แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตประเด็นสำคัญในต่างประเทศ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พักฐานในสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นแรง Bond Yield ที่ขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี และความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วว่า Fed อาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15–16 ก.ย.
S&P 500 และ Nasdaq ปิดสัปดาห์ลดลงเล็กน้อย ขณะที่ Dow Jones ลดลงประมาณ 1.6% โดยระหว่างสัปดาห์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงต่อเนื่องถึง 4 วัน ก่อนฟื้นตัวค่อนข้างแรงในวันศุกร์หลังราคาน้ำมันย่อตัวลง ขณะที่หุ้นขนาดเล็กเผชิญแรงกดดันมากกว่า โดย Russell 2000 ลดลงประมาณ 2.4% สะท้อนความอ่อนไหวต่อแนวโน้มต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
ปัจจัยกดดันสำคัญที่สุดยังคงมาจากตลาดพลังงาน โดยราคาน้ำมันปรับขึ้นมากกว่า 8% ในรอบสัปดาห์ ก่อนที่ WTI จะปิดบริเวณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent อยู่บริเวณ 105 ดอลลาร์ แม้ลดลงจากระดับเกือบ 110 ดอลลาร์ในระหว่างสัปดาห์
แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะราคาน้ำมันดิบ แต่เริ่มกระจายไปยังราคาผลิตภัณฑ์พลังงาน โดยเฉพาะ Diesel และ Natural Gas จากปัญหาการขนส่งผ่านช่องแคบ Hormuz การโจมตีโรงกลั่นในรัสเซีย รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้ตลาดเริ่มกังวลว่า ปัญหาด้านราคาพลังงานสูงอาจยืดเยื้อและส่งผ่านเข้าสู่เงินเฟ้อในวงกว้างมากขึ้น
ผลที่ตามมาคือ Bond Yield ปรับตัวขึ้น โดย US 10-Year Treasury Yield ปิดสัปดาห์บริเวณ 4.97% ใกล้ระดับ 5% ขณะที่ 2-Year Yield เพิ่มขึ้นสู่ 4.63% และ 30-Year Yield อยู่บริเวณ 5.35% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี การปรับขึ้นของ Yield สะท้อนว่าตลาดกำลัง Price-in ความเป็นไปได้ของการกลับมา Tighten นโยบายการเงินมากขึ้น
ความเสี่ยง Fed กลับมาขึ้นดอกเบี้ย
ตัวเลขสำคัญที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ CPI เดือนสิงหาคมที่ประกาศวันศุกร์ โดย Headline CPI เพิ่มขึ้น 3.4% YoY และ 0.4% MoM ขณะที่ Core CPI เพิ่มขึ้น 2.4% YoY และ 0.3% MoM สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 0.2%
หลังตัวเลขประกาศ ตลาดเพิ่มความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ย 25 bps ในการประชุมสัปดาห์หน้าเป็นมากกว่า 80% จากเพียงประมาณ 59% ในสัปดาห์ก่อน และเริ่ม Price-in ความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปี อย่างไรก็ตาม Market Reaction หลัง CPI ถือว่าน่าสนใจ เพราะไม่ได้เกิดการ sell-off อย่างรุนแรง โดยหุ้นสหรัฐฯ กลับฟื้นตัวได้
ส่วนทองคำกลับเพิ่มขึ้นมากกว่า 1% ในวันศุกร์ สู่ประมาณ 4,363 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ทั้งสัปดาห์ยังลดลงประมาณ 1.5% ภาพดังกล่าวสะท้อนแรงซื้อกลับหลังราคาพักฐาน อย่างไรก็ตาม หาก Bond Yield และ US Dollar ยังปรับขึ้นต่อ ทองคำยังมีโอกาสเผชิญแรงกดดันในระยะสั้นจาก Opportunity Cost ที่สูงขึ้น
แนวโน้มสัปดาห์นี้...นอกจากผลการประชุมเฟดครั้งนี้แล้ว ตลาดจะจับตาสัญญาณต่อทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต
ประเด็นสำคัญที่สุดของสัปดาห์นี้คือการประชุม FOMC วันที่ 15–16 ก.ย. โดยตลาดให้น้ำหนักค่อนข้างสูงต่อการขึ้นดอกเบี้ย 25 bps อย่างไรก็ตาม หาก Fed เซอร์ไพร์สตลาดด้วยการคงดอกเบี้ย จะส่งผลให้ตลาดหุ้นมีโอกาสกลับมารีบาวด์แรงได้
เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่เพิ่มความระมัดระวังต่อความผันผวนในสัปดาห์นี้ เนื่องจาก Bond Yield ที่อยู่ใกล้ 5% ยังเป็น Valuation Headwind ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของกำไรบริษัท โดยเฉพาะ การลงทุนใน AI Infrastructure
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ในระยะสั้นเราเน้น Selective โดยให้ความสำคัญกับบริษัทที่มี Earnings Visibility แข็งแกร่ง งบดุลดี และสามารถรับมือกับต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้นได้ พร้อมติดตามการเคลื่อนไหวของ 10-Year Treasury Yield บริเวณ 5% และราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด ซึ่งยังเป็นสองตัวแปรสำคัญต่อทิศทางสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงนี้
สรุปภาพตลาดวานนี้ SET วนลงมา 1600 โดยนอกจาก DELTA มีการขายทำกำไรออกจากหุ้นพลังงาน ปิโตรเคมี ธนาคาร เป็นหลัก แต่พบว่าหุ้นเด่นมาก เป็น KCE (รับกระแสข่าวงานใหม่) HANA ตามมาติดๆ นอกนั้น ดูไม่ค่อยมีอะไรมาก (เป็นวันที่หมุนหุ้นเล่น)
แนวโน้มตลาดวันนี้ จับทิศวงจรดอกเบี้ยขาขึ้น
Sector rotation รอบนี้เราคงคำแนะนำ พักเงินอยู่ในหุ้นปิโตรเคมี โรงกลั่น ส่งออก (Soft commodity ไก่ และ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์) โรงแรม โรงพยาบาล ส่วนหุ้นที่คาดว่าจะด้อย (Underperform) กว่าตลาด คาดธนาคาร สื่อสาร โรงไฟฟ้า ค้าปลีก ไฟแนนซ์ รับเหมา นิคมอุตสาหกรรม.
อิงแนวโน้มต้นทุนทางการเงินที่กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนในช่วงเริ่มต้น กระทบหุ้นด้อย; เฟดอาจจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม 16 ก.ย.นี้เลย 0.25% หรือหากยังไม่ขึ้น; สุดท้ายจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจที่อาจสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยได้ในอนาคต จากการประชุมเฟดที่เหลือ 2 ครั้งในปีนี้ แต่การขึ้นดอกเบี้ยคาดไม่ได้มีความต่อเนื่อง และไม่เหมือนการขึ้นในรอบก่อน
ธนาคารกลางยุโรป ได้ส่งสัญญาณการปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องผ่านการประชุมเมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยตลาดคาดว่า ECB จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุม เดือน ธ.ค.26 และ ขึ้นอีกครั้งในการประชุม เดือน มี.ค.2027 ก่อนจะจบรอบขาขึ้นที่ 3%
ธนาคารกลางญี่ปุ่นคาด ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 1.25% ในการประชุม 17-18 ก.ย.นี้ (เร็วขึ้นกว่าคาดการณ์เดิมที่คาดขึ้นเดือน ต.ค.) และคาดขึ้นอีกครั้ง 0.25% เดือน มี.ค. 2027 และ ก.ค.2027 และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายจะหยุดที่ 1.75% หรือ 2% ขึ้นอยู่กับการประชุมเดือน ต.ค. 2026 (เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 1.5-1.75%) ขณะที่ค่าเงินเยน คาดแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย 0-1% จากผลสำรวจครั้งนี้ (เยนยังไม่รีบแข็ง การ Unwind JPY Carry trade ยังไม่เร่งตัว)
ธนาคารกลางเกาหลีใต้ คาดชะลอการขึ้นดอกเบี้ย หลังขึ้นต่อเนื่องในเดือน ก.ค.-ส.ค.ไปแล้ว โดยคาดว่าจะขึ้นอีกครั้งในเดือน พ.ย.0.25% เป็น 3.25% และ จะขึ้นอีก 0.25% ในเดือน ก.พ.2027 และจบขาขึ้นที่ 3.5%
จากวงจรขาขึ้นของดอกเบี้ยในหลากหลายภูมิภาค ซึ่งจะมีผลต่อต้นทุนทางการเงิน ความแปรปรวนในตลาดปริวรรตเงินตรา เราคาดว่าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อทิศทางราคาหุ้นกลุ่มที่เชื่อมโยง เช่น ไฟแนนซ์ การบริโภค รับเหมา โดยเฉพาะธนาคาร นอกจากนี้การรอคอยความชัดเจนในด้านนโยบายเศรษฐกิจในประเทศ การเมืองในประเทศ คาดจะลดทอนความน่าสนใจของหุ้น นิคมอุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้าในระยะสั้น
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ เก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง
วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: SET Index อยู่ในสภาวะเปลี่ยนผ่านโครงสร้าง (Trend Transition) โดยมีการยก Low ใน Timeframe Day เพื่อเตรียมฟอร์มตัวเข้าสู่ Impulse Wave (คลื่นขาขึ้น)
EMA Alignment: ดัชนีย่อทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย EMA 10 & 25 จับตาการเรียงตัวของเส้นค่าเฉลี่ย ซึ่งเป็นจุด support เทรนท์หลัก
MACD: ลงนิดๆ แต่ตัดขึ้นเหนือ Signal Line และอยู่เหนือ Zero Line บ่งชี้สัญญาณยืนยันรอบการขึ้นระยะกลางยังไม่จบง่ายๆ
แนวรับ: 1,600 จุด (EMA 50 วัน) จุดตั้งรับสำหรับ Buy on Dip
จุดปิดความเสี่ยง: หากดัชนีหลุด Low ต่ำกว่า 1,580 จุด (EMA 75 วัน) หลุดแนว พักฐานย่อย อาจต้องชะลอลดสัดส่วนการลงทุน
แนวต้านแรก: 1,630 จุด(โซนวัดใจการเปลี่ยนเทรนด์ระยะยาว)
ด่านสำคัญ: 1,650 จุด (แนวต้านจิตวิทยา + Fibonacci Retracement 78.6%)
กลยุทธ์การเลือกหุ้น: เช่น SCGP ย่อแตะ EMA 75 วันแล้วเด้งทันที ขณะที่ CPF ลุ้นทะลุด่านสำคัญ 25 โอกาสเกิด Reversal Pattern เปลี่ยนเทรนด์เป็นขาขึ้น ส่วน TRUE ย่อแตะ EMA 200 วันโซนล่าง ขณะที่ MACD Cross หนุนสัญญาณกลับตัว
What to watch นายกเผย รัฐบาลจะเดินหน้าโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" อย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
งบติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปครัวเรือนละ 5 หมื่นบาท จำนวน 1.5 ล้านครัวเรือน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเป้าเริ่มต้นเดินที่ 1 ล้านคนครัว และคาดว่า จะใช้วงเงินสูงสุดราว 7.5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ทางการไฟฟ้าฯ จะรับซื้อไฟไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ ต่อเมื่อทางการไฟฟ้าได้เปลี่ยนเป็นสมาร์ทมิเตอร์และเชื่อมระบบไฟฟ้าแบบ 2 ทาง (ใช้ในครัวเรือน และขายไฟคืน) เรียบร้อยแล้ว
ขณะนี้มีบริษัทที่ไปติดตั้งกว่า 2,300 บริษัท เป็นผู้เชี่ยวชาญการติดตั้งมาขึ้นบัญชีแล้ว ซึ่งในส่วนของการไฟฟ้าจะมีการดำเนินการเองได้ประมาณ 3-4 แสนหลังคาเรือน นอกจากนั้นก็จะให้บริษัทเอกชนเข้ามาช่วยดำเนินการติดตั้ง
คาด BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ โดยตลาดมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในการประชุมวันที่ 18 ก.ย. เดิมตลาดคาดการ ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค.ปีนี้ และ มี.ค. 2027, ก.ค.2027 และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายจะหยุดที่ 1.5% หรือ 1.75%
FTSE review: CPN หลุดจาก Large Cap เข้า Mid Cap./ หุ้น BTS LH SCCC TU ลดชั้นลง Small Cap / หุ้น THAI FTREIT ติด Small Cap มีผล 21 ก.ย.นี้
ทรัมป์เปิดทางค่ายรถจีนผลิต EV ในสหรัฐฯ หากจ้างแรงงานชาวอเมริกัน ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นราว 2 สัปดาห์ก่อนกำหนดการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนที่กรุงวอชิงตัน ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์และฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ คัดค้านอย่างหนักต่อแนวคิดที่จะเปิดทางให้ BYD ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของจีน และผู้ผลิตรถยนต์จีนรายอื่น ๆ เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ
ศาล รธน.นัดวินิฉัยชี้ขาดคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง วันที่ 28 ก.ย.2569
กบน. ตรึงราคาน้ำมันทุกชนิด ลดภาระประชาชน รับมือน้ำมันโลกพุ่ง โดยในวันที่ 11 ก.ย.69 ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงถึง 191.91 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซิน พุ่งขึ้นประมาณ 148 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็นการปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งกบน. ยังมีการพิจารณาถึงมาตราการต่างๆ ที่จะช่วยเหลือราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศให้กับประชาชนต่อไป
กสทช.ประกาศผลประมูล USO 3 ทั้ง 5 สัญญา รวม 5,423.7 ลบ. THCOM-ITEL-TRUE-INSET-TKC ชนะ
หุ้นแนะนำวันนี้
GFPT คาดผลกระทบจากอุทกภัย ทั่วภูมิภาคเอเชียรอบนี้ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ (ไก่) / ส่งผลบวกต่อการเติมสต็อก และอุปสงส์ส่วนเพิ่ม (แย่งซื้อของ) เมื่ออุปทานได้รับผลกระทบ
แนวรับ 10.3 ต้าน 10.8 Stop loss 10
รายงานพื้นฐานวันนี้
Alpha Pulse
เจาะปัจจัยหนุนฟันด์โฟลว์ไทย ไปต่อได้แค่ไหน?
ภาพปัจจุบันยังเอื้อต่อ เงินทุนต่างชาติ (Foreign Flow) ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อในช่วง 3 เดือนข้างหน้า จากวัฏจักรเทคโนโลยีและการผลิตโลกที่เร่งตัว พร้อมกับทิศทางกำไรตลาดหุ้นไทยที่ถูกปรับขึ้น โดยข้อมูลย้อนหลังปี 2016–2026 พบว่า เมื่อ 6 ปัจจัยหลัก ได้แก่ แรงส่งเงินทุนต่างชาติ, ตลาดเกิดใหม่เทียบตลาดโลก, การปรับประมาณการกำไร SET, การส่งออกเกาหลีใต้, SET เทียบตลาดเกิดใหม่ และดัชนีภาคการผลิตสหรัฐฯ อยู่เหนือค่าเฉลี่ยพร้อมกัน เงินทุนต่างชาติใน 3 เดือนถัดไปเป็นบวกถึง 89% ของข้อมูล และมีค่ามัธยฐานเงินไหลเข้าราว 3.4 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันทั้ง 6 ปัจจัยอยู่เหนือค่าเฉลี่ย และ 4 ใน 6 อยู่สูงกว่า +0.5SD จึงยังเป็นสัญญาณบวกต่อกระแสเงินทุน
แรงส่งหลักมาจาก วัฏจักรเทคโนโลยีและการผลิตโลกที่อยู่ในขาขึ้น โดยการส่งออกเกาหลีใต้ซึ่งใช้เป็นตัวชี้นำห่วงโซ่อุปทานโลกอยู่ที่ +2.00SD หลังยอดส่งออกเดือน พ.ค.–ก.ค. 2026 โต 52.9%, 70.4% และ 63.0% YoY ตามลำดับ ขณะที่ดัชนีภาคการผลิตสหรัฐฯ เพิ่มจาก 52.6 ในเดือน ม.ค. เป็น 55.6 ในเดือน ก.ค. และอยู่เหนือระดับ 50 ต่อเนื่อง สะท้อนภาคการผลิตยังขยายตัว
แรงส่งดังกล่าวเริ่มส่งผ่านมายังกำไรไทย โดยการปรับประมาณการกำไร SET ในช่วง 3 เดือนพลิกจาก -7.3% ต้นปี เป็น +12.7% ปัจจุบัน หรือ +1.43SD ขณะที่แรงส่งเงินทุนต่างชาติอยู่ที่ +1.13SD สอดคล้องกับนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิหุ้นไทยราว 5.8 หมื่นล้านบาท YTD และ 3.8 หมื่นล้านบาทในช่วง 3 เดือนล่าสุด ทำให้รอบเงินไหลเข้าครั้งนี้มีทิศทางกำไรเป็นปัจจัยพื้นฐานรองรับ ไม่ได้เกิดจากแรงส่งของกระแสเงินเพียงอย่างเดียว
การวิเคราะห์เชิงปริมาณให้ภาพสอดคล้องกัน โดย Ridge Regression ประเมินเงินไหลเข้า 2.76 หมื่นล้านบาท และ Rank Model 2.15 หมื่นล้านบาท ทำให้กรณีฐานเฉลี่ยอยู่ที่ราว 2.46 หมื่นล้านบาทใน 3 เดือนข้างหน้า ขณะที่กรณีแรงส่งชะลอลง (Soft Patch) ซึ่งสมมติการปรับประมาณการกำไร SET ลดเหลือ +5%, การส่งออกเกาหลีใต้ +40%, US Manufacturing ISM ลดเหลือ 51.0 และ SET อ่อนกว่าตลาดเกิดใหม่มากขึ้น แบบจำลองยังให้เงินทุนต่างชาติเป็นบวกราว 1.03 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่าภาพเงินไหลเข้ายังมีความทนทานพอสมควร
Strategist view: มองการปรับฐานระยะสั้นเป็นจังหวะสะสมหุ้นที่ได้ประโยชน์จากวัฏจักรดังกล่าว โดยฝั่ง เทคโนโลยีเลือก KCE จากปริมาณส่งมอบ PCB 3Q26 ที่คาดเพิ่ม QoQ และการขึ้นราคาตั้งแต่ 1 ก.ค. ซึ่งหนุนราคาขายเฉลี่ยราว 9–10% และรายได้ PCB มีโอกาสเพิ่ม 17–19% QoQ
ส่วนฝั่งวัฏจักรการผลิตและเงินเฟ้อเลือก PTT และ PTTGC เพื่อรับประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยภาพรวมยังสนับสนุน การเลือกสะสมหุ้นเป็นรายตัว และคาดเงินทุนต่างชาติยังเป็นแรงหนุนตลาดไทยต่อในช่วง 3 เดือนข้างหน้า
KCE
เคซีอี อีเลคโทรนิคส์
Optimus และงาน AI เป็น Upside รอบใหม่
การฟื้นตัวของธุรกิจรถยนต์และการปรับราคาขายของ KCE เริ่มถูกตลาดรับรู้ไปมากแล้ว โดยประมาณการกำไรหลักปี 2026–2027 อยู่ที่ 1.44 พันล้านบาท (+78% YoY) และ 2.07 พันล้านบาท (+44% YoY) ดังนั้น Upside รอบใหม่ของหุ้นจะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยที่ยังไม่ได้ยืนยันเต็มที่ คือโอกาสเข้า Supply chain ของ Tesla Optimus และการขยายเข้าสู่งานแผงวงจรสำหรับ AI/การสื่อสารข้อมูล (AI/datacom)
สำหรับ Optimus ปัจจุบัน ยังไม่มีการยืนยันว่า Tesla เป็นลูกค้า โดย KCE เพียงยืนยันว่ามีธุรกรรมที่อาจเกิดขึ้นกับบริษัทสหรัฐฯ แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อ อย่างไรก็ตาม ลักษณะงานสอดคล้องกับความสามารถเดิมของ KCE ในแผงวงจร HDI เกรดยานยนต์ เราประเมินหุ่นยนต์หนึ่งตัวใช้ PCB ราว 40–50 แผ่น หรือประมาณ 4 ตารางฟุต คิดเป็นมูลค่าราว US$90/ตัว หาก Fremont มีกำลังการผลิตตามการออกแบบที่ 1 ล้านตัว/ปี และ KCE ได้ส่วนแบ่ง 10% จะสร้างรายได้ราว US$9m หรือประมาณ 2% ของยอดขาย และเพิ่มกำไรหลักราว 5% ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การยืนยันสถานะผู้ผลิต ซึ่งอาจช่วยให้ตลาดปรับ PER ขึ้นก่อนที่ผลต่อกำไรจะมีนัยสำคัญ
Upside ที่ใหญ่กว่าคืองาน AI/datacom โดย KCE มีกำลังผลิตติดตั้ง 3.6 ล้านตารางฟุต/เดือน และปัจจุบันใช้เพียงราว 65% จึงมีกำลังผลิตว่างประมาณ 1.26 ล้านตารางฟุต/เดือน รวมถึงมีพื้นที่รองรับโรงงานโรจนะเพิ่มอีก 1 ล้านตารางฟุต/เดือน อย่างไรก็ตาม KCE ยังไม่พร้อมผลิตแผงวงจร AI ระดับสูง เช่น UBB/OAM หรือ 800G/1.6T ในปัจจุบัน จุดเริ่มต้นที่เป็นไปได้มากกว่าคืองาน 6–14 ชั้นสำหรับระบบพลังงาน การควบคุม และอุปกรณ์เสริม ก่อนขยับสู่ผลิตภัณฑ์เครือข่ายระดับไม่เกิน 400G หลังผ่านการรับรองจากลูกค้า
หาก KCE สามารถเปลี่ยน 50% ของกำลังผลิตว่างปี 2027 ไปสู่งานมูลค่าสูงเหล่านี้ หลังหักผลจากความเร็วการผลิตและ Yield ที่ต่ำกว่าแล้ว เราประเมิน Upside ต่อรายได้ราว 10–15% และต่อกำไรหลัก 15–20% โดยปัจจัยชี้ขาดไม่ใช่กำลังผลิต แต่คือ Yield ความรู้ด้านกระบวนการผลิต และการผ่านการรับรองจากลูกค้า
Fundamental view: คงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 70 บาท (จาก 60 บาท) โดยมองการฟื้นตัวของธุรกิจเดิมเริ่มอยู่ในราคาแล้ว แต่หาก Optimus มาจริงเป็นปัจจัยหนุนการปรับมูลค่าหุ้นขึ้น ขณะที่กรณีที่ KCE สามารถเข้าสู่งาน AI/datacom ได้จริง มีมูลค่าในกรณีบวกที่ 85 บาท
TOP
ไทยออยล์
CFP กลับมาเดินตามแผน แต่ upside ปันผลยังจำกัดจากการลงทุน
โครงการ Clean Fuel Project (CFP) ที่ล่าช้ามานานกลับมาเดินหน้าได้ตามแผน หลังเริ่มก่อสร้างใหม่ตั้งแต่ 3Q25 โดยความคืบหน้าล่าสุด ณ ก.ค. 2026 อยู่ที่ 34.87% ตามสัญญาใหม่ หรือราว 97% หากเทียบกับขอบเขต EPC เดิม และมีแรงงานในพื้นที่กว่า 20,000 คน บริษัทคงเป้าเริ่มเดินเครื่อง CDU-4 ใน 2Q27 และเปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบใน 3Q28 ซึ่งจะเพิ่มกำลังกลั่นรวมเป็น 400kbd และทำให้ TOP กลับมาเป็นโรงกลั่นที่มีกำลังการกลั่นสูงสุดในไทย
ประโยชน์ของ CFP ยังเป็นไปตามสมมติฐานเดิม ทั้งความสามารถในการใช้ Medium/Heavy crude เพิ่มเป็น 50–60% ของวัตถุดิบ จากปัจจุบันที่ใช้ Light crude ทั้งหมด และการเปลี่ยนน้ำมันเตาไปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงขึ้น โดยประเมินประโยชน์จากการยกระดับผลิตภัณฑ์ราว US$2/bbl ภายใต้ส่วนต่างราคาปกติ หรือราว US$4/bbl หากอิงระดับปี 2026 ขณะที่การใช้ Medium/Heavy crude ช่วยลดต้นทุนได้ราว US$5/bbl ในภาวะปกติ หรือสูงถึง US$10/bbl ตามราคาปัจจุบัน และดัชนีความซับซ้อนของโรงกลั่น (Nelson Index) จะเพิ่มเป็น 12.0 จาก 9.8
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังจำกัดความน่าสนใจคือ เงินลงทุนที่เหลือสูงถึง 1.9 พันล้านเหรียญฯ ในช่วง 2H26–2028 แม้หากขายหุ้น 15% ใน Chandra Asri จะได้เงินราว 2.5 หมื่นล้านบาท แต่ยังต้องใช้เงินสดภายในอีกราว 4 หมื่นล้านบาท ทำให้ความสามารถในการเพิ่มอัตราจ่ายปันผลยังจำกัด โดยคาด Dividend yield ปี 2027 เพียง 3.7% ซึ่งไม่น่าสนใจเท่า BCP และ SPRC
Fundamental view: แม้ความคืบหน้า CFP ลดความเสี่ยงของโครงการและประโยชน์ระยะยาวยังอยู่ครบ แต่ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว ขณะที่ภาระเงินลงทุนยังสูง จึงคงคำแนะนำเลี่ยงใน เชิงพื้นฐาน
AP
เอพี (ไทยแลนด์)
ยอดขายยังแข็งแรง Margin ฟื้น
ภาพ 3Q26 ดูทรงตัวในระดับกำไร แต่พื้นฐานภายในดีขึ้น โดยเราคาดกำไรหลัก 1.16 พันล้านบาท ทรงตัว YoY และ +9% QoQ แม้รายได้ที่อยู่อาศัยเพิ่ม 6% YoY เป็น 9.4 พันล้านบาท เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจากโครงการร่วมทุนลดลง 30% YoY ขณะที่โครงการ JV ใหม่ที่เริ่มโอนใน 3Q26 จะรับรู้รายได้เพียงประมาณ 10% ของมูลค่าโครงการ ก่อนเร่งตัวจริงใน 4Q26 ด้านยอดขายยังแข็งแรง โดยเดือน ก.ค. และ ส.ค. ทำได้ 4.5 และ 4.9 พันล้านบาท รวม 2 เดือนที่ 9.4 พันล้านบาท
จุดเด่นคือ อัตรากำไรฟื้นตัว จากสัดส่วนโครงการเปิดใหม่และราคาขายที่ดีขึ้น โดยคาดอัตรากำไรขั้นต้นธุรกิจที่อยู่อาศัย 3Q26 ที่ 31.1% (+65bps YoY, +174bps QoQ) และอัตรากำไรขั้นต้นรวมที่ 32.0% (+57bps YoY, +172bps QoQ) ขณะที่ค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้ทรงตัวราว 19.4% จึงเป็นการฟื้นจาก Margin มากกว่าการลดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ Rhythm Charoennakhon Iconic ซึ่งขายแล้ว 85% มีราคาขายเฉลี่ยเพิ่มจากราว 170,000 บาท/ตร.ม. ตอนเปิดโครงการ เป็น 180,000 บาท/ตร.ม. ในปัจจุบัน แต่การโอนส่วนใหญ่จะไปเกิดใน 4Q26
เราคาดกำไรปี 2026 ที่ 4.7 พันล้านบาท (+9% YoY) โดยผลประกอบการจะหนักไปทางครึ่งปีหลัง และ 4Q26 น่าจะเป็นไตรมาสดีที่สุดของปี จากการโอนคอนโดที่เร่งขึ้นและอัตรากำไรที่ดีขึ้น
Fundamental view: คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 10 บาท อิง PER ปี 2026 ที่ 7x ขณะที่หุ้นซื้อขายที่ PER ราว 5.4x และ Dividend yield ประมาณ 7% โดยแรงส่งหลักอยู่ที่การโอนและ Margin ที่เร่งขึ้นใน 4Q26
สรุปประเด็นจาก Quick take
BBL
ธนาคารกรุงเทพ
BBL ออกหุ้นกู้ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันมูลค่า 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
BBL ออกหุ้นกู้ต่างประเทศ 2 ชุด ได้แก่ 1) หุ้นกู้อายุ 5 ปี มูลค่า 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.5 หมื่นล้านบาท) อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.299%/ปี และ 2) หุ้นกู้อายุ 10 ปี มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (1.0 หมื่นล้านบาท) อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.796%/ปี โดยธนาคารสามารถใช้สิทธิไถ่ถอนได้ก่อนกำหนด
View from fundamental: เราประเมินว่าการออกหุ้นกู้รอบนี้มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่ารอบก่อนราว 0.71-0.79% โดยเราประเมินผลกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2026 เพียง 0.1% และปี 2027 ราว 0.4% โดยเรายังแนะนำ ซื้อ จากคุณภาพสินทรัพย์ที่ยังดีและโอกาสในการขยายสินเชื่อในภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว
KCE
เคซีอี อีเลคโทรนิคส์
กระแสข่าวอยู่ระหว่าง Pilot ผลิต PCB ป้อนหุ่นยนต์ TESLA
ข่าวที่ระบุว่า KCE อยู่ระหว่าง pilot production PCB สำหรับ Tesla Optimus หากได้รับการยืนยัน จะเปิด upside ใหม่ให้ KCE โดย Tesla อยู่ระหว่างติดตั้งสายการผลิต Optimus รุ่นแรกที่ Fremont เพื่อเตรียมเริ่มผลิตในปี 2026 โดยสายการผลิตดังกล่าวถูกออกแบบสำหรับกำลังการผลิตระยะยาว 1 ล้านตัว/ปี ขณะที่ second-generation line ที่ Giga Texas ถูกออกแบบสำหรับ long-term capacity สูงถึง 10 ล้านตัว/ปี
View from fundamental: จาก Potential ของ Humanoid มีโอกาสที่จะโตอีกมาก ทำให้ PER จะถูก re-rate เพิ่มไปด้วย ซึ่งหากอิง PER ปี 2027 ที่ 40 เท่า จะคิดเป็นราคาราว 70 บาท บาท (bull-case rerating scenario)
Energy
กบง. มีมติปรับลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นต่อเนื่อง
ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2026 มีมติเห็นชอบปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วต่อเนื่องกบง. กำหนดอัตราปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล B0 B7 และ B20 2.40 บาท/ลิตร โดยจะมีผลบังคับใช้ในตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. – 31 ต.ค. 2026 (ต่อเนื่องอีก 46 วันจากประกาศรอบปัจจุบันที่มีผลใช้บังคับ 31 วันและจะสิ้นสุดในวันที่ 15 ก.ย.)
View from fundamental: ข่าวดังกล่าวเป็นไปตามที่เราคาดและน่าจะเป็น negative sentiment ต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่น การแทรกแซงของภาครัฐอย่างต่อเนื่องน่าจะเป็นปัจจัยกดดันต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่น ภายในกลุ่มพลังงาน เราชอบ PTT (อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและสม่ำเสมอ)
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน