สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ ( 15 กันยายน 2569 ) ----InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX ออกบทวิเคราะห์ ประจำวันที่ 15 กันยายน 2569 คาด SET แกว่งตัวในกรอบ ปัจจัยภายในตลาดรับรู้คดีฮั้ว ส.ว. และผลกระทบที่จำกัดไปบางส่วนแล้ว ขณะที่ปัจจัยภายนอกยังรอการประชุม Fed และสถานการณ์ตะวันออกกลาง อีกทั้ง Bond Yield และราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง ทำให้นักลงทุนยังระมัดระวังการลงทุน โดยคาดยังคงเลือกลงทุนเป็นรายตัวในหุ้นที่มีปัจจัยบวกหนุน สลับกับหุ้นที่ยัง Laggard ที่ยังปรับขึ้นช้าในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นติดตามวันนี้คือ การประชุม Fed วันแรก ทางเทคนิคดัชนีหลุด 1600 ทำให้ภาพรวมกลับมาแกว่ง sideways-down
ประเด็นสำคัญ
• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะ 10 ปีได้ปรับขึ้นแตะระดับ 5% เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ปี ท่ามกลางความกังวลนโยบายการเงินตึงตัวตามความเสี่ยงเงินเฟ้อสูง ระยะสั้นมองเป็น Sentiment บวกต่อกลุ่มประกันชีวิต (BLA TLI) และธนาคาร (KTB BBL KBANK)
• ปลัดคลังเผยจะเสนอมาตรการการต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสเข้าที่ประชุมบอร์ดกลั่นกรองฯ เพื่อพิจารณาภายในสัปดาห์นี้ ก่อนเสนอ ครม. เพื่อให้มาตรการดำเนินได้อย่างไร้รอยต่อ เบื้องต้นคาดจะใช้วงเงินราว 4 หมื่นลบ./เดือน จาก พ.ร.ก. กู้เงินฯ 4 แสนลบ. คาดจะสนับสนุนกำลังซื้อในประเทศและพยุงเศรษฐกิจระดับฐานราก มองบวกต่อกลุ่มพาณิชย์ (CPALL CPAXT BJC)
• กบน. มีมติปรับขึ้นราคาขายปลีกเบนซินและดีเซลอีก 0.85 บาท/ลิตร เพื่อรักษาสภาพคล่องกองทุนน้ำมันฯ ตามราคาน้ำมันโลกที่ปรับขึ้น ทำให้ราคาขายปลีกดีเซลทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 40.69 บาท/ลิตร มองเป็นกลางต่อกลุ่มค้าปลีกน้ำมันจากค่าการตลาดที่ไม่ได้รับผลกระทบ แต่ระยะต่อไปอาจกระทบต่อปริมาณการบริโภคน้ำมัน
• จำนวน นทท. ต่างชาติเดินทางเข้าไทยที่ 493,069 คน ชะลอต่อเนื่องต่อเนื่อง แต่ประเมินตั้งแต่ช่วงกลาง ก.ย. 2026 เป็นต้นไปจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวในกลุ่มระยะใกล้สนับสนุนจากช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะช่วง Golden Week ของจีนช่วงวันที่ 1-7 ต.ค. นี้ มองบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว (ERW CENTEL AOT)
• กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา กรณีคดีฮั้ว สว. จำนวน 77 คน ซึ่งเป็น สว. ที่ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง จำนวน 26 คน แต่ไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มองมีผลกระทบต่อการขับเคลื่อนนโยบายรัฐ (การโหวต พ.ร.บ. และ พ.ร.ก.) อยู่ในวงจำกัด และคาดตลาดจะรับรู้ความเสี่ยงไปบางส่วนแล้ว
กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์ โดยแม้ดัชนีจะได้แรงพยุงจากหุ้นกลุ่มพลังงานตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามทั้งการประชุมเฟด (15–16 ก.ย.) พร้อม Dot Plot และการประชุม BoJ (18 ก.ย.) เพื่อจับตาทิศทางดอกเบี้ยนโยบายและผลกระทบต่อ Yen Carry Trade ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อกระแส Fund Flow ทั่วโลก กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” โดยเน้นจังหวะ “Buy on Dip”
แนวรับ – แนวต้าน : 1580/1575 – 1605/1610
ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์ แม้ได้แรงพยุงจากหุ้นกลุ่มพลังงานตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น แต่ตลาดยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยชี้นำ Fund Flow ทั้งการประชุม Fed พร้อม Dot Plot และการประชุม BOJ เกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยและ Yen Carry Trade กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” โดยเน้น “Buy on Dip” ผ่าน 4 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
1. Defensive & High Dividend Play ซึ่งคาดให้ Div. Yield สม่ำเสมอสูงเกินปีละ 5% เพื่อสร้างกระแสเงินสดและเป็นหลุมหลบภัยท่ามกลางความผันผวนของตลาดก่อนการประชุมเฟดและประเด็นการเมืองในประเทศ ได้แก่ BBL KTB HMPRO AP SCCC PTT FTREIT LHSC
2. Global Macro & Bond Yield Play ซึ่งได้ประโยชน์จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ผลักดันให้ราคาพลังงานและค่าระวางเรือสูงขึ้น ส่งผลดีต่อกลุ่มพลังงาน (PTTEP BCP TOP SPRC) และเดินเรือ (PSL TTA) อีกทั้ง Bond Yield ที่ทรงตัวสูง ยังส่งผลดีต่อผลตอบแทนจากการลงทุนของกลุ่มธนาคาร (KTB BBL KBANK) และกลุ่มประกันชีวิต (BLA TLI)
3. Policy Play ซึ่งได้ประโยชน์จากการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของรัฐ ได้แก่ กลุ่มพลังงานสะอาดและนิคม (GULF GUNKUL AMATA WHA) จากความคืบหน้าร่างแผน PDP2026 และนโยบายหนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป, กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON CK SCCC) จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและลุ้นผ่านร่าง พ.ร.บ. งบฯ ปี FY2027, กลุ่มค้าปลีกและท่องเที่ยว (CPALL CRC ERW CENTEL AOT) จากมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA HANA KCE) จากนโยบายส่งเสริมลงทุนด้าน Data Center/AI
4. Laggard Play ซึ่งราคาหุ้นยังปรับขึ้นช้ากว่า SET สวนทางโมเมนตัมกำไร 2H26 ที่คาดจะเติบโตได้ดีทั้ง YoY และ HoH ทำให้คาดจะเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนที่จะหมุนเข้ามาเก็งกำไร ได้แก่ AP PR9 SAWAD HMPRO BDMS TU BCH MTC TIDLOR
Daily Top Picks
CENTEL: ปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวในภาคท่องเที่ยว หลังใกล้เข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวในหลายประเทศ รวมถึงต่อเนื่องจนถึงใน 4Q26 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันและมีอีเวนต์ระดับชาติ ขณะที่ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” มีความชัดเจน เชื่อว่ากำไรได้ผ่านจุดต่ำสุดของปีนี้แล้ว และคาดกำไรปกติจะฟื้นตัวต่อเนื่องถึงใน 1Q27 เป้าหมายระยะสั้นที่ 44.50 บาท
TLI: ปัจจัยสนับสนุนระยะสั้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ สนับสนุนรายได้จากการลงทุน คาดกำไรปี 2026F จะเติบโต 11.8% ผ่านกำไรจากการลงทุนสุทธิที่เพิ่มขึ้น Valuation มีความน่าสนใจด้วย PER 2026F ที่ 9.8 เท่า และมีอัตราจ่ายเงินปันผลที่น่าสนใจที่ 6.1% เป้าหมายระยะสั้นที่ 11.90 บาท