Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

42

 

 

แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ สรุปผลการประชุมนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ

Highlights:


ผลประชุม FOMC รอบ มิ.ย. 2026 สะท้อนภาพ Hawkish Hold มากกว่าการคงดอกเบี้ยธรรมดา แม้ Fed คงดอกเบี้ยที่ 3.50–3.75% ด้วยมติเอกฉันท์ 12 ต่อ 0

Dot Plot ส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยอาจต้องอยู่สูงนานกว่าที่ตลาดคาด โดย Fed ปรับคาดการณ์ Core PCE จาก 2.7% เป็น 3.3% พร้อมปรับ Fed Funds Rate สิ้นปี 2026 ขึ้นจาก 3.4% เป็น 3.8%

BLS Wealth ปรับมุมมองจากเดิมที่คาดว่า Fed อาจลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในไตรมาส 4/2026 มาเป็นคงดอกเบี้ยตลอดช่วงที่เหลือของปี

การสื่อสารของ Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่มีลักษณะสั้น กระชับ และไม่ให้ forward guidance แม้เป้าหมายด้านเงินเฟ้อจะชัดเจน แต่เส้นทางดอกเบี้ยกลับประเมินยากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ตลาดพันธบัตรผันผวนต่อไปในระยะสั้น

รายละเอียด:
ผลการประชุม FOMC รอบล่าสุดออกมาในโทนที่ Hawkish กว่าที่คาดในรายละเอียด แม้เฟดจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50–3.75% ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 ซึ่งโดยผิวเผินอาจดูเหมือนเป็นการประชุมที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อพิจารณาถ้อยแถลง Dot Plot และการสื่อสารของประธาน Fed คนใหม่ จะเห็นว่าภาพรวมของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนจากโหมดเตรียมผ่อนคลายทางการเงินเมื่อข้อมูลสนับสนุน ไปสู่โหมดชะลอการลดดอกเบี้ยจนกว่าเงินเฟ้อจะส่งสัญญาณชัดเจนว่ากลับสู่เป้าหมาย
สำหรับสาระสำคัญของแถลงการณ์รอบนี้ชี้ว่า Fed ประเมินเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย Fed ระบุว่า ผลิตภาพ และการลงทุนในทรัพย์สินถาวรยังคงเติบโตดี ขณะที่อัตราการจ้างงานยังขยายตัวสอดคล้องกับกำลังแรงงาน และอัตราการว่างงานเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ภาพดังกล่าวทำให้ Fed ไม่มีแรงกดดันเร่งด่วนในการลดดอกเบี้ยเพื่อประคองเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ จุดที่ทำให้โทนของการประชุมครั้งนี้เอนไปทาง Hawkish คือการประเมินเงินเฟ้อที่ถูกปรับขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผลกระทบจาก supply shock และราคาพลังงาน ซึ่งทำให้ Fed กลับมาให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางด้านราคา (price stability) มากกว่ารอบก่อนหน้า สิ่งที่น่าสนใจคือถ้อยคำของ Fed รอบนี้ไม่ได้พยายามอธิบายว่าเงินเฟ้อเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว แต่เลือกใช้ถ้อยคำที่หนักแน่นว่า Fed จะส่งมอบเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งสะท้อนว่าคณะกรรมการต้องการลดช่องการตีความว่าการลดดอกเบี้ยยังอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ภาพจาก Dot Plot ยืนยันมุมมองดังกล่าวอย่างชัดเจน โดย Fed ปรับประมาณการเงินเฟ้อ PCE ปี 2026 ขึ้นจาก 2.7% เป็น 3.6% และ Core PCE จาก 2.7% เป็น 3.3% ขณะที่คาดการณ์ GDP ถูกปรับลงจาก 2.4% เป็น 2.2% และอัตราว่างงานถูกปรับลงจาก 4.4% เป็น 4.3% กล่าวอีกนัยหนึ่ง Fed กำลังมองเห็นเศรษฐกิจที่ยังโตได้ แต่เงินเฟ้อสูงกว่าที่เคยประเมินไว้มาก ซึ่งเป็นชุดข้อมูลที่ไม่สนับสนุนการลดดอกเบี้ยในระยะสั้น
ด้านเส้นทางดอกเบี้ย Dot Plot ส่งสัญญาณชัดว่า Fed ต้องการเลื่อนจังหวะการผ่อนคลายออกไป โดยค่ากลางของ Fed Funds Rate สิ้นปี 2026 ถูกปรับขึ้นจาก 3.4% เป็น 3.8% ขณะที่ปี 2027 ถูกปรับขึ้นจาก 3.1% เป็น 3.6% และปี 2028 จาก 3.1% เป็น 3.4% การปรับขึ้นทั้ง 3 ปีสะท้อนว่า Fed ไม่ได้มองปัญหาเงินเฟ้อรอบนี้เป็นเพียง noise ระยะสั้น แต่เป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้นโยบายการเงินต้องตึงตัวนานกว่าที่ตลาดเคยคาด
อย่างไรก็ดี รายละเอียดของ Dot Plot รอบนี้มีความซับซ้อนกว่าการอ่านค่ากลางเพียงอย่างเดียว เพราะมีกรรมการจำนวนมากที่ยังเห็นว่าดอกเบี้ยปลายปี 2026 ควรอยู่ใกล้ระดับปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็มีอีกกลุ่มที่มองว่าดอกเบี้ยควรสูงขึ้นเล็กน้อย ทำให้ค่ากลางออกมาอยู่บริเวณ 3.8% ซึ่งสะท้อนความเห็นที่เอนเอียงไปทางคงดอกเบี้ยนานขึ้น หรืออาจต้องขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อไม่ลดลง มากกว่าจะเป็นสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยที่ชัดเจนในทันที
อีกหนึ่งประเด็นที่มีนัยสำคัญ คือ Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่ เลือกไม่ส่ง projection ของตนเองใน SEP รอบนี้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์ต่อวิธีการสื่อสารของ Fed อย่างมาก เพราะ Dot Plot เคยเป็นเครื่องมือสำคัญที่ตลาดใช้ประเมิน reaction function ของคณะกรรมการ การที่ประธาน Fed ไม่ใส่ dot ของตนเอง จึงทำให้ตลาดมองเห็นมุมมองของคณะกรรมการโดยรวม แต่ไม่สามารถอ่านน้ำหนักความคิดของประธาน Fed ได้ชัดเท่ายุคก่อน
เมื่อเทียบกับ Jerome Powell การสื่อสารของ Warsh มีลักษณะต่างกันค่อนข้างชัด Powell มักสื่อสารแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยอธิบายข้อมูลเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน และ balance of risks ก่อนเชื่อมโยงกลับไปสู่แนวทางนโยบายแบบ data-dependent และ meeting-by-meeting ทำให้ตลาดอาจไม่รู้ผลลัพธ์ของการประชุมล่วงหน้า แต่ยังพอเข้าใจกรอบคิดของ Fed ได้ค่อนข้างดี
ในทางกลับกัน Warsh สื่อสารแบบสั้น กระชับ และเน้นหลักการมากกว่าเส้นทางนโยบาย เขาระบุว่าถ้อยแถลงของ Fed จะสั้นลง เรียบง่ายขึ้น และไม่มี forward guidance เพราะมองว่าไม่เหมาะกับบริบทปัจจุบัน การสื่อสารลักษณะนี้มีข้อดีคือทำให้ Fed ไม่ผูกมัดตัวเองกับเส้นทางดอกเบี้ยล่วงหน้า แต่ข้อเสียคือทำให้ตลาดประเมินทิศทางนโยบายได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจยังแข็งแรง และคณะกรรมการมีความเห็นแตกต่างกันมากขึ้น
ดังนั้น BLS Wealth ประเมินว่า การประชุมรอบนี้ไม่ใช่เพียงการคงดอกเบี้ยตามปกติ แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ทางด้านการสื่อสารของ Fed ภายใต้ประธานคนใหม่ โดยเป้าหมายด้านเงินเฟ้อถูกสื่อสารชัดเจนขึ้น แต่เส้นทางดอกเบี้ยกลับไม่ชัดเจนกว่าเดิม ซึ่งอาจทำให้ตลาดพันธบัตรตอบสนองด้วยความผันผวนที่สูงขึ้น หากข้อมูลเงินเฟ้อในช่วง 2–3 เดือนข้างหน้าไม่ชะลอลงตามคาด
จากภาพรวมดังกล่าว BLS Wealth ประเมินว่า ความน่าจะเป็นของการลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยปรับมุมมองจากโอกาสการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในไตรมาส 4 มาเป็น "คงอัตราดอกเบี้ย" ตลอดทั้งช่วงที่เหลือของปี นอกจากนี้ ตลาดอาจปรับมุมมองจาก narrative เดิมที่เชื่อว่า Fed จะค่อยๆ กลับเข้าสู่ neutral rate ไปสู่ narrative ใหม่ที่ Fed จำเป็นต้องคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อฝังตัว
อย่างไรก็ดี BLS Wealth ไม่ได้มองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของวัฏจักรขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่อย่างเต็มตัว เพราะ Dot Plot ยังไม่ได้สะท้อนฉันทามติที่ชัดเจนว่าต้องขึ้นดอกเบี้ยทันที แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า Fed ต้องการซื้อเวลา และจะไม่ลดดอกเบี้ยจนกว่าจะเห็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจากพลังงานและ supply shock ไม่ได้ลุกลามไปสู่ Core Inflation หรือเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะยาว
กล่าวโดยสรุป ผลประชุม FOMC รอบนี้สะท้อนภาพ Hawkish Hold มากกว่าการคงดอกเบี้ยธรรมดา เพราะ Fed คงดอกเบี้ยพร้อมกับปรับเส้นทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ยขึ้น

อย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับประธาน Fed คนใหม่เลือกสื่อสารด้วยกรอบที่สั้นกระชับ และไม่ให้คำมั่นต่อเส้นทางนโยบาย นี่ทำให้ตลาดต้องกลับมาให้ความสำคัญกับข้อมูลเงินเฟ้อรายเดือนมากขึ้น และอาจทำให้ Yield Curve อยู่ภายใต้แรงกดดันต่อไป จนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจนว่าเงินเฟ้อกำลังชะลอตัวลงสู่เป้าหมาย 2% อย่างยั่งยืน

สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ยังแกว่งจบที่เดิม แต่แรงซื้อรอบนี้เห็นได้ชัดว่ามาจากกลุ่มหุ้นงัดข้างล่าง จำนวนมาก เช่น BDMS HMPRO TIDLOR KTC BJC เป็นต้น ขณะที่หุ้นบวกแรงเด่นๆ CRC HMPRO ส่งผลให้กลุ่ม COMM เด่นสุด และพ่วงมากับหุ้นไฟแนนซ์ จึงดูเหมือนว่ามี Sector Rotation เข้ากลุ่มที่ถูกทิ้งล้างก่อนหน้า ขณะที่หุ้น Volume เข้าเด่นอื่น BTS BEM PLANB และอสังหาฯ


แนวโน้มตลาดวันนี้ หรือลมใต้ปีกจะหอบหุ้นล่างขึ้นด้วย!?
เราคาดมีโอกาสที่หุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศที่ราคาหุ้นยังไม่ขึ้นตามตลาด จะเห็นราคาหุ้นขึ้น-ไล่ตามหุ้นกลุ่มอื่นที่ขึ้นนำไปก่อน...
ตามที่เราเก็ง-ซื้อดัก หุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศ แต่ยังไม่ได้เข้าเก็บหุ้นเต็มรูปแบบ เหมือน กลุ่มโรงไฟฟ้าที่พาเข้ารอบนี้ ซึ่งกลุ่มโรงไฟฟ้า-ราคาหุ้นลอยลำขึ้นไปแล้ว เรามองว่ามีความเป็นไปได้ที่ เงินหมุนออกจากกลุ่มแรลรี่นำตลาด เช่น อิเล็กทรอนิกส์ จะไหลเข้ามาสมทบแรงซื้อหุ้นล่าง อย่าง หุ้นสินค้าอุปโภคบริโภค ตลอดจนหุ้น รพ.
“เราเห็นราคาหุ้นเหล่านี้ เริ่มเห็นสัญญาณรีบาวด์ดีกว่าตลาดเมื่อวานนี้ เช่น MTC SAWAD KTC HMPRO CRC OSP CBG ICHI BH”
มองเป็นโอกาส แต่ยังไม่รีบ เราขอรอดูสัญญาณเพิ่มเติม เช่น แนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังดีขึ้นแค่ไหน, อุตสาหกรรมเป็นกลุ่มที่มีการฟื้นตัวตามวัฏจักร, ปัจจัยหนุนราคาหุ้น รายตัว, ธีมการลงทุน...
ซึ่งเราขอเกริ่นนำเอาไว้ก่อน ว่ามีโอกาสที่ราคาหุ้นแบบนี้จะถูกไล่ราคาขึ้นตามตลาด ในรอบหน้า แต่คงไม่ใช่ทุกตัว และเราขอเก็บไว้เป็น กระสุนเงินเพื่อไว้เล่นหากำไรแบบ Alpha จากตลาด ในรอบถัดไป
กลยุทธ์ช่วงนี้ แนะสะสมหุ้นเล่นรับ ความชัดเจนทิศทางราคาพลังงาน ที่หมดข้อกังขาเกี่ยวกับต้นทุนที่จะกลับมาสร้างความกังวลในอนาคต ได้แก่ หุ้นโรงไฟฟ้า พร้อมทั้งติดตามการปลดล็อกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านที่มีมาอย่างยาวนาน, ส่วนปัจจัยในประเทศ คาดงบปี 70 ที่เตรียมเสนอสภาฯ จะหนุนความเชื่อมั่นโปรเจคลงทุนในประเทศ


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร


วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: SET Index เคลื่อนไหวในลักษณะ "แกว่งขึ้นลง" ตามจังหวะการหมุนกลุ่มซื้อ-ขายระหว่างกลุ่มที่ได้/เสียปย. จากน้ำมันที่ดิ่งลง
Elliott Wave: คลื่น 5 จุดสังเกตสำคัญคือต้องสร้าง Higher High เหนือบริเวณ 1,607 จุด เพื่อรักษาโครงสร้างขาขึ้นไม่ให้เสียทรง
EMA Ribbon Support: ดัชนีประคองตัวเหนือ EMA10 & 25 เหนียวแน่น บ่งชี้โมเมนตัมฝั่งซื้อยังไม่เสีย แม้จะมีแรงขาย สลับออกมาบ้าง
Defense Lines: โซนรับ 1,580 & 1,550 จุด (เส้น EMA 10 & 25 วัน) หากไม่หลุดโซนนี้ โครงสร้างขาขึ้นยังคงได้เปรียบ

Target Zones: โซนจิตวิทยา & high เดิมที่ 1,600-1,607 จุด ซึ่งหากทะลุผ่านไปได้ จะเป็นการเปิด upside ลักษณะ higher high!
กลยุทธ์: "กลยุทธ์สับเปลี่ยนกลุ่มเล่น (Sector Rotation) คือกุญแจสำคัญ"




What to watch อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ขานรับดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน พร้อมถอนมาตรการคว่ำบาตร ด้าน เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ได้ประกาศ ว่า สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพร่วมกันแล้วหลังจากการเจรจาอย่างเข้มข้น โดยพิธีลงนามอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ประชุม กนง.24 มิ.ย. คาดคงดอกเบี้ย 1%
10 ธนาคารกลาง ทั่วโลกจะมีประชุมกันในสัปดาห์นี้ คาดมีธนาคารกลางหลายแห่ง ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น (BOJ ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 1%)
นายกฯ ดึงงาน EEC กลับมาดูเอง พร้อมกับจะเป็นหัวหน้าทีมขายโครงการประเทศไทย โดยนำอีอีซีเป็น Pilot project ที่จะไปนำเสนอกับนักลงทุนต่างประเทศในมุมมองใหม่
พร้อมกับตั้งเป้าให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ซึ่งรัฐบาลพิจารณาแล้วว่า การดึงดูดการลงทุนใน EEC จะเน้นอุตสาหกรรมหนักแบบเดิมไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดเรื่องการจัดหาไฟฟ้าและน้ำที่มีต้นทุนในการจัดหาสูง และหากจะเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าสูงมาก รัฐบาลก็มีการกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 ขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีราคาสูงกว่าผู้ใช้ประเภทอื่นๆ ซึ่งดาต้าเซนเตอร์ที่จะมาต้องมีโรงไฟฟ้าแบบ Direct PPA และแหล่งน้ำมาด้วย เพื่อ ไม่เป็นภาระในการจัดการไฟฟ้าและแหล่งน้ำมาให้บริการ
ผู้นำ G7 เดินหน้าคว่ำบาตรน้ำมัน-ก๊าซรัสเซียเพิ่ม หลังบรรลุดีลเปิดช่องแคบ ฮอร์มุซ / กลุ่ม G7 ที่รวมตัวกัน ณ เมืองเอวีย็อง ประเทศฝรั่งเศสเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดประจำปีระบุว่า "เราพิจารณาแล้วว่านี่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการดำเนินมาตรการเพิ่มเติม เนื่องจากปธน.ทรัมป์ได้บรรลุข้อตกลงที่เราพร้อมให้การสนับสนุนในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง"
ทรัมป์ระบุว่า มาตรการจำกัดการขนส่งน้ำมันของรัสเซียสามารถนำกลับมาบังคับใช้ได้อีกครั้ง หลังการเปิดช่องแคบฮอร์มุซเอื้อให้เกิดการขนส่งน้ำมันได้มากขึ้น


หุ้นแนะนำวันนี้
CPALL หุ้น Laggard สุดในกลุ่มเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศ
แนวรับ 45.75 ต้าน 47/48 Stop loss 45

 


รายงานพื้นฐานวันนี้

BH (Idea)
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
ควรมองไกลกว่าแค่การฟื้นตัวในระยะสั้น
Idea Call วันนี้เราเลื่อนไปใช้ราคาเป้าหมาย BH ปี 2027 และปรับขึ้นเป็น 220 บาท (จาก 195 บาทปีนี้) และยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" พร้อมเลือกเป็น Top Pick กลุ่มโรงพยาบาลต่อ โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญดังนี้
1) การฟื้นตัวของผู้ป่วยตะวันออกกลางเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Story ไม่ใช่ทั้งหมด โดยแม้เราจะสมมติกรณีอนุรักษ์นิยม และอิงรูปแบบช่วงโควิด-19 พบว่ารายได้จากตะวันออกกลางอาจลดลงเหลือเพียง 19% ของรายได้รวมใน 2Q26 แต่เป็นจุดต่ำสุดแล้ว ก่อนฟื้นกลับสู่ 23% ใน 3Q26 หนุนรายได้รวมฟื้นกลับสู่ 6.8 พันล้านบาท หลังเที่ยวบินส่วนใหญ่กลับมาให้บริการตามปกติ สะท้อนว่าการชะลอตัวครั้งนี้มีลักษณะคล้าย Shock ระยะสั้นมากกว่าการสูญเสียฐานลูกค้าในระยะยาว ที่เหลือเป็นเพียงเรื่องรอความเชื่อมั่น
2) จุดแข็งที่แท้จริงอยู่ที่ความสามารถในการขยายกำไร มากกว่าการเติบโตของรายได้ ตลอดช่วงปี 2010-2025 รายได้ต่อเตียงของ BH เติบโตเฉลี่ย 6.6% ต่อปี สูงกว่าต้นทุนต่อเตียงที่เพิ่มเพียง 4.9% ต่อปี สะท้อน Operating Leverage ที่แข็งแกร่งและช่วยผลักดันอัตรากำไรให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ในหลายช่วงรายได้จะไม่ได้เติบโตโดดเด่นก็ตาม โดยเราคาด EBITDA Margin จะเพิ่มเป็น 39% ในปี 2026 และ 40% ในปี 2027 ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงที่สุดแห่งหนึ่งของกลุ่มโรงพยาบาลไทย
3) งบดุลแกร่งกว่าที่ตลาดให้มูลค่าอยู่ เพราะ BH เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่ยังมีสถานะเงินสดสุทธิ (Net Cash) แม้อยู่ในช่วงลงทุนโครงการใหม่ โดยเฉพาะโรงพยาบาลภูเก็ตที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและกดดันระยะสั้น แต่ไม่ได้กระทบต่อทิศทางการเติบโตของกระแสเงินสดอิสระ (FCFF) ที่ยังต่อเนื่อง เมื่อผ่านช่วง Ramp-up ไปแล้ว เราคาดว่าความสามารถในการทำกำไรจะกลับมาดีต่อได้อีกครั้ง
4) ตลาดกำลังมองความกังวลเรื่องผู้ป่วยตะวันออกกลางมากเกินไป ทั้งที่ปัจจัยดังกล่าวเป็นเพียงแรงกดดันระยะสั้นที่ผ่านไปแล้ว ปัจจุบัน BH ซื้อขายที่ PER ปี 2027 เพียง 18 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่โครงสร้างธุรกิจยังแข็งแรง ทำให้เรายังคงมองว่า Gap นี้จะแคบลง เมื่อผลประกอบการ 2H26 พิสูจน์ให้เห็นว่าความสามารถในการทำกำไรไม่ได้อ่อนแอตามที่ตลาดกังวล

ERW
ดิ เอราวัณ กรุ๊ป
การฟื้นตัวรอบใหม่ พร้อมแรงหนุนจาก MICE และ HOP INN
เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อ ERW จากปัจจัยหนุนในช่วง 2H26-2027 โดยเฉพาะการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมในกรุงเทพฯ และพัทยา ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้รวมถึง 69% ของธุรกิจโรงแรม และจะได้อานิสงส์จากงาน MICE และอีเวนต์ขนาดใหญ่ใน 4Q26 ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย ซึ่งคิดเป็น 21% ของรายได้ ยังฟื้นตัวดีกว่าหลายประเทศ ส่งผลให้ เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026-27 ขึ้น 8% และ 10% ตามลำดับ
อีกแรงหนุนสำคัญคือ HOP INN ซึ่งปัจจุบันสร้างรายได้ราว 25% ของธุรกิจโรงแรม และยังเติบโตจากการขยายจำนวนห้องพัก 14% ต่อปี โดยมี EBITDA Margin สูงถึง 45-50% เทียบกับทั้งกลุ่มที่ 35-40% ทำให้เป็นตัวช่วยยกระดับคุณภาพกำไรในระยะยาว
ด้านความกังวลเรื่องอุปทานโรงแรมใหม่ในกรุงเทพฯ BLS มองว่าผลกระทบต่อ ERW มีจำกัด เนื่องจากโครงการใหม่ทั้งสุขุมวิท 26 และสุขุมวิท 18 ที่จะเปิดในปี 2029-2030 อยู่ในกลุ่ม Midscale และ Economy ซึ่งเป็นตลาดที่บริษัทมีประสบการณ์และมีโมเดลธุรกิจที่พิสูจน์แล้วจากหลายโครงการในอดีต ต่างจากความกังวลของตลาดที่มุ่งไปยังกลุ่มโรงแรมหรูเป็นหลัก
ด้านฐานะการเงิน BLS คาดว่า Net D/E จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 1.2 เท่าในปี 2026 เป็นราว 1.3 เท่าในปี 2028 แม้จะมีการลงทุนโครงการใหม่รวมกว่า 4 พันล้านบาท โดยบริษัทมีแผน Spin-off HOP INN ในปี 2027 จะช่วยลดภาระเงินลงทุนและเพิ่มความคล่องตัวทางการเงินในอนาคต
Fundamental view: เรายังคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 3.40 บาท

Econ
ผลกระทบของ GMT ต่อเศรษฐกิจไทย
Global Minimum Tax (GMT) คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำทั่วโลกที่กำหนดให้กลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีรายได้ตามงบการเงินรวมตั้งแต่ 750 ล้านยูโรขึ้นไป ต้องมีอัตราภาษีที่แท้จริง หรือ Effective Tax Rate ไม่ต่ำกว่า 15% ซึ่งเป็นกรอบที่ทาง OECD กำหนดขึ้น โดยปัจจุบัน มีประเทศที่เข้าร่วมกรอบความร่วมมือดังกล่าวมากกว่า 145 ประเทศ และมีประมาณ 65 ประเทศที่เริ่มบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศแล้ว รวมถึงประเทศไทยภายใต้พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม ปี 2024
เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังหรือผู้แทนของประเทศไทยสามารถดำเนินการแลกเปลี่ยนข้อมูลภายใต้กรอบ GMT กับองค์การระหว่างประเทศและประเทศภาคีสมาชิกได้อย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดให้กลุ่มบริษัทข้ามชาติที่เข้าเกณฑ์เริ่มยื่นข้อมูลต่อกรมสรรพากร และเปิดกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศภายในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน 2026 ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของการแลกเปลี่ยนข้อมูลครั้งนี้ คือ การปิดช่องโหว่ที่บริษัทข้ามชาติอาจมีกระบวนการโยกย้ายกำไรไปยังบริษัทในเครือที่จดทะเบียนในประเทศที่มีฐานภาษีต่ำกว่า เพื่อเลี่ยงภาระภาษีในประเทศที่ตัวเองทำธุรกิจจริง ซึ่งกรมสรรพากรคาดว่าจะสามารถจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม (Top-up Tax) ดังกล่าวและสร้างรายได้ให้รัฐได้ประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี
สำหรับผลกระทบ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI ผ่านการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีจนอัตราภาษีที่แท้จริงต่ำกว่า 15% ซึ่งบริษัทเหล่านี้จะต้องถูกเก็บภาษีเพิ่มเพื่อให้ถึงขั้นต่ำที่ 15% อย่างไรก็ดี หากมองในภาพรวม โดยเฉพาะด้านการลงทุน อาจกระทบจำกัด เพราะ GMT จะถูกใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับอีก 145 ประเทศทั่วโลก อีกทั้ง รัฐบาลไทยก็มีมาตรการสนับสนุนบริษัทข้ามชาติในด้านอื่นๆ แทนการใช้มาตรการลดภาษีโดยตรง เช่น การให้เงินอุดหนุนผ่านกองทุนที่ถูกจัดตั้งขึ้นจากภาษีส่วนเพิ่มนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างนวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา และการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น จึงน่าจะช่วยลดผลกระทบในระยะสั้นได้อีกแรงหนึ่ง นอกจากนี้ ในอนาคตก็จะมีแนวทางการให้เครดิตภาษี (Tax credit) เพิ่มเติม เมื่อบริษัทมีรายจ่ายในการลงทุนก็สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้น แต่แนวทางนี้ต้องมีการแก้ไขประมวลรัษฎากรรองรับเพิ่มเติม

สรุปประเด็นจาก Quick take

PTTGC
พีทีที โกลบอล เคมิคอล
ประเด็นสำคัญจากงาน Introductory Meeting New CEO of Allnex
ผลการดำเนินงานปี 2026 ของ Allnex มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น หนุนโดยปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นและอัตรากำไรที่สูงขึ้นAllnex สามารถปรับเพิ่มราคาขายเพื่อส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด รวมทั้งมีการลดต้นทุนการดำเนินงานต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตรากำไรขยายตัวได้ในปีนี้
View from fundamental: คาดการณ์การฟื้นตัวของผลการดำเนินงานหลักในปี 2026 น่าจะหนุนราคาหุ้นให้ปรับตัวขึ้นต่อไป อาจมีอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรปี 2026 จากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีและกำไรของ Allnex ที่สูงกว่าคาด เราจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ตามสถานการณ์ By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง ชั่วโมงนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่า เกาะติด ตามสถานการณ์ อย่างใกล้ชิด แม้เรื่องเดิม เดิม แต่ก็มี...

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้