Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

27

 

แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ–อิสราเอล และอิหร่าน

กรอบการวิเคราะห์และข้อจำกัดของข้อมูล:
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อประเมินสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น โดยอ้างอิงสถิติการรบ (28 ก.พ. – 9 มี.ค. 2026) และแถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เป็นหลัก เนื่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลสถิติที่เป็นทางการจากอิหร่านในขณะนี้
ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ดังกล่าว “ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความขัดแย้ง” และผู้ลงทุนควรใช้ความระมัดระวังในการตีความข้อมูลจากรายงานนี้ที่อาจมีความคลาดเคลื่อนตามสภาวะสงคราม


ภาพรวมสถานการณ์:
ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งเริ่มต้นจากการเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 กำลังเดินเข้าสู่ช่วงสำคัญของวัฏจักรความขัดแย้งข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และการแถลงของพลเอก Dan Caine ประธานคณะเสนาธิการร่วม ระบุว่าอัตราการโจมตีของอิหร่านลดลงอย่างมีนัยสำคัญจนเหลือไม่ถึง 10% ของระดับในวันแรกของสงคราม
พัฒนาการดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ว่า ความขัดแย้งกำลังเคลื่อนเข้าสู่ช่วง De-escalation แล้วหรือไม่ และเหตุใดศักยภาพการโจมตีของอิหร่านจึงลดลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์


โครงสร้างของการลดลงของการโจมตี
การติดตามข้อมูลการยิงรายวันซึ่งเป็นข้อมูลจากฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในโครงสร้างของการปฏิบัติการทางทหาร ในวันแรกของความขัดแย้ง อิหร่านยิงขีปนาวุธทิ้งตัวประมาณ 480 ลูก พร้อมกับโดรนโจมตีแบบพลีชีพมากกว่า 720 ลำ อย่างไรก็ตาม ภายในวันที่ 9 จำนวนดังกล่าวลดลงเหลือเพียงประมาณ 40 ลูก และ 60 ลำตามลำดับ
การลดลงมากกว่า 90% ในช่วงเวลาสั้นเช่นนี้สามารถอธิบายได้ผ่านสองสมมติฐานหลัก ซึ่งสะท้อนความเป็นไปได้ที่แตกต่างกันในเชิงยุทธศาสตร์
สมมติฐานแรกคือการเสื่อมสภาพของโครงสร้างพื้นฐานทางการทหาร หากพิจารณาจากข้อมูลการโจมตีของฝ่ายพันธมิตร พบว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านมากกว่า 3,000 จุด โดยเน้นการทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นคอขวดของการปฏิบัติการ
แท่นยิงเคลื่อนที่จำนวนมากถูกทำลายไปแล้วราว 60–75% ซึ่งหมายความว่าแม้อิหร่านจะยังมีขีปนาวุธอยู่ในคลัง แต่ความสามารถในการปล่อยอาวุธขึ้นสู่ท้องฟ้าถูกจำกัดอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน ระบบสนับสนุนการปฏิบัติการ เช่น ยานพาหนะขนส่ง สถานีควบคุมภาคพื้นดิน และระบบบัญชาการควบคุม (Command and Control) ก็ได้รับความเสียหายจำนวนมาก ส่งผลให้ความสามารถในการดำเนินการโจมตีแบบฝูงบินขนาดใหญ่ลดลงอย่างชัดเจน
สมมติฐานที่สองคือการปรับยุทธศาสตร์เพื่อรักษาทรัพยากร ในกรณีนี้ อิหร่านอาจประเมินว่าการโจมตีแบบ Wave Attack ไม่สามารถเจาะระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายพันธมิตร ซึ่งมีอัตราการสกัดกั้นมากกว่า 90% ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว การลดอัตราการยิงอาจเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรักษาคลังอาวุธสำหรับการป้องกันเมืองสำคัญ หรือเพื่อรอช่วงเวลาที่ระบบป้องกันของฝ่ายตรงข้ามเริ่มอ่อนกำลังลง
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสาเหตุหลักจะมาจากความเสียหายของโครงสร้างทางทหารหรือการปรับยุทธศาสตร์ ผลลัพธ์เชิงโครงสร้างยังคงเหมือนกัน นั่นคือความสามารถของอิหร่านในการกดดันฝ่ายตรงข้ามด้วยอาวุธหนักอย่างต่อเนื่องกำลังลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
อีกปัจจัยสำคัญคือข้อจำกัดด้านการผลิตทดแทน โรงงานผลิตอาวุธยุทธศาสตร์หลายแห่งถูกโจมตีตั้งแต่ช่วงต้นของสงคราม ทำให้การผลิตขีปนาวุธใหม่เพื่อทดแทนคลังแสงที่ถูกใช้ไปเป็นเรื่องยากในระยะสั้น


กรณีศึกษาเทียบสงครามปี 2026 กับ 2025
เมื่อเปรียบเทียบเหตุการณ์ Epic Fury ในปี 2026 กับความขัดแย้งในปี 2025 (Rising Lion) จะเห็นความแตกต่างสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์
ความแตกต่างแรกคือระดับความรุนแรงในช่วงเริ่มต้น ในปี 2026 อิหร่านเปิดฉากโจมตีด้วยขีปนาวุธจำนวนประมาณ 480 ลูกในวันแรก ขณะที่ในปี 2025 ตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่เพียงประมาณ 73 ลูก
ความแตกต่างนี้สะท้อนการพยายามใช้ยุทธวิธี Shock and Awe เพื่อสร้างความเสียหายจำนวนมากตั้งแต่ช่วงต้นของสงคราม โดยมีเป้าหมายเพื่อบังคับให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าสู่การเจรจาอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ดังกล่าวไม่สามารถบรรลุผลตามที่ตั้งใจไว้ เนื่องจากระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบหลายชั้นของฝ่ายพันธมิตรยังสามารถสกัดกั้นการโจมตีได้ในอัตราสูง
ความแตกต่างที่สองคืออัตราการเสื่อมถอยของศักยภาพการโจมตี ในปี 2026 จำนวนการยิงลดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากยุทธศาสตร์การทำลายแท่นยิงและคลังแสงอย่างเป็นระบบโดยฝูงบิน Stealth ที่ทำงานร่วมกับโดรนลาดตระเวนเพดานบินสูง
กลยุทธ์ดังกล่าวมุ่งทำลายความสามารถในการยิงซ้ำมากกว่าการทำลายอาวุธเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นลักษณะของสงครามสมัยใหม่ที่เน้นการทำลายโครงสร้างการปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้าม


ประเมินโอกาสการเข้าใกล้จุด Peak ของวัฏจักรความขัดแย้ง
ข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่าช่วงสัปดาห์ที่สองของสงครามกำลังกลายเป็นจุด peak ของวัฏจักรความขัดแย้ง จากข้อสังเกตดังนี้
ประการแรกคือข้อจำกัดของคลังแสงขีปนาวุธ ก่อนสงครามเริ่มต้น หน่วยข่าวกรองตะวันตกประเมินว่าอิหร่านมีขีปนาวุธทิ้งตัวประมาณ 2,500 ลูก อย่างไรก็ตาม ในช่วงสิบวันที่ผ่านมา มีการยิงสะสมแล้วมากกว่า 2,400 ลูก
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าคลังแสงระดับยุทธศาสตร์กำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความสามารถในการผลิตทดแทนถูกจำกัดจากความเสียหายของโรงงานผลิต
ประการที่สองคือการเปลี่ยนรูปแบบของเป้าหมายโจมตี ในช่วงวันที่ 7–9 มีนาคม การโจมตีเริ่มเปลี่ยนจากฐานทัพหลักของฝ่ายพันธมิตรไปสู่การยิงรบกวน หรือการใช้กองกำลังตัวแทนในภูมิภาคแทน
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงการลดลงของศักยภาพการโจมตีโดยตรงจากศูนย์กลางอำนาจทางทหารของอิหร่าน
ประการที่สามคือการยืนยันจากฝ่ายสหรัฐฯ ในการแถลงข่าวที่ Pentagon เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พลเอก Dan Caine ระบุว่าการยิงขีปนาวุธทิ้งตัวของอิหร่านลดลงประมาณ 90% จากวันแรกของสงคราม ขณะที่การโจมตีด้วยโดรนลดลงประมาณ 83%
สาเหตุหลักเกิดจากการที่กองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตรได้ทำลายฐานยิงและคลังอาวุธของอิหร่านไปแล้วมากกว่า 2,000 จุด
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบการประเมินของเราซึ่งมองว่าสงครามระหว่างรัฐที่มีโครงสร้างกำลังรบ “ไม่สมดุลกัน” มักมีช่วงการรบที่เข้มข้นอยู่ในกรอบเวลาประมาณ 4–8 สัปดาห์ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงการลดระดับความรุนแรง


นัยต่อเศรษฐกิจโลกและการลงทุน
พัฒนาการล่าสุดของสงครามทำให้ความเสี่ยงเชิงมหภาคบางประการเริ่มลดน้ำหนักลง โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่มีผลกระทบสูงต่อระบบพลังงานโลก
ระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศในกลุ่ม GCC เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวต โอมาน และบาห์เรน ยังคงมีประสิทธิภาพในการจำกัดความเสียหายทางกายภาพจากการโจมตี
*ขณะเดียวกัน การลดลงของอัตราการยิงจากอิหร่านสะท้อนว่าศักยภาพในการกดดันทางอากาศอย่างต่อเนื่องกำลังลดลง ซึ่งทำให้ความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของภูมิภาคมีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย*
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งยังคงอยู่ในช่วงที่ไม่สามารถตัดความเสี่ยงของเหตุการณ์ไม่คาดคิดออกได้ โดยเฉพาะการตอบโต้ผ่านกองกำลังตัวแทนในภูมิภาคหรือการโจมตีแบบไม่สมมาตร

 


สรุปภาพตลาดวานนี้ เด้งตลาดตลาดเอเชียฟื้น หลังมีสัญญาณสถานการณ์ตะวันออกกลาง “มีทางออก” ถึงแม้จะเป็นแค่การส่งสัญญาณ และสถานการณ์หน้างานก็ยังต้องตาม แต่จากหุ้นที่ลงไปแรงก็เห็นการฟื้นกลับ เช่น DELTA ADVANC GULF AOT CPN MINT และกลุ่มธนาคาร ส่วนแรงขายหลักกลุ่มพลังงานต้นน้ำถูกทำกำไรอย่าง PTTEP BANPU (แต่ก็ไม่ได้หนักมาก) นอกนั้น สังเกตุเห็นการเล่นรีบาวด์แรงของกลุ่มเคยถูกกระทบมากไปอย่าง BH GPSC เป็นต้น


แนวโน้มตลาดวันนี้ Rebound
เราคงคาดว่าจะเริ่มเห็นจุดสมดุลของราคาขาลงหุ้นไทย และ เริ่มตั้งต้นเล่นรีบาวด์ได้
แม้ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดตะวันออกกลางยังคงครุกรุ่น และพร้อมลาก Upside risks ของราคาน้ำมันดิบขึ้นอยู่ตลอดเวลา...แต่แนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระดับความรุนแรงของการโจมตีที่ลดลง, จำกัดวง...จะช่วยเราบอกสัญญาณต่อการฟื้นตัวของหุ้นไทย
กลยุทธ์แนะนำการเก็บตกหุ้น หุ้นตกจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เมื่อหุ้นไทยเริ่มตั้งหลักรับสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านได้ดีขึ้น (ดูจากแรงขายเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา) กอปรกับ ภาวะเสี่ยงหากราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้น และสูงต่อเนื่อง มีแนวโน้มจะคลี่คลายไปในทางที่ดี เมื่อตลาดเริ่มเห็นแนวทางแก้ปัญหา เช่น ความเป็นไปได้ที่กลุ่มประเทศ G7 (รวมสหรัฐฯ) จะระบายน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจากอุปทานน้ำมันดิบตึงตัว รวมไปถึงการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร น้ำมันจากรัสเซีย
นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้ติดลบหนัก แม้ราคาน้ำมันจะดีดตัวขึ้นระยะสั้น (ยกเว้นราคาน้ำมันขึ้นแรงต่อเนื่องนานเกิน 3 เดือน ขึ้นไป ซึ่งเราเห็นว่ามีโอกาสเกิดขึ้นน้อย)
เพราะ รัฐบาลใหม่เมื่อจัดตั้งแล้วเสร็จเร็วเกินคาด เราจะได้รัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหาร และ ผ่านงบประมาณเพื่อใช้แก้ปัญหาต้นทุนพลังงาน (เช่น การใช้เงินอุดหนุนกองทุนน้ำมันเพิ่ม, ผ่านภาระค่าไฟแบ่งหนี้ไปให้ กฟผ.ช่วยแบก ฯลฯ) นอกจากนี้แหล่งพลังงานไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สามารถผลิตก๊าซได้เพิ่มจากแหล่งเอราวัณของ ปตท.สผ. แถมเรามีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์-ลดหย่อนค่าไฟ การหันมาใช้ รถยนต์ไฟฟ้าชาร์ตไฟโซลาร์ เป็นทางเลือกเพื่อแก้ปัญหาต้นทุนขนส่ง เป็นต้น


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร


วิเคราะห์ทางเทคนิค
SET Index ยืนปิดเหนือ 1,400 จุด ได้สวย! ถือเป็นจุดเปลี่ยนสภาพจาก "เปราะบาง" สู่ภาวะ "ฟื้นตัว"
*จับตาทฤษฎีนับคลื่น Elliott Wave การดีดตัวครั้งนี้คาดว่ากำลังเปลี่ยนเป็น Wave5 " หรือการเริ่มคลื่นชุดใหม่ (จบ Wave4) โดยยังอยู่ในคลื่นขาขึ้น (Impulse Wave)" ด่านสำคัญจะอยู่ที่โซน 1,465 (close gap) แต่ต้องผ่านด่านย่อยเส้น EMA 25 วัน 1,420 จุด ใหได้เสียก่อน!
*โมเมนตัม RSI ปัจจุบันเริ่มฟื้นตัวขึ้นจากโซนรับ หากผ่าน level > 50 ได้ จะบ่งชี้ความแข็งแกร่งของเทรนด์ขาขึ้นรอบใหม่!

วางกลยุทธ์ "Selective & Momentum Trading" เชียร์ GULF, PTTGC และ CPALL เลือกเป็นหุ้น core portfolio & เก็งกำไร “THCOM” ต่อเนื่องจากเมื่อวาน...เพิ่มเติม COM7 เข้าพอร์ตวันนี้ครับ
Trading Checklist: SET Index support 1,380-1,390 ใช้เป็นจุดคุมความเสี่ยง (Trailing Stop)/ resistance 1,420-1,430 ผ่านได้ถือเป็นจุดกลับตัวเทรนด์ขาขึ้น
สรุป: Sentiment เริ่มเป็นบวก แนะเพิ่มพอร์ตตามหุ้นที่แนะนำ แต่ยังต้องระวัง Fund Flow ที่สลับจากฝั่งต่างชาติ(net sell) กองทุน(net buy)




What to watch เตรียมเสนอชื่อ ประธานสภา และรองประธานสภา เมื่อได้ประธานสภาครบ แล้ว จะหาวันเปิดประชุมเพื่อ โหวตนายก และเริ่มจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งการตั้งรัฐบาลได้เร็วเกินคาด เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนในประเทศ เช่น งบประมาณเพื่อพยุงราคาน้ำมัน, ค่าไฟ ราคาสินค้าเกษตร ฯลฯ จะช่วยให้ เศรษฐกิจแท้จริงรอดจากภาระต้นทุนในการผลิต

JP Morgan เตือนวิกฤตน้ำมันอาจรุนแรงขึ้น หากสหรัฐฯ-อิสราเอลเข้ายึดเกาะคาร์กของอิหร่าน การส่งออกน้ำมันของอิหร่านจะหยุดชะงักและปริมาณการผลิตของประเทศจะลดลงครึ่งหนึ่ง หากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเข้ายึดท่าเรือบนเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะกระตุ้นให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในภูมิภาค เกาะนี้เป็นพื้นที่จัดการการส่งออกน้ำมันดิบมากถึง 90% ของอิหร่าน

จีนส่งออก 2 เดือนแรกพุ่ง 21.8% เกินดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ ยอดการส่งออกของจีนในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ.ปีนี้ พุ่งขึ้น 21.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 7.1% สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองของโลกมีความยืดหยุ่น แม้เผชิญกับความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ ก็ตาม


หุ้นแนะนำวันนี้
BH ถือข้ามปันผล ก่อนจะไม่ได้เห็นราคานี้แล้วในปีหน้าเมื่อ BH ภูเก็ตเปิดทำการจะเพิ่มจำนวนเตียงเฟสแรก 212 เตียง (ปั๊มรายได้เพิ่มอีก 40% จากปัจจุบัน) คาดกำไรวิ่งแซงค่าเสื่อมจากดีมานต์คนไข้ในพื้นที่เศรษฐกิจเติบโตสูงอย่างภูเก็ตและพื้นที่โดยรอบ ขณะที่คนไข้ต่างชาติจะมี Pent-up demand เพิ่ม
แนวรับ 175 ต้าน 190 Stop loss 170


Tactical port เพิ่ม BH

 

 


รายงานพื้นฐานวันนี้

COM7
คอมเซเว่น
uFund กลายเป็นเครื่องยนต์สร้างกำไรใหม่
การเติบโตของ COM7 เริ่มถูกขับเคลื่อนมากขึ้นจาก ธุรกิจ non-IT retail โดยเฉพาะแพลตฟอร์มสินเชื่อผ่อนสินค้า uFund ที่ขยายตัวเร็ว เราคาดกำไรสุทธิปี 2026 อยู่ที่ 4.4 พันล้านบาท (+7% YoY) จากการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ ขณะที่ยอดขายสินค้า Apple และ Android ยังหนุนธุรกิจค้าปลีกหลักต่อเนื่อง
ธุรกิจ non-IT retail กลายเป็นตัวขับเคลื่อนกำไรสำคัญ โดยคิดเป็น 31% ของกำไรปี 2025 และเติบโตเร็วกว่าธุรกิจหลักอย่างมีนัย โดยช่วงปี 2024-25 มีกำไร CAGR 45% เทียบกับ 19% ของ COM7 ทั้งบริษัท และคาดว่าสัดส่วนกำไรจะเพิ่มเป็น 35% ในปี 2026 และ 40% ในปี 2027 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากผู้ค้าปลีก IT ไปสู่โมเดล ecosystem รายได้หลายธุรกิจ
ตัวขับเคลื่อนหลักคือ uFund (สินเชื่อผ่อนสินค้า) ซึ่งคิดเป็น 38% ของกำไรในกลุ่ม non-IT และเติบโตเร็วมาก โดยกำไรเพิ่มจาก 97 ล้านบาท (2023) เป็น 270 ล้านบาท (2024) และ 485 ล้านบาท (2025) หลังขยายจากลูกค้า Apple กลุ่มนักศึกษาไปสู่ผู้บริโภคทั่วไป และเริ่มปล่อยสินเชื่อให้สินค้ากลุ่ม Android ทำให้ ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มจาก 916 ล้านบาท (2023) เป็น 5.6 พันล้านบาท (2025) เราคาดว่าปี 2026 ยังคงเติบโตต่อ โดยอาจแตะ 6-7 พันล้านบาท และทำให้กำไร uFund เพิ่มเป็นประมาณ 600 ล้านบาท (+24% YoY)
ด้านธุรกิจ IT retail หลักยังเติบโตต่อ แม้เศรษฐกิจชะลอ โดยคาดยอดขายสินค้า IT ปี 2026 เพิ่ม ประมาณ 5% YoY จากการเปิดตัวสินค้าใหม่ของ Apple และ Android รวมถึงดีมานด์การเปลี่ยนอุปกรณ์
Fundamental view: คงคำแนะนำ ซื้อ COM7 (ราคาเป้าหมาย 30 บาท) โดยมองว่าการเติบโตของ uFund และธุรกิจ non-IT จะเป็นตัวขับเคลื่อนกำไรระยะถัดไป ขณะที่ธุรกิจค้าปลีก IT ยังเติบโตต่อเนื่อง

 

 

STA
(Visit Note)
ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี
คาด ปี 2026 พลิกกลับเป็นกำไร จากขาดทุน
STA ผ่านพ้นผลการดำเนินงานที่อยู่ในระดับต่ำสุดตั้งแต่ 3Q25 และขาดทุนลดลงใน 4Q25 จากผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ ซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราว ดังนั้น บริษัทมองเห็นการพลิกกลับมาเป็นกำไรใน 1Q26 จากราคาขาย SICOM ที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับผลการดำเนินงานที่คาดว่าจะดีขึ้นจากธุรกิจถุงมือยาง (STGT)
ผู้ปลูกต้นยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก เช่น ไทย และอินโดนีเซีย มีแนวโน้มลดการปลูกต้นยางปีละ 5-6% ต่อปี ใน 5 ปี ที่ผ่านมา เนื่องจากเกษตรกรบางส่วนเปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมันที่ให้ผลตอบแทนต่อไร่สูงกว่า ในทางกลับกัน ผู้ปลูกต้นยางในแอฟริกา เช่น Ivory Coast มีการปลูกยางเติบโตเฉลี่ย 17% ต่อปี ดังนั้น บริษัทเชื่อว่าอุปทานยางโลกจะทรงตัวหรือมีแนวโน้มลดลง ทำให้หนุนราคาตลาด SICOM สำหรับในระยะใกล้มีปัจจัยส่งเสริมราคา SICOM จากสภาพอากาศร้อน และเข้าสู่ El Nino ใน 2H26 และภาวะสงครามทำให้ราคาน้ำมันขึ้น

Our view: เราคาดตลาดจะยังคงประมาณการผลการดำเนินงานของ STA ใน 2026 เนื่องจากยังมีปัจจัยภายนอกที่มีความผันผวนและอาจส่งผลต่อกำลังซื้อ ความต้องการในการอุปโภคและบริโภค โดย STA ปัจจุบันเทรดอยู่ที่ PER ปี 2026 11.9 เท่า ขณะที่ Consensus คาดการณ์ Dividend yield ปี 2026 ไว้ที่ 7% ซึ่งเป็นอัตราที่สูง เป็นปัจจัยสนับสนุนหุ้นในช่วงสั้นนี้

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ฝ่า1,600จุด By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง มองหุ้นไทย คงใช้หุ้นใหญ่ ไม่กี่ตัว ตีฝ่า วงล้อม ให้ ฝ่าดัชนีตลาดไปที่ 1,600 จุด.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้