Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

64


อัปเดตประเด็นสำคัญ ในต่างประเทศ

Weekly Recap: Bond Yield กดดันตลาด ขณะที่แรงซื้อยังกระจุกตัวในหุ้น Technology
ตลาดการเงินโลกยังเคลื่อนไหวผันผวนในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยแรงกดดันหลักมาจาก Bond Yield ระยะยาวที่ปรับสูงขึ้น ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยของ Fed แม้ตัวเลขตลาดแรงงานช่วงปลายสัปดาห์จะช่วยลดความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมลงก็ตาม


ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ปรับตัวลงในภาพรายสัปดาห์ โดย Dow Jones ลดลง 1.3%, S&P 500 ลดลง 0.3% และ Russell 2000 ลดลง 0.2% สวนทางกับ Nasdaq 100 ที่ปรับขึ้น 0.7% ขณะที่ Market Breadth ยังค่อนข้างอ่อนแอ หุ้นใน S&P 500 ที่ปรับลงมีจำนวนมากกว่าหุ้นที่ปรับขึ้น และมีหุ้นไม่ถึง 25% ที่ยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน ส่วน S&P 500 Equal Weight ลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 7 ติดต่อกัน สะท้อนว่าแรงซื้อยังคงกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่บางกลุ่ม โดยเฉพาะ Semiconductor และ AI Infrastructure โดยดัชนี SOX ปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 5 ส่วน Software และ Cybersecurity ยังคงแข็งแกร่งกว่าตลาดโดยรวม


ในตลาดพันธบัตร แรงขายยังคงกระจุกตัวในพันธบัตรระยะยาว ส่งผลให้ Yield Curve ชันขึ้น โดย US Treasury Yield อายุ 10 ปีและ 30 ปีปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบประมาณ 24 ปี ก่อนย่อลงบางส่วนช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่ Yield ระยะสั้นปรับลดลงตามความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ที่ลดลง ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนว่าแรงกดดันที่ปลาย Curve ไม่ได้มาจากนโยบาย Fed เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความกังวลเรื่องเงินเฟ้อระยะยาว ราคาพลังงาน อุปทานพันธบัตร และการออกตราสารหนี้เพื่อรองรับการลงทุนด้าน AI
สินทรัพย์อื่นยังสะท้อนความระมัดระวังของนักลงทุน โดยเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ขณะที่ทองคำลดลงราว 3.7% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วน WTI ลดลงประมาณ 1.4% เป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน หลังราคาน้ำมันอ่อนตัวช่วงท้ายสัปดาห์จากข่าวการระบายคลังสำรองพลังงาน


ตัวเลขจ้างงานช่วยลดความเสี่ยง Fed ขึ้นดอกเบี้ยเดือนตุลาคม
ปัจจัยบวกสำคัญในวันศุกร์มาจากรายงานตลาดแรงงานเดือนกันยายนที่อ่อนแอกว่าคาด โดย Nonfarm Payrolls เพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าคาดที่ประมาณ 90,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขสองเดือนก่อนถูกปรับลดลงรวม 60,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 4.1% เป็น 4.2%
ในรายละเอียด Average Hourly Earnings เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% MoM และ 3.0% YoY ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตรายปีต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 ขณะที่ Participation Rate เพิ่มขึ้นเป็น 61.8% ซึ่งอธิบายการเพิ่มขึ้นของอัตราว่างงานได้บางส่วน ภาพรวมจึงยังไม่ได้สะท้อนการปลดพนักงานในวงกว้าง แต่มีลักษณะใกล้เคียงกับภาวะ Low Hire, Low Fire กล่าวคือ บริษัทระมัดระวังการรับพนักงานใหม่ ขณะที่การเลิกจ้างยังอยู่ในระดับจำกัด
ข้อมูลดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงที่ Fed จะต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยตลาดปรับลดความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมลงเหลือราว 20% จากมากกว่า 60% ในสัปดาห์ก่อนหน้า และช่วยหนุนตลาดหุ้นฟื้นตัวในวันศุกร์

 

มุมมองสัปดาห์นี้: ตลาดหุ้นสหรัฐมีโอกาสเกิด Technical Rebound
สำหรับสัปดาห์นี้ เรามองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่องจากวันศุกร์ โดยได้รับแรงหนุนจากภาพทางเทคนิคที่เริ่มดีขึ้น ประกอบกับความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ที่ลดลงหลังตัวเลขตลาดแรงงานอ่อนกว่าคาด
ในเชิง Technical ดัชนีหลักสามารถรีบาวด์จากแนวรับ โดย S&P 500 ฟื้นจากบริเวณ EMA 50 วัน ขณะที่ Nasdaq 100 ฟื้นจากบริเวณ EMA 10 วัน สะท้อนว่าเริ่มเห็นแรงซื้อคืนที่ชัดเจนขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมา ขณะที่โอกาสที่ Fed จะยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในเดือนตุลาคมเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุน Sentiment เชิงบวกให้เดินหน้าต่อในสัปดาห์นี้
นอกจากนี้ ปัจจัยพื้นฐานด้านกำไรยังเป็นแรงหนุน โดยฤดูกาลประกาศงบไตรมาส 3 กำลังใกล้เข้ามา และประมาณการกำไรของ S&P 500 ล่าสุดยังเติบโตสูงถึงประมาณ 29.1% YoY ซึ่งอาจช่วยหนุนแรงซื้อก่อนเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการ


แนวโน้มตลาดหุ้นไทย พักยก...ยังไม่หมดรอบ


การปรับฐานของตลาดหุ้นไทยระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นผลจากแรงขายสุทธินักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาขายสุทธิไปกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท ด้วยประเด็นอุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และพื้นที่ กทม. จนตกเป็นหนึ่งในเหตุผลใหม่ ที่สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทย และหุ้นไทยที่เชื่อมโยง แถม...
ท่ามกลาง “บอนด์ยิลด์สหรัฐฯที่กำลังเดินหน้าหาจุดสูงสุดใหม่” และยังเป็นประเด็นหลักที่มีผลต่อบรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นไทยและโลก แต่ถ้า “บอนด์ยิลด์” เริ่มลดลงเราคาดจะส่งผลบวกต่อต้นทุนการเงิน และบรรยากาศลงทุนหุ้นไทย ให้กลับมาเดินหน้าเล่นเหนือ 1580/1600 จุด ได้อีกครั้ง


แต่ต้องผ่านด่านแนวต้านของ-กรอบขาลง 1580 จุด ขึ้นไปให้ได้ก่อน โดยมีเงื่อนไขการหมดรอบคือ หลุด 1540 จุด ซึ่งจะกดดันให้ภาพรวมการเล่นหุ้นไทย ชะงักและต้องตั้งหลักกันใหม่ โซน 1500 จุด (ต้องลดพอร์ต และกลับมาถือเงินสดเพิ่ม)


ทั้งนี้ “เราให้น้ำหนักเกิน 65% ว่ายังเป็นแค่การพักยก และรอปัจจัยเปลี่ยนแปลง หรือ พัฒนาการเชิงบวก เช่น ผ่านพ้นฤดูน้ำท่วมน้ำหลากไปได้ โดยไม่เกิดความเสียหายเพิ่มเติมมากไปกว่าเดิม, บอนด์ยิลด์ เริ่มชะลอการขึ้น และสุดท้ายปรับฐานตามที่เราคาด”

กรณีตลาดหุ้นไทยยืนได้เหนือเส้นแนวโน้มตามที่ประเมิน เราคาดว่าหุ้นชั้นแรกที่จะขึ้นนำตลาด (รีบาวด์ได้ดีกว่า) คาดได้แก่ หุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก เพราะไม่ได้กระทบจากอุทกภัยภายในประเทศ ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจเอเชีย PMI พลิกฟื้นเกินระดับ 52 จุด สูงสุดในรอบ 29 เดือน หลังจากสหรัฐฯ ฟื้นตัวเหนือ 50 จุดมาได้ระยะหนึ่ง-เริ่มส่งผ่านผลลัพธ์มายังฝั่งเอเชีย และ สะสมหุ้นเล่นตรงข้ามกับ บอนด์ยิลด์

ส่วนหุ้นที่รอซื้อได้-ไม่รีบ (Under-perform) เรายังคงคาดเป็นกลุ่มเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศ และได้รับผลกระทบจากอุทกภัยไปเรียบร้อย เหลือแค่ประเมินความเสียหายในงบการเงินไตรมาสที่ 4 ซึ่งไตรมาส 3 น้ำเพิ่งจะมาท่วมช่วงท้ายๆ คาดจะเห็นผลกระทบใน ไตรมาส 4
ดังนั้นผลกระทบจากอุทกภัยในงบการเงินอาจจะรับรู้ช้า (Delay) ทำให้ ตลาดมีแนวโน้มโฟกัสระยะสั้น ที่งบไตรมาส 3 ก่อน แล้วค่อยไปตัดสินใจอีกครั้งเมื่อเห็นแนวโน้ม หรือคาดการณ์งบไตรมาส 4

มุมมองเทคนิค: SET Index ส่งสัญญาณรีบาวด์บริเวณ 1,560 จุด (Previous Low) ซึ่งเป็นจุดทดสอบแนวรับสำคัญ (Trend support) นอกจากนี้ RSI ฟื้นตัวพ้นเขต Oversold สร้างฐาน Bullish Divergence สนับสนุนการรีบาวด์เข้าหาโซนต้าน 1,580–1,600 จุด

จุดสังเกต: Volume Profile แรงขายชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดบริเวณ 1,560 จุด ปริมาณการซื้อขายเริ่มหมุนเวียนเข้าสู่หุ้นที่มีโครงแกร่งกว่าตลาด (Outperformers) เช่น กลุ่มพลังงาน & ปิโตรเคมี
สรุป: ดัชนีเกิดภาพ “Technical Rebound” จากโซน 1,560 จุด ด้วยแรงหนุนของ Bullish Divergence บน RSI เป้าหมายรีบาวด์แรกอยู่ที่ 1,580 จุด และเป้าหมายหลัก 1,600 จุด โดยกำหนดจุด Stop Loss ไม่ควรลงต่ำกว่า 1,560 จุด


SET Index


What to watch G7 บรรลุดีล ระบายน้ำมัน 100 ล้านบาร์เรล หวังกดราคาในตลาด การระบายน้ำมันสำรองในครั้งนี้จะมีปริมาณสูงสุด 100 ล้านบาร์เรล ภายในระยะเวลา 4 เดือน โดยจะมีการระบายน้ำมันดีเซลในปริมาณมากภายในช่วง 20 วันแรก การระบายน้ำมันดังกล่าวช่วยบรรเทาปัญหาด้านอุปทานพลังงานได้บางส่วน แต่ราคายังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รัฐบาลสหรัฐฯ เรียกร้องให้ชาติยุโรปเร่งระบายน้ำมันดีเซลจากคลังสำรอง เพื่อบรรเทาภาวะอุปทานตึงตัวในตลาดโลก ทรัมป์กล่าวว่า ยังอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการห้ามส่งออกดีเซล แต่ยอมรับว่ามาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อตลาดน้ำมันเบนซิน
คาดธนาคารกลางอิเดียปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก เป็น 5.5% จาก 5.25%
รัฐมนตรีกลาโหมไต้หวันเปิดเผยว่า ไต้หวันยังคงหารือกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการจัดซื้ออาวุธ พร้อมได้รับคำยืนยันจากสหรัฐฯ ว่า นโยบายที่มีต่อไต้หวันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ พบประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ณ กรุงวอชิงตัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา


STOCK TO PLAY: [PTT & PTTGC]


PTT
View by Wikij: กระแสการเล่นหุ้นกลุ่มเชื่อมโยงสินค้าโภคภัณฑ์ยังคงสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวต่อเนื่อง พิจารณาตามดัชนี PMI เอเชียที่ทำจุดสูงสุดใหม่

Technical View: PTT ภายหลังผ่านช่วงเวลาปรับฐานย่อยเสร็จสิ้น! ปัจจุบันกำลังสะสมพลังบริเวณเส้น EMA 50&75 วันเพื่อกลับเข้าสู่เทรนท์ขาขึ้น


แนวรับ แนวต้าน Stop Loss
40 45 และ 48 < 38

 

PTTGC
View by Wikij: กระแสการเล่นหุ้นกลุ่มเชื่อมโยงสินค้าโภคภัณฑ์ยังคงสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวต่อเนื่อง พิจารณาตามดัชนี PMI เอเชียที่ทำจุดสูงสุดใหม่

Techincal View: PTTGC โครงสร้างแข็งแกร่ง จ่อทะลุ high > 51 มาพร้อมกับโมเมนตัม OBV บ่งชี้ปริมาณหุ้นสะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


แนวรับ แนวต้าน Stop Loss
49 54-55 < 47

 

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Alpha Pulse

คัดหุ้นฟื้นเร็วหลังน้ำลด–กำไรเด่น 3Q26 สู่ปี 2027
สถานการณ์น้ำท่วมขยายวงกว้างขึ้น โดย ณ 1 ต.ค. 2026 ครอบคลุม 30 จังหวัดและกรุงเทพฯ 191 อำเภอ 1.18 ล้านครัวเรือน และประชาชนราว 3.35 ล้านคน แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจยังอยู่ในวงจำกัด หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อและไม่กระทบฐานการผลิตหลัก โดย ธปท. ประเมินผลต่อ GDP ราว 0.03–0.10% ขณะที่เราคาดผลกระทบต่อ GDP ไม่เกิน 0.1% และต่อกำไร SET ไม่เกิน 2% ซึ่งยังต่ำกว่าน้ำท่วมใหญ่ปี 2011 อย่างมาก
จุดที่ต้องติดตามมากที่สุดคือ ระยะเวลาหยุดผลิตของภาคอุตสาหกรรม มากกว่าจำนวนพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม โดย AMATA City Chonburi มีโรงงานได้รับผลกระทบราว 150 แห่ง และหยุดผลิตชั่วคราว 34 แห่ง ขณะที่ KCE และ HANA มีฐานการผลิตบางส่วนในอยุธยา ส่วนโรงงาน DELTA ที่บางปูและเวลโกรว์ไม่มีน้ำเข้าตัวโรงงานและกลับมาดำเนินงานตามปกติแล้ว หากโรงงานกลับมาผลิตได้เร็ว ผลกระทบจะจำกัดอยู่ที่กำไรระยะสั้น แต่หากหยุดผลิตยืดเยื้อ ความเสียหายต่อเครื่องจักร การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อกำไรมากขึ้น จึงยังระมัดระวังต่อ AMATA รวมถึงกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่มีฐานการผลิตในพื้นที่เสี่ยง
ผลกระทบในกลุ่มอื่นยังค่อนข้างจำกัด โดย ค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค อาจได้ยอดขายระยะสั้นจากการกักตุน แต่ไม่มากพอให้ปรับประมาณการกำไร ขณะที่ HMPRO, GLOBAL และ DOHOME มีโอกาสได้แรงหนุนหลังน้ำลดจากความต้องการซ่อมแซมบ้าน ส่วน กลุ่มสินเชื่อรายย่อย คาดผลกระทบต่อกำไรปี 2026 ราว 2% สำหรับ TIDLOR และ MTC และ 1% สำหรับ SAWAD ขณะที่กลุ่มธนาคารมีความเสี่ยงหลักจากการตั้งสำรองเพิ่ม โดยประเมินผลกระทบต่อกำไรราว 1–2% มากกว่าผลต่อรายได้ดอกเบี้ย ด้าน BGRIM ระบุว่าโรงไฟฟ้า SPP ในอมตะซิตี้ ชลบุรี และ Floating Solar ยังเดินเครื่องตามปกติ และความต้องการไฟจากลูกค้าอุตสาหกรรมยังไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
การศึกษาผลกระทบจากน้ำท่วมปี 2011 ชี้ว่า ความเร็วในการฟื้นของกำไรสำคัญกว่าผลกระทบระยะสั้น โดยท่องเที่ยว การแพทย์ ขนส่ง ค้าปลีก และอิเล็กทรอนิกส์สามารถกลับสู่ระดับก่อนน้ำท่วมได้ค่อนข้างเร็วภายในประมาณ 1 ไตรมาส ขณะที่อสังหาริมทรัพย์และยานยนต์ใช้เวลาราว 2 ไตรมาส และประกันฟื้นช้าที่สุดจากภาระค่าสินไหม ดังนั้นน้ำท่วมในหลายกลุ่มจึงมีลักษณะเป็นแรงกดดันต่อกำไรชั่วคราว มากกว่าจะเปลี่ยนภาพกำไรระยะยาว
กลยุทธ์การลงทุน: มองความผันผวนจากน้ำท่วมเป็นจังหวะทยอยสะสม หุ้นที่กำไรทนทานและมีโอกาสฟื้นเร็ว ควบคู่กับแนวโน้มกำไร 3Q–4Q26 และปี 2027 ที่ยังแข็งแกร่ง ได้แก่ CRC จากการควบคุมอัตรากำไร, AWC และ CENTEL จากการฟื้นของนักท่องเที่ยวระยะไกล, BDMS และ BH จากลักษณะเชิงรับและผลกระทบจำกัด, GULF และ GUNKUL จากการดำเนินงานที่ยังต่อเนื่อง และ DELTA, KCE, HANA ซึ่งผลกระทบต่อฐานการผลิตยังจำกัด ขณะที่ยังมีแรงหนุนจากความต้องการด้าน AI และ Data Center

 

 

 

 

 

Wealth Insight
เศรษฐกิจไทยปี 2027 ฟื้นช้าและไม่ทั่วถึง; FDI ส่งออก และท่องเที่ยวยังเป็นเครื่องยนต์หลัก
เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มกลับมาฟื้นใน 4Q26 โดยคาด GDP เพิ่ม 1.2% QoQ จากที่ประเมินว่าหดตัว 0.3% QoQ ใน 3Q26 หนุนจาก FDI ฤดูกาลท่องเที่ยวสูง และการต่ออายุมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แต่เมื่อเทียบ YoY คาดโตเพียง 1.3% สะท้อนว่าเป็นการฟื้นของแรงส่งมากกว่าการเข้าสู่วงจรเติบโตแข็งแกร่ง ขณะที่ปี 2027 เราคาด GDP โต 2.2% YoY จาก 2.0% ในปี 2026 โดยยังเป็นการฟื้นที่ช้าและไม่ทั่วถึง

แรงขับเคลื่อนหลักยังมาจาก ภาคต่างประเทศมากกว่ากำลังซื้อในประเทศ โดย FDI การส่งออก และท่องเที่ยวจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญ ขณะที่หนี้ครัวเรือนสูงจำกัดการบริโภค และพื้นที่ทางการคลังมีน้อยลง เราคาดการลงทุนภาคเอกชนปี 2027 โต 9.3% YoY การส่งออกสินค้าโต 14.4% และนักท่องเที่ยวเพิ่มเป็น 34 ล้านคน ขณะที่การลงทุนภาครัฐลด 0.5% YoY และการบริโภคเอกชนโตเพียง 2.6%

กำลังซื้อในประเทศมีโอกาสดีขึ้นชัดกว่าใน 2H27 เมื่อแรงกดดันจากค่าครองชีพและพลังงานลดลง แต่ยังไม่น่าฟื้นแรงเพราะหลายครัวเรือนอยู่ในช่วงลดหนี้ ขณะที่ El Niño อาจกดรายได้เกษตรใน 1H27 โดยคาดดัชนีรายได้เกษตรลดราว 2% YoY ในช่วงที่กระทบมากที่สุด ก่อนฟื้นในครึ่งปีหลัง ทั้งปีคาดลด 0.9% และมีผลโดยตรงต่อ GDP ต่ำกว่า 0.1% แต่ผลทางอ้อมต่อกำลังซื้อในต่างจังหวัดอาจชัดกว่า
ข้อจำกัดสำคัญอีกด้านคือ พื้นที่ทางการคลังที่แคบลง โดยงบลงทุนปีงบประมาณ 2027 (FY2027) ลด 8.4% และหนี้สาธารณะอยู่ที่ 67.5% ของ GDP ใกล้เพดาน 70% ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่จำกัดสำหรับมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ ขณะที่งบกลางที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจโดยตรงมีเพียง 1.2 หมื่นล้านบาท และแม้โยกงบรายการอื่นเพิ่มเติมก็ประเมินว่ามีวงเงินใหม่ได้ไม่เกินราว 6 หมื่นล้านบาท

ฝั่งบวก การท่องเที่ยวและ FDI จะช่วยนำกำลังซื้อจากภายนอกเข้าสู่เศรษฐกิจไทย โดยคาดรายรับจากนักท่องเที่ยวปี 2027 ราว 1.7 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยว 34 ล้านคนและการใช้จ่ายเฉลี่ยราว 52,000 บาท/คน ขณะที่ FDI ยังอยู่ในขาขึ้น โดยคาดเพิ่ม 25.5% YoY ในปี 2027 จาก Pipeline โครงการที่ได้รับอนุมัติและทยอยเข้าสู่ช่วงก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร และเริ่มผลิต

มุมมองเศรษฐกิจ: โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงดึง FDI หรือเร่งการส่งออก แต่ต้อง เปลี่ยนการลงทุนและการส่งออกให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มในประเทศมากขึ้น โดยอิเล็กทรอนิกส์คาดโตประมาณ 40% ในปี 2027 และอาจมีสัดส่วนถึง 31.5% ของมูลค่าส่งออกรวม แต่ปัจจุบันใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศเพียงราว 25% ทำให้การส่งออกที่เพิ่มขึ้นดึงการนำเข้าขึ้นตาม การเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ พัฒนาผู้ผลิตท้องถิ่น ทักษะแรงงาน และกิจกรรมมูลค่าเพิ่มสูงจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้รอบ FDI และอิเล็กทรอนิกส์ครั้งนี้ยกระดับการเติบโตระยะยาวของไทยได้จริง

 

 


TU
ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป
ราคาทูน่าขึ้นแรงกดดัน Margin ระยะสั้น แต่ยังไม่เปลี่ยนภาพกำไรฟื้นปี 2027
เราคาด TU รายงานกำไรสุทธิ 3Q26 ที่ 1.32 พันล้านบาท (+2% YoY, +5% QoQ) สูงกว่าประมาณการเดิม จากรายได้ที่คาดโต 4% YoY และ 6% QoQ นำโดยอาหารทะเลบรรจุกระป๋องและอาหารสัตว์เลี้ยง ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นคาดเพิ่มเป็น 20.4% จาก 19.0% ใน 3Q25 จากปริมาณขาย ราคาขาย และต้นทุนทูน่าที่เอื้อในช่วงส่วนใหญ่ของไตรมาส ช่วยชดเชยค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาดีล M&A ของ ITC ที่สูงขึ้น

ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงยังแข็งแรง โดยยอดขาย 3Q26 คาดโต 12% YoY และ 9% QoQ และอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 24.3% จากสัดส่วนสินค้าพรีเมียมที่เพิ่มขึ้น เราคาดกำไรหลัก ITC ที่ 783 ล้านบาท ทรงตัว YoY และ +8% QoQ ก่อนเพิ่มอีก 8% YoY และ 16% QoQ ใน 4Q26 จากยอดขายและการออกสินค้าใหม่ ซึ่งยังช่วยหนุนกำไรของ TU

ความเสี่ยงระยะสั้นอยู่ที่ราคาทูน่า Skipjack ซึ่งเฉลี่ย 3Q26 ที่ 2,075 เหรียญสหรัฐ/ตัน (+34% YoY, +17% QoQ) และขึ้นแตะ 2,300 เหรียญสหรัฐ/ตันในเดือน ก.ย. แต่จากการศึกษารอบปี 2012 และ 2017 ชี้ว่า ระยะเวลาที่ราคายืนค้างสูงสำคัญกว่าว่าระดับสูงสุดเป็นเท่าไหร่แน่ โดยรอบนี้ราคามากกว่า 2,000 เหรียญสหรัฐ/ตันกระจุกเพียงช่วง ส.ค.–ก.ย. และต้นทุนที่ล็อกไว้สำหรับเดือน ต.ค. ต่ำลงแล้ว ฝ่ายบริหารจึงคาดอัตรากำไรขั้นต้น 4Q26 ลดเพียงราว 50bps ทำให้ประเด็นทูน่ายังเป็นแรงกดดันระยะสั้นมากกว่าความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

ส่วนแนวโน้ม เราคาดกำไรสุทธิ 4Q26 ยังโต 18% YoY แต่ลด 18% QoQ และคงประมาณการปี 2027 โดยมองว่าบริษัทกำลังเปลี่ยนจากช่วงปรับโครงสร้างไปสู่การทำกำไรจากยอดขายสินค้าแบรนด์ที่อัตรากำไรสูง การลดต้นทุน และการบริหารเงินทุนที่เข้มขึ้น
Fundamental view: คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 15.60 บาท

BCP
บางจาก คอร์ปอเรชั่น
SAF ขึ้นเป็นเครื่องยนต์กำไรใหม่ หนุนฝั่ง Margin
โรงงานเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) ของ BCP ซึ่งเป็นแห่งแรกในไทย เริ่มเดินเครื่องตั้งแต่เดือน พ.ค. 2026 ด้วยกำลังผลิต 7,000 บาร์เรล/วัน หรือ 1 ล้านลิตร/วัน และสามารถสลับการผลิตระหว่าง SAF กับน้ำมันดีเซลหมุนเวียนได้ วัตถุดิบหลักคือน้ำมันพืชใช้แล้ว โดยราว 40% มาจากในประเทศและ 60% นำเข้า ขณะที่บริษัทมีสัญญาจัดหาวัตถุดิบระยะยาวกับผู้ประกอบการอาหารและค้าปลีกรายใหญ่ในไทยเพื่อช่วยสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ

อุปสงค์ SAF มีแรงหนุนจากข้อกำหนดการผสมเชื้อเพลิงที่ทยอยเข้มขึ้นทั่วโลก โดย EU เริ่มที่ 2% ในปี 2025 และเพิ่มเป็น 6% ในปี 2030 ขณะที่ไทยเริ่มเป้าหมาย 1% ในปี 2026 ก่อนเพิ่มเป็น 1–2% ในปี 2027–29 และ 3–5% ในปี 2030–32 ทำให้อุปสงค์ SAF โลกคาดเพิ่มจาก 3.6 พันล้านลิตรในปี 2026 เป็น 4.5 พันล้านลิตรในปี 2027 แม้อุปทานที่เพิ่มขึ้นอาจกดดัน Margin บ้างในระยะถัดไป
จุดเด่นของธุรกิจอยู่ที่อัตรากำไร โดยส่วนต่าง SAF เพิ่มจากราว 1,000 เหรียญสหรัฐ/ตันในปี 2025 เป็นประมาณ 1,300 เหรียญสหรัฐ/ตันในปี 2026 YTD หรือราว 3 เท่าของส่วนต่างน้ำมันเครื่องบินทั่วไป โรงงานสร้าง EBITDA ราว 1 พันล้านบาทใน 2Q26 และเราคาด EBITDA จาก SAF ที่ 4 พันล้านบาทในปี 2026 และ 6 พันล้านบาทในปี 2027 แม้กรณีแย่ที่ Margin ลดเหลือ 800 เหรียญสหรัฐ/ตัน ยังสูงกว่าส่วนต่างน้ำมันเครื่องบินทั่วไปประมาณ 2 เท่าและสร้าง EBITDA ปี 2027 ได้ราว 4 พันล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีโอกาสเพิ่มจากการขยายกำลังผลิต 43% เป็น 10,000 บาร์เรล/วัน ซึ่งยังไม่ได้สะท้อนเต็มที่ในประมาณการระยะยาว และจะเป็น Upside หากบริษัทเดินหน้าโครงการดังกล่าว

Fundamental view: SAF กำลังเป็นแหล่งกำไรใหม่ที่ช่วยเพิ่มทั้งปริมาณขายและอัตรากำไรของ BCP แต่เรายังคงคำแนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 57 บาท และให้น้ำหนักกลุ่มพลังงาน เท่ากับตลาด โดยประเด็นที่ต้องติดตามคือทิศทาง Margin SAF เมื่ออุปทานใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาด และความชัดเจนของการขยายกำลังผลิตเพิ่มเติม

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์, IAA Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ธนรัตน์ อิศรกุล, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เล่นหุ้น กันต่อ By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง วันนี้ เข้าสู่โหมด เล่นหุ้นกันต่อไป บนกระดานหุ้นไทย หุ้นบิ๊กแคป ยังคงเป็นแม่เหล็ก ....

HotNews: ITD ถึงเวลาพลัดใบ? หลังสิ้นสุดยุค เปรมชัย กรรณสูต

ผู้สื่อข่าวหุ้นอินไซด์ ขอตั้งคำถามว่า ITD ถึงเวลาพลัดใบ แล้วหรือยัง? หลัง สิ้นสุดยุค เปรมชัย กรรณสูต....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้