ภาวะตลาด: SET Index วานนี้แกว่งในกรอบ 1614-1629 ปิดตลาดที่ 1617.89 ลดลง -4.00 จุด มูลค่าซื้อขาย 8.1 หมื่นลบ. โดยมีรายการ Big lot หุ้น GULF เกือบ 26.97 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 62.50 บาท (ใกล้เคียงกับราคาตลาด) มูลค่ารวม 1.68 พันล้านบาท หุ้นหลักที่กดตลาดนำโดย DELTA (-5 บาท ฉุดดัชนีลง -4.95 จุด) ตามมาด้วย AOT(แต่เรายังมองว่า การอ่อนตัวเป็นจังหวะสะสม), KBANK, BAY, BBL, KKP, SCB (ซึ่งแบงค์เหล่านี้ขึ้น XD) ส่วนหุ้นที่ปรับขึ้นช่วยพยุงตลาดเป็น PTTGC, IVL, ADVANC, TOP, CRC ต่างชาติซื้อสุทธิ +3.14 พันลบ. พอร์ตบล.ขายสุทธิ -1.26 พันลบ. สถาบันในปท.ขายสุทธิ -960 ลบ. รายย่อยขายสุทธิ -917 ลบ.
ปัจจัยต่างประเทศ
-ภูมิรัฐศาสตร์ : สหรัฐประกาศคว่ำบาตรสายการบินอิหร่าน 27 แห่ง และกำลังมุ่งเป้าจัดการกับบริษัทในประเทศที่สามที่จัดหาอาวุธ ยุทโธปกรณ์ให้อิหร่านและอิหร่านได้โจมตีเรือสหรัฐ 10 ลำในบริเวณใกล้ช่องแคบฮอร์มุซในวันพุธ ขณะที่กองทัพสหรัฐได้จมเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 5 ลำเพื่อตอบโต้อิหร่านที่พยายามโจมตีเรือรบของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการยกระดับการปะทะกันของทั้งสองฝ่าย
-สหรัฐ: จับตารายงานดัชนีเงินเฟ้อ CPI และดัชนีเงินเฟ้อ PPI โดยตลาดคาดว่าจะทรงตัว-อ่อนเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้จะมีการประชุม FOMC ในวันที่ 15-16 ก.ย.นี้
-จีน: ดัชนีเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือนส.ค.26 เมื่อเทียบรายปีอยู่ที่ 0.8% เป็นไปตามคาดของตลาด ซึ่งเร่งตัวขึ้นจาก 0.5% ในเดือนก.ค. ส่วนดัชนีเงินเฟ้อผู้ผลิตทั่วไป (PPI) เมื่อเทียบรายปีอยู่ที่ 3.8% ในเดือนส.ค. สูงกว่านวค.คาดที่ 3.6% และเพิ่มจากเดือนก.ค.ที่ 3.5% โดยหลักมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น
-ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงต่อ จากกังวลราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อสูง ด้านสัญญาน้ำมัน WTI & BRENT เพิ่มขึ้นกว่า 3% เป็น 96-101 US$/bbl หลังสหรัฐและอิหร่านโจมตีเรือระหว่างกันรุนแรงขึ้น…เป็นข่าวบวกระยะสั้นกับ PTTEP, PTT และหุ้นโรงกลั่น ส่วนสัญญาทองคำส่งมอบธ.ค.26 เพิ่มขึ้น 21.70 US$ มาที่ 4,460.70 US$/ออนซ์ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ทรงตัวที่ 98.78 เงินบาทอยู่ที่ 32.93 บาท/US$ ด้าน US bond yield 10 ปี พุ่งเป็น 4.84% ดัชนีราคาถ่านหิน (NCF) ทรงที่ 147.35 จุด ส่วนดัชนีค่าระวางเรือเทกอง (BDI) ปรับขึ้นเป็น 3,620จุด...เป็น Sentiment บวกกับบริษัทเรือเทกอง เช่น PSL, TTA
ปัจจัยในประเทศ & ข่าวหุ้นเด่น
-เมื่อมองไปข้างหน้า...เราคาดว่าการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ภาครัฐจะฟื้นตัวตั้งแต่ 4Q26F หลังจากเข้าปีงบประมาณ 2027 ที่เริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค.26 เป็นต้นไป ส่วนเงื่อนไขการส่งเสริมลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ (DC) ทางบอร์ด DC คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นก.ย.นี้ หลังจากนั้นทาง BOI ก็จะกลับพิจารณาส่งเสริมการลงทุนใน DC หลังจากหยุดพิจารณาไปตั้งแต่เดือนเม.ย.26 ดังนั้นคาดว่าใน 4Q26 จะเห็นข่าวบวกเกี่ยวกับการลงทุนใน Mega project มากขึ้น กลุ่มที่จะได้อานิสงค์คือ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (หุ้นเด่น AMATA, WHA ราคาหุ้นอ่อนตัวเป็นจังหวะสะสม) กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (หุ้นเด่น CK, STECON)
-การเมืองไทย: จับตาเรื่องฮั้วส.ว.ที่กำลังเป็นประเด็นแรงในช่วงนี้ รวมถึงการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการใหม่ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล
กลยุทธ์ : เลือกซื้อหุ้นดีที่ยังมี Upside สัญญาณระยะสั้นยังเป็นบวก แม้ว่าจะมีการพักตัวบ้าง เนื่องจากดัชนีปิดสูงกว่าเส้น SMA10 ระยะสั้นให้แนวรับไว้ที่ 1615, 1597, 1584-1578, 1572-1570 จุด ส่วนแนวต้านให้ไว้ที่ 1625-1630, 1640, 1650-1660 จุด
หุ้นพื้นฐานแนะนำวันนี้: BDMS (ราคาปิดวานนี้ 19.80 บาท-ขึ้น XD) : คาดกำไรหลัก 3Q26F เติบโตทั้ง YoY และ QoQ ในเดือนก.ค.26 รายได้รวมเติบโตดีขึ้นเป็น +8% YoY ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นทั้งรายได้ผู้ป่วยไทยและต่างชาติ สำหรับรายได้จากผู้ป่วยประกันเติบโตดีขึ้นเป็น +11% YoY ในเดือนก.ค.26 (จาก 2% YoY ใน 1H26) ร.พ.บันทึกผลประโยชน์ทางภาษีประมาณ 50 ล้านบาทใน 2Q26 และคาดว่าจะมีผลประโยชน์ทางภาษีรวมประมาณ 230 ล้านบาทในปี2026 แนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 23 บาท (DCF)
นักวิเคราะห์&กลยุทธ์: อาภาภรณ์ แสวงพรรค : arparporns@dbs.com : Tel 02 587 7829