Today’s NEWS FEED

News Feed

ศาลปกครองสูงสุด ยืนเพิกถอนคำสั่ง ก.ล.ต. “ชญานี” พ้นโทษพักงานคดี BSEC หลังต่อสู้คดีมายาวนานราว 10 ปี/เปิด Timeline คดีประวัติศาสตร์ ชญานี ชนะ ก.ล.ต

48

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(17 กันยายน 2569)---------------ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง ให้เพิกถอนคำสั่ง ก.ล.ต. ลงโทษ “ชญานี โปขันเงิน” พักการปฏิบัติหน้าที่บุคลากรในตลาดทุน 1 ปี หลังต่อสู้คดีมายาวนานราว 10 ปี

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น. ศาลปกครองสูงสุดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 643/2563 ซึ่งนางสาว ชญานี โปขันเงิน ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ฟ้องคดี โดยมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. และพวก เป็นผู้ถูกฟ้องคดี



คดีนี้สืบเนื่องจาก ก.ล.ต. มีคำสั่งลงโทษนางสาวชญานีด้วยการ พักการปฏิบัติหน้าที่บุคลากรในตลาดทุนเป็นเวลา 1 ปี โดยศาลปกครองกลางเคยมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวมาแล้วเมื่อปี 2563 ก่อนที่ ก.ล.ต. จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ยืนตามศาลปกครองกลาง ให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษดังกล่าว โดยมีการพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาโทษของคณะกรรมการวินัยที่ ก.ล.ต. แต่งตั้ง รวมถึงประเด็นการเปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการวินัยต่อผู้ถูกพิจารณา (ข่าวหุ้น⁠ )

ปมสำคัญ “รายชื่อคณะกรรมการวินัย”

หนึ่งในประเด็นที่ปรากฏในการพิจารณาคดี คือแนวทางของ ก.ล.ต. ที่ใช้ชื่อสมมุติ เช่น “ก” และ “ข” ในกระบวนการพิจารณา เพื่อป้องกันปัญหาผลประโยชน์ขัดกันหรือความไม่เป็นกลาง

รายงานข่าวระบุว่า ศาลพิจารณาว่า ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้การใช้ชื่อสมมุติดังกล่าวเป็นเหตุในการไม่เปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการวินัยแก่ผู้ถูกพิจารณา ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของคดี (ข่าวหุ้น⁠ )

ก่อนหน้านี้ นางสาวชญานีได้ร้องขอทราบรายชื่อคณะกรรมการวินัย โดยให้เหตุผลว่าต้องการตรวจสอบความเป็นกลางของผู้พิจารณา

จุดเริ่มต้นจากคดีหุ้น BSEC

ตามรายงานข่าว คดีมีที่มาจากการที่ ก.ล.ต. ตรวจสอบกรณีที่เกี่ยวข้องกับ หุ้น BSEC และเรียกนางสาวชญานี รวมถึงนายชยันต์ อัคราทิตย์ เข้าให้ถ้อยคำในฐานะพยาน

ต่อมา ก.ล.ต. มีคำสั่งลงโทษพักการปฏิบัติหน้าที่บุคลากรในตลาดทุนของทั้งสองเป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2560 ถึง 3 สิงหาคม 2561 โดย ก.ล.ต. พิจารณาว่าการให้ถ้อยคำของทั้งสองขัดต่อข้อเท็จจริงและมีส่วนช่วยเหลือหรือปกปิดข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าว (ข่าวหุ้น⁠ )

“ชญานี” ชี้เป็นบทเรียนของกระบวนการกำกับดูแล

ภายหลังคำพิพากษา นางสาวชญานีระบุว่า การต่อสู้คดีดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 10 ปี และส่งผลกระทบทั้งด้านชื่อเสียง เวลา และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี

พร้อมมองว่าคำพิพากษาครั้งนี้ควรเป็นบทเรียนให้ ก.ล.ต. ทบทวนกระบวนการภายใน โดยเฉพาะเรื่อง ความโปร่งใส ความเป็นธรรม การตรวจสอบได้ และการปฏิบัติตามกฎหมาย ในการพิจารณาลงโทษบุคลากรภายใต้การกำกับดูแล



ปิดฉากคดีประวัติศาสตร์ "ชญานี โปขันเงิน" 
พ้นมลทินศาลตัดสินคำสั่งก.ล.ต.ไม่ชอบด้วยกม.

10 ปี ไม่มีสาย ปิดคดีประวัติศาสตร์ครั้งแรก เอกชน โดย "ชญานี โปขันเงิน" บิ๊ก บล.คิงส์ฟอร์ด หรือ ชื่อใหม่ บล.บียอนด์ (BYD)  พ้นมลทิน  ฟ้องชนะก.ล.ต. ศาลปกครองสูงสุด สั่งเพิกถอนคำสั่งลงโทษของก.ล.ต.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พักการทำหน้าที่เป็นบุคลากรในตลาดทุน 1ปี กรณีซื้อขาย บล.บีฟิท 

ระยะเวลา 10 ปี การต่อสู้ของนางสาวชญานี โปขันเงิน ผู้บริหารที่คร่ำหวอดในตลาดทุน ต่อสู้กับคำสั่งลงโทษพักงานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)  มาถึงที่สุด เมื่อวันที่ 15 ก.ย. เวลา 14.00 น. เมื่อศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เพิกถอนคำสั่ง ก.ล.ต. ลงโทษ ชญานี ผู้บริหาร “คิงส์ฟอร์ด“ โดยพิจารณาว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย
ถือเป็นคดีแรกที่ภาคเอกชน กล้าชนกับ ก.ล.ต. และชนะคดีในที่สุด เป็นการกู้ศักดิ์ศรีของ "ชญานี" กลับคืนมา กับการลงโทษทางวินัย ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย



สำหรับคดีดังกล่าว สำนักงาน ก.ล.ต.และพวกเป็นผู้ถูกฟ้องคดี ในคดีหมายเลขแดง 643/2563 จากกรณีที่ ก.ล.ต.ไลงโทษพักการปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรในตลาดทุนของนางสาวชญานี เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลปกครองกลางเคยมีคำพิพากษาไว้แล้วว่า เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนคำสั่งการลงโทษนี้ไปแล้วตั้งแต่ปี 2563 แต่เนื่องจาก ก.ล.ต.ได้ทำการอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด โดยอ้างว่าคำสั่งลงโทษของตัวเองถูกต้องตามกฎหมาย


นางสาวชญานี ได้มีการร้องขอทราบรายชื่อคณะกรรมการวินัยที่เป็นผู้พิจารณากรณีของตนเพราะเกรงว่ากรรมการที่พิจารณากรณีของตัวเองนั้น อาจมีบุคคลที่ไม่มีความเป็นกลาง เนื่องจากมีที่มาจากสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และภาคธุรกิจที่มีความใกล้ชิดกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย ซึ่งที่จริงก็คือคู่แข่งในการทำธุรกิจกันมาโดยตลอด แล้วจะมีความเป็นกลางในการพิจารณาความผิดทางวินัยของคู่แข่งทางธุรกิจกันเองได้อย่างไร


นางสาวชญานี กล่าวว่า กรณีของตนเองน่าจะเป็นคดีแรกๆ ที่ชนะคดีความกับ ก.ล.ต.จนคดีถึงที่สุดแล้ว และจากคดีนี้ยังมีผลขยายความไปอีกหลายคดี มีทั้งการดำเนินคดีกับบุคคลในเรื่องพยานหลักฐานเท็จและอื่น ๆ และตนเองคิดว่าครั้งนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญยิ่งของ ก.ล.ต.ที่ควรจะต้องทบทวนกระบวนการภายในของตน ให้ยึดโยงกับเรื่องความโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ ตลอดจนยึดมั่นในกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในการลงโทษบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เพื่อไม่ให้หน่วยงานตกเป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งรังแกบุคคลจากภาคธุรกิจที่มีความใกล้ชิดกับหน่วยงาน

ทั้งนี้ "ชญานี" และนายชยันต์ อัคราทิตย์ ผู้ร่วมถูกลงโทษ ต่อสู้ในเรื่องการถูกลงโทษทางวินัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของ ก.ล.ต.มาเป็นเวลานานถึง 10 ปี เสียหายทั้งชื่อเสียง เวลาและเสียค่าใช้จ่ายในการสู้คดี จึงคาดหวังว่าจากนี้ต่อไป กรณีของตน ควรเป็นบทเรียนที่สำคัญของ ก.ล.ต.ที่ต้องกลับไปทบทวนพิจารณาวางบรรทัดฐานใหม่ให้กับหน่วยงานในในการที่จะลงโทษทางวินัยกับบุคลากรภายใต้การกำกับดูแล โดยยึดมั่นกับความโปร่งใส เป็นธรรม และเคร่งครัดกับบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

เปิด Timeline คดีประวัติศาสตร์  ชญานี ชนะ ก.ล.ต



1. ปี 2553 บริษัท investment banking “ OSK” จากมาเลเซียสนใจอยากซื้อบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทย ชญานี โปขันเงิน และชยันต์ อัคราทิตย์ ผู้บริหาร บล. แห่งหนึ่งในขณะนั้น ได้รับการติดต่อจาก ตัวแทน “OSK “ ในไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง เป็น CEO ของ บล.แห่งหนึ่ง ให้ช่วยหา บล.ที่อยากขาย

2. บล. บีฟิท  (BSEC) บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผู้ถือหุ้นใหญ่สนใจที่จะขายหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ และชญานี - ชยันต์ รู้จักผู้ถือหุ้นใหญ่รายนี้

3. ตัวแทน “OSK” ในประเทศ ขอร้องให้ชญานี ชยันต์ ติดต่อผู้ถือหุ้นใหญ่ “BSEC” ให้พบปะพูดคุยทำความรู้จักกับตัวแทน “OSK” ที่มาจากมาเลเซีย

4. มีการนัดพบปะกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง โดยชยันต์ ไม่ได้ไปในวันนั้น การพูดคุยระหว่าง “OSK” และ ”BSEC” เป็นลักษณะการแนะนำตัว และพูดถึงเรื่องการซื้อขาย ในลักษณะทั่วๆไป เพราะ “ BSEC” เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นต้องมีกระบวนการอีกมากมาย และเป็นครั้งเดียวที่ชญานีได้ร่วมพูดคุยกับทั้ง “OSK”และ “BSEC”

5. ปี 2554 “OSK” ก็ได้ซื้อ ”BSEC” เปลี่ยนชื่อเป็น บล. “OSK”

6. ปี 2558 ชญานี -ชยันต์ ได้รับหนังสือจาก ก.ล.ต ขอให้เข้าไปให้ถ้อยคำในฐานะพยาน กรณี insider trading ให้เล่าเหตุการณ์ในวันแรกที่มีการนัดหมายกันระหว่าง “OSK“ กับ “BSEC” ซึ่งทั้งสองก็ให้ความร่วมมือกับ ก.ล.ต. เป็นอย่างดี เล่าเหตุการณ์ไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

7. ปี 2559 ก.ล.ต.ส่งหนังสือกล่าวหาทั้งสองคนว่าให้การบิดเบือนข้อมูลในวันแรกที่ “OSK” และ ”BSEC” พบกันเพื่อช่วยเหลือบุคคลที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษ

8. ทั้งสองคนทำหนังสือชี้แจงว่าให้การตามความจริง ตามความทรงจำที่จำได้เพราะเวลาผ่านมาถึง 5 ปีแล้ว รวมทั้งขอดูพยานหลักฐานที่ ก.ล.ต. อ้างว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ขัดแย้งกับที่ทั้งคู่ให้ถ้อยคำไว้กับ ก.ล.ต.ทั้งขอทราบชื่อคณะกรรมการวินัย ที่จะเป็นผู้พิจารณาทั้งสองคนในกรณีนี้

9. เป็นเวลาหลายเดือนกว่าที่ ก.ล.ต.จะให้ทั้งสองเข้าไปดู พยานหลักฐานที่ ก.ล.ต. อ้างเป็นพยานหลักฐานสำคัญและเมื่อเข้าไปดูพบว่าเป็น คล้ายเศษกระดาษที่การพิมพ์ไม่คมชัดตัวหนังสือเลอะเลือน จนดูไม่ออกว่าเป็นเอกสารจริงหรือปลอม รวมทั้ง ก.ล.ต. ไม่ให้จดบันทึก ถ่ายรูปหรือทำสำเนาของหลักฐานที่ ก.ล.ต. อ้างเป็นหลักฐานสำคัญ


10. ชญานี -ชยันต์ ได้โต้แย้งว่าพยานหลักฐานของ ก.ล.ต ว่า มีลักษณะที่ไม่น่าเชื่อถือขอให้นำส่งพยานหลักฐานที่เป็นไปตาม นิติวิทยาศาสตร์และเนื่องจากโครงสร้างของคณะกรรมการวินัยของ ก.ล.ต. มีที่มาจากบุคคลที่อยู่ในกลุ่มก้อนเดียวกัน โดยมาจากสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมนักลงทุนไทย บางคนอาจเป็นกรรมการของคณะกรรมการกำกับตลาดทุนของ ก.ล.ต. ซึ่งก็หมายถึง เป็นบุคลากรของ ก.ล.ต. จึงคล้ายว่า ก.ล.ต. ชงเองเล่นเอง และมีทั้งที่เป็นผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การควบคุมของ ก.ล.ต. และอาจเป็นคู่ขัดแย้งกันมาก่อน ทั้งคู่จึงขอคัดค้านคณะกรรมการทั้งคณะ เพราะ ก.ล.ต. ไม่ยอมส่งรายชื่อกรรมการเพื่อให้ตรวจสอบดูว่ามีใครบ้างที่อาจเป็นคู่ขัดแย้ง หรืออาจไม่เป็นกลาง ตามที่กฏหมายกำหนดให้ทำ


11. สิงหาคม 2560 ก.ล.ต.ได้ส่งหนังสือแจ้งการลงโทษมายังทั้งสองคน โดยให้พักการปฏิบัติหน้าที่เป็นบุคลากรในตลาดทุนเป็นเวลาหนึ่งปี


12. ชญานี ชยันต์ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษของ ก.ล.ต. เพราะพิจารณาว่า เป็นการตัดสินลงโทษโดยที่ทั้งสองคนไม่ได้เห็นพยานหลักฐานที่ใช้เพื่อกล่าวโทษเพียงพอ และคณะกรรมการวินัยที่เป็นผู้ตัดสินน่าจะไม่เป็นกลาง


13. หลักฐานที่ ก.ล.ต.ส่งเข้าไปยังศาล อ้างว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ใช้ลงโทษคืออีเมลพูดคุยกันของบุคคล 2 คน แล้วส่งต่อมายังชยันต์ จากบุคคลใดก็ไม่สามารถทราบได้เพราะ ก.ล.ต.ปกปิดชื่อผู้รับผู้ส่ง แต่ภายหลังชยันต์ ได้ทำการตรวจสอบการขอใช้บริการตาม email address ที่ ก.ล.ต.อ้างว่าเป็นของชยันต์ พบว่า ผู้ให้บริการ email address ดังกล่าว ยืนยันว่า ณ เวลา ที่ ก.ล.ต.อ้างว่าชยันต์ ได้รับอีเมลนั้น ชยันต์ ยังไม่ได้เปิดใช้บริการกับผู้ให้บริการตาม email address ดังกล่าว

14. ชญานี- ชยันต์ ร้องต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ให้เปิดเผยชื่อผู้จัดทำอีเมลที่ส่งต่อให้กับชยันต์ แต่ ก.ล.ต. คัดค้าน อ้างว่าอาจจะเป็นอันตรายกับชีวิตของผู้จัดทำอีเมลคนนั้น

15.ชญานี- ชยันต์ ฟ้องเลขาธิการ ก.ล.ต.ในขณะนั้น เป็นคดีอาญาตามมาตรา 157 แต่ศาลพิพากษาว่าการลงนามในหนังสือคำสั่งลงโทษของเลขาธิการ ก.ล.ต. เป็นการลงนามในฐานะงานธุรการ

16.ก.ล.ต. ส่งหลักฐานที่เป็นอีเมลที่อ้างเป็นหลักฐานสำคัญเข้าศาล ชญานี ชยันต์ ให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน IT forensics ตรวจสอบ และได้ให้ความเห็นว่า หลักฐานไม่น่าเชื่อถือ เพราะบาง email address ยังไม่เคยถูกเปิดใช้ และการจัดเก็บพยานหลักฐานทางดิจิตัลไม่ได้มาตรฐานสากล เป็นต้น

17. วันที่ 31 มีนาคม 2563 ศาลปกครองกลางพิพากษาให้ ก.ล.ต.เพิกถอนคำสั่งการลงโทษทั้งสองคน เนื่องจากพิจารณาว่าเป็นคำสั่งลงโทษที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

18.ทั้งสองคนได้ส่งหนังสือให้ ก.ล.ต. ลบการโฆษณาคำสั่งลงโทษ ออกจากเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. แต่ ก.ล.ต. ยืนยันว่า ตนได้ยื่นอุทธรณ์กับศาลปกครองสูงสุด ทำให้คำสั่งลงโทษยังมีผลอยู่

--- ชยันต์ ฟ้องดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานเพื่อดำเนินคดีกับผู้จัดทำพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่กระบวนการ การดำเนินคดีเป็นไปโดยล่าช้า และท้ายสุดอัยการสั่งไม่ฟ้อง และคดีหมดอายุความ จนชยันต์ไม่สามารถฟ้องร้องเองโดยตรงได้

19. ชญานี- ชยันต์ ฟ้องศาลแพ่งเรียกค่าเสียหายจาก คณะกรรมการวินัย ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการพิจารณาพยานหลักฐานว่า เป็นหลักฐานที่เป็นจริงและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่เนื่องจาก การฟ้องร้องดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายนี้ต้องฟ้องกับหน่วยงานรัฐภายในหนึ่งปี และขาดอายุความไปแล้ว

20.   ปัจจุบัน ยังมีข่าวการลงโทษชยันต์ ชญานี ในเว็บไซต์ ก.ล.ต.แต่มีการเปลี่ยนชื่อ เป็น นาย ก.นาง ข. แต่สามารถค้นหาได้โดยง่ายว่า นาย ก. และนาง ข. เป็นใคร แต่ชญานี ชยันต์ เชื่อว่า กรณีของทั้งสองจะสร้างมาตราฐานใหม่ ทำให้กระบวนการต่างๆของ ก.ล.ต. มีความโปร่งใส เป็นธรรม และคำนึงถึงสิทธิพื้นฐานของบุคคล ไม่ลุแก่อำนาจ ซึ่งจะทำให้การเป็นหน่วยงานกำกับดูแลของ ก.ล.ต.ได้รับความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

21. จนถึงปัจจุบัน ชญานี ชยันต์ ยังไม่เคยได้รับคำขอโทษใด ๆ ทั้งสิ้นจาก ก.ล.ต. เยี่ยงผู้สำนึกในการกระทำผิด ทั้งที่คดีของชญานีถึงที่สุดแล้วว่า ก.ล.ต. ได้สั่งลงโทษบุคคล โดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย

22. ยังมีคดีสืบเนื่องในกรณีนี้คงค้างอยู่ แต่ชยันต์ ชญานี เชื่อว่า ทั้งคู่บรรลุผลในการสร้างมาตรฐานที่สูงขึ้น ให้กับหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศแล้ว และยินดีที่จะให้คำปรึกษากับทุกคน ที่ถูกกลั่นแกล้งรังแกอย่างที่ทั้งสองคน ประสบมาแล้ว

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้