Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เมย์แบงก์ : กลุ่ม Banks หุ้นเด่นยังคงเป็น BBL และ TTB

261

 


Thailand Banks
สรุปความคิดเห็นจากการพบลูกค้าในกัวลาลัมเปอร์และสิงคโปร์

สนใจหุ้นธนาคารไทยเพิ่มขึ้น แต่ยังกังวลผลกระทบจากสงคราม
เราได้พบกับกองทุนต่างชาติ 19 รายในกรุงกัวลาลัมเปอร์และสิงคโปร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยภาพรวม นักลงทุนมีความสนใจต่อตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปลายปี 2568 ที่เราเคยเข้าพบก่อนหน้า นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มทยอยเพิ่มน้ำหนักการลงทุน หลังเห็นผลการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คำถามหลักยังคงมุ่งไปที่ผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น แนวโน้มเศรษฐกิจ และภาคการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ยังมีนักลงทุนบางส่วนที่คงสถานะลงทุนต่ำกว่าตลาด (underweight) ในประเทศไทย จากความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและการเติบโตที่จำกัด สำหรับกลุ่มธนาคาร นักลงทุนให้ความสนใจต่อแนวโน้มการจ่ายเงินปันผล ทั้งในด้านโอกาสการปรับเพิ่ม (upside) และความเสี่ยงขาลง (downside) รวมถึงความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์และผลกระทบต่อกำไรจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง โดยหุ้นเด่นของเรายังคงเป็น BBL และ TTB


แนวโน้ม Credit cost และ opex ลด แต่ชดเชยรายได้ที่อ่อนแอไม่ได้
จากแนวโน้มกำไรของธนาคารขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงความสามารถในการรักษาระดับเงินปันผลในปี 2569 โดยเราประเมินว่ากำไรสุทธิของกลุ่มธนาคารจะหดตัวราว 6% YoY สาเหตุหลักมาจากการลดลงของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และกำไรจากการลงทุน ภายใต้สมมติฐานที่ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวที่ 1.0% ตลอดปี 2569 ในสถานการณ์ดังกล่าว ธนาคารมีแนวโน้มใช้กลยุทธ์บริหารกำไรผ่านการลด credit cost และควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (opex) อย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะยังไม่เพียงพอในการชดเชยการชะลอตัวของรายได้โดยรวมได้อย่างเต็มที่


ประเด็นคำถามและมุมมองรายธนาคาร
นักลงทุนส่วนใหญ่ชอบ KTB มากกว่า BBL เนื่องจากมี ROE สูงกว่า อัตราการจ่ายปันผลสูง และพอร์ตสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยบางส่วนเชื่อว่า KTB สามารถรักษาระดับเงินปันผลในเชิงมูลค่า (absolute dividend) ได้ จากอัตราส่วนเงินกองทุน CET1 ที่สูง (18.4%) สำหรับ BBL นักลงทุนบางส่วนเห็นว่ามีงบดุลแข็งแกร่ง รายได้มีความหลากหลาย และมูลค่าน่าสนใจ แต่จะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเมื่อเห็นแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศทาง ทั้งนี้ นักลงทุนสอบถามเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ของ KBANK ในกลุ่ม SME นโยบายการบริหารเงินกองทุน และโครงสร้างผู้ถือหุ้น สำหรับ SCB มีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านเงินปันผล หากกำไรปรับตัวลดลง ในส่วนของ TTB นักลงทุนคาดว่า ROE จะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 10% หลังสิ้นสุดโครงการซื้อหุ้นคืนในปี 2571 ขณะเดียวกัน นักลงทุนชื่นชอบ KKP จากการบริหารเงินกองทุนเชิงรุก และแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น

 

วิเคราะห์สถานการณ์สงคราม คาดกดดันกำไร
เราได้ทำการวิเคราะห์ 2 กรณี และพบว่าคุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอลงและ credit cost ที่เพิ่มขึ้น มีแนวโน้มส่งผลลบมากกว่าการขยายตัวของส่วนต่างดอกเบี้ย ในกรณีสงครามระยะสั้น คาดว่ากำไรกลุ่มธนาคารจะลดลงประมาณ 1.5% โดยงบดุลที่แข็งแกร่งและ NIM ที่สูงขึ้นช่วยดูดซับผลกระทบบางส่วน และในกรณีสงครามยืดเยื้อ เราคาดว่ากำไรจะลดลงประมาณ 7.0% เนื่องจาก NIM หักด้วย credit cost มีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้ ธนาคารมีแนวโน้มออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ท่ามกลางคุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอ ในด้านบวก ธนาคารไทยได้ใช้เวลาในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาในการปรับปรุงงบดุลให้แข็งแกร่งขึ้น และการเติบโตของสินเชื่อที่ระมัดระวังถือเป็นกลไกป้องกันเชิงโครงสร้างในมุมมองของเรา

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

HotNews: QUICK หุ้น Tech น้องใหม่ ลุย Roadshow 28 ก.ย. นี้

QUICK ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการที่ปรึกษาและติดตั้งระบบดิจิทัลแบบครบวงจร..

ส่งออกโต By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ ดัชนีตลาด พยายามเหนือ 1610 จุด สูงสุด 1,613.45 จุด ให้ได้ แต่เจอแรงขายทำกำไร....

PTG คว้ารางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ระดับดีเด่น ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

PTG คว้ารางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ระดับดีเด่น ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้