สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ดิ่งแรง ตามทิศทางหุ้นโลก โดยเฉพาะเกาหลี -9.9% ญี่ปุ่น -3.6% ไต้หวัน -1.3% กดดันหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทยย่อแรงทั้ง DELTA HANA CCET ฯลฯ ซึ่งรวมทั้งกลุ่มกดดันตลาดไปแล้วราว 17 จาก 30 จุด ส่วนที่ตามมากดดันโดยหุ้นใหญ่หลายกลุ่มผสมกันทั้ง PTT PTTEP AOT TRUE IVL ฯลฯ อย่างไรก็ดี เห็นการหมุนเข้าหุ้นอิงการบริโภคในประเทศบางกลุ่มอย่าง OSP SCGP TFG
แนวโน้มตลาดวันนี้ หมุนออกจากหุ้นบน เข้าสะสมหุ้น Bottom up
เมื่อตลาดเริ่มหมุนออกจากหุ้นที่ราคาอยู่บน เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทค (เมื่อวานราคาลงแรง DELTA HANA KCE TRUE) AOT GULF และหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ราคาหุ้นยังคงอ่อนตามราคาพลังงานตลาดโลก...
เราจึงคงมุมมองกลยุทธ์เฟ้นหาหุ้น Bottom up: เริ่มมาตั้งแต่การตีโจทย์-ช่วงกลางเดือน มิ.ย. มองหาหุ้นรายกลุ่มที่ Underperform ตลาด (ที่แม้ดัชนี 1600 แต่ราคาหุ้นหลายตัวเทียบเท่า กับดัชนี 1100 จุด) เช่น กลุ่มค้าปลีก ที่เชื่อมโยงการบริโภคในประเทศ
ต่อด้วยการดูทิศทาง Flows ต่างชาติซื้อหุ้นไทย ผ่านการอ่านทิศทาง Flows โรบอท เทรด “HFT” ซึ่งเรายังคาดต่างชาติคงอยู่ฝั่ง ซื้อหุ้นไทยต่อ แต่ทั้งนี้คาดว่าจะสลับหมุนมาหาตัวใหม่ที่ราคาอยู่ล่าง แทนการไล่ราคาหุ้นบนตัวเดิมๆที่ โรบอทเคยเล่น
“ซึ่งเราคาดว่าจะเริ่มเห็นเม็ดเงินที่ทยอยหมุนออกจากหุ้นบนหน้าเดิมๆ” เข้าสู่หน้าหุ้นชุดใหม่ ด้วยเราคาดเงินไหลผ่าน HFT ยังคงอยู่ฝั่งซื้อหุ้นไทย เพราะ
(1) ตลาดหุ้นไทยกลับมาเป็นทางเลือกที่ Outperform หุ้นภูมิภาค (ภาพตรงข้ามกับเมื่อ 1-3 ปีที่ผ่านมา) และอาจรองรับเม็ดเงินจากฝั่งตลาดพัฒนา (DM) ได้อีกหากตลาด DM เพลี่ยงพล้ำ
(2) การงัด(ซื้อ)หุ้นล่างที่พื้นฐานกำลังเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ยิ่งบีบให้ขา Short sell ต้องซื้อคืน-กลายเป็นตัวเร่งสร้างผลตอบแทนแบบเบิ้ลๆ
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: ดัชนีกำลังเผชิญการท้าทายในโครงสร้างการปรับฐาน (Correction) ของคลื่น 5 ซึ่งมักจะเป็นจุดสิ้นสุดของแนวโน้มขาขึ้นรอบใหญ่และเปลี่ยนผ่านเข้าสู่รอบการพักฐาน
จุดเฝ้าระวัง: หากดัชนีขึ้นแต่ไม่สามารถทำ Higher High เหนือจุดสูงสุดบริเวณ 1,609 จุด จะส่งผลให้โครงสร้างเสียเทรนท์
Completed Wave 5: จบคลื่น 5 และกำลังเริ่มต้นการปรับฐานคลื่น Corrective Wave (A-B-C)
Bearish Divergence: MACD ทำยอดต่ำลง (Lower High) สะท้อนถึง "แรงซื้อที่แผ่วลง" อย่างมีนัยสำคัญ
ต่ำกว่าเส้นควบคุม: หลุดเส้น EMA 10 & 25 วัน เป็นการเตือนแนวโน้มระยะสั้นเปลี่ยนเป็นลบ แนวรับถัดไป 1,530 / 1,500 จุด ตามลำดับ
สรุป: เมื่อตลาดอยู่ในช่วงปลายคลื่น 5 และกำลังฟอร์มตัวลงทำคลื่นปรับฐาน วิธีการจัดการ "บริหารความเสี่ยง & เลือกสมรภูมิรบ” อาจต้องมีการกระชับพอร์ตและล็อกกำไรบ้าง หรือ ยังไม่ซื้อ" จนกว่าจะเห็นการสร้างฐานที่ชัดเจน แนะโฟกัสไปที่หุ้นต้นรอบที่มีโครงสร้างแข็งแกร่งกว่าตลาด เช่น หุ้นที่สามารถยืนปิดเหนือเส้น EMA 200 วันได้อย่างมั่นคงแม้ในวันที่ตลาดแดงเดือด!
What to watch
สรรพสามิต อยู่ระหว่างการหารือเพื่อสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) กับกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก.กู้เงินฯ) วงเงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วนของ 2 แสนล้านบาทหลัง
คลังพิจารณาไว้ 2-3 รูปแบบ แต่ยืนยันว่า กระบวนการนี้จะเป็นการอุดหนุนผ่านสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อกับผู้ซื้อรถ (ไฟแนนซ์) โดยจะเป็นการอุดหนุนเพียงครั้งเดียวจบ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้โดยง่าย
พร้อมยืนยันว่า การอุดหนุนโดยผ่านระบบไฟแนนซ์นั้น ถือเป็นการดึงระบบในการช่วยคัดกรองคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ามาใช้สิทธิในโครงการด้วย ไม่ได้เป็นการให้หรือจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรงให้กับผู้ซื้อรถเลย
ประชุม กนง.24 มิ.ย. คาดคงดอกเบี้ย 1%
ก.คมนาคมจับมือคลัง เล็งระดุมผ่านกองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ (TFF) เพื่อใช้ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทุกสายกลับมาเป็นของรัฐ (Single Ownership) หวังปลดล็อกโครงสร้างราคา คาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี ก่อนจะเข้าสู่เฟสที่ 2 คือการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสายต่างๆ ซึ่งมีวงเงินการเบื้องต้นประมาณกว่า 2 แสนล้านบาทซึ่งมั่นใจว่า การระดมทุนที่มีผลตอบแทนที่ดีก็จะมีผู้ที่จะเข้ามาซื้อกองทุนนี้ และไม่จำเป็นต้องรอจนสัญญาสายสีเขียวของบมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) หมดในปี 2572 ก็ได้ เพราะหากกระบวนการ TFF ระดมทุนเสร็จเมื่อไหร่ก็ซื้อตอนนั้น โดยคำนวณระยะเวลาที่สัญญาเหลือจ่ายคืนไป จากนั้นจะขยายไปถึงการโดยสารรถเมล์ ซึ่งจะเริ่มหลังจาก องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (ขสมก.) รับมอบรถโดยสาร EV ตั้งแต่เดือนมี.ค. 2570 เป็นต้นไป รวมไปถึงเรือโดยสาร โดยจะเจรจากับผู้ประกอบการต่อไป
หุ้นแนะนำวันนี้
OSP แนวโน้มกำไรกลับมาดีขึ้น อิง Gross margin ปี 2022 ที่เคยแย่สุด 30.6%...ปี 2025 ขยับขึ้นเป็น 40.2% และไตรมาสแรก 1Q26 ดีขึ้นถึง 42.5% สะท้อนแนวโน้มกำไรผ่านจุดที่แย่ที่สุดไปแล้ว โดยกำไรครึ่งปีหลังมีโอกาสเห็นกำไรที่ดีกว่าคาดจาก มาตรการ ไทยช่วยไทย
แนวรับ 16 ต้าน 17.5 Stop loss 15.5
รายงานพื้นฐานวันนี้
OSP
โอสถสภา
ราคามาตามนัด ไปต่อได้เลยได้ไหม?
หลังจากเราได้ออก IDEA Call ไปเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยได้มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรพร้อมราคาเป้าหมาย หลังจากที่ราคาหุ้นมา เราถือโอกาสไปอัปเดทข้อมูล โดยรวมเรายังเชื่อในมุมมองของเราที่เคยให้ไว้ในรายงานก่อน จากผลประกอบการและทิศทางอัตรากำไรที่น่าจะดีตามคาด
1) คุณภาพกำไรจะดีขึ้นจริง: แม้ว่ารายได้ธุรกิจเครื่องดื่มแทบไม่เติบโตในช่วงปี 2022-25 แต่ ROE กลับเพิ่มจาก 10.1% เป็น 22.7% ขณะที่ GM ขยายจาก 30.6% เป็น 40.1% และล่าสุดแตะ 42.5% ใน 1Q26 สะท้อนว่ากำไรที่เติบโตไม่ได้มาจากยอดขาย แต่เกิดจากโครงสร้างต้นทุนที่ดีขึ้น การทำ FF10X การปรับ procurement การรวมโรงงานแก้ว และการขายธุรกิจที่ไม่ใช่ core business ออกไป โดย OSP สร้าง cost saving สะสมกว่า 1.16 พันล้านบาทในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
2) Market share ไม่ได้ลดลงจริงตามที่เคยกังวล: ปัจจุบัน OSP ยังครองส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง 44.5% อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจ Personal Care เติบโตเฉลี่ย 7.5% ต่อปี และเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก 8% เป็น 11% ของยอดขายรวม ซึ่งเป็นธุรกิจที่มี margin สูงกว่ากลุ่มเครื่องดื่มและกำลังกลายเป็น growth engine ตัวใหม่
3) สำหรับ 2Q26 เราไม่ได้คาดหวังงบที่หวือหวา แต่จุดสำคัญ คือ GM: โดยคาดกำไรที่ 1.07 พันล้านบาท เพิ่ม 6% YoY แต่ลดลง 8% QoQ จากธุรกิจต่างประเทศที่อ่อนตัว อย่างไรก็ตาม คาด GM (Gross Margin) ยังน่าจะทรงตัวในระดับสูงที่ประมาณ 42% แม้จะเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นและการบริโภคในประเทศที่ยังเปราะบาง ซึ่งสะท้อนว่าการขยายตัวของมาร์จิ้นเป็นเรื่องเชิงโครงสร้างมากกว่าวัฏจักร
4) Valuation ต่ำ สวนทางผลตอบแทนผู้ถือหุ้น: แม้ ROE จะเพิ่มขึ้นเป็น 22.7% แล้ว แต่ OSP ยังซื้อขาย PER ปี 2026 เพียง 13.7 เท่า หรือประมาณ -1.5SD ของค่าเฉลี่ยในอดีต และต่ำกว่าเมื่อเทียบกับ 33 เท่าในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่ ROE อยู่เพียง 19% เท่านั้น ขณะที่ปัจจุบัน dividend yield จะอยู่สูงราว 5.1%
Fundamental view: เราคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 20 บาท ยังคงมองว่า OSP เป็นหนึ่งในหุ้น consumer ที่มีทั้งในแง่กำไร (Earnings quality improvement) และราคาหุ้น (Valuation upside)
MRDIYT
มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย)
กำไรยังโต จากการขยายสาขา และอัตรากำไรขั้นต้น
MRDIYT ยังเป็นหนึ่งในผู้ค้าปลีกที่มียอดขายสาขาเดิม (SSS) แข็งแกร่งกว่าหลายบริษัทในกลุ่ม โดยล่าสุด SSS ฟื้นตัวกลับมาใกล้ระดับทรงตัวในช่วงเดือน พ.ค.-กลาง มิ.ย. หลังอ่อนตัวในเดือน เม.ย. ขณะที่แผนขยายสาขาและการเพิ่มอัตรากำไรยังเป็นไปตามเป้าหมาย
ยอดขายได้รับแรงหนุนจากช่วงเปิดเทอม การเพิ่มจำนวนสินค้าในสาขาจาก 400 เป็น 600 รายการต่อสาขา รวมถึงมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ช่วยกระตุ้นยอดขายกลุ่มร้านค้ารายย่อยและเพิ่มจำนวนลูกค้าเข้าร้าน โดยถือว่าดีกว่าผู้ประกอบการค้าปลีกส่วนใหญ่ที่ SSS ยังติดลบในช่วง 2Q26 ที่ผ่านมา
ด้านการขยายสาขา บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผน โดยเปิดสาขาใหม่แล้ว 41 แห่งในช่วง เม.ย.-พ.ค. และตั้งเป้าเปิดเพิ่มอีก 15-20 แห่งในเดือน มิ.ย. ทำให้คาดว่าสุทธิทั้งไตรมาสจะเพิ่มราว 60 สาขา ขณะที่การเพิ่มสินค้าใหม่กว่า 500 รายการต่อเดือน และการจัดหาสินค้าผ่านเครือข่ายร้านค้าทั่วโลกของกลุ่ม MR.DIY ยังคงช่วยหนุนอำนาจต่อรองและอัตรากำไรขั้นต้น
เราคาดอัตรากำไรขั้นต้น 2Q26 จะทรงตัวใกล้ระดับสูงสุดของเป้าหมายปี 2026 ที่ 51-52% ขณะที่ต้นทุนขนส่งยังมีผลกระทบจำกัด เนื่องจากคิดเป็นเพียง 0.6% ของต้นทุนรวม และยังมีระยะเวลารับรู้ต้นทุนล่าช้าราว 2-3 เดือน
Fundamental view: เรายังคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 10.60 บาท เราคาดกำไรหลัก 2Q26 เติบโต 18% YoY และ 11% QoQ จากการขยายสาขาและการเพิ่มอัตรากำไร แม้กรณี SSS ยังอยู่เพียงระดับทรงตัว ขณะที่รายการ Big Lot จำนวน 19.8 ล้านหุ้น หรือ 0.3% ของทุนจดทะเบียน อาจกดดัน Sentiment ระยะสั้น และช่วยเพิ่ม Free Float จาก 20.7% เป็น 21.0% และเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขาย
PTTGC
พีทีที โกลบอล เคมิคอล
หากมองข้ามปี 2026 ยังเห็นอะไรที่ดีอยู่บ้างไหม?
PTTGC ได้รับอานิสงส์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี โดยเฉพาะ HDPE ปรับตัวขึ้นแรงจากภาวะอุปทานตึงตัว อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุนในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนจาก "กำไรปี 2026 จะดีแค่ไหน" ไปเป็น "ส่วนต่างราคา HDPE จะยืนระดับสูงได้ถึงปี 2027 หรือไม่"
เริ่มจาก สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตเอทิลีนทั่วโลกราว 19% ทั้งจากความเสียหายของโรงงานและการลดกำลังการผลิต ทำให้ส่วนต่างราคา HDPE-Naphtha ซึ่งเป็นตัวแทนสินค้าหลักของ PTTGC ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี เฉลี่ย 2Q26 (QTD) เพิ่มขึ้น 45% YoY และ 63% QoQ
แม้การเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะช่วยให้กลับเข้าสู่ปกติมากขึ้น แต่การฟื้นกำลังการผลิตต้องใช้เวลา โดยโรงงานที่ได้รับความเสียหายอาจต้องใช้เวลา 2-3 ปีในการซ่อมแซมและกลับมาเดินเครื่องเต็มที่ จึงมองว่าส่วนต่างราคาปิโตรเคมีอาจอ่อนตัวลงจากจุดสูงสุดในช่วง 2H26 แต่ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
สำหรับปี 2027 แม้แผนการเพิ่มกำลังการผลิต HDPE ใหม่ทั่วโลกจะสูงกว่าการเติบโตของอุปสงค์ แต่จากสถิติในอดีตพบว่ากำลังการผลิตใหม่ที่เกิดขึ้นจริงต่ำกว่าแผนเฉลี่ยถึง 44% อีกทั้งโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากสงครามยังต้องใช้เวลาฟื้นตัว ส่งผลให้ เราคาดว่าการเติบโตของอุปทานสุทธิยังต่ำกว่าการเติบโตของอุปสงค์ และนส่วนต่างราคา HDPE-Naphtha จะสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี
Fundamental view: จากสมมติฐานส่วนต่างราคาที่สูงขึ้นต่อเนื่อง เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติปี 2026 ขึ้น 38% เป็น 15.4 พันล้านบาท และปี 2027 ขึ้น 44% เป็น 16.3 พันล้านบาท พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 42 บาท (จากการอ้างอิง PBV 0.6 เท่า) และยังคงคำแนะนำ ซื้อ
ทั้งนี้ บริษัทจะร่วมให้ข้อมูลเพิ่มเติมในงาน BLS Thai Corporate Day วันที่ 25 มิ.ย. นี้
Tactical Stock
ปิดธีมการลงทุน แต่ธีมธุรกิจ EV ยังไม่จบ
หลังจากเราแนะนำเก็งกำไร KGEN และ MGC เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ราคาเป้าหมาย 2.20 บาท และ 8 บาท ตามลำดับ ล่าสุด KGEN ปรับขึ้นแตะเป้าหมายแล้ว ขณะที่ MGC ขึ้นไปสูงสุด 7.60 บาท ใกล้ราคาเป้าหมายเดิม ทำให้เราตัดสินใจ ปิด Tactical Call หลังสร้างผลตอบแทนสูงสุดได้ราว 20-30% ภายในเพียง 11 วันทำการ เทียบกับ SET ที่แทบไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม การปิดคำแนะนำครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าธีม EV จบลง เพราะปัจจัยสนับสนุนระยะยาว ทั้งนโยบายภาครัฐและการเติบโตของตลาด EV ไทยยังคงอยู่
MGC: เรายังมีแนวโน้มเห็นกำไร 2Q26 แข็งแกร่งใกล้เคียง 1Q26 และเติบโตโดดเด่น YoY แม้มีมุมมองว่ากำไรอาจผ่านจุดสูงสุดใน 2Q26 ไปแล้ว แต่ยังมีปัจจัยหนุนช่วง 2H26 ทั้งการเปิดตัว BMW iX3 รุ่นใหม่ในตระกูล Neue Klasse รวมถึงโอกาสจากงานประชุม IMF–World Bank เดือน ต.ค. 2026 ซึ่งอาจสร้างยอดขายรถสำหรับงานขนส่งและรับรองแขกเพิ่มเติม โดยยังคงมองราคาเป้าหมายเดิมที่ 8 บาท บนกำไรปี 2026 ที่คาด 900-1,000 ล้านบาท ว่ามีโอกาสไปต่อได้อยู่ในระยะถัดไป แม้ๆ สั้นๆ จะย่อตัวลงมา
KGEN: หลังการเยี่ยมชมโรงงานล่าสุด บริษัทมองว่าการฟื้นตัวเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น นอกจาก Omoda & Jaecoo แล้ว ยังมีแบรนด์ใหม่อย่าง Chery, Lepas, Exeed และ Farizon ที่อาจเข้ามาเพิ่มโอกาสการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 2 แสนล้านบาท ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน อาจช่วยหนุน Sentiment กลุ่ม EV เพิ่มเติม หากโรงงานสามารถสร้างรายได้ตามเป้าหมาย 2.2 หมื่นล้านบาท และ Farizon เพิ่มอีก 2 พันล้านบาท จะมีโอกาสเห็นกำไรแตะระดับ 400 ล้านบาท และอาจประเมินมูลค่าได้สูงถึง 2.70 บาทต่อหุ้น
โดยภาพรวม แม้เราปิด Tactical Call หลังราคาหุ้นตอบรับปัจจัยบวกในระยะสั้นไปมากแล้ว แต่ยังมองว่าธีม EV ของไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดย MGC ยังได้ประโยชน์จากโมเมนตัมยอดขาย EV และรถพรีเมียม ขณะที่ KGEN อยู่ในช่วงพิสูจน์การฟื้นตัวจากการเริ่มผลิตในประเทศและการขยายแบรนด์ใหม่ในอนาคต
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน