สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (17 กันยายน 2569 ) ---- InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX ออกบทวิเคราะห์ ประจำวันที่ 17 กันยายน 2569 คาด SET แกว่งตัวสร้างฐาน อาจมีการสลับฟื้นตัวได้บ้าง หลังผลประชุม Fed คงดอกเบี้ยตามตลาดคาด แต่ Dot Plot ส่งสัญญาณที่เป็น Hawkish ตอกย้ำภาพนโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่เริ่มชะลอลงช่วยคลายแรงกดดันได้ในช่วงสั้น โดยคาดตลาดยังเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว รวมทั้งหุ้นที่ยัง Laggard ที่ยังขึ้นน้อยกว่าตลาดในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นวันนี้ติดตามการประชุม BoE ทางเทคนิคดัชนีปรับลงทดสอบกรอบล่าง Sideways-Down หากไม่หลุดอาจเห็นการรีบาวด์ระยะสั้น
ประเด็นสำคัญ
• FOMC มีมติเอกฉันท์ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่ 3.75-4.00% ตามตลาดคาด ขณะที่ประธานเฟดให้ความเห็นย้ำความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ส่วน Dot Plot คาดจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ หนุนให้ Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 2 ปีเพิ่มขึ้นแตะ 4.738% และอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นแตะ 5.016% ระยะสั้นมองกดดันสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยสูง แต่บวกต่อกลุ่มธนาคาร (BBL KBANK KTB) และกลุ่มประกัน (TLI BLA)
• ราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดลดลง 2.7% ที่ $105.83/bbl หลังมีรายงานซาอุฯ ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อส่งออกน้ำมันเพิ่มผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพสหรัฐฯ บวกกับ API เผยสต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 7.1 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ระยะสั้นมองลบต่อกลุ่มพลังงาน (PTTEP TOP SPRC BCP)
• รมว.ท่องเที่ยวฯ เผยโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสมีแนวโน้มเลื่อนใช้สิทธิจากไฮซีซั่นใน 1 พ.ย. 26 เป็นโลว์ซีซั่นใน เม.ย. 27 เพื่อให้เกิดผลกระตุ้นเศรษฐกิจสูงสุด แม้ระยะสั้นเป็น Sentiment เชิงลบต่อกลุ่มท่องเที่ยว (AOT CENTEL ERW) แต่มองการอ่อนตัวของราคาหุ้นเป็นจังหวะสะสม หลังคาดกำไร 4Q26 จะเป็นจุดสูงสุดของปีนี้
• รมว.คลัง เผยไทยอาจเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตราว 30% สำหรับรถ EV นำเข้าทั้งคัน เพื่อจูงใจผู้ผลิตให้เข้ามาผลิตในไทย ซึ่งเป็นไปตามแผนที่บอร์ด EV เห็นชอบให้เก็บภาษีสรรพสามิต 3 ระดับ โดยรถนำเข้าทั้งคันเสียภาษีสูงสุด รถผลิตในไทยเสียภาษีต่ำสุด และรถประกอบในไทยที่ยังพึ่งชิ้นส่วนนำเข้าบางส่วนเสียภาษีระดับกลาง ระยะยาวมองบวกต่อกลุ่มนิคม (WHA AMATA) และยานยนต์ (AH SAT STANLY)
• AMATA เผย Homa ผู้ผลิตตู้เย็นและตู้แช่รายใหญ่ของโลกจากจีน ตัดสินใจลงทุนกว่า 3,100 ลบ. ตั้งฐานผลิตในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี พร้อมระบุนักลงทุนจีนยังสนใจไทยต่อเนื่อง มองเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาคจากความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน ทำเลยุทธศาสตร์ และซัพพลายเชน มองบวกต่อกลุ่มนิคม (WHA AMATA)
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์ โดยแม้ดัชนีจะได้แรงพยุงจากกลุ่มพลังงานตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยมหภาค หลัง FOMC มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% และส่งสัญญาณ Hawkish ชัดเจนผ่าน Dot Plot ที่บ่งชี้ว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในสิ้นปีนี้ ตอกย้ำภาพนโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้น อีกทั้งยังต้องจับตาผลประชุม BoJ (18 ก.ย.) ต่อทิศทาง Yen Carry Trade ซึ่งจะกระทบต่อ Fund Flow ทั่วโลก กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” โดยเน้น “Buy on Dip”
แนวรับ – แนวต้าน : 1555/1550 – 1575/1580
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์ แม้ได้แรงพยุงจากหุ้นกลุ่มพลังงานตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น แต่ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยมหภาค หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% และ Dot Plot ชี้เตรียมขึ้นอีก 1 ครั้งในปีนี้ รวมถึงต้องจับตาผลประชุม BoJ ที่อาจกระทบ Yen Carry Trade และ Fund Flow โลก กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” โดยเน้น “Buy on Dip” ผ่าน 4 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
1. Defensive & High Dividend Play ซึ่งคาดให้ Div. Yield สม่ำเสมอสูงเกินปีละ 5% เพื่อสร้างกระแสเงินสดและเป็นหลุมหลบภัยท่ามกลางความผันผวนของตลาดก่อนการประชุมเฟดและประเด็นการเมืองในประเทศ ได้แก่ BBL KTB HMPRO AP SCCC PTT FTREIT LHSC
2. Global Macro & Bond Yield Play ซึ่งได้ประโยชน์จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ผลักดันให้ราคาพลังงานและค่าระวางเรือสูงขึ้น ส่งผลดีต่อกลุ่มพลังงาน (PTTEP BCP TOP SPRC) และเดินเรือ (PSL TTA) อีกทั้ง Bond Yield ที่ทรงตัวสูง ยังส่งผลดีต่อผลตอบแทนจากการลงทุนของกลุ่มธนาคาร (KTB BBL KBANK) และกลุ่มประกันชีวิต (BLA TLI)
3. Policy Play ซึ่งได้ประโยชน์จากการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของรัฐ ได้แก่ กลุ่มพลังงานสะอาดและนิคม (GULF GUNKUL AMATA WHA) จากความคืบหน้าร่างแผน PDP2026 และนโยบายหนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป, กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON CK SCCC) จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและลุ้นผ่านร่าง พ.ร.บ. งบฯ ปี FY2027, กลุ่มค้าปลีกและท่องเที่ยว (CPALL CRC ERW CENTEL AOT) จากมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA HANA KCE) จากนโยบายส่งเสริมลงทุนด้าน Data Center/AI
4. Laggard Play ซึ่งราคาหุ้นยังปรับขึ้นช้ากว่า SET สวนทางโมเมนตัมกำไร 2H26 ที่คาดจะเติบโตได้ดีทั้ง YoY และ HoH ทำให้คาดจะเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนที่จะหมุนเข้ามาเก็งกำไร ได้แก่ AP PR9 SAWAD HMPRO BDMS TU BCH MTC TIDLOR
Daily Top Picks
BCH: มองเป็นหุ้นที่คาดจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกจำกัด เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของรายได้ใน 2H26 และเร่งตัวจากใน 2Q26 คาดจะเห็นกำไรฟื้นตัวชัดเจนในปี 2027F ตามการฟื้นตัวของจำนวนผู้ป่วย และใน 4Q26 คาดจะมี Upside จากการปรับขึ้นอัตราค่าบริการประกันสังคม เป้าหมายระยะสั้นที่ 11.50 บาท
KTB: ปัจจัยสนับสนุนจากความนโยบายการเงินตึงตัวที่มีแนวโน้มตึงตัวขึ้น คาดสินเชื่อมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องและผลประกอบการมี Upside จากกำไร FVTPL เพิ่มเติมจาก THAI ประเมินกำไรปี 2026F เติบโต 1%YoY และอัตราปันผลคงอยู่ในระดับสูงที่ 2.77 บาท/หุ้น (Div. Yield ที่ 6.4%) เป้าหมายระยะสั้นที่ 45.25 บาท