แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตแนวโน้มตลาดหุ้นโลก
ตลาดหุ้นโลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องประเมิน reward to risk ระยะสั้นอย่างระมัดระวังมากขึ้น หลัง MSCI Developed Markets และ MSCI Emerging Markets ปรับตัวขึ้นแรงราว 16% และ 24% ตามลำดับในช่วง 12 สัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของนักลงทุนจากโหมด defensive สู่ risk-on โดยได้แรงหนุนจากความกังวลต่อสงครามในตะวันออกกลางที่ไม่ลุกลามจนกระทบแนวโน้มกำไรอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นในอัตราเร่งสูงทำให้ upside ระยะสั้นเริ่มจำกัดลง เพราะราคาที่ปรับตัวขึ้นแรงได้ดัน positioning ของนักลงทุนเข้าสู่ภาวะตึงตัวมากขึ้น
สภาวะความตึงตัวดังกล่าวสะท้อนออกมาให้เห็นผ่าน BLS Position Tracker Indicator ของตลาดหุ้น DM และ EM ซึ่งการที่เครื่องชี้วัด positioning ของทั้งสองตลาดเคลื่อนไหวเข้าสู่จุดตึงตัวในเวลาใกล้เคียงกันนั้น แสดงให้เห็นถึงการ re-risking ใน global portfolio แต่จุดที่นักลงทุนจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษคือการที่ positioning อยู่ในระดับสูงดังกล่าว ก็มักส่งผลให้ตลาดมีความเปราะบางต่อข่าวลบได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะเมื่อนักลงทุนส่วนใหญ่กลับเข้ามาเพิ่มน้ำหนักหุ้นในระดับสูงแล้ว แรงซื้อส่วนเพิ่มที่จะเข้ามาช่วยผลักดันให้ตลาดเดินหน้าต่อย่อมลดน้อยถอยลง
แนวโน้มความตึงตัวนี้สอดคล้องกับข้อมูลจาก GS Prime Services ที่ช่วยยืนยันภาพรวมดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดย net exposure ของ hedge fund ได้ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี หลังจากเพิ่มขึ้นถึง 6.2 จุด ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นภายในกรอบ 4 สัปดาห์ที่มากที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน แม้ gross exposure จะปรับลดลงบ้างในเดือนมิถุนายน แต่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์หรือคิดเป็น percentile ที่ 98 เมื่อเทียบกับข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี
ภาพดังกล่าวนี้บ่งชี้ว่า hedge fund ไม่ได้อยู่ในภาวะ underinvested แต่อยู่ในสถานะที่มี risk exposure ในระดับที่สูงพอสมควรแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลจาก JPM Prime Intelligence ยังช่วยยืนยันภาพความตึงตัวของ leverage โดย gross leverage ของ hedge fund ในกลุ่ม all strategies พุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 361.1% ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 10.0% ในสัปดาห์ล่าสุด และแตะระดับ percentile ที่ 100 ทั้งในกรอบเวลา 12 เดือน 3 ปี และ 5 ปี กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ gross leverage ของ hedge fund ในปัจจุบันได้สร้างสถิติสูงสุดเมื่อเทียบกับข้อมูลในอดีตหลายกรอบเวลา
ลักษณะโครงสร้างตลาดเช่นนี้มีโอกาสทำให้เกิดความผันผวนเพิ่มขึ้น เนื่องจาก gross leverage ที่อยู่ในระดับ 100th percentile หมายความว่าตลาดจะมีความอ่อนไหวต่อการปรับลดความเสี่ยงมากกว่าปกติ หากมีเหตุการณ์ใดก็ตามที่เข้ามากระทบจนทำให้ hedge fund จำเป็นต้องลด gross exposure ลง ไม่ว่าจะเป็นการดีดตัวขึ้นของ bond yield หรือความผิดหวังจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งการลด leverage ในภาวะที่ gross exposure สูงมากเช่นนี้มักจะไม่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะเมื่อหลายกลยุทธ์ถือครอง position หนาแน่นพร้อมกัน การปรับลดความเสี่ยงของผู้เล่นรายหนึ่งก็อาจส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์อย่างรุนแรง จนกลายเป็นการบังคับให้ผู้เล่นรายอื่นต้องลดความเสี่ยงตามมา และภายใต้สภาวะนี้เองที่ทำให้ตลาดหุ้นโลกมีความเปราะบางจากการที่โครงสร้าง positioning และ leverage มีความตึงตัวมากขึ้น
นอกจากนี้ เมื่อหันมาพิจารณาภาพ sentiment indicator ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะพบว่าแม้จะมีการปรับตัวดีขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่คุณภาพของการฟื้นตัวในครั้งนี้ยังถือว่าไม่แข็งแรงเท่าใดนัก เนื่องจาก stock price breadth ยังไม่ได้ให้ภาพที่สอดคล้องกับ CNN Fear & Greed Index โดยดัชนี McClellan Volume Summation Index ยังคงมีทิศทางปรับตัวลดลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแรงซื้อและการกระจายตัวของหุ้นที่ฟื้นตัวรอบนี้ยังอยู่ในระดับที่ไม่ดีพอ การที่ดัชนีหลักสามารถปรับตัวขึ้นได้ในขณะที่ breadth อ่อนแอลง มักเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดกำลังพึ่งพาแรงซื้อที่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในหุ้นขนาดใหญ่บางกลุ่ม ซึ่งความแตกต่างระหว่างดัชนีกับ breadth เป็นจุดที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากตลาดที่มี breadth แข็งแรงมักจะมีความยืดหยุ่นและทนทานต่อข่าวลบได้ดีกว่า จากการที่มีหุ้นจำนวนมากคอยช่วยพยุงดัชนีเอาไว้ ในทางกลับกัน ตลาดที่ดัชนีขึ้นโดย breadth อ่อนแอจะมีความเปราะบางสูงกว่า เพราะหากหุ้นกลุ่มนำเริ่มเผชิญกับแรงขายทำกำไร ดัชนีโดยรวมก็จะไม่เหลือแรงรองรับจากหุ้นอื่นๆ คอยช่วยพยุงไว้
ด้วยเหตุนี้ ภาพรวมของตลาดหุ้นโลกและตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในระยะสั้นจึงตกอยู่ในภาวะที่ momentum ยังคงเป็นบวกแต่แฝงไว้ด้วยความเปราะบางที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเพิ่มโอกาสให้ตลาดเข้าสู่ช่วงพักฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมี negative catalyst เข้ามาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
ปัจจัยลบแรกที่ต้องติดตามคือการเข้าสู่ earnings season ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งตามปกติแล้วจะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดทำการปรับความคาดหวังต่อกำไรของบริษัท แต่ในรอบนี้ความสำคัญของผลประกอบการจะสูงกว่าปกติ เนื่องจาก positioning ของนักลงทุนอยู่ในระดับตึงตัวอยู่แล้ว เมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงก่อนการประกาศงบ ความคาดหวังของตลาดจึงถูกดึงขึ้นไปล่วงหน้า ส่งผลให้ margin for error ลดน้อยลงอย่างมาก จนทำให้บริษัทที่รายงานผลกำไรเพียงแค่เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์อาจถูกขายทำกำไรจากการที่ราคาได้สะท้อนความคาดหวังไปหมดแล้ว
ขณะที่บริษัทที่รายงานต่ำกว่าคาดเพียงเล็กน้อย หรือมีการให้ guidance ที่ระมัดระวังมากขึ้น ก็อาจเผชิญกับแรงขายที่รุนแรงกว่าปกติ ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้มีความคล้ายคลึงกับ earnings season ในช่วงสองไตรมาสที่ผ่านมา ที่ตลาดจะลงโทษหุ้นที่ไม่สามารถส่งมอบผลประกอบการได้ดีกว่าคาดไว้อย่างชัดเจน แม้ว่าตัวเลขโดยรวมอาจไม่ได้แย่ในเชิง absolute ก็ตาม สิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญจึงไม่ใช่เพียงแค่กำไรออกมาดีหรือไม่ดี แต่เป็นกำไรดีพอเมื่อเทียบกับความคาดหวังที่ถูกสะท้อนในราคาแล้วหรือไม่ ยิ่ง positioning ตึงตัวมากเท่าไร ความไวของราคาหุ้นต่อความผิดหวังที่มีต่อผลประกอบการ ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ดังนั้น เดือนกรกฎาคมจึงอาจเป็นช่วงเวลาที่ความผันผวนของตลาดเพิ่มขึ้นจากการที่นักลงทุนใช้ผลประกอบการเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจว่าจะถือ risk exposure ต่อไปหรือจะเริ่มลดความเสี่ยงหลังจากตลาดปรับตัวขึ้นแรง
ปัจจัยลบประการที่สองคือ แนวโน้มการเพิ่มทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ยอดการระดมทุนในรูปแบบ Non-IPO Equity Issuance สูงถึงราว 8.82 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งปริมาณอุปทานหุ้นใหม่ที่ทยอยเข้าสู่ตลาดนี้ จะเข้ามาดูดซับสภาพคล่องและสร้างแรงกดดันต่อภาพรวม ยิ่งไปกว่านั้น หากการเพิ่มทุนยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูกาลประกาศผลประกอบการ ประกอบกับบริษัทต่างๆ ให้แนวโน้ม guidance ที่ไม่แข็งแกร่งพอ ก็อาจกลายเป็นแรงกดดันซ้ำเติมหุ้นที่มี valuation สูง เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้มีความอ่อนไหวต่อทั้งความเสี่ยงจากการลดสัดส่วนผู้ถือหุ้น (Dilution Risk) และความเสี่ยงจากอัตราคิดลด (Discount Rate Risk) มากกว่าภาพรวมของตลาด
ในส่วนของปัจจัยลบประการที่สามคือ ทิศทางนโยบายการเงินของ Fed หลังจากการประชุมเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งได้ส่งสัญญาณปรับลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยในปีนี้ลง โดยผลการประชุมในรอบนี้สะท้อนภาพของ hawkish hold มากกว่าการคงดอกเบี้ยตามปกติ เนื่องจาก Fed ไม่ได้เพียงแค่คงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่านั้น แต่ยังมีการปรับเส้นทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นการสื่อสารให้ตลาดรับรู้ว่า Fed ยังไม่พร้อมที่จะเปิดทางให้ easing cycle เดินหน้าได้อย่างราบรื่น จนกว่าจะเห็นหลักฐานที่แน่ชัดว่าเงินเฟ้อกำลังชะลอตัวกลับเข้าสู่แนวโน้มที่ควบคุมได้อย่างยั่งยืน ประกอบกับการที่ประธาน Fed คนใหม่เลือกใช้กรอบการสื่อสารที่สั้นและกระชับโดยไม่ให้คำมั่นสัญญาต่อเส้นทางนโยบายในอนาคตมากจนเกินไป ส่งผลให้ตลาดไม่สามารถยึด forward guidance เป็นหลักในการประเมินทิศทางดอกเบี้ยได้เหมือนเช่นเคย และต้องกลับมาให้ความสำคัญกับข้อมูลเศรษฐกิจรายเดือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะข้อมูลเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤษภาคมที่มีกำหนดประกาศในวันที่ 26 มิถุนายนนี้ ซึ่งหากตัวเลขดังกล่าวออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ได้ชะลอตัวลงมากพอที่จะสนับสนุนมุมมองการลดดอกเบี้ย bond yield ก็อาจปรับตัวขึ้นและสร้างแรงกดดันต่อเนื่องไปยังหุ้น growth ในระยะสั้น
โดยสรุปแล้ว ตลาดหุ้นโลกในปัจจุบันยังไม่ได้สูญเสียภาพของ risk-on ไปเสียทีเดียว เพียงแต่สัญญาณในระยะสั้นเริ่มบ่งชี้และแจ้งเตือนว่าความเสี่ยงของการพักฐานได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากดัชนี MSCI DM และ EM ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วง 12 สัปดาห์ที่ผ่านมา จนส่งผลให้สถานะการลงทุนเข้าสู่โซนตึงตัวพร้อมกันทั้งสองดัชนี ในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เองก็เผชิญกับความเสี่ยงจาก stock price breadth ที่อ่อนแอ ภายใต้สภาวะแวดล้อมเช่นนี้ BLS Wealth จึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยลดพอร์ตการลงทุน เพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงโอกาสในการปรับฐานของตลาดหุ้นโลกที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้
สรุปภาพตลาดวานนี้ ศุกร์ที่แล้วหุ้นไทยบวกก่อน แล้วไหลลงมาลบ โดยเกิดจากแรงขาย DELTA (เราตรวจสอบแล้วออกคำเตือนไปว่ากำไรอาจจะลดลง QoQ ไม่ทำ High ต่อ เพราะปัญหาความช้าในฝั่ง Supply ซึ่งจริงๆ เป็นปัญหาระยะสั้น เพราะ Demand ยังดี) นอกจากนั้น ก็มีแรงขายทำกำไรหุ้นแบงค์บางกลุ่มออกมาเล็กน้อย ในทางตรงข้าม หุ้นบวกเด่น PTTGC SCGP COM7 STECON CENTEL เป็นต้น
แนวโน้มตลาดวันนี้ แกะเส้นเงินโรบอทเทรด
กำลังจะหมดครึ่งปีแรก ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวให้ผลตอบแทนเฉลี่ยครึ่งปีแรกประมาณ 26% และปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นเท่าตัวเทียบปีก่อนๆ เป็น 64,652 ล้านบาทต่อวัน...
จากสัญญาณเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย ในแง่ของ ข่าวดีการเมืองในประเทศหลังเลือกตั้งเป็นต้นมารัฐบาลสามารถผลักดันงบลงทุนได้ตามเป้าหมาย และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ (FDI), ปัญหาตะวันออกกลาง-สงคราม สหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ผ่านจุดที่ตึงเครียดที่สุดไปแล้ว และ ปัจจัยพื้นฐานกำไร บจ.ในประเทศที่ดีขึ้นตามลำดับ
แต่ถ้าเราไล่ดูผลตอบแทนรายกลุ่มอุตสาหกรรมที่หมุนขึ้น จาดภาวะ SECTOR ROTATION นำพาตลาดหุ้นไทยขึ้นมาในรอบนี้ เริ่มมีการสลับหน้าหุ้นมาเล่นหุ้นล่าง เป็นพักๆ
และเมื่อเราแกะรอยเม็ดเงินลงทุนหุ้นไทยที่ไหลผ่าน โปรแกรมเทรด หรือ HFT มาตั้งแต่ต้นปี ซึ่งมีสัดส่วนเฉลี่ยประมาณ 45% ของปริมาณการซื้อขายในแต่ละวัน เราไม่อาจ-ปฏิเสธได้เลยว่า เม็ดเงินเปลี่ยนจากการไล่ขายหุ้นไทย มาเป็นการไล่ราคาซื้อหุ้นไทย
โดยหุ้นที่ติดโปรแกรมเทรดนี้ในปริมาณการซื้อขายที่สม่ำเสมอจะวนหุ้นไม่เกิน 15 ตัวที่มีอิทธิพลต่อดัชนีหุ้นไทยค่อนข้างสูง เช่น DELTA GULF AOT ฯลฯ ซึ่งในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มเห็นแรงซื้อแบบไล่ราคาจาก HFT หุ้นบางตัวกำลังลดลงอย่างเห็นได้ชัด “ทั้งนี้เราคาดแนวโน้มของผู้เล่นรายใหญ่ HFT ยังเล่นฝั่งซื้อหุ้นไทยต่อ โดยคาดว่าจะสลับหมุนมาหาตัวใหม่ ที่ราคาอยู่ล่าง”
เพราะ (1) ยังไม่มีตลาดหุ้นไหนในภูมิภาคอาเซียนที่เล่นแล้วได้กำไรดีแบบหุ้นไทย ภาพตรงข้ามกับเมื่อ 1-3 ปีที่ผ่านมาซึ่งตลาดหุ้นไทยถูกทำกำไรจากการเล่นขาลง แต่ตอนนี้บทบาทผลตอบแทนหุ้นไทยเปลี่ยนไป และอาจรองรับเม็ดเงินจากฝั่งตลาดพัฒนา (DM) ได้อีก หากตลาด DM เพลี่ยงพล้ำ (2) การงัด(ซื้อ)หุ้นล่างที่พื้นฐานกำลังเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น บีบให้ขา Short sell ต้องซื้อคืน-กลายเป็นตัวเร่งสร้างผลตอบแทน แบบเบิ้ลๆ
โดยรายชื่อหุ้นที่ราคาอยู่ล่าง และติดโผ HFT เทรดในช่วงหลังเริ่มมีหน้าหุ้นชุดใหม่ (คล้ายกับตอนที่ HANA KCE CCET ฯลฯ เริ่มติดโผ) เราแนะนำ ทยอยเก็บหุ้นบางตัวที่เราแนะเล่นดัก Flow rotation บวกกับมุมมองเราที่ประเมินแนวโน้มปัจจัยหนุนเฉพาะตัว (Bottom up strategy) ซึ่งคาดว่าหุ้นนั้นมีโอกาสจะจุดกระแสติด...เช่น BH SCGP BGRIM CPALL CBG OSP SAWAD (หุ้นบางตัวเราขอติดตามโมเมนตั้มไปอีกสักระยะ)
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: แม้ดัชนีจะมีการเหวี่ยงหลุดโซนรับระยะสั้นระหว่างวันแต่สุดท้ายยังสามารถประคองตัวปิดเหนือแนวรับสำคัญได้ บ่งบอกถึงแรงรับซื้อคืนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง!
Elliott Wave: คลื่น 5 จุดสังเกตสำคัญคือต้องสร้าง Higher High เหนือบริเวณ 1,607 จุด เพื่อรักษาโครงสร้างขาขึ้นไม่ให้เสียทรง
MACD: แม้จะยังอยู่ใต้เส้น Signal แต่เริ่มเห็นการหดตัวของ Histogram ในเชิงลบ ซึ่งเป็นสัญญาณแรกเริ่มของการชะลอแรงขาย
แนวรับสำคัญ: 1,560 จุด (เส้น EMA 10 & 25 วัน) ห้ามหลุดเพื่อรักษาโครงสร้างการกลับตัว
แนวต้านปลดล็อก: โซนจิตวิทยา & high เดิม หากทะลุผ่านด่านย่อยนี้ได้ Upside จะเปิดกว้างทันที
กลยุทธ์: " ภายใต้สภาวะที่ตลาดผันผวนแบบนี้ การไล่ราคาถือเป็นความเสี่ยงสูงและใช้แผน Buy on Dip (ซื้อเมื่ออ่อนตัว) ในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวรองรับ
Note: DELTA “signal alert” หลุดเส้นค่าเฉลี่ย EMA (25) วัน 340 บ. ภาพรวมดูไม่สู้ดี! เนื่องจากพฤติกรรมในอดีตของ DELTA ไม่เคยลงต่ำกว่าโซนนี้มาสักพักใหญ่ๆ การหลุดด่านนี้จึงเป็นสัญญาณแจ้งเตือนให้ฝั่งซื้อต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ! (อ่านต่อหน้า 14)
What to watch
ทางการสหรัฐฯ ได้ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่าอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยกองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่าเรือพาณิชย์ยังคงเดินเรือผ่านน่านน้ำดังกล่าวได้ตามปกติ ขณะที่คณะผู้แทนเจรจาจากสหรัฐฯ และอิหร่าน เตรียมเปิดฉากโต๊ะเจรจาสันติภาพที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ประชุม กนง.24 มิ.ย. คาดคงดอกเบี้ย 1%
ธนาคารกลางรัสเซียประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 14.25% โดยระบุถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่ผ่อนคลายลง
หุ้นแนะนำวันนี้
CPALL หุ้น Laggard สุดในกลุ่มเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศ
แนวรับ 45.75 ต้าน 47/48 Stop loss 45
Alpha Pulse
Selective Plays ในภาวะตลาดผันผวนในกรอบแคบ | สะสมกลุ่มธนาคารรับปันผลสูง-ธุรกิจ Wealth โต / เก็งกำไรกลุ่มโรงไฟฟ้า
แม้ SET ยังแกว่งตัวในกรอบ 1,550-1,620 จุด (Bull case target) แต่การคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มกลับมาเป็นแรงหนุนสำคัญต่อสินทรัพย์เสี่ยง (De-escalation Trade) หลังความกังวลด้านอุปทานพลังงานลดลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและค่าระวางเรือทยอยอ่อนตัวลง ขณะที่แรงซื้อมีแนวโน้มหมุนจากหุ้นที่ปรับขึ้นแรงไปสู่กลุ่ม Laggards และหุ้นปันผลสูงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เรามองว่า Upside ของตลาดยังถูกจำกัดจากภาพเศรษฐกิจครึ่งปีหลังที่มีลักษณะ "เงินเฟ้อสูงขึ้น แต่การเติบโตชะลอลง" (Higher Inflation, Slower Growth) โดยนักเศรษฐศาสตร์ของเราคาดเงินเฟ้อปี 2026 ที่ 2.9% เทียบกับ -0.1% ในปีก่อน ขณะที่ราคาดีเซลยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับ 35-40 บาท/ลิตร ซึ่งสูงกว่าระดับเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มส่งผ่านสู่ต้นทุนสินค้าและบริการมากขึ้น
ภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าว เราชอบ กลุ่มธนาคาร มากที่สุด โดยมองว่าการกดดัน NIM ใกล้ผ่านจุดต่ำสุดใน 2Q26 แล้ว ขณะที่แรงหนุนใหม่กำลังมาจากธุรกิจ Wealth Management หลัง AUM ของบลจ.ในกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.6% QTD และ 12.6% YoY ในช่วง เม.ย.-พ.ค. สะท้อนเม็ดเงินลงทุนที่ยังไหลเข้าสินทรัพย์ทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทยอยสะท้อนเป็นรายได้ค่าธรรมเนียมในช่วงครึ่งหลังของปี โดยหุ้นเด่นยังเป็น KTB, KBANK และ SCB
อีกกลุ่มที่น่าสนใจสำหรับการเก็งกำไร คือ กลุ่มโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะ SPP ที่จะได้ประโยชน์จากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เริ่มผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ขณะที่ Theme การเติบโตระยะยาวจาก Data Center และ AI Infrastructure ยังหนุนความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ ความคืบหน้าของ PDP2026 และ Direct PPA ที่จะมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี อาจกลายเป็น Catalyst รอบใหม่ของกลุ่ม โดย GULF, GPSC และ BGRIM เป็นตัวเลือกสำหรับการเก็งกำไรตามธีมข้างต้น
Bank Sector
สินเชื่อยังทรงๆ แต่กำไรจะโต
ภาพรวมสินเชื่อกลุ่มธนาคาร ณ สิ้นเดือนพ.ค. 2026 อยู่ที่ 10.8 ล้านล้านบาท ทรงตัว MoM โดยธนาคารที่รายงานสินเชื่อเติบโต MoM นำโดย KBANK, KKP, และ TISCO โดยมีปัจจัยหนุนหลักๆมาจากสินเชื่อองค์กร อย่างไรก็ตาม เราเห็นสินเชื่อของ KTB, SCB, BBL, และ TTB ปรับลดลง MoM
ทั้งนี้ เราคาดว่าสินเชื่อในเดือนมิ.ย. จะทรงตัว MoM เนื่องจากเราประเมินว่าธนาคารจะเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ เพราะเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า โดยเราคาดว่าสินเชื่อของกลุ่มธนาคารจะเติบโตได้ใน 4Q26 จากการเข้าช่วงเทศกาลวันหยุดยาว หนุนความต้องการใช้สินเชื่อสำหรับเงินทุนหมุนเวียนและสินเชื่อรายย่อยเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจุบันเราเห็น scope for upside สำหรับสินเชื่อปีนี้ของกลุ่มธนาคารที่เราศึกษาราว 1-2% เพราะเราเห็น scope for upside ของสินเชื่อจาก KBANK และ KKP ราว 1-3% ในทางกลับกัน เราเห็น downside risk ราว 1-2% สำหรับสินเชื่อปีนี้ของ TTB ขณะที่สินเชื่อของ BBL, KTB, SCB, and TISCO ยังเป็นไปตามประมาณการของเรา
ทั้งนี้ จากการคำนวณของเราในเบื้องต้น คาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารสำหรับเดือนเม.ย.และพ.ค. 26 จะอยู่ที่ราว 4.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% YoY และ 28% QoQ โดยธนาคารที่จะรายงานกำไรเติบโต YoY นำโดย KBANK, TTB, TISCO, KTB, SCB และ KKP โดยมีเพียง BBL ที่เราคาดว่าจะรายงานกำไรลดลง YoY ในเดือนเม.ย.และ พ.ค. ปีนี้
และจากการศึกษาข้อมูลในอดีตของทีม wealth research พบว่าหุ้นกลุ่มธนาคารมักให้ผลตอบแทนเป็นบวกในเดือนก.ค.และส.ค. ก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD
Construction Sector
ไม่ไล่ราคา แต่รอจังหวะเข้าใหม่หลังย่อได้
หลังจากจุดกระแสหุ้นรับเหมาฯ กลับมาเมื่อ 17 มี.ค. และ ปรับเพิ่มอีกครั้งล่าสุดปลาย พ.ค. เราเห็น Upgrade flow ตลาดตามมาเรื่อยๆ ล่าสุด STECON และ CK ให้ผลตอบแทน 62% และ 33% แต่วันนี้ เหตุอุโมงค์ดอยหลวงจะกดดัน Sentiment กลุ่ม CK/STECON ในระยะสั้น แต่เราให้น้ำหนักว่าเป็นความเสี่ยงเฉพาะจุดมากกว่าโครงสร้างของอุโมงค์ โดยข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่าเหตุเกิดในช่วงงาน Waterproofing และ Protection ภายในอุโมงค์ ขณะที่ รฟท. สั่งหยุดงานเฉพาะพื้นที่เกิดเหตุเพียง 2 วัน ทำให้ยังไม่ปรับประมาณการหลัก และใช้ sensitivity เพื่อประเมิน downside แทน โดย Low และ base case หากซ่อมเฉพาะจุดและมีประกันรองรับ ยังไม่น่ากระทบกำไรอย่างมีนัยฯ ส่วนกรณีเลวร้ายที่อาจกระทบกำไรเกิน 15% และ de-rate valuation จะเกิดขึ้นเมื่อความเสียหายลามเกินจุดเกิดเหตุ จนต้อง rework/redesign และกระทบ timeline และคาดถัดไปจะมีการชี้แจงความคืบหน้าเรื่องประกันภัยเข้ามาช่วยรองรับเพิ่มเติม รวมถึงการประเมินผลกระทบจริง
หากราคาหุ้นจะปรับฐาน 7-10% จากแรงขายระยะสั้น มองเป็นจังหวะสะสมมากกว่าจุดเริ่มต้นของขาลง ซึ่งอ้างอิงจากกรณีหลุมยุบสามเสนในปี 2025 ที่ดูรุนแรงกว่า และราคาหุ้น CK/STECON เคยปรับลง 10-15% จากจุดสูงก่อนเกิดเหตุจนถึงต่ำสุด ก่อนฟื้นตัวหลังตลาดเห็นขอบเขตความเสียหายที่ชัดเจนขึ้น
หลัง Overhang คลี่คลาย ตลาดจะกลับมาโฟกัสที่การเปิดประมูลงานใหม่ในช่วง 6-9 เดือนข้างหน้า ซึ่งความแตกต่างในรอบนี้ คือ ความต่อเนื่อง (หาก Sell-on-fact ก็จะมีแรงซื้อดักโครงการถัดไปต่อ) และมีมูลค่ารวมสูงราว 2-4 แสนล้านบาท ทั้ง Data Center, M5/M9, Double Deck, รถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 2 ซึ่งจะเป็นตัวพิสูจน์ว่าการ Re-rate รอบนี้มีฐานรองรับจาก Backlog รอบใหม่จริงหรือไม่ นอกจากนี้ จะเป็นช่วงที่บริษัททยอยรับรู้รายได้จากงานที่เพิ่มเข้ามาช่วง 1-2 ปีก่อนหน้า ก่อนจะสอดรับกับการเริ่มโครงการที่เพิ่มประมูล ทำให้ตลาดจะเห็นความ “นิ่ง” และผลประกอบการมากกว่าอดีต
สำหรับ STECON จุดเด่นยังอยู่ที่คุณภาพ Backlog ที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะงาน Data Center ซึ่ง GM สูง เริ่มมีบทบาทมากขึ้นทั้งในแง่รายได้และอัตรากำไร จากปัจจุบันคิดเป็น 15% ของ Backlog ขณะที่รายได้จาก Data Center ใน 1Q26 เพิ่มขึ้นเป็น 20-25% ของรายได้แล้ว หากสามารถได้งาน Data Center เพิ่มตามที่คาด สัดส่วนงานกลุ่มนี้อาจเพิ่มเป็นมากกว่า 30% ของ Backlog ซึ่งจะช่วยหนุนทั้งรายได้และอัตรากำไรขั้นต้น นอกจากนี้ ยังเริ่มต่อสู่ธุรกิจสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องกับ Data Center เช่น การขายน้ำ ในขณะที่ CK ยังโดดเด่นในธีม PPP จาก Backlog ระยะยาวและฐานะการเงินที่พร้อมรับงานขนาดใหญ่
Fundamental view: นักลงทุนที่มีต้นทุนต่ำยังแนะนำอดทน Let-profit-run ต่อก่อน ขณะที่หากย่อมาค่อยสะสมรอบใหม่ (ไม่แนะนำไล่ราคา) โดยรอบนี้ เราถือโอกาส Re-rate valuation ขึ้นไประดับกรอบบนของช่วงรัฐบาลเลือกตั้งหลังพ้น คสช. เป็นต้นมา สะท้อนจากเสถียรภาพการเมืองและการผลักดันโครงการลงทุนที่สูงสุดในช่วงดังกล่าวนี้ ราคาเป้าหมายใหม่ STECON ที่ 21 บาท และ CK ที่ 22.7 บาท
Agri & Food & Beverage Sector
TCD Head-up: Super El Niño รอบใหม่ จะเปลี่ยนเกมกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มหรือไม่?
อีกหนึ่ง Session สำคัญในงาน BLS Thai Corporate Day 2026 คือการเชื่อมโยงมุมมองจากภาครัฐและภาคธุรกิจต่อผลกระทบของ El Niño รอบใหม่ ผ่านสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมชลประทาน รวมถึง CPF, ICHI และ OSP ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพทั้งด้านวัตถุดิบ ต้นทุน และกำลังซื้อผู้บริโภค
ปัจจุบันราคาสุกรหน้าฟาร์มเริ่มฟื้นตัวกลับมาที่ 63-65 บาท/กก. จากระดับ 58 บาท/กก. ในช่วงปลายเดือน พ.ค. หลังการเร่งขายสุกรก่อนหน้า ส่งผลให้ปริมาณสุกรในระบบลดลง ขณะที่ NOAA ประเมินโอกาสเกิด El Niño ระดับรุนแรงหรือ Super El Niño ในช่วง ต.ค. 2026-ม.ค. 2027 สูงถึง 62-63% ซึ่งในอดีตมักสัมพันธ์กับการปรับตัวขึ้นของราคาปศุสัตว์ โดยเฉพาะสุกร จากความเสี่ยงด้านภัยแล้งและผลผลิตที่ลดลง
สำหรับนักลงทุน ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ ระดับความรุนแรงของภัยแล้งที่จะกระทบผลผลิตการเกษตรและต้นทุนอาหารสัตว์ ความสามารถของผู้ประกอบการในการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น และผลกระทบต่อธุรกิจเครื่องดื่มที่อาจได้ประโยชน์จากอากาศร้อน แต่ต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนน้ำตาล บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งที่สูงขึ้นเช่นกัน
ใน Session นี้จะช่วยตอบคำถามสำคัญว่า Super El Niño รอบใหม่จะเป็นบวกต่อกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มมากน้อยเพียงใด รวมถึงใครมี Pricing Power และความสามารถบริหารต้นทุนได้ดีกว่าคู่แข่ง ภายใต้โลกที่ร้อนขึ้นและความผันผวนของวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น
TACC
ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์
TCD Head-up: TACC จาก Supplier สู่ Consumer Platform?
เช้าวันนี้เวลา 10.30-11.20 น. BLS Thai Corporate Day จะพาเจาะลึก TACC หนึ่งในหุ้นเครื่องดื่มขนาดเล็กที่กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังรายงานกำไร 1Q26 แข็งแกร่งกว่าคาด โดยรายได้เติบโต 20% YoY สู่ 640 ล้านบาท และกำไรสุทธิเติบโต 36% YoY เป็น 99.7 ล้านบาท ขณะที่ Net Margin ขยับขึ้นเป็น 15.6% จาก 13.7% ในปีก่อน
ประเด็นสำคัญที่น่าติดตาม คือการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจที่พึ่งพา 7-Eleven เป็นหลัก ไปสู่การสร้างช่องทางรายได้ใหม่ผ่านเครือข่ายอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะความร่วมมือกับ PTG ผ่าน Punthai Coffee ซึ่งมีแผนขยายสาขาจากราว 1,350 สาขา ณ สิ้นปี 2024 สู่เป้าหมาย 5,000 สาขาในปี 2027-28 หาก TACC สามารถต่อยอดสินค้าและเครื่องดื่มเข้าสู่เครือข่ายดังกล่าวได้สำเร็จ อาจกลายเป็น Growth Engine ตัวที่สองของบริษัทในอนาคต
อีกประเด็นที่น่าสนใจภายใต้ธีม "The Heat Economy" คือ TACC ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่เชื่อมโยงกับอากาศร้อนโดยตรง ผ่านความต้องการเครื่องดื่มเย็นและสินค้า Refreshment ที่มีแนวโน้มเติบโตตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้นทุนวัตถุดิบสำคัญทั้งน้ำตาล ชา กาแฟ บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่ง ก็มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ทำให้การบริหาร Product Mix และ Margin จะเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรติดตาม
นอกจากนี้ สิ่งที่ตลาดกำลังพยายามหาคำตอบไม่ใช่ว่า 7-Eleven ยังโตได้หรือไม่ แต่คือรายได้จากช่องทางนอก 7-Eleven จะเติบโตเร็วพอที่จะลด Discount จากการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่ได้หรือไม่ ก็จะเป็นประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนี้
สรุปประเด็นจาก Quick take
BDMS
กรุงเทพดุสิตเวชการ
WellEra the next integrated ecosystem
Capex ปรับเพิ่ม 2.35→2.9 หมื่นล้านบาท จากพื้นที่ขยายและต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้น แต่ล็อคสัญญา Thai-Obayashi แล้ว Net D/E คาด 0.1–0.3x
View from fundamental: ไม่กระทบกำไรระยะสั้น กำไรปี 2026E คาด 1.69 หมื่นล้านบาท (+4.2% YoY) โต 3.5%/ปี ในช่วง 2026–28E ด้วย synergy มองเป็น Growth story ระยะยาวมากกว่า
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน