Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

56


อัปเดตแนวโน้มทองคำ โมเมนตัมเชิงบวกชัดเจนขึ้น มองยังมี Upside ในช่วงที่เหลือของปี
ราคาทองคำกลับมามีโมเมนตัมเชิงบวก หลังผ่านช่วงปรับฐานจากจุดสูงสุดในช่วงต้นปี และสร้างฐานบริเวณ 4,000–4,200 ดอลลาร์มานานกว่าหนึ่งเดือน ล่าสุดราคาทะลุแนวต้านบริเวณ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นการปรับขึ้นราว 13% ในช่วง 2 สัปดาห์ สะท้อนแรงซื้อที่กลับเข้าสู่ตลาด


- ความต้องการทองในในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ยังแข็งแกร่ง แม้ราคาปรับฐาน
หากดูตัวเลข Gold Demand ในไตรมาส 2/26 จากรายงานของ World Gold Council จะพบว่า แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลงจากระดับสูงสุดในช่วงต้นปี แต่ความต้องการโดยรวมไม่ได้อ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย Total Gold Demand รวม OTC อยู่ที่ 1,269 ตัน ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ความต้องการในช่วงครึ่งแรกของปีเพิ่มขึ้น 2% YoY เป็น 2,522 ตัน
ทั้งนี้ โครงสร้างของ Investment Demand มีการเปลี่ยนแปลง แม้ Gold ETF จะมี Outflow 45 ตันในไตรมาส 2/26 แต่ OTC Demand กลับเพิ่มขึ้นเป็น 327 ตัน และรวมครึ่งปีแรกสูงถึง 571 ตัน โดยแรงซื้อจำนวนมากมาจากเอเชีย ขณะที่ Bar & Coin Demand อยู่ที่ 307 ตัน ลดลงเพียง 3% YoY ในไตรมาส 2/26 และความต้องการในช่วงครึ่งปีแรกยังสูงกว่าปีก่อนถึง 21% จากแรงหนุนของความต้องการที่แข็งแกร่งในไตรมาส 1/26
อีกแรงหนุนสำคัญคือ การเข้าซื้อของธนาคารกลาง ซึ่งฟื้นตัวขึ้นอย่างมากในไตรมาส 2/26 โดยยอดซื้อสุทธิอยู่ที่ 289 ตัน เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าจากไตรมาส 1/26 โดยโปแลนด์และจีนเป็นผู้ซื้อรายสำคัญ สะท้อนว่าการเพิ่มทองคำในทุนสำรองเพื่อกระจายความเสี่ยง รวมถึงป้องกัน Geopolitical และ Financial Risk ยังคงเป็นแนวโน้มเชิงโครงสร้าง
ขณะที่ฝั่ง Jewellery Demand ได้รับผลกระทบจากราคาทองคำที่อยู่ในระดับสูง โดยความต้องการลดลง 17% YoY ในไตรมาส 2 แต่หากพิจารณาในแง่มูลค่า ความต้องการในช่วงครึ่งปีแรกกลับเพิ่มขึ้น 22% เป็นประมาณ 8.6 หมื่นล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าราคาที่สูงกดดันปริมาณการซื้อ แต่การใช้จ่ายในทองคำยังคงแข็งแกร่ง
- หลังผ่านไตรมาส 2/26 ETF Flow เริ่มกลับมาสนับสนุนราคา
หลังสิ้นไตรมาส 2 ภาพของ Gold ETF Flow เริ่มส่งสัญญาณดีขึ้นจากช่วงที่มีแรงขายหนักในเดือนมิถุนายน โดยแรงขายเริ่มลดลงในเดือนกรกฎาคม ก่อนที่เดือนสิงหาคมจะเริ่มเห็นเม็ดเงินกลับมาไหลเข้าสู่ Gold ETF อีกครั้ง สอดคล้องกับการฟื้นตัวของโมเมนตัมราคาทองคำ และเป็นสัญญาณว่าความต้องการลงทุนผ่านตลาดการเงินเริ่มกลับมาสนับสนุนตลาดอีกครั้ง
-เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำในช่วงที่เหลือของปี
สำหรับแนวโน้มในช่วงที่เหลือของปี เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อราคาทองคำ และมองว่ายังมี Upside จากราคาปัจจุบัน โดยคาดว่า Central Bank และ Investment Demand จะเป็นเครื่องยนต์หลักของความต้องการทองคำ โดยเฉพาะ OTC และแรงซื้อจากนักลงทุนเอเชีย

นอกจากนี้ ฝั่ง Supply ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด เนื่องจาก Mine Production สามารถตอบสนองต่อราคาที่สูงขึ้นได้เพียงค่อยเป็นค่อยไป จากข้อจำกัดด้านการดำเนินงานและระยะเวลาพัฒนาโครงการที่ยาวนาน ขณะที่ Recycling ยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากผู้ถือทองจำนวนมากยังเลือกถือทองต่อมากกว่านำออกมาขาย
ดังนั้น การที่ราคาทองคำกลับขึ้นมายืนเหนือ 4,300 ดอลลาร์ ประกอบกับ การเข้าซื้อสะสมของธนาคารกลางที่ยังแข็งแกร่ง, ETF Flow ที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวหลังจบไตรมาส 2, ดีมานด์จากเอเชียที่ยังมีความต่อเนื่อง และซัพพลายที่ตอบสนองต่อราคาที่สูงขึ้นได้จำกัด ทำให้เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อราคาทองคำในช่วงที่เหลือของปี โดยประเมินราคาเป้าหมาย Base Case ที่ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ Best Case ที่ 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์


สรุปภาพตลาดวานนี้ หุ้นไทยย่อพอเป็นพิธีตามตลาดโลก โดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ไอซีที พลังงานกดดันเป็นหลัก แต่เงินก็หมุนเข้าไปในกลุ่มธนาคาร เกษตร ปิโตรเคมี แต่สิ่งที่น่าสนใจพบว่ากลุ่ม Soft commodities มีแรงหนุน (ราคา+Vol) เช่น KSL STA STGT TVO เป็นต้น


แนวโน้มตลาดวันนี้ เก็งหุ้น Hard commodity เพิ่ม
หุ้นไทยทางเลือกที่บวกดีกว่าตลาดเมื่อวานนี้ คือ กลุ่ม Soft commodity เช่น TVO STA KSL BRR BBGI ทรงหุ้นแข็งแกร่งและ หุ้นธนาคารเด้งจากแนวรับ หุ้น Commodity ยังโดดเด่น สะท้อนภาวะหุ้นไทย-แข็งแกร่งขึ้นตามที่เราประเมิน
บรรยากาศตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ คือจังหวะที่ต้องเข้าทำรอบ เมื่อเห็นราคาย่อลงบนแนวรับแต่ต้องรักษารูปแบบเล่นเหนือเส้นแนวโน้มทางเทคนิค โดยอาศัยประเด็นหนุนจากกระแสการลงทุน (ธีม) เป็นตัวแปรเร่งราคาหุ้น ยกตัวอย่างเช่น กลุ่ม Soft commodity จากประเด็นเอลนีโญที่รออยู่, ต้นทุนกากถั่วเหลืองนำเข้าถูกลง ฯลฯ ทำให้แรลรี่ดีกว่าตลาด ตามทิศทางกลุ่ม Hard commodity ที่บวกนำ
สำหรับปัจจัยหนุนแนวโน้มราคาหุ้น นอกเหนือจาก กำไรที่ดีขึ้น กระแสหนุนราคาหุ้น ที่เรายังแนะนำช่วงนี้ เช่น อุตสาหกรรมที่ขยายตัวตามเศรษฐกิจโลก อิงรายได้ต่างประเทศ (โรงแรม รพ.ตะวันออกกลาง ส่งออก ฯลฯ), มาตรการภายในประเทศที่มีความชัดเจนหนุนรายได้ธุรกิจที่เชื่อมโยง (เปลี่ยนผ่านพลังงานประเทศ พรก.งบ 2 แสนลบ.), ภาคท่องเที่ยว แก้ปัญหา ตม.คอขวด และเล็งฟื้น ดิวตี้ฟรีขาเข้า
ช่วงโค้งสุดท้ายของเดือน ส.ค. แนะนำเพิ่มการเก็งกำไร หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ ประเภท น้ำมัน ปิโตรเคมี และเรือ เพราะเราประเมินล่วงหน้าแล้วว่าหลังจาก เลยเส้นตาย 17 ส.ค.ที่ สหรัฐฯ และอิหร่าน มี MOU หยุดยิงร่วมกัน 60 วัน สิ้นสุดลง
สหรัฐฯน่าจะมีท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้นต่อมาตรการกดดันอิหร่าน ที่นอกเหนือจากการใช้กำลัง ด้านการตอบโต้ของอิหรานต่อชาติพันธบิตรสหรัฐฯ คาดอาศัยช่วงเทศกาลสำคัญทางศาสนาสิ้นเดือนนี้ สร้างสถานการณ์ก่อเหตุโจมตี แหล่งผลิตฯ เพื่อสร้างแรงกดดันซึ่งเราประเมินว่าจะส่งผลบวกต่อการเล่นหุ้น PTTEP PTT PTTGC IRPC


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะหุ้นใหญ่อิงตาม Fund flow ต่างชาติ และเก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง นอกจากนี้ หุ้นที่แนวโน้มกำไรดี และมี Earnings revision ด้านบวกจากพื้นฐาน ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ถือยาวได้

 

 


วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: ดัชนีอยู่ในช่วงพักตัวย่อย (Corrective Wave) ในโครงสร้างขาขึ้นใหญ่ โดยกำลังฟอร์มตัวสู้ที่โซนรับสำคัญ
Fibonacci ratio: ปัจจุบันกำลังย่อตัวลงมาใกล้บริเวณ Fibonacci 50% ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวรับยุทธศาสตร์ (Key Rebound Zone)
Moving Average Alignment: ดัชนีพักแถวเส้น EMA 10&25 วัน ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเทรนด์ระยะสั้น-กลาง หากประคองตัวเหนือโซนนี้ได้จะเป็นการยืนยันสถานะคลื่นขาขึ้นหลัก (Impulse Wave Continuation)
MACD: ลุ้นตัดขึ้น cross เส้น 0 เพื่อส่งสัญญาณ Bullish ในระดับ Timeframe Day บ่งชี้ว่าแรงกดดันฝั่งขายชะลอลง
Trade Setup:
-จุดเข้าซื้อ: เน้นสะสมเมื่อดัชนีย่อตัวลงมาทดสอบแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย EMA 10,25,50 วัน บริเวณ 1,600-1,620 จุด
-เป้าหมาย: แบ่งตามระดับ Fibonacci Extension และแนวต้าน High เดิมของรอบนี้ที่ 1,630 และ 1,650 จุด
-Trailing stop: กำหนดจุด Cut Loss ดัชนีหลุดแนวรับยุทธศาสตร์ 1,580 จุด (EMA 75 วัน)

Stock Rotation Matrix: เน้นการเลือกหุ้นแบบจำเพาะเจาะจง เพื่อสร้าง Alpha สูงกว่าดัชนีรวม โดยแบ่งกลุ่มดังนี้: Leader ผู้นำกลุ่ม เช่น PTTGC, AOT/ Laggard Turnaround เช่น BH, PR9 / ผ่านการปรับฐานย่อยแต่อยู่บนเทรนท์ขึ้น เช่น CBG, STECON
สรุป: SET Index อยู่ในภาวะ Accumulation Phase การย่อตัวพักฐานเป็นโอกาสในการเลือกคัดสรร "หุ้นแข็งแกร่ง (Outperformers)" โดยเน้นจัดทัพผสมผสานระหว่างหุ้น Leader นำทัพ และหุ้น Laggard Turnaround เพื่อจำกัด Downside Risk และเปิด Upside Profit ให้พอร์ตเติบโตครับ

 



What to watch MSCI review: Standard Index ไม่มีหุ้นไทยเข้าออก, Small Cap index เพิ่มหุ้น HANA GUNKUL ถอด JTS CHG
ตลาดคาดการ ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค.ปีนี้ และ มี.ค. 2027, ก.ค.2027 และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายจะหยุดที่ 1.5% หรือ 1.75%
ผังเมืองใหม่ กทม. เริ่มใช้ปี 2570 นี้ วางโครงสร้างใหม่ เพื่อแผนพัฒนาระยะยาว 10-20 ปี : เช่น เลือกปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับระดับความเจริญที่แผ่ขยายเข้ามา ขยายเมืองไปตามแนวระบบรางที่ทยอยสร้างเสร็จ สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แล้ว ฝั่งธนบุรี จะไม่ใช่พื้นที่รองอีกต่อไป แต่เป็นพื้นที่ศักยภาพใหม่ ที่ยังมีต้นทุนที่ดินต่ำกว่าฝั่งพระนคร
ตลท.จัด Thailand Focus 2026 ชู 78 บจ.ไทยเปิดแผนเติบโต ผนึกภาครัฐ-อาเซียนดึงทุนต่างชาติ 26-28 ส.ค.
นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. หลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ลดลงในเดือนก.ค. ขณะที่ก่อนหน้านี้ นักลงทุนพากันเทน้ำหนักคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนดังกล่าว

เตือนภาคเหนือไทย ฝนถล่มต่อเนื่อง น้ำป่าไหลหลาก ท่วมกินวงกว้างหลายพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด หลังกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ทำให้จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากในหลายอำเภอมีปริมาณฝนสะสมอยู่ในเกณฑ์สูง ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำน่านตอนบน มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ทรัมป์สั่งเบรกเจรจา หันใช้มาตรการคลัง-ปิดล้อมทางทะเลบีบอิหร่าน แหล่งข่าวระบุว่า ทำเนียบขาวกำลังปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปสู่การใช้มาตรการ "บีบคั้น" อิหร่านในระยะยาว แทนที่จะพึ่งพาการเปิดฉากโจมตีทางทหารเพิ่มเติม
ทรัมป์เสริมว่า "มาตรการปิดล้อมทางทะเลยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่" อนึ่งระยะเวลาการเจรจา 60 วันที่กำหนดไว้ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.)


หุ้นแนะนำวันนี้ PTTEP
สหรัฐฯเล็งเพิ่มแรงกดดันอิหร่าน ด้านการตอบโต้ของอิหรานต่อชาติพันธบิตรสหรัฐฯ คาดอาศัยช่วงเทศกาลสำคัญทางศาสนาสิ้นเดือนนี้ สร้างสถานการณ์ก่อเหตุโจมตี แหล่งผลิตฯ เพื่อสร้างแรงกดดันซึ่งเราประเมินว่าจะส่งผลบวกต่อการเล่นหุ้นกลุ่มนี้
แนวรับ 147 ต้าน 150 Stop loss 145

 

 


รายงานพื้นฐานวันนี้

Utilities Sector
กำไรหลักโตแรง และ PDP2026 ใกล้เห็นความชัดเจนปลาย ก.ย.
กำไรหลักรวมของหุ้นโรงไฟฟ้า 5 บริษัทใน Coverage อยู่ที่ 1.37 หมื่นล้านบาท (+36% YoY, +15% QoQ) บนรายได้รวม 8.5 หมื่นล้านบาท (+8% YoY, +20% QoQ) ขณะที่กำไรสุทธิรวมลดลง 76% YoY เป็น 1.60 หมื่นล้านบาท เนื่องจากฐาน 2Q25 มีรายการพิเศษของ GULF จากการรวมกิจการ GULF–INTUCH จำนวน 5.61 หมื่นล้านบาท หากตัดรายการดังกล่าว ภาพกำไรโดยพื้นฐานล้วนๆ ของกลุ่มยังแข็งแกร่ง
หุ้นเด่นคือ GULF กำไรหลัก 1.04 หมื่นล้านบาท (+46% YoY, +11% QoQ) จาก Renewable/IPP, GUNKUL 567 ล้านบาท (+9% YoY, +31% QoQ) จากการรับรู้ Backlog EPC และ WHAUP 502 ล้านบาท (+116% YoY, +150% QoQ) จาก Gheco-One กลับมาเดินเครื่องเต็มกำลัง ขณะที่ GPSC และ BGRIM ยังถูกกดดันจากต้นทุนก๊าซ/ถ่านหินที่ส่งผ่าน Ft ได้ล่าช้า (จากต้นทุนที่ขึ้นมาเร็ว)
ด้านนโยบายฯ ร่าง PDP2026 เสร็จแล้วราว 80% และคาดประกาศใช้ปลาย ก.ย. โดยยังคงเป้าพลังงานหมุนเวียน 60% และค่าไฟเฉลี่ยราว 4–4+ บาท/หน่วย ขณะที่ Demand จาก Data Center มี Base case ที่ 8,811MW ถึงปี 2050 และ Direct PPA กลุ่มแรก (Pilot) 2,000MW ยังเป็น Catalyst ระยะใกล้ นอกจากนี้ FDI ภาคตะวันออกช่วง 2023–1H26 มีมูลค่า 2.6 ล้านล้านบาท สนับสนุนความต้องการไฟฟ้าระยะยาว
Fundamental view: คงน้ำหนัก “มากกว่าตลาด” กลุ่มโรงไฟฟ้า โดยมอง GULF, GUNKUL และ WHAUP เป็นผู้ได้ประโยชน์ชัดในระยะใกล้
ขณะที่ GPSC และ BGRIM จะเห็นแรงกดดันลดลงเมื่อการส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงและการกลับมาเดินเครื่องดีขึ้นในปี 2027 ปัจจุบัน GULF ซื้อ ราคาเป้าหมาย 82 บาท, GUNKUL ซื้อ 5.50 บาท, BGRIM ซื้อ 20 บาท ส่วน GPSC และ WHAUP อยู่ระหว่างทบทวนราคาเป้าหมาย

 

Transport Sector
ผลประกอบการ 2Q26 ไปคนละทิศทาง แต่ 3Q26 จะมีกลุ่มเด่น
กลุ่มขนส่งรายงาน ขาดทุนสุทธิรวม 2Q26 ที่ 1.70 พันล้านบาท พลิกจากกำไรทั้ง YoY และ QoQ ขณะที่ขาดทุนหลักรวมอยู่ที่ 1.38 พันล้านบาท โดย AAV และ BTS เป็นตัวกดดันหลัก ขณะที่ BEM เป็นบริษัทเดียวที่กำไรหลักเติบโตทั้ง YoY และ QoQ และผลประกอบการของ AAV/BEM เป็นไปตามคาด ส่วน BTS ต่ำกว่าคาด
AAV ถูกกดดันจากจำนวนผู้โดยสารลดลง QoQ และต้นทุนน้ำมันอากาศยานสูงขึ้นทั้ง YoY/QoQ ขณะที่ BTS มี SG&A สูงขึ้น YoY และส่วนแบ่งกำไรจาก JV/บริษัทร่วมลดลง QoQ ส่วน BEM ได้แรงหนุนจากผู้โดยสาร MRT ที่เพิ่มขึ้น YoY ดอกเบี้ยจ่ายลดลงทั้ง YoY/QoQ และเงินปันผลรับเพิ่มขึ้น QoQ โดยกำไรหลัก BEM อยู่ที่ 1.01 พันล้านบาท (+1.9% YoY, +15.7% QoQ)
แนวโน้ม 3Q26 เริ่มแยกกันชัด โดย BEM และ BTS มองปริมาณจราจรดีขึ้น ขณะที่ AAV ยังระมัดระวังจาก Low Season ของท่องเที่ยวไทยและคาดการฟื้นตัวชัดขึ้นใน 4Q26 ด้านฐานะการเงิน AAV มี Net debt/equity สูงสุดที่ 3.6x, BEM 3.4x และ BTS 1.6x
Fundamental view: คงน้ำหนัก “เท่ากับตลาด” ต่อกลุ่มขนส่งสาธารณะ และเลือก BEM เป็น Top Pick จากกำไรที่มีเสถียรภาพและฐานะการเงินที่มีคุณภาพกว่า โดย BEM แนะซื้อ ราคาเป้าหมาย 8.20 บาท, AAV ซื้อ เป้า 1.40 บาท ส่วน BTS ขาย เป้า 1.70 บาท

 

 


Retail Finance Sector
กำไร 2Q26 สะท้อนภาพพื้นฐานที่ดีขึ้น
กลุ่ม Retail Finance รายงานกำไรสุทธิรวม 2Q26 ที่ 7.1 พันล้านบาท (+16% YoY, +2% QoQ) สอดคล้องกับประมาณการเราและตลาด หนุนจากสินเชื่อเพิ่ม 5% YoY และ 2% QoQ, NIM เฉลี่ยที่ดีขึ้น และ OPEX ลดลง โดย TIDLOR มีกำไรเติบโตสูงสุด 18% YoY, ตามด้วย KTC +17%, MTC +16% และ SAWAD +10%
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังไม่มีสัญญาณเตือนชัด โดย NPL formation/loans เฉลี่ยเพิ่มเพียงเล็กน้อยเป็น 1.08% จาก 1.06% ใน 1Q26, Accrued interest receivable/loans ทรงตัวที่ 1.20%, Special mention loans เพิ่มเล็กน้อยเป็น 10.44% จาก 10.41% และ NPL ratio เฉลี่ยอยู่ที่ 2.45% จาก 2.44% ขณะที่ Loan-loss coverage ยังสูงที่ 186.5% เทียบ 187.7% ใน 1Q26 และ 180.1% ใน 2Q25
สำหรับ 3Q26 คาดกำไรรวม 7.0 พันล้านบาท (+10% YoY, ทรงตัว QoQ) จากสินเชื่อ +8% YoY และ +2% QoQ รวมถึง NIM ที่ดีขึ้น แม้ผู้ประกอบการยังคงนโยบายอนุมัติสินเชื่ออย่างระมัดระวัง ขณะเดียวกัน D/E เฉลี่ยของกลุ่มลดลงเหลือ 2.1x จาก 2.3x ใน 2Q25 เพิ่มความสามารถรองรับการเติบโตหรือจ่ายปันผลในอนาคต
Fundamental view: คงน้ำหนัก “มากกว่าตลาด” และเลือก TIDLOR กับ MTC เป็น Top Picks โดย TIDLOR ซื้อ ราคาเป้าหมาย 24 บาท, MTC 46 บาท, KTC 42 บาท และ SAWAD 37 บาท

Healthcare Sector
ผ่านจุดต่ำสุดของปี เข้า High Season
กำไรหลักรวมของหุ้นโรงพยาบาล 4 บริษัทใน Coverage อยู่ที่ 5.7 พันล้านบาท (-4% YoY, -10% QoQ) บนรายได้รวม 3.7 หมื่นล้านบาท (+1% YoY, -3% QoQ) โดยการลดลง QoQ มาจากผู้ป่วยไทยที่อ่อนตัวตามฤดูกาลและภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่ธุรกิจ Fly-in ยังเติบโต ด้าน Margin ค่าเฉลี่ย GM อยู่ที่ 36.5% ลดลง 110bps YoY และ 90bps QoQ จากค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้นตามการขยาย Capacity
ในรายบริษัท BH และ PR9 ยังมีกำไรเติบโตจาก Fly-in demand ขณะที่ BDMS ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากผู้ป่วยกัมพูชาที่ลดลง ส่วน BCH ดีกว่าประมาณการจากรายได้ประกันสังคม (SSO) ที่ช่วยชดเชยผู้ป่วยทั่วไปอ่อนตัว สำหรับ 3Q26 ภาพดีขึ้นจากเที่ยวบินระหว่างตะวันออกกลางกับกรุงเทพฯ ที่กลับสู่ระดับก่อนความขัดแย้ง ประกอบกับ High Season ของทั้งผู้ป่วยไทยและ Fly-in โดยเดือน ก.ค. เริ่มเห็นรายได้เพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ MoM
ด้านฐานะการเงิน BH เด่นที่สุด โดย ROE 2Q26 เพิ่มเป็น 27.6% จาก 21.9% ใน 1Q26 และ 25.9% ใน 2Q25 พร้อม Net cash สูงสุดในกลุ่ม ขณะที่ BDMS เป็นเพียงบริษัทเดียวที่มี Net debt แต่ D/E อยู่เพียง 0.1x
Fundamental view: คงน้ำหนัก “มากกว่าตลาด” กลุ่มโรงพยาบาล โดย BH เป็น Top Pick จากการฟื้นตัวของผู้ป่วยตะวันออกกลางและฐานะการเงินแข็งแกร่ง

 

 


BDMS
(Idea)
กรุงเทพดุสิตเวชการ
2Q26 น่าจะเป็นจุดต่ำสุด ก่อนกำไรกลับมาโตใน 3Q26
วันนี้เราออก IDEA Call หุ้น BDMS คงคำแนะนำ “ซื้อ” (ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2027 ที่ 23 บาท) โดยประเด็นหลักคือ 2Q26 น่าจะเป็นจุดต่ำสุด และแนวโน้มรายได้เดือน ก.ค. เริ่มกลับมาโต YoY ทั้งลูกค้าไทยและต่างชาติ ทำให้เราคาดกำไรหลัก 3Q26 จะเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ ขณะที่ฐานะการเงินยังแข็งแรงและ valuation อยู่ในระดับต่ำ
แรงหนุน 3Q26 มาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1) ฤดูระบาดของโรคระบาด 2) ไม่มีฐานสูงจากลูกค้ากัมพูชาเหมือนปีก่อน และ 3) รายได้จากเมียนมาที่ยังโตแรง +42% YoY ทั้ง 1Q26 และ 2Q26 ต่อเนื่องจาก +43% YoY ใน 4Q25 นอกจากนี้ช่วง 3Q ยังเป็น High season ทั้งลูกค้าไทยและผู้ป่วยต่างชาติ โดยเที่ยวบินระหว่างไทยกับ Middle East กลับมาสูงกว่าระดับก่อนเหตุความขัดแย้งวันที่ 28 ก.พ. แล้ว ช่วยรองรับ Pent-up demand จากผู้ป่วยตะวันออกกลาง
เราคาด GM 3Q26 จะเพิ่มขึ้นเป็น 35-37% จากสัดส่วนเคสที่ซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่ฐานะการเงินยังดี โดย Net D/E อยู่เพียง 0.1 เท่า และประสิทธิภาพการดำเนินงานยังเด่น เช่น Receivable turnover 2Q26 เพิ่มเป็น 43 เท่า +7% YoY และ Inventory turnover อยู่ที่ 16 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยหุ้นในกลุ่มที่เราดูแลที่ 12 เท่า
ด้าน valuation หุ้นซื้อขายที่ PER ราว 18 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว -1.5SD ขณะที่กำไร 1H26 คิดเป็น 45% ของประมาณการทั้งปี ใกล้เคียงสัดส่วนปกติที่ 46% จึงยังมองว่ากำไรทั้งปีเป็นไปตามประมาณการ

 

BH (Idea)
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
3Q26 ได้แรงหนุน 2 ทาง และยังเป็นหุ้นเด่นกลุ่ม
วันนี้เราออก IDEA Call หุ้น BH คงคำแนะนำ “ซื้อ” (ราคาเป้าหมาย 220 บาท) และยังเลือกเป็น หุ้นเด่นกลุ่มโรงพยาบาลโดย 3Q26 มีแรงหนุนหลัก 2 ทางพร้อมกัน คือการฟื้นตัวของผู้ป่วยตะวันออกกลางที่เดินทางเข้ามารักษา และ High season ของผู้ป่วยไทย ขณะที่ความเข้มข้นของการรักษาต่อรายที่สูงขึ้นช่วยหนุนทั้งรายได้และ GM แม้จำนวนผู้ป่วยต่างชาติยังฟื้นไม่เต็มที่
เราคาดกำไรหลัก 3Q26 จะโต YoY เร็วกว่าใน 2Q26 และเพิ่มขึ้น QoQ ตามฤดูกาล โดยข้อมูลเบื้องต้นเดือน ก.ค. ชี้ว่าผู้ป่วยไทยเริ่มเพิ่มขึ้นจากโรคในฤดูฝน ขณะที่เส้นทางบินจาก Middle East กลับสู่ระดับก่อนเกิดความขัดแย้งแล้ว แม้จำนวนผู้ป่วยยังตามหลังอยู่ ส่วนผลจากการงดใช้บริการของผู้ป่วยกัมพูชาหลังเหตุชายแดนเมื่อ 24 ก.ค. 2025 จะไม่กระทบตัวเลข 3Q26
อีกจุดที่เด่นคือฐานะการเงินและผลตอบแทน โดย ROE 2Q26 อยู่ที่ 27.6% เพิ่มจาก 21.9% ใน 1Q26 และ 25.9% ใน 2Q25 สูงกว่าหุ้นอื่นในกลุ่มที่เราดูแลอย่างชัดเจน ขณะที่บริษัทมีสถานะ Net cash และ Receivable turnover เพิ่มเป็น 84 เท่า จาก 59 เท่าใน 2Q25
หุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2027 ราว 18 เท่า ขณะที่ราคาเป้าหมาย 220 บาทอิง PER 21 เท่า หรือ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 30 เท่า ที่ -1SD ส่วนเงินปันผลเป็น Upside เสริม โดยเงินปันผลระหว่างกาล 1H26 ที่ 4 บาท/หุ้น สูงกว่าที่เราคาด และหากมี Special dividend ในสัดส่วนเดียวกับปี 2025 จะทำให้ Dividend yield เพิ่มเป็น 6.0% เทียบกับกรณีฐานที่ 2.6% อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักของ IDEA ยังให้น้ำหนักกับการกลับมาโตของกำไร มากกว่าเงินปันผลที่เป็นตัวเสริม

 


CK
ช.การช่าง
งานใหม่เลื่อน แต่กลับทำให้ดูดีขึ้น
ระยะสั้นตลาดอาจกังวลจาก Timeline งานประมูลใหม่ที่เลื่อนออกไปราว 1–2 ไตรมาส ทำให้โอกาสที่ Backlog จะทำจุดสูงสุดใหม่ในปี 2026 เลื่อนไปเป็นปี 2027 โดย M5 คาดเปิดประมูล 4Q26–1Q27 และ M9 ใน 1Q–2Q27 ขณะที่รถไฟความเร็วสูงไทย–จีน เฟส 2 และรถไฟทางคู่เฟส 2 จะเป็นโครงการหลักในปีหน้า อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อกำไรระยะสั้นยังจำกัด เพราะงานใหม่ช่วงแรกมีการรับรู้รายได้น้อย และ CK ยังมี Backlog ณ สิ้น 2Q26 สูงถึง 1.46 แสนล้านบาท รองรับรายได้อีกหลายปี
แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรลดลง YoY แต่ทรงตัว QoQ โดยธุรกิจรับเหมาก่อสร้างยังแข็งแรงจาก Backlog เดิม ขณะที่ GM มีแนวโน้มลดลงจากฐานสูง 8.1% ใน 2Q26 กลับมาอยู่ราว 7–8% ส่วนตัวแปรสำคัญคือ CKP ซึ่งคาดกำไรฟื้น QoQ ตามฤดูกาล แต่ยังลดลง YoY และมีความไม่แน่นอนจาก El Niño โดย Downside กรณีแย่สุดต่อประมาณการกำไรอยู่ราว 5–10%
อีกปัจจัยบวกคือฐานะการเงินที่ดีขึ้น โดย Net D/E ลดเหลือ 1.0 เท่า จาก 1.3 เท่าสิ้นปี 2025, หนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยลดลง 15% YTD และดอกเบี้ยจ่าย 2Q26 ลดลง 31% YoY และ 8% QoQ ช่วยเพิ่มความพร้อมสำหรับลุยงานรอบใหม่ ขณะที่ข้อดีของ Business Model ของกลุ่ม คือ มี BEM ทำหน้าที่เป็น Investment Arm ทำให้ CK ไม่จำเป็นต้องเพิ่ม Leverage เองมากนัก ในช่วงที่มีงาน PPP ออกมา
Fundamental view: การเลื่อนงานใหม่เป็นเพียง Delay ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศทางระยะกลาง ขณะที่ Backlog และงบดุลดีขึ้น จึงมองเป็นจังหวะทยอยสะสมช่วงรอ TOR ใหม่ใน 4Q26 คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 22.70 บาท

BA (Visit Note)
การบินกรุงเทพ
2Q26 ชะลอตัว ก่อน High Season สมุยหนุนการฟื้นตัวใน 3Q26
BA รายงานกำไรจากการดำเนินงาน 2Q26 ที่ 543 ล้านบาท (-39% YoY, -79% QoQ) จากจำนวนผู้โดยสารลดลง Margin อ่อนตัว และ SG&A เพิ่มขึ้น โดยจำนวนผู้โดยสารอยู่ที่ 0.9 ล้านคน (-2% YoY, -25% QoQ) ขณะที่ราคาบัตรโดยสารเฉลี่ยเพิ่ม 4% YoY แต่ลดลง 9% QoQ เป็น 4,057 บาท ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 331 ล้านบาท (-18% YoY, -84% QoQ)
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสนามบินยังผสมผสาน โดยครัวการบินดีขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ, ธุรกิจ Cargo ดีขึ้นทั้ง YoY/QoQ จากอัตราค่าบริการที่สูงขึ้น แม้ปริมาณขนส่งลดลง ขณะที่ Ground handling ลดลงทั้ง YoY/QoQ ตามจำนวนเที่ยวบินที่ลดลง บริษัทคงเป้าผู้โดยสารปี 2026 ที่ 4.3 ล้านคน ทรงตัว YoY และยอดจองล่วงหน้า ก.ย.–ธ.ค. ลดลงเพียง 1% YoY โดยเส้นทางสมุย -1%, ในประเทศ +4% และต่างประเทศ -19%
บริษัทได้ลดเที่ยวบินให้สอดคล้องกับ Demand ปรับราคาบัตรโดยสารขึ้น และทำ hedging น้ำมันราว 30% ของปริมาณใช้ใน 2H26 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากน้ำมัน ขณะที่ Consensus ปรับกำไรปี 2026 ลงเล็กน้อยเป็น 3.0 พันล้านบาท (-15% YoY) ก่อนฟื้นเป็น 3.8 พันล้านบาท (+27% YoY) ในปี 2027
Our view: High Season ของสมุยใน 3Q26 และราคาน้ำมันอากาศยานที่ลดลงมีแนวโน้มหนุนกำไรฟื้น QoQ ขณะที่หุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2026 ราว 12.2x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสายการบินเอเชียที่ 14.5x ราว 16% ซึ่งอาจเป็นแรงหนุนราคาหุ้นระยะสั้น

 


สรุปประเด็นจาก Quick take

BTS
บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
2Q26 (ก.ค.-ก.ย.) กำไรหลักมีแนวโน้มเติบโต QoQ จาก seasonal ช่วงเปิดเทอม O&M ปรับค่าโดยสารตามระยะทางเป็น 17-45 บาทต่อเที่ยว คาดหนุนจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสาย สีชมพู (น่าจะช่วยให้ breakeven เร็วขึ้น)
View from fundamental: เราคาดว่า BTS จะยังคงรับรู้ขาดทุนจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู และสายสีเหลืองต่อเนื่องอีกหลายปี จึงยังไม่เห็นปัจจัยบวกที่ชัดเจนในระยะสั้น เราจึงคงคำแนะนำ "ขาย" ในกลุ่มขนส่ง เราแนะนำเปลี่ยนไปลงทุนใน BEM (มีโครงสร้างกำไรที่แข็งแกร่งกว่า) และ AAV (ทยอยสะสมก่อนเข้าช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวไทย)


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

คลายกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ หุ้นไทย ปรับตัวขึ้น ตามตลาดต่างประเทศ บน นักลงทุน คลายความกังวล เฟด.....

ร้องเพลงรอ By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม ขอสวมบทเป็น นักร้องคีย์เดียว ร้องเพลงรอให้กับตลาดหุ้นไทย รอปัจจัยบวก รอเงินนอกไหล เข้ามาในตลาดหุ้นไทย ....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้