Market Wrap-Up
- SET วันที่ 18 มิ.ย.69 ปิด -2.01 จุด อยู่ที่ 1,585.06 จุด มูลค่าการซื้อขาย 68,106 ลบ. สถาบันขาย 214 ลบ. รายย่อยขาย 2,441 ลบ. พอร์ตโบรกซื้อ 599 ลบ. และต่างชาติซื้อ 2,056 ลบ. NVDR มียอดขายสุทธิ 194 ลบ. โดยมียอดซื้อ SCB,KBANK,KTB,SCC,TISCO และยอดขาย GULF,PTTEP,BDMS,CPF,SAWAD มูลค่า Short Sales อยู่ที่ 1,812 ลบ. หุ้นที่มี % ช็อตเซลสูง เช่น SPALI,CPALL,CENTEL โดยนักลงทุนต่างประเทศมีสถานะ Long ใน Index Futures จำนวน 4,599 สัญญา ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีต่างชาติ Long สุทธิรวม 76,329 สัญญา ต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 4,413 ลบ.
Market View
- ตลาดหุ้นสหรัฐ DJIA +0.14%, S&P500 +1.08%, Nasdaq +1.91% นำโดยกลุ่มเทคโนโลยี +2.68%, สินค้าฟุ่มเฟือย +1.76% ขณะที่กลุ่มพลังงาน -1.73%, การเงิน -0.9% นักลงทุนให้น้ำหนักบวกต่อกับข่าวสหรัฐ – อิหร่านได้ลงนามข้อตกลง MOU 14 ข้อเพื่อยุติสงคราม ส่งผลให้เรือบรรทุกน้ำมัน & สินค้าสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ตามปกติ แม้ว่าผลการประชุมเฟดล่าสุดจะส่งสัญญาณการปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ส่วนดัชนีเซมิคอน ฯ ในตลาดฟิลาเดลเฟีย +6.4% นำโดย Intel +10.6% ปรับขึ้นสูงสุดหลัง ปธน.ทรัมป์เผย Intel ได้ร่วมมือกับ Apple เพื่อออกแบบและผลิตชิปในสหรัฐ ทางข้อมูลเศรษฐกิจวานนี้จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ลดลง 4,000 อยู่ที่ 226,000 สูงกว่าคาดที่ 225,000 ราย โดยค่ำวันนี้ตลาดหุ้นสหรัฐจะปิดทำการในวันประกาศอิสรภาพแห่งชาติ (Juneteenth Day)
- ตลาดหุ้นยุโรป STOXX 600 -0.34% จากแรงขายกลุ่มน้ำมัน & ก๊าซ -1.5%, เหมืองแร่ -3.1% ถูกกดดันจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น และกลุ่มยานยนต์ BMW -4.0% หลังบริษัทได้ปรับลดคาดการณ์กำไรปีนี้ลง ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยวสันทนาการ +0.8% ได้ปัจจัยหนุนหลังสหรัฐ – อิหร่านลงนามข้อตกลงหยุดยิง ส่วนผลการประชุม BOE อังกฤษวานนี้มีมติ 7-2 เสียง คงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% โดยให้ความเห็นว่าภาวะสงครามส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคของภาคครัวเรือนปรับสูงขึ้น แต่ยังยากที่จะคาดการณ์ภาวะเงินเฟ้อในระยะถัดไป โดยภาพรวมตลาดหุ้นยุโรปยังไร้ปัจจัยบวกใหม่ หลังสัปดาห์ที่ผ่านมา ECB มีมติปรับขึนดอกเบี้ย 0.25%
- ตลาดหุ้นเอชียวานนี้ นิเกอิ +1.65% นำโดยกลุ่มธนาคาร, บริการ และเครื่องใช้ไฟฟ้า หลัง ปธน.สหรัฐ – อิหร่าน ได้ลงนามใน MOU 14 ข้อเพื่อยุติสงคราม ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีก็ปรับขึ้นรับข่าว Intel ได้เริ่มสายการผลิตชิปรุ่นใหม่แล้ว ส่วน Kospi เกาหลีใต้ +2.25% ทำ New High ได้แรงหนุนจาก Samsung Electronics +4.6%, SK Hynix +6.5% หลังราคาขายชิปยังอยู่ในระดับจากภาวะอุปทานชิปที่ตึงตัว ส่วนดัชนีเซี่ยงไฮ้ -0.43% นำโดยกลุ่มการเงิน Industrial & Commercial Bank of China -2.7%, Agricultural Bank of China -2.45% แต่ยังได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทค ฯ จีน ที่รัฐบาลเพิ่มการจัดหาเงินทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน
- SET -0.13% ปริมาณการซื้อขาย 8 หมื่น ลบ. สถาบันขาย 214 ลบ. รายย่อยขาย 2,441 ลบ. พอร์ตโบรกซื้อ 599 ลบ. และต่างชาติซื้อ 2,056 ลบ. หลังเฟดมีมติคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.5 – 3.75% และส่งสัญญาณอาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งภายในปีนี้ ส่งผลให้วานนี้ ธ.กลางอินโด ฯ และ ธ.กลางฟิลิปปินส์ตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% อยู่ที่ 5.75% และ 4.75% ตามลำดับ เพื่อป้องกันเงินทุนไหลออกและรักษาเสถียรภาพค่าเงิน ซึ่งส่งผลให้ Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติในตลาดกลุ่มอาเซียนมีแนวโน้มชะลอตัวตามด้วย ส่วนภาวะการซื้อขายตลาดหุ้นไทยนั้น นักลงทุนยังเลือกขายสลับออกจากกลุ่มไฟแนนท์ & อิเล็ก ฯ ที่อาจได้รับผลกระทบด้านลบ หากต้นทุนด้านการเงินอาจปรับสูงตามขึ้น กอปรกับหุ้น DELTA ยังถูกกดดันจากการปรับ Cap Weight ไม่เกิน 10% ในการรีบาลานท์ SET50 ในช่วงสิ้นเดือนนี้ โดยเม็ดเงินลงทุนได้สลับเข้าซื้อในกลุ่มธนาคารเนื่องจากได้ประโยชน์จาก NIM ที่มีแนวโน้มกว้างขึ้น ส่วนกลุ่มประกันก็ได้ประโยชน์จาก Yield ที่เพิ่มขึ้นของพอร์ตการลงทุนในตราสารหนี้ ส่วนประเด็นข่าวเศรษฐกิจวานนี้ S&P Rating คงอันดับเครดิตไทยไว้ที่ระดับ BBB+ และมี Outlook Stable แม้ว่าการเติบโตของ GDP ไทยยังอยู่ในระดับต่ำ 2.0% แต่ฐานะการคลังยังอยู่ในเกณฑ์ดี คือ ดุลบัญชีเดินสะพัดยังเกินดุล 2% ต่อ GDP ส่วนสัปดาห์หน้าวันพุธที่ 24 มิ.ย. ติดตามผลการประชุม กนง.คาดยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.0% เนื่องจากเงินเฟ้อที่ปรับขึ้นจาก Supply Side ด้านราคาพลังงานซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราว
Daily Strategy
- ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,570 – 1,580 แนวต้าน 1,600 คาดดัชนียังได้ปัจจัยหนุนหลังปัจจัยเสี่ยงด้านราคาพลังงานปรับลดลง ซึ่งส่งผลบวกต่อกำลังซื้อในประเทศในช่วงครึ่งปีหลัง แนะนำทยอยซื้อกลุ่มที่ประโยชน์จาก Bond Yield ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เช่น BBL,KTB,BLA,TLI / กลุ่มที่ประโยชน์จากธีม De-esclation เช่น AOT,BA,MINT,ERW,BH,BDMS / กลุ่มอุปโภค CRC,BJC,TACC / กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่ลดลง เช่น SCC, TOA
- TACC* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 6.95 บาท)บริษัทรายงานกำไรสุทธิ 1Q69 ที่ 100 ล้านบาท +75%QoQ, +37%YoY หนุนจากรายได้ที่เติบโตตามการขยายสาขาของร้าน 7-Eleven และร้านกาแฟพันธุ์ไทย ประกอบกับกระแสนิยมเครื่องดื่มชาไทยและชาเขียวมัทฉะ โดยอัตรากำไรขั้นต้นทรงตัวระดับ 32% ส่วน SG&A ปรับลดลง แนวโน้ม 2Q69 คาดเติบโตต่อเนื่อง YoY และทรงตัว QoQ จากการเข้าสู่ฤดูร้อน โดยต้องติดตามประเด็นต้นทุนใน 2H69 สำหรับทั้งปี 69 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต Double Digit (+10%) หนุนจากแผนการออกสินค้าใหม่ การขยายสาขาร้าน 7-Eleven และร้านกาแฟพันธ์ไทย โดยผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางใน 1H69 ยังไม่มากเพราะมีสต๊อกล่วงหน้าไว้ 3-6 เดือน ทั้งปี GPM อยู่ในระดับสูงกว่า 30% ทั้งนี้ตลาดคาดกำไรปี 69-70 ที่ 361 ล้านบาท +20%YoY และ 397 ล้านบาท +10%YoY valuation ปัจจุบัน PER ราว 7 เท่า Div.Yield 8-9%
- MINT* (ซื่อ /ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 40 บาท) ธุรกิจโรงแรมมี Sentiment บวกจากสถานการณ์ที่ผ่อนคลายลงในตะวันออกกลาง ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารคึกคักจากบอลโลกและร้านในไทยคาดหวัง Multiple Effect จาก “ไทยช่วยไทยพลัส” สำหรับกำไรปกติ 1Q69 +YoY จากฐานต่ำปีก่อน แต่ -QoQ จาก Low Season โรงแรมในยุโรป ส่วนการดำเนินงาน 2Q69 มีโอกาส +YoY +QoQ ได้ปัจจัยหนุนตามฤดูกาลของโรงแรมในยุโรปและการเดินทางท่องเที่ยวภายในภูมิภาคของชาวยุโรปเอง นอกจากนี้ Story เพิ่มเติมของ MINT* ยังจะมีมาจากการจัดตั้ง REIT โรงแรม เพื่อ IPO ที่ตลาดสิงคโปร์ในช่วง 4Q69 รวมถึงการ IPO ของ Minor Food ในช่วงถัดไป ทั้งนี้ ทาง MINT* ตั้งเป้า 3 ปี (ปี 68-71) CAGR รายได้ +High Single Digit% ปัจจุบัน ตลาดคาดกำไรสุทธิของ MINT* ปี69และ70 จะอยู่ที่ 9,846 ลบ.(+9%YoY) และ 10,935 ลบ.(+11%YoY) ตามลำดับ
Daily Key Factors
Oil Update(0) WTI ก.ค. -$0.19 อยู่ที่ $76.60 / บาร์เรล, Brent ส.ค. +$0.30 อยู่ที่ $79.85/บาร์เรล หลัง ปธน.ทรัมป์ & ปธน.อิหร่านได้ลงนามข้อตกลง MOU 14 ข้อหยุดยิงเป็นเวลา 60 วัน และเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
Gold Update (-)Comex Gold ส.ค. -$135.50 ปิดที่ 4,245.90 ดอลลาร์/ออนซ์ ถูกกดดัน Dollar Index แข็งค่า +0.75% อยู่ที่ 100.84 หลังเฟดส่งสัญญาณอาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งภายในปีนี้
Fund Flow(+) Fund Flow ต่างชาติในตลาด TIP วานนี้ซื้อสุทธิ +59.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยซื้อหุ้นไทย +62.69 ล.ดอลลาร์สหรัฐ ขายหุ้นอินโด ฯ -6.24 ล.ดอลลาร์สหรัฐ และซื้อหุ้นฟิลิปปินส์ +2.76 ล.ดอลลารห์สหรัฐ
(-) ค่าเงินบาทเช้านี่อ่อนค่าอยู่ที่ 32.77 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
(0) ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ทรงตัวอยู่ที่ 4.463 %
(+) ดัชนี BDI ปิด +6 จุด อยู่ที่ 2,659
(-) BitCoin เช้านี้ -2.50% อยู่ที่ 62,915 ดอลลาร์สหรัฐ
Economic Calendar
ในประเทศ
24 มิ.ย. ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 3/69
สัปดาห์ที่3 ส.อ.ท. แถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม
สัปดาห์ที่4 กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ
ส.อ.ท. แถลงยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์และ
ชิ้นส่วนยานยนต์
ต่างประเทศ
16 มิ.ย. JP การตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย
17 มิ.ย. EU ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ( พ.ค.)
US ดัชนียอดขายปลีก ( พ.ค.)
US สินค้าคงคลังน้ำมันดิบ
18 มิ.ย. US การตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย
US การแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนของ FOMC
US จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก
Theme Strategy
ทยอยสะสมหุ้น Value Stock / High Dividend Yield / AI Supply Chain ทนทานต่อภาวะตลาดที่ผันผวนสูงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐฯ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัล
(1) High Dividend Yield กลุ่มธนาคารพาณิชย์ KTB, SCB, TTB, KKP*, TISCO กลุ่ม REIT CPNREIT*
(2) Commodity Linked ได้ประโยชน์จาก Energy Shock กลุ่มพลังงาน PTTEP, BANPU กลุ่มปิโตรเคมี PTTGC, IRPC กลุ่ม Biofuel BBGI*, TAE*, PCE*, UVAN*, APO* กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน GUNKUL*
(3) ราคาสินค้าเกษตร / อาหาร ปรับตัวเพิ่มขึ้น STA*, NER*, TFG*
(4) กลุ่ม ICT / Data Center / นิคมฯ ADVANC, TRUE, DELTA*, CCET*, KCE, HANA*, SMT*, STECON, INSET*, GULF*, BGRIM*, GPSC*, ASEFA*, FTE*, TRT*, WHAUP*, EASTW*, AMATA, WHA
(5) สินค้าอุปโภค-บริโภค CPALL, CPAXT, CPN*, CRC, TNP*, KK*, MOTHER*, ICHI*, CBG*, EPG*, STGT*, NTF*, MOSHI*, MRDIYT* กลุ่ม Finance TIDLOR*, MTC*, SINGER*, SGC*, SCAP*, NCAP*
(6) ตัวเลขการลงทุนภาครัฐฯ เอกชน CK, STPI*, SEAFCO*, PYLON*
**หุ้นแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่ยังไม่อยู่ใน Coverage ของฝ่ายวิจัย
Asset Allocation: Equity 50% Fixed Income 40% Alternative Investment etc. Gold 5% Cash 5%
Today Fundamental Research: -
Monthly Portfolio June 2026: GPSC*, ITC*, TRUE, TACC*, GUNKUL*, CPALL
Analysts
Apichai Raomanachai
Fundamental and Technical Investment Analysis ID No. 002939
Tel 02-829-6999 Ext 2200
Email : apichai.ra@kfsec.co.th
Nopporn Chaykaew
Fundamental Analysis ID No. 043964
Tel 02-829-6999 Ext 2203
Email : noppoen.ch@kfsec.co.th
Nattawat Poosunthornsri
Fundamental Analysis ID No. 087077
Tel 02-829-6999 Ext 2204
Email : nattawat.po@kfsec.co.th