรับซื้อไฟไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ ต่อเมื่อทางการไฟฟ้าได้เปลี่ยนเป็นสมาร์ทมิเตอร์และเชื่อมระบบไฟฟ้าแบบ 2 ทาง (ใช้ในครัวเรือน และขายไฟคืน) เรียบร้อยแล้ว
ขณะนี้มีบริษัทที่ไปติดตั้งกว่า 2,300 บริษัท เป็นผู้เชี่ยวชาญการติดตั้งมาขึ้นบัญชีแล้ว ซึ่งในส่วนของการไฟฟ้าจะมีการดำเนินการเองได้ประมาณ 3-4 แสนหลังคาเรือน นอกจากนั้นก็จะให้บริษัทเอกชนเข้ามาช่วยดำเนินการติดตั้ง
คาด BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ โดยตลาดมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในการประชุมวันที่ 18 ก.ย. เดิมตลาดคาดการ ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค.ปีนี้ และ มี.ค. 2027, ก.ค.2027 และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายจะหยุดที่ 1.5% หรือ 1.75%
FTSE review: CPN หลุดจาก Large Cap เข้า Mid Cap./ หุ้น BTS LH SCCC TU ลดชั้นลง Small Cap / หุ้น THAI FTREIT ติด Small Cap มีผล 21 ก.ย.นี้
ศาล รธน.นัดวินิฉัยชี้ขาดคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง วันที่ 28 ก.ย.2569
หุ้นแนะนำวันนี้ BH ปีหน้ารพ. ที่ภูเก็ต เปิดทำการ คาดจะเพิ่มจำนวนเตียง และผ่านจุดคุ้มทุนได้เร็ว จากดีมานต์คนไข้ในพื้นที่เศรษฐกิจเติบโตสูงอย่างภูเก็ตและพื้นที่โดยรอบ รวมต่างชาติ /Valuation PE2027 ที่ 19x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม 23 เท่า น่าสนใจสุดในระดับ ROE 25% PBV 5x
แนวรับ 196 ต้าน 205 Stop loss 190
รายงานพื้นฐานวันนี้
Utilities Sector
โครงการ Solar Roof มีโอกาสขยายเป็น 1.5 ล้านครัวเรือน
รัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณาขยายโครงการ “โครงการโซลาร์ล้านหลังคา” จาก 1 ล้านเป็น 1.5 ล้านครัวเรือน โดยเงินอุดหนุนยังคงที่ 50,000 บาท/ครัวเรือน และโควตากำลังผลิตเพิ่ม 500MW ไม่เปลี่ยน หากขยายเป็น 1.5 ล้านครัวเรือน จะใช้เงินราว 7.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังอยู่ในกรอบวงเงิน 2 แสนล้านบาทของงบก้อนที่สองภายใต้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน จึงมองว่ายังมีพื้นที่ทางการคลังรองรับ
นอกจากขนาดโครงการที่ใหญ่ขึ้น จุดสำคัญคือการลดข้อจำกัดในการติดตั้ง ผ่านสินเชื่อที่ชำระผ่านค่าไฟจาก GSB/GHB/BAAC และการลดระยะเวลาอนุมัติจากเดิมที่อาจนานถึง 1 ปี เหลือเพียง 7–30 วัน ซึ่งช่วยเร่งโครงการ Solar Roof และเพิ่มคำสั่งซื้องานติดตั้งและอุปกรณ์ โดย GUNKUL ได้ประโยชน์โดยตรงที่สุด จากธุรกิจ EPC และจำหน่ายอุปกรณ์ที่มี Backlog อยู่แล้วราว 4.2–4.5 พันล้านบาท
อีกผลบวกที่ตามมาคือการลงทุนระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับแหล่งผลิตกระจายตัวจำนวนมาก ทั้ง Smart meter, Smart grid, สถานีไฟฟ้า ระบบส่ง และแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) ซึ่งเป็นโอกาสลงทุนหลายปีต่อเนื่อง และยังต่อยอดจากงานระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวกับ EEC และ Data Center ที่มีอยู่เดิม
Fundamental view: คงน้ำหนักกลุ่มโรงไฟฟ้า มากกว่าตลาด โดย GUNKUL เป็นผู้ได้ประโยชน์ชัดที่สุด ขณะที่ GPSC และ BGRIM ได้ประโยชน์ทางอ้อมจากรอบลงทุนระบบโครงข่ายและ BESS
ส่วน GULF แทบไม่ได้รับผลกระทบต่อเศรษฐศาสตร์ของโรงไฟฟ้าหลัก เนื่องจากเงินอุดหนุนมาจากงบภาครัฐ ไม่ได้ผ่านค่า Ft หรือกระทบอัตรากำไรของ PPA เดิม
GUNKUL
กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์
สรุป Virtual Conference ยืนยันภาพบวกตามเดิม
สรุปงาน Virtual Conference ที่ BLS จัด โดยเชิญผู้บริหาร GUNKUL บรรยาย ภาพรวมยืนยันกรอบเวลาและสมมติฐานเดิม คือ PDP2026 ยังอยู่ในช่วง Public Hearing เดือน ก.ย. 2026 และตั้งเป้าเสนอ ครม. ในเดือน พ.ย. หรืออย่างช้ายังภายในปีนี้ ส่วน Solar ชุมชน คาดทราบผลประมูลปลายปี 2026 ลงนาม PPA กลางปี 2027 และเริ่มรับรู้เงินลงทุนในปี 2028 ขณะที่กรอบ Direct PPA คาดชัดเจนภายในสิ้นปี 2026 สอดคล้องกับสมมติฐานเดิมของเรา
รอบประมูลใหญ่ภายใต้ PDP2026 ทั้งลม 2,700MW และ Solar 24,000MW มีแนวโน้มเริ่มชัดขึ้นในปี 2027 โดยคาดเปิดประมูลราวกลางปี ลงนาม PPA ชุดแรกใน 3Q27 และเริ่มจ่ายไฟช่วงปี 2029–30 ขณะที่ผู้บริหารยังยืนยันว่า ส่วนแบ่งงานประมูลในอดีตราว 10% สอดคล้องกับสมมติฐาน EPC ของเรา นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับ Smart meter และงานปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูง 230–500kV ซึ่งมีคู่แข่งน้อยกว่า 10 ราย และรองรับสมมติฐานงาน Grid Modernization/EEC Fast-track ของเราที่ 2.7 พันล้านบาท/ปี
ด้าน Data Center ยังต้องรอความชัดเจนด้านกฎเกณฑ์ก่อนเปิดประมูล โดยผู้บริหารประเมินเงินลงทุนราว 5–6 ล้านเหรียญสหรัฐต่อ MW ไม่รวม GPU และงานระบบไฟฟ้า/EPC คิดเป็น 10–15% ของเงินลงทุนทั้งหมด ขณะที่กำลังคนปัจจุบันรองรับงาน Data Center ภาคเอกชนได้ถึง 500MW จึงยังไม่เห็นข้อจำกัดด้านกำลังการดำเนินงานเมื่อกฎเกณฑ์เปิดทาง
ระยะสั้น 3Q26 ยังแข็งแกร่ง โดยการผลิตไฟฟ้าพลังลมช่วง ก.ค.–ส.ค. เพียงสองเดือน เท่ากับทั้ง 3Q25 แล้ว หนุนส่วนแบ่งกำไรจาก Wind JV คาดเพิ่มเป็น 327 ล้านบาท จาก 132 ล้านบาทใน 2Q26 และทำให้เราคาดกำไรหลัก 3Q26 ที่ 618 ล้านบาท (+35% YoY, +9% QoQ) ซึ่งมีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ ขณะที่ Backlog EPC อยู่ที่ 5.0 พันล้านบาท และคาดรับรู้ราว 1.6 พันล้านบาทใน 3Q26
Fundamental view: คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 6.50 บาท และคงน้ำหนักกลุ่มสาธารณูปโภค มากกว่าตลาด โดยการประชุมครั้งนี้ช่วยยืนยันกรอบ PDP2026, Direct PPA, งานระบบโครงข่าย และ Data Center ตามสมมติฐานเดิม ขณะที่กำไร 3Q26 ยังมีแรงหนุนจาก Wind JV และ Backlog EPC ที่แข็งแกร่ง
PLANB
แพลน บี มีเดีย
จากสื่อนอกบ้าน สู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เพิ่มความน่าสนใจขึ้น
แรงส่งกำไรของ PLANB มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องใน 2H26 จาก Asian Games และการเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก COM7 โดยเราคาด 3Q26 รายได้ 2.7 พันล้านบาท (+15% YoY, +3% QoQ) และกำไรหลัก 300 ล้านบาท (+5% YoY, +3% QoQ) ขณะที่ 4Q26 จะได้ผลบวกจาก COM7 เต็มไตรมาสราว 30 ล้านบาทหลังหักดอกเบี้ย พร้อมเข้าสู่ฤดูกาลสูงของสื่อนอกบ้าน จึงมีโอกาสทำกำไรรายไตรมาส สูงสุดใหม่
อีกแกนสำคัญคือ ธุรกิจกีฬาเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะฟุตบอลและมวย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐด้านกีฬา ท่องเที่ยว และ Soft Power ขณะที่สื่อกีฬาสดมีข้อได้เปรียบจากความหายากของคอนเทนต์ อารมณ์ร่วม และการเข้าชมจริง ซึ่ง AI เข้ามาทดแทนได้ยาก สำหรับมวย บริษัทตั้งเป้ารายได้ทั้งปีราว 1 พันล้านบาท หลัง 1H26 ทำได้แล้ว 600 ล้านบาท และสนามมวยยังมีช่องว่างเพิ่มรายได้จากอัตราการใช้พื้นที่ที่อยู่เพียงราว 50–60% ใน 2Q26
สำหรับปี 2027 เราคาด PLANB รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก COM7 ราว 500 ล้านบาท หักดอกเบี้ยประมาณ 200 ล้านบาท หนุนกำไรหลักโตประมาณ 30% YoY
ขณะที่โอกาสเพิ่มเติมอยู่ที่การต่อยอดสื่อบนรถ EV7 และเครือข่ายร้าน COM7 ราว 1,400 สาขา ซึ่งมีลูกค้ากลุ่มเทคโนโลยีและมูลค่าการซื้อต่อครั้งสูงกว่า โดย PLANB มีประสบการณ์ทำสื่อในร้าน 7-Eleven อยู่แล้วราว 2,000 สาขา สร้างรายได้ประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี
Fundamental view: คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 6.80 บาท อิง PER ปี 2027 ที่ 20x หรือ -1SD โดยมองว่ากำไร 4Q26 มีโอกาสทำสถิติสูงสุด และปี 2027 จะเห็นฐานรายได้ใหม่จาก Sports, COM7 และ Mobility ชัดขึ้น หากบริษัทพิสูจน์กำไรจากความร่วมมือเหล่านี้ได้มากขึ้น ยังมีโอกาสให้ Valuation กลับเข้าใกล้ค่าเฉลี่ยเดิมที่ PER 30x
สรุปประเด็นจาก Quick take
BANPU
บ้านปู
เข้าซื้อสินทรัพย์แห่งใหม่ในแหล่งก๊าซธรรมชาติบาร์เน็ต สหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2026 BKV (บริษัทย่อยซึ่ง BANPU ถือหุ้น 72.6%) ได้ดําเนินการเข้าซื้อสินทรัพย์แห่งใหม่ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจต้นนํ้า ธุรกิจกลางนํ้า และธุรกิจดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ในแหล่งก๊าซธรรมชาติบาร์เน็ต รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา แล้วเสร็จ
View from fundamental: การเข้าซื้อสินทรัพย์ดังกล่าวจะหนุนการเติบโตของ BANPU ในระยะยาว นอกจากนี้แนวโน้มอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูง (คาดระดับ 5-6%) น่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นได้ เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” (ราคาเป้าหมาย 20 บาท)
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน