Sentiment Tracker Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดีขึ้นเล็กน้อย ส่วนไทยแย่ลง
KEY FINDINGS:
- สหรัฐฯ: Sentiment Indicator ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งสัญญาณดีขึ้นเล็กน้อย โดยดัชนี CNN Fear & Greed ทรงตัวที่ 39 จุด ซึ่งยังคงอยู่ในโซน Fear ส่วนผลสำรวจ AAII สะท้อนมุมมองที่ดีขึ้นเล็กน้อยในหมู่นักลงทุน จาก Bull-Bear Spread ที่ขยับขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า
- ไทย: BLS Greed & Fear Barometer ของตลาดหุ้นไทยอ่อนแอลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ แต่ยังคงยืนในโซน Greed มาตรวัดปรับลดลงจาก 71 สู่ 66 จุด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่อ่อนแอลง
US MARKET SENTIMENT TRACKER:
ดัชนี S&P500 ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ แกว่งตัวผันผวนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปิดปรับขึ้น 0.4%WoW ตามความผันผวนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และการคาดการณ์เกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟด ขณะที่ Sentiment Indicator ที่ส่งสัญญาณดีขึ้นเล็กน้อย โดยดัชนี CNN Fear & Greed ยังคงยืนในโซน Fear มาตรวัดปรับทรงตัวที่ระดับ 39 จุด โดยองค์ประกอบย่อยค่อนข้างผสมผสาน โดย Net new 52-week highs and lows ปรับตัวแย่ลงจาก 1.82% สู่ 1.45% แต่ค่าความผันผวนของตลาดก็ปรับตัวลดลงจากระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยกลับลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอีกครั้ง ส่วน Put/Call Ratio ทรงตัวที่ 0.82
ในทำนองเดียวกัน ผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของ AAII สะท้อนมุมมองในช่วง 6 เดือนข้างหน้าที่ดีขึ้นเล็กน้อย โดยสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่มีมุมมอง Bullish เพิ่มขึ้นจาก 29.6% เป็น 31.0% (แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 37.5%) และสัดส่วนฝั่ง Bearish ที่ลดลงจาก 42.3% เป็น 42.1% (แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 31.0%) ส่งผลให้ Bull-Bear Spread ขยับขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าจาก -12.8% เป็น -11.1%
THAI MARKET SENTIMENT TRACKER:
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลง 2.6% จากสัปดาห์ก่อนหน้า กดดันจากหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเผชิญแรงขายตามหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก สอดคล้องกับดัชนี BLS Greed & Fear Barometer ที่อ่อนแอลง เป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ แต่ยังคงยืนในโซน Greed โดยมาตรวัดปรับลดลงจาก 71 จุดสู่ 66 จุด ฉุดจากองค์ประกอบย่อยด้านดัชนี Bull-to-Bear ที่ปรับตัวลงจากโซน Overbought สู่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย และ Market Momentum ที่ปรับลงจากระดับ 25.3 จุด สู่ 18.2 จุด
IMPLICATION:
การที่ดัชนี Fear & Greed ยังคงอยู่ในโซน Fear ชี้ถึงบรรยากาศการลงทุนที่ยังคงเปราะบาง อย่างไรก็ตามองค์ประกอบบางตัวเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น อาทิ ความกว้างของตลาด (Stock Price Market Breadth) สะท้อนจากดัชนี McClellan Volume Summation Index ได้ปรับตัวลงมาจนอยู่ในระดับต่ำ ใกล้เคียงกับระดับ Low เดิมที่เคยทำไว้ในเดือน มี.ค. 2026 และเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว อีกทั้ง Market Volatility ได้ปรับลงต่ำกว่าระดับเส้นค่าเฉลี่ยอีกครั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกที่อาจจำกัดดาวน์ไซด์ของตลาดหุ้นสหรัฐฯในระยะข้างหน้า
แม้ตลาดหุ้นไทยจะได้รับแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่มีน้ำหนักสูงต่อ SET Index แต่การที่ Sentiment Indicator ยังคงประคองตัวอยู่ในโซน Greed สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นโลก ทั้งนี้ ในระยะสั้นตลาดอาจยังอยู่ในวงจรการพักตัวเพื่อสร้างฐาน เนื่องจากเครื่องชี้วัด Market Breadth ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับสูงสุดเดิมเมื่อเดือนมีนาคม 2026 ประกอบกับ Volume Index เข้าสู่ภาวะ Overbought อย่างไรก็ดี คาดว่าจะเป็นการพักฐานเพียงสั้นๆ เท่านั้น เนื่องจากดัชนี Bull-to-Bear ได้คลายความร้อนแรงจากโซนกรอบบนลงมาอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อยแล้ว
สรุปภาพตลาดวานนี้ หุ้นไทยโดนเช็คบิลย้อนหลัง หลังจากที่หยุดไป 2 วัน ก็มาเก็บตก -26 จุด แต่ถ้าแยกแล้วพบว่า DELTA เหมาไปแล้ว -21 จุด (รวมอิเล็กทรอนิกส์ -22 จุด) ที่เหลือ แรงขายกระจายหลายกลุ่มหุ้นใหญ่ (ต่างชาติ-กองฯ ขาย พร็อบเทรดช็อต) โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร พลังงาน-ปิโตรเคมี (ยังไม่รอด) ส่วนหุ้นที่บวกสวนชัดๆ ไอซีที (กลุ่มปลอดภัย) คอมเมิร์ช ท่องเที่ยว แต่ดูเป็นรายตัวมากกว่า โดยเฉพาะ CRC AWC SCGP BH
แนวโน้มตลาดวันนี้ เวียนเทียน กลุ่ม
หุ้นไทยที่ลงแรงหลังจากหยุดทำการไป 2 วัน ถ้าเชื่อว่ามี Order ขายสะสมรออยู่จึงทะลักออกมา แต่พบต่างชาติกลับขายไม่เยอะ ขายสุทธิเพียง 1.7 พันล้านบาท ส่วนพอร์ตโบรกเกอร์คาดว่าเป็นการปิดสถานะ Hedging รายสิ้นเดือน ขณะที่ปัจจัยหลักที่นักลงทุนใช้เป็นเหตุผลในการขาย มองได้ว่าหลักๆ คือ “ของที่ขึ้นแรงแพงเกินไป ถึงเวลาในการเช็คบิล” ดังนั้น คาดวันนี้ตลาดหุ้นโดยรวมควรจะรีบาวด์ ได้
เพียงแต่การรีบาวด์ คาดว่าจะเวียนเทียนกลุ่มลักษณะแบบเมื่อวาน โยนขายอิเล็กทรอนิกส์, ปิโตรเคมี (IVL โดนโบรกต่างชาติลดน้ำหนัก), ธนาคาร ซึ่งสังเกตได้ว่า
“ส่วนมาเป็นหุ้นที่ราคาลอยอยู่บน ผสมกับข่าวความกลัวตลาดหุ้นเทคเริ่มเสี่ยงสูงกำลังจะพังเพราะ Margin call ในเกาหลีใต้ ไต้หวัน ลามหุ้น อเมริกา มากกว่าเรื่องพื้นฐานกิจการ หรือแม้แต่ เฟด คงดอกเบี้ย ซึ่งแทบไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรที่ใหม่ หรือ เป็นการไปเปลี่ยนผลโพลใน กระแสคาดการณ์หลักของตลาดตอนนี้”
แต่กลับมีแรงซื้อสลับมาไล่ซื้อ สื่อสาร TRUE ADVANC โรงแรม ท่องเที่ยว ห้าง ERW AWC CENTEL MINT CPN CRC ซึ่งเป็นหุ้นที่พักฐานลงมาก่อนหน้านี้ หรือราคาไม่ได้ปรับขึ้นหวือหวาในช่วงก่อนหน้า (บางตัวอย่าง MINT ลงเหมือนจะจบแต่ก็ยังกลับมาได้)
และอีกกลุ่มที่ราคานิ่ง แต่แกร่งกว่าที่เคยเป็น (อารมณ์แบบขึ้นน้อยแต่ขึ้นนะ) เช่น CPF SAWAD (ปศุสัตว์, การเงิน)
ดังนั้นเราคงกลยุทธ์หลัก หมุนกลุ่มตามกระแสไป (Go with the flow) แต่จะไม่ฝืนไล่ราคาหุ้นที่อยู่บน เน้นตามกลยุทธ์เดิมคือ เก็บหุ้นแล้วรอคอยจังหวะ ที่ราคาหุ้นมีทรง พัก นิ่ง แกร่ง จะกลับมาเล่น แต่ก็พร้อมจะขายตัดขาดทุนให้เร็วหากผิดทาง
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะหุ้นใหญ่อิงตาม Fund flow ต่างชาติ และเก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง นอกจากนี้ หุ้นที่แนวโน้มกำไรดี และมี Earnings revision ด้านบวกจากพื้นฐาน ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ถือยาวได้
วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: การปรับตัวร่วงลงอย่างรวดเร็วของ SET Index ในรอบนี้ เกิดจากแรงขายเฉพาะตัวในหุ้นอิทธิพลสูงอย่าง DELTA ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นและโมเมนตัมของตลาดในระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ
The "Warning Zone" Trigger: การที่ดัชนีหลุดทั้ง Fibo 50.0% & EMA 25 วันทำให้ภาพถูกเปลี่ยนเข้าสู่ "Warning Zone"(โซนเฝ้าระวัง)
Elliott Wave: ดัชนีมีโอกาสที่จะปรับโครงสร้างจาก Impulse Wave ไปสู่ Corrective wave (ABC Flat หรือ Zigzag)
Downside: ปัจจุบันดัชนีกำลังสู้ที่เส้น EMA 50 วัน 1,585 จุด (หรือ) อาจลงมาที่แนวรับถัดไปที่ EMA 75 วัน 1,555 จุด เพื่อหาฐานใหม่
ACTION PLAN:
1) Scenario 1: ดัชนีสู้บริเวณ 1585 จุด (Fibo 38.2% + EMA 50) ได้ แนะ "Selective Buy / Play Rebound" in Core Stocks
2) Scenario 2 (Risk): หลุด Low ของเดือน 1,575 อาจจบรอบขึ้นระยะกลาง แนะลดพอร์ต ถือ Cash ให้มากที่สุด...ถอยมาตั้งหลัก
Stock Rotation: ใช้ช่วงที่ SET Index ถูกกดดันจาก DELTA แนะเลือก "หุ้นทรงแกร่ง (Outperformers)" ที่ไม่หลุดเส้นเฉลี่ยสำคัญ เช่น กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE) กลุ่มโรงแรม (ERW, AWC, CENTEL) กลุ่มเครื่องดื่ม (CBG, OSP) กลุ่มไฟแนนซ์ (MTC, SAWAD)
สายเก็งกำไร: แนะ Wait & See” ไม่รีบ "ช้อนรับ" หุ้นที่อิงกับดัชนี (High Beta Stocks) จนกว่า DELTA จะเริ่มนิ่งและเห็นสัญญาณการเกิด Bullish Reversal Pattern แถวโซนแนวรับสำคัญ
DELTA Effect: แม้หุ้นใน SET50 / SET100 อาจจะตั้งฐานได้ดี แต่แรงขายกดดันใน DELTA ทำให้ภาพรวมดัชนีดู "หลุดทรง" ส่งผลให้เกิด Panic Selling ในหุ้นตัวอื่นตามมาเนื่องจากนักลงทุนใช้ (Algo-Trading / Robot Trading เป็นตัว Trigger สั่งขายภาพรวม
สรุป: หาก SET Index ยังไม่หลุด Zone (Fibo 38.2% + EMA 50) 1,585 จุด มีลุ้น Rebound เมื่อแรงขาย DELTA ชะลอตัวลง แต่หากหลุดโซนดังกล่าว แนะให้ปรับพอร์ตเลือกถือเงินสด > 70%
What to watch การประชุมเฟดเมื่อคืนนี้ คงดอกเบี้ย 3.5-3.75% ที่ 9:3 เสียง มองโจทย์ 2 ด้าน คือ การจ้างงาน และเงินเฟ้อ (เป้าหมาย 2%) ทั้งนี้ 3 เสียงข้างน้อย โหวตด้านขึ้นดอกเบี้ย
ติดตามตัวเลข การประชุม BoE (พฤ.), US-PCE (เย็น พฤ.), US-GDP, การประชุม BOJ (ศุกร์) ตลาดคาดคงดอกเบี้ย, Re-action หลัง งบ+Guidance หุ้นใหญ่อย่าง Microsoft (ดีกว่าตลาดคาด-ราคา Overnight เด้งแรง) แต่ Meta (ต่ำกว่าตลาดคาด-ราคา Overnight ร่วงแรง)
แรงขายหุ้นหุ้นชิป-AI โลก หลังความกังวลเรื่องเงินลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐาน AI และการแข่งขันจากจีนใน semiconductor supply chain
ติดตามประเด็นการสู้รบ-พักรบ (ยังมีความไม่แน่นอน และกลับมามีน้ำหนัก) ในหลายพื้นที่ เช่น ระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน พักการสู้รบชั่วคราว ฮูตี-ซาอุฯ, ยูเครน-อิหร่าน (ยิงเรือสินค้าอิหร่าน), รัสเซีย-ยูเครน เป็นต้น
ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) TSD และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้ร่วมกันชี้แจงเกี่ยวกับเหตุการณ์การลักลอบเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ของผู้ใช้บริการระบบ Investor Portal โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยตรวจพบการเข้าถึงข้อมูลผู้ถือหุ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานประมาณ 200,000 ราย จากจำนวนบัญชีหลักทรัพย์ ทั้งหมด 5 ล้านราย (กรุงเทพธุรกิจ)
ไทยน้ำทิพย์" เตรียมขายIPO จำนวน 612.45 ล้านหุ้น ระดมทุนเข้าSET
ศูนย์ภูมิอากาศแห่งชาติของจีน (National Climate Center) เตือนว่า จีนมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะน้ำท่วมและคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นในเดือนสิงหาคม โดยคาดว่าปริมาณน้ำฝนจะสูงกว่าระดับปกติในภูมิภาคทางตอนเหนือ ตะวันออก และตอนใต้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมทั่วบริเวณลุ่มน้ำสายหลักหลายแห่ง
รัฐบาลหยุดเดินหน้าโครงการ Landbridge และมีแนวโน้มที่จะไปเร่งการลงทุนโครงการอื่นๆ แทน ซึ่งเรามองเป็นบวกกับกลุ่มรับเหมาฯ เพราะไม่ได้ถูกสะท้อน Landbridge ไปแต่แรกแล้ว แต่ความคาดหวังจะอยู่กับงานอื่นๆ มากกว่า
ซึ่งคมนาคมรับลูก เล็งดัน Missing Link สถานีชุมพร-ท่าเรือระนองวงเงิน 2.7 หมื่นลบ. เชื่อมโครงข่ายเหนือ-ใต้ //สำหรับรถไฟทางคู่สายใต้ปัจจุบันก่อสร้างไปถึงชุมพร สิ่งที่ยังขาดอยู่คือ จากสถานีรถไฟชุมพร ไปยังท่าเรือระนอง
หุ้นแนะนำวันนี้
PTTEP สะสมดักรอ จังหวะเล่นปิดช่องว่าง ระหว่างราคาหุ้น กับราคาน้ำมันโลก
แนวรับ 147 ต้าน 153 Stop loss 145
รายงานพื้นฐานวันนี้
BGRIM
บี.กริม เพาเวอร์
กำไรปี 2026 จะเป็นจุดต่ำสุดก่อนฟื้นตัว
เราคาดกำไรหลัก 2Q26 อยู่ที่ 487 ล้านบาท (+3% YoY, -4% QoQ) แม้ปริมาณขายไฟให้ EGAT และลูกค้าอุตสาหกรรม (IU) ยังเติบโต แต่ต้นทุนก๊าซเพิ่มขึ้นเป็น 360 บาท/MMBtu จาก 288 บาท/MMBtu ใน 1Q26 ขณะที่ค่า Ft เฉลี่ยปรับขึ้นได้เพียงเล็กน้อย ส่งผลให้ส่วนต่างกำไรลดลง อย่างไรก็ดี การทยอยเพิ่มกำลังการผลิตของ Nakwol 1 และภาษีที่ลดลงจะช่วยชดเชยผลกระทบบางส่วน ทำให้คาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 666 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากจากฐานต่ำปีก่อน
ครึ่งปีหลังปัจจัยบวกสำคัญคือ Nakwol 1 (365MW, ถือหุ้น 49%) ที่จะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ และสร้างส่วนแบ่งกำไรราว 500-600 ล้านบาทต่อปี ขณะที่โครงการ Data Center JV ขนาด 96MW จะเริ่มเปิดดำเนินการเฟสแรกใน 4Q26 แต่ยังเป็นภาระกำไรในปีนี้ จากต้นทุนดอกเบี้ยและค่าเสื่อมราคาที่สูงกว่ารายได้ ทำให้คาดขาดทุนจากการร่วมทุนราว 150 ล้านบาทในปี 2026 ก่อนจะเริ่มสร้างกำไร 500-600 ล้านบาทต่อปีตั้งแต่ปี 2028
เราคาดกำไรหลักปี 2026 ที่ 1.5 พันล้านบาท (-30% YoY) ซึ่งเป็นจุดต่ำสุด ก่อนฟื้นเป็น 1.8 พันล้านบาท (+20% YoY) ในปี 2027 จากต้นทุนก๊าซที่ทยอยลดลง ค่า Ft ที่สะท้อนต้นทุนมากขึ้น และการรับรู้ผลตอบแทนเต็มปีจาก Nakwol 1 รวมถึง Data Center
อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือ Direct PPA ซึ่งยังไม่รวมอยู่ในประมาณการ โดยหาก BGRIM ได้โครงการเพิ่มอีก 1,000MW จะเพิ่มมูลค่าพื้นฐานได้ราว 3.5 บาทต่อหุ้น อย่างไรก็ตาม เรามองว่านี่เป็นระดับที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจาก Net Gearing มีแนวโน้มเพิ่มเป็น 2.0 เท่า ในปี 2028 ไม่เข้าใกล้ Covenant ที่ 3.0 เท่า มากไป หากขยายโครงการมากกว่านี้อาจต้องขายสินทรัพย์หรือเพิ่มทุนเพื่อรองรับการลงทุน
Fundamental view: คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 20.00 บาท โดยมองว่ากำไรปี 2026 ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และการฟื้นตัวในปี 2027-2028 จะได้แรงหนุนจาก Nakwol 1, การลดลงของต้นทุนก๊าซ รวมถึง Upside จากโครงการ Data Center และ Direct PPA ในระยะยาว
PLANB
แพลน บี มีเดีย
สยายปีกจากสื่อนอกบ้าน (OHH) สู่ On-the-Go (OTG)
PLANB กำลังเปลี่ยนบทบาทจากธุรกิจสื่อนอกบ้าน (OOH) ไปสู่ On-the-Go (OTG) Media ผ่านการลงทุนใน COM7 ซึ่งจะต่อยอดจากการขายพื้นที่โฆษณา ไปสู่การสร้างรายได้จากการเดินทางและพฤติกรรมผู้บริโภค ทั้งเครือข่ายร้านค้า รถ EV Taxi และการใช้ข้อมูล (Data-led touchpoints) เพื่อสร้างโอกาสเติบโตรอบใหม่ของบริษัท
ธุรกิจหลักยังแข็งแกร่ง โดยคาดรายได้ 2Q26 อยู่ที่ 2.5 พันล้านบาท (+13% YoY, +3% QoQ) ขณะที่อัตราใช้สื่อ (Utilization Rate) ฟื้นเป็น 75% จาก 70% ใน 1Q26 จากเม็ดเงินโฆษณากลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องดื่ม และยานยนต์ แม้รายได้จากธุรกิจมวยจะชะลอลงตามฤดูฝนและผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยว แต่ Engagement Marketing ยังเติบโตแข็งแกร่งถึง 65% YoY
เราคาดกำไรหลัก 2Q26 ที่ 280 ล้านบาท (+4% YoY, +35% QoQ) โดย Gross Margin ดีขึ้นเป็น 32.3% และแนวโน้มกำไรจะเร่งตัวต่อในช่วงครึ่งปีหลัง จากการแข่งขัน Asian Games และการเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก COM7 ซึ่งคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน หลังการแต่งตั้งกรรมการและการประชุมผู้ถือหุ้นแล้วเสร็จ โดยคาดว่าจะรับรู้กำไรสุทธิราว 10 ล้านบาทใน 3Q26 และเพิ่มเป็นประมาณ 30 ล้านบาทใน 4Q26 ส่งผลให้กำไรไตรมาส 4 มีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่
ปี 2027 จะเป็นปีที่ผลของดีล COM7 ชัดเจนขึ้น โดยคาดรับรู้ส่วนแบ่งกำไรประมาณ 500 ล้านบาท แม้มีภาระดอกเบี้ยราว 200 ล้านบาท ทำให้กำไรหลักเติบโต 30% YoY (เติบโตจากธุรกิจเดิมราว 8%) ขณะที่ Upside สำคัญอยู่ที่ Synergy ทั้งการขายโฆษณาบนเครือข่าย EV7 ซึ่งหากมีรถครบ 10,000 คัน จะสร้างผู้โดยสารกว่า 200,000 คนต่อวัน รวมถึงการต่อยอด Retail Media ผ่านร้าน COM7 กว่า 1,400 สาขา ซึ่งมีลูกค้ากำลังซื้อสูงและสอดคล้องกับกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี
เราได้รวมสมมติฐานการรับรู้กำไรจาก COM7 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2026 และเต็มปีในปี 2027 พร้อม Roll over ราคาเป้าหมายเป็นสิ้นปี 2027 ได้ราคาเป้าหมายใหม่ 6.80 บาท (เดิมอิงปี 2026) โดยใช้ PER ที่ 20 เท่า (-1SD) อย่างไรก็ตาม หากบริษัทสามารถพิสูจน์ Synergy จาก COM7 ได้เป็นรูปธรรม มีโอกาสที่ Valuation จะกลับไปใกล้ค่าเฉลี่ยในอดีตที่ประมาณ 30 เท่า ได้
Fundamental view: คงคำแนะนำ ซื้อ พร้อม Roll over ราคาเป้าหมายเป็นสิ้นปี 2027 ที่ 6.80 บาท โดยมองว่าการลงทุนใน COM7 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะต่อยอด PLANB จากธุรกิจสื่อนอกบ้าน ไปสู่แพลตฟอร์มสื่อและการตลาดที่เชื่อมโยงการเดินทางและการใช้จ่ายของผู้บริโภคได้ครบวงจรมากขึ้น
รายงานผลประกอบการวันนี้
ITC
ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น
(0) ITC รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 844 ล้านบาท หักรายการพิเศษ กำไรหลักจะอยู่ที่ 725 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% YoY แต่ลดลง 16% QoQ เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด โดยงวดนี้รายได้รวมเพิ่มขึ้น 9% YoY ขณะที่ GM ที่ 24% ลดลง YoY, QoQ จากต้นทุนที่สูงขึ้น ส่วน SG&A เพิ่มจากต้นทุน Logistics แนวโน้ม 3Q26 เราคาดเติบโต YoY, QoQ เป็นไปตามรายได้ เราคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 19 บาท
สรุปประเด็นจาก Quick take
DELTA
(Taiwan)
ประเด็นสำคัญจากการประชุม
AI/DC ยังเป็น growth engine หลักของกลุ่ม Management ระบุว่า AI-related products คาดว่าจะมีสัดส่วนมากกว่า 25% ของรายได้ปีนี้ สูงกว่าเป้าหมายเดิมราว 20% สะท้อนว่า AI/DC contribution ยังเร่งขึ้นต่อ ซึ่งเป็นบวกต่อ medium-term thesis ของ DELTA Thailand ในฐานะฐานผลิตสำคัญของ Delta Group
View from fundamental: Delta Taiwan meeting ช่วยยืนยันว่า DELTA Thailand’s 2Q26 ที่อ่อนตัว เป็น supply-chain and mix shock ไม่ใช่ AI demand shock Parent company ยังเห็น AI/DC demand แข็งแรง, AI revenue mix สูงขึ้น, Thailand capacity expansion เดินหน้าต่อ และ 2H26 น่าจะดีขึ้น ขณะที่ HVDC/liquid cooling ยังเป็น upside หลักของปี 2027–28
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน