Sector note
Food & Beverage
ภาพรวมอุตสาหกรรม (Sector Overview)
อุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยในปี 2026 ยังคงเผชิญกับแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด อย่างไรก็ดี ภาคส่วนนี้ยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเชิงบวก ได้แก่ ในประเทศจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ “ไทยช่วยไทยพลัส 60:40” 4 เดือน ส่งผลต่อการบริโภคเพิ่มขึ้น รวมถึงแนวโน้มการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัวหลังเทศกาลสงกรานต์และฤดูร้อน และการคาดการณ์สถานการณ์เอลนิโย่ในช่วงครึ่งปีหลังที่จะมีอากาศร้อนจะช่วยส่งผลดีต่อกลุ่มเครื่องดื่ม กลยุทธ์การขยายตลาดส่งออกสู่กลุ่มประเทศ CLMV ตะวันออกกลาง และตลาดใหม่อย่างสหรัฐฯ และอินเดีย บริษัทในกลุ่มภายใต้การวิเคราะห์ประกอบด้วย OSP, CBG, ICHI และ SAPPE ซึ่งครอบคลุมทั้งตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ชาพร้อมดื่ม น้ำดื่มแร่แอลคาไลน์ และเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลเพื่อสุขภาพ ปัจจัยที่ต้องติดตามความเสี่ยงจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (PET Resin, อลูมิเนียม) ค่าพลังงาน และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด
แนวโน้มผลประกอบการกลุ่มเครื่องดื่มใน 2Q26F ยังเติบโตจากแรงหนุนของฤดูกาลขายและการขยายตลาดต่างประเทศ แม้จะเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนบรรจุภัณฑ์และพลังงานมากขึ้น โดย OSP คาดรายได้เติบโต YoY จากกลุ่ม Health & Wellness และ M-150 Sparkling พร้อมการฟื้นตัวของตลาดเมียนมาร์ ขณะที่ CBG ฟื้นตัวจากฐานต่ำในไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายในประเทศและการส่งออกไปเมียนมาและเวียดนาม ส่วน ICHI ได้อานิสงส์จาก High Season และกำลังการผลิต Alkaline Water ที่เดินเครื่องเต็มไตรมาส แม้จะถูกกดดันจากต้นทุน PET ในช่วงครึ่งหลังปี ขณะที่ SAPPE ยังมีแนวโน้มเติบโตเด่นทั้ง YoY และ QoQ จากตลาดสหรัฐฯ อินเดีย และฟิลิปปินส์ แต่เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลาสติกและพลังงานสูงขึ้น โดยปัจจัยบวกสำคัญของกลุ่มในช่วงครึ่งหลังปี ได้แก่ การขยายตลาดใหม่ การเพิ่มกำลังการผลิต และการเปิดตัวสินค้าใหม่ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตในระยะถัดไป
กลยุทธ์การลงทุนแนะนำ: สำหรับนักลงทุนที่ต้องการ Total Return สูงสุด ให้น้ำหนัก OSP, CBG เป็นหลักเนื่องจาก Upside ใหญ่สุดและ Fundamental แข็งแกร่ง สำหรับนักลงทุนที่ต้องการ Income ให้เน้น ICHI ด้วย Dividend Yield 8.7% ที่โดดเด่น ส่วน CBG เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีมุมมองระยะกลาง-ยาวและเชื่อใน Multi-engine Growth Thesis ขณะที่ SAPPE อาจรอสะสมในราคาต่ำกว่า 28 บาท เพื่อให้มี Margin of Safety มากขึ้น
เปรียบเทียบจุดเด่นและโอกาสการลงทุน
OSP (Osotspa) — Premium Domestic + CLMV Champion
จุดเด่น: OSP คือผู้นำตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศไทย โดยมีแบรนด์ M-150 เป็นเสาหลัก กลยุทธ์ Premiumization ผ่านการขยายราคาสินค้าจาก Bt10 ถึง Bt20 สร้างความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภคหลากกลุ่ม ขณะที่การควบรวมโรงงานในอยุธยาช่วยลดต้นทุนการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ โดย Core Profit ใน 1Q26 แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
โอกาสการเติบโต: การขยายตลาด CLMV โดยเฉพาะลาวที่เติบโตสองหลัก การเข้าสู่ตลาดจีนผ่าน E-Commerce ใน 2Q26 ศักยภาพสูงในกลุ่มสินค้า Health & Wellness และ Personal Care รวมถึงการลงทุนระบบ Digital & AI มูลค่า Bt400-500 ล้านเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเส้นทางการขาย
CBG (Carabao Group) — Multi-Engine Growth & Global Ambition
จุดเด่น: CBG กำลังเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพิงธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังแบบดั้งเดิม สู่โครงสร้างรายได้หลายขาที่มั่นคงกว่า ประกอบด้วยธุรกิจในประเทศที่ฟื้นตัว การขยายตลาดต่างประเทศ (CLMV และตลาดใหม่) และธุรกิจ OEM ที่มี Loveza! เป็นดาวเด่น รวมถึงธุรกิจจำหน่ายสุราข้าวหอมที่เติบโตโดดเด่นในตลาดมูลค่า 6-7 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 15% ยังมีโอกาสเติบโตได้อีก
โอกาสการเติบโต: UK Business Model Shift ไปสู่ Asset-Light Partnership กับ Supreme PLC จะเริ่มสร้างรายได้ใน 2H26 โดยใช้รูปแบบ Royalty-based ที่มี Margin สูงกว่า ขณะที่ตลาดอัฟกานิสถานเป็น Long-term Catalyst ที่มีศักยภาพสูงมากจากการผลิตในประเทศที่จะช่วยลดราคาขายปลีกจาก Bt27 เหลือ Bt12 ต่อกระป๋อง
ICHI (Ichitan Group) — Alkaline Water Growth Story
จุดเด่น: ICHI โดดเด่นในฐานะผู้นำตลาดชาพร้อมดื่ม พร้อมเดินหน้าขยายสายการผลิตน้ำดื่มแอลคาไลน์ที่มี Gross Margin สูงกว่าค่าเฉลี่ยบริษัทถึง 5% โดยนำเข้าเครื่องจักรใหม่จากญี่ปุ่นที่จะทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายใน Jun-26 บริษัทยังมี Payout Ratio สูงกว่า 100% ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นในการคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น
โอกาสการเติบโต: การเปิดตลาดใหม่ในมาเลเซีย จีน และแคนาดา ใน 3Q26 กลยุทธ์ NPD ร่วมกับแบรนด์พันธมิตร (Thai Coco, Jian Cha) และช่องว่างส่วนแบ่งตลาดชาพร้อมดื่มที่แคบลงเหลือเพียง 1.7% เทียบคู่แข่ง ซึ่งเปิดโอกาสให้ยึดตลาดเพิ่มใน 2H26
SAPPE — Export-Led Growth with Cost Headwinds
จุดเด่น: SAPPE มีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจนในฐานะผู้ส่งออกเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลและความงาม โดยรายได้จากต่างประเทศคิดเป็น 72-73% ของยอดขายรวม ตลาดอินเดียถูกมองเป็น Rising Star ที่มีศักยภาพสูงมากจากการกระจายสินค้าที่ยังครอบคลุมแค่ 10% ของประเทศ ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ กำลังขยายฐานผ่านช่องทาง Modern Trade และ E-Commerce อย่าง Amazon
ข้อจำกัด: แรงกดดันจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกและพลังงาน คาดทำให้ COGS เพิ่มขึ้น 2-3% โดยยังไม่มีสัญญาณผ่อนคลาย บริษัทไม่มีแผนปรับราคาในระยะสั้น ส่งผลให้ Gross Margin ถูกกดดันต่อเนื่อง
OSP — ผลงานโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม
OSP ทำผลงานได้ดีที่สุดในกลุ่มใน 1Q26 โดย Core Profit จาก Operations แตะ Bt1,157 ล้าน เพิ่มขึ้น 19% YoY และ 41% QoQ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่จดทะเบียนในตลาดหุ้น ปัจจัยสำคัญมาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตหลังรวมโรงงานในอยุธยา ส่งผลให้ Gross Margin ขยับขึ้นแรงถึง 2.2 ppt YoY มาอยู่ที่ 42.5% ขณะที่ SG&A ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (-2.9 ppt) จากการบริหารงบการตลาดอย่างมีระเบียบวินัย รายได้เครื่องดื่มในประเทศขยายตัว 11% YoY จากกลยุทธ์ M-150 Multi-tier Pricing (หมายเหตุ: ยอดขายรวม -7% YoY เนื่องจากผลกระทบจากมาตรฐานบัญชี TAS 21 ที่เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน Kyat ของเมียนมา หากปรับฐานแล้วรายได้เติบโต +4% YoY)
CBG — รายได้ทรงตัว กำไรลดลงจากปัจจัยฐาน
CBG มียอดขาย 1Q26 ทรงตัว YoY ที่ Bt5,321 ล้าน แต่กำไรสุทธิลดลง 20% YoY มาที่ 611 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากยอดขาย Export ที่ลดลง 39% YoY จากผลกระทบของตลาดกัมพูชาที่ยังหายไป ชดเชยบางส่วนด้วยธุรกิจ 3rd Party Distribution ที่เติบโต 20% YoY และธุรกิจในประเทศที่ทรงตัว Gross Margin ลดลง 1.5 ppt YoY มาอยู่ที่ 25.9% จากต้นทุนอลูมิเนียมและก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น
ICHI — เติบโตแข็งแกร่ง จากน้ำดื่มในประเทศ
ICHI มีผลงานที่น่าพอใจโดยรายได้เพิ่มขึ้น 10% YoY มาที่ Bt1,929 ล้าน ขับเคลื่อนด้วยรายได้ในประเทศที่เติบโต 16% YoY แม้ยอดส่งออกจะลดลงชั่วคราวจาก 7% เหลือ 2% ของรายได้รวม กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 17% YoY มาที่ 287 ล้านบาท โดยมีปัจจัยบวกจาก BOI Double Deduction Tax Benefits ที่ช่วยลดภาระภาษีอย่างเป็นนัย
SAPPE — ส่งออกขับเคลื่อน ต้นทุนกดดัน Margin
SAPPE รายงานรายได้ +13% YoY มาที่ Bt1,292 ล้าน โดยรายได้ส่งออกเติบโตแข็งแกร่ง 26% YoY ขณะที่รายได้ในประเทศยังหดตัว 11% YoY กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 6% YoY มาที่ Bt263 ล้าน อย่างไรก็ดี Gross Margin ลดลง 1.0 ppt YoY มาที่ 43.3% สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติก ขณะที่ SG&A ปรับขึ้น 2.2 ppt จากค่าใช้จ่ายทางการตลาดส่งออก
แนวโน้มผลประกอบการ 2Q26F
ไตรมาส 2 คือ High Season ของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มซึ่งได้รับอานิสงส์จากสภาพอากาศร้อนและฤดูกาลท่องเที่ยว โดยรวมบริษัทในกลุ่มคาดว่าจะมีรายได้ฟื้นตัวดีขึ้นทั้ง QoQ จากแรงหนุนของปัจจัยฤดูกาล และมาตรการภาครัฐฯ ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 เดือน ส่งผลดีต่อกลุ่มอหารและเครื่องดื่ม อย่างไรก็ดี แรงกดดันต้นทุนยังเป็นปัจจัยจำกัด Margin
ตารางประมาณการปี 2026F สะท้อนว่ากลุ่มเครื่องดื่มยังเติบโตได้ แต่มีความแตกต่างด้านคุณภาพกำไรอย่างชัดเจน โดย OSP ยังคงเป็นผู้นำด้านขนาดธุรกิจด้วยรายได้ 26.2 พันล้านบาทและกำไรสุทธิสูงสุด 3.6 พันล้านบาท แม้กำไรจะลดลงเล็กน้อย -1% YoY ขณะที่ CBG โดดเด่นที่สุดด้านการเติบโตของกำไรที่ +11% YoY จากการฟื้นตัวของตลาดในประเทศและการขยายตลาดต่างประเทศ ส่วน ICHI มีประสิทธิภาพการทำกำไรดีที่สุดในกลุ่ม สะท้อนผ่าน EBITDA Margin 23.5%, Net Margin 15.6% และ ROE สูงสุดที่ 24.2% ขณะที่ SAPPE ยังคงมี Gross Margin สูงสุดที่ 42.3% จากจุดแข็งด้านสินค้า Premium และตลาดส่งออก แต่กำไรสุทธิคาดลดลง 6% YoY สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนและค่าใช้จ่าย โดยสรุป CBG เด่นด้านการเติบโต, ICHI เด่นด้านคุณภาพกำไร, OSP เด่นด้านขนาดและความมั่นคงของธุรกิจ ส่วน SAPPE เด่นด้านความสามารถในการรักษามาร์จิ้นระดับสูง.
วิเคราะห์ผลกระทบสงครามและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางและความไม่มั่นคงในกัมพูชาส เมียนมา ส่งผลกระทบต่อบริษัทในกลุ่มในระดับที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างรายได้และห่วงโซ่อุปทานของแต่ละบริษัท
OSP — ความเสี่ยงเมียนมาใกล้คลี่คลาย
OSP เผชิญความท้าทายหลักจากเมียนมาซึ่งมีปัญหาใบอนุญาตนำเข้าตั้งแต่มีนาคม 2569 ส่งผลให้รายได้ International ของกลุ่ม Beverage ลดลง 38% YoY ใน 1Q26 อย่างไรก็ดี บริษัทคาดว่าสถานการณ์จะกลับมาปกติภายใน มิ.ย.26 และมีแผนลงทุน Bt100-150 ล้านสร้างโรงงานบรรจุขวดแก้วในเมียนมาเพื่อลดการพึ่งพิงการนำเข้าระยะยาว ฐาน Domestic ที่แข็งแกร่งเป็นเกราะป้องกันสำคัญ
CBG — กัมพูชากดดัน แต่ตลาดอื่นชดเชยได้
CBG ได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากการหยุดชะงักของตลาดกัมพูชา ซึ่งคาดว่าจะกดดันรายได้ Export ให้ลดลง 28% ทั้งปี 2569 อย่างไรก็ดี Myanmar และ Vietnam มีแรงโมเมนตัมที่แข็งแกร่งซึ่งชดเชยได้บางส่วน ต้นทุนอลูมิเนียมและก๊าซธรรมชาติที่ผูกกับราคาน้ำมันโลกเป็นความเสี่ยงต้นทุนหลัก แต่บริษัทมีพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ที่ยังจัดการได้ในระดับดี
ICHI — ความเสี่ยงสงครามต่ำที่สุดในกลุ่ม
ICHI มีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ต่ำที่สุดในกลุ่มจากโครงสร้างรายได้ที่พึ่งพาตลาดในประเทศ 98% ความเสี่ยงหลักคือ PET Resin ที่ราคาปรับขึ้น 30-40% จากสงครามอิหร่าน อย่างไรก็ดี บริษัทได้ Lock-in ต้นทุนถึง Jun-26 แล้ว และกำลังพัฒนา Nitrogen Injection Project เพื่อลดน้ำหนักขวด PET ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนระยะยาว ค่าขนส่งคิดเป็นน้อยกว่า 1% ของต้นทุนรวม
SAPPE — ความเสี่ยงสูงสุดจากการพึ่งพาตลาดส่งออก
SAPPE มีความเสี่ยงสูงสุดในกลุ่มจากการพึ่งพาตลาดส่งออก 72-73% ของรายได้รวม โดยตลาดตะวันออกกลางซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญ มีความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัยในการขนส่งสูง ผลกระทบครอบคลุมทั้งต้นทุนพลังงาน (ผ่านราคาน้ำมันโลก) ต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติก ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงความล่าช้าของ Supply Chain บริษัทป้องกันความเสี่ยงด้วยการถือวัตถุดิบสำรอง 2-3 เดือน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจต้องพิจารณาปรับราคาส่งออกเร็วกว่าแผน
OSP | BUY | TP Bt19.00 | Upside 24.2%
OSP เป็นหุ้นที่น่าสนใจที่สุดในกลุ่มในแง่ Risk-Reward โดยมี Upside สูงสุด (26.7%) และ Valuation ถูกที่สุดเมื่อเทียบกับ Fundamental ที่แข็งแกร่ง PER 2026F ที่ 12.4x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ Core Profit เพิ่งแตะ Record High ใน 1Q26 สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ดีขึ้นในธุรกิจ กลยุทธ์ Premiumization M-150 และการขยาย CLMV เป็น Long-term Growth Driver ที่ชัดเจน ขณะที่ Dividend Yield 5.3% และงบดุลที่ปราศจากหนี้เป็น Downside Protection ที่ดี แนะนำสะสมในช่วงย่อตัว
ปัจจัยหนุน (Catalyst):
การฟื้นตัวของตลาดเมียนมาร์กลับสู่ภาวะปกติในเดือน มิ.ย. 2026
การเปิดจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทาง E-Commerce ในประเทศจีน
การยกระดับพอร์ตสินค้า Health & Wellness ไปสู่กลุ่มพรีเมียมมากขึ้น
ความเสี่ยง (Risk):
ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในเมียนมาร์ที่อาจยืดเยื้อ
ต้นทุนวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับที่บริษัททำสัญญาล็อกต้นทุนไว้
CBG | BUY | TP Bt49.00 | Upside 21.7%
CBG มี Upside ที่น่าสนใจ 24% จาก Valuation ที่ Trading ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ PER 15.3x การที่ 2Q26 คาดว่าจะเข้าสู่ Earnings Acceleration Phase จาก Low Season ใน 1Q26 เป็น Timing ที่น่าลงทุน UK Model Shift สู่ Asset-Light Royalty Structure จะเริ่มสร้าง Earning Quality ที่ดีขึ้นใน 2H26 ขณะที่อัฟกานิสถานเป็น Hidden Value ระยะยาวที่ตลาดอาจยังไม่ได้ Pricing In
ปัจจัยหนุน (Catalyst):
โครงสร้างการดำเนินธุรกิจใหม่ในสหราชอาณาจักรเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2026
การขยายธุรกิจ OEM ภายใต้แบรนด์ Loveza
เป้าหมายการเติบโตของธุรกิจสุรา 20–30%
การเข้าสู่ตลาดอัฟกานิสถาน
ความเสี่ยง (Risk):
ระยะเวลาการฟื้นตัวของตลาดกัมพูชาที่อาจใช้เวลานานกว่าคาด
ต้นทุนอะลูมิเนียมที่สูงขึ้นกดดันอัตรากำไรขั้นต้น (GPM)
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตลาดใหม่
ICHI | BUY | TP Bt14.60 | Upside 13.2% | Dividend Yield 8.7%
ICHI โดดเด่นในแง่ Dividend Story โดยมี Dividend Yield สูงที่สุดในกลุ่มที่ 8.7% ซึ่งสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอ ROE ที่คาดว่าจะปรับขึ้นสู่ 24.2% ในปี 2569F สะท้อน Capital Efficiency ที่แข็งแกร่ง กำลังผลิต Alkaline Water ที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าใน Jun-26 จะเป็น Growth Catalyst ที่ชัดเจนใน 2H26 ความเสี่ยงจาก PET Resin ถูกป้องกันถึง Jun-26 แล้ว
ปัจจัยหนุน (Catalyst):
กำลังการผลิตใหม่ของเครื่องดื่ม Alkaline Water เดินเครื่องเต็มประสิทธิภาพ
การเปิดตัวสินค้าใหม่ (NPD) ในช่วง 2H26
การขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะมาเลเซีย
ความเสี่ยง (Risk):
ต้นทุนเม็ดพลาสติก PET ที่ปรับตัวสูงขึ้น
การแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มที่รุนแรงขึ้น
ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของกำลังซื้อในประเทศ
SAPPE | HOLD | TP Bt30.50 | Upside 2.5%
SAPPE มี Growth Story ที่ชัดเจนและน่าสนใจในระยะยาว โดยเฉพาะตลาดอินเดียที่ยังมีโอกาสอีกมาก และ US Online Channel ที่มีต้นทุนต่ำ Margin สูง อย่างไรก็ตาม ณ ราคาปัจจุบัน Upside จากราคาเป้าหมายมีเพียง 0.8% ซึ่งไม่คุ้มกับความเสี่ยงต้นทุนที่ยังดำเนินต่อ แนะนำ HOLD และรอจังหวะที่ราคาปรับตัวลงเพื่อสะสม เป็นหุ้นที่เหมาะกับนักลงทุนที่มีมุมมองระยะยาว 2-3 ปี
ปัจจัยหนุน (Upside Catalyst):
การแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายรายใหม่ในอินโดนีเซียใน 3Q26
ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ซึ่งเป็นบวกต่อรายได้ส่งออก
การขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ในสหรัฐฯ
ความเสี่ยง (Downside Risk):
ต้นทุนบรรจุภัณฑ์และพลังงานที่สูงกว่าคาด
ปริมาณฝนที่มากในช่วง 2H26 อาจกระทบยอดขายในประเทศ
ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตลาดส่งออกสำคัญ
สรุปมุมมองและลำดับความน่าสนใจในการลงทุน
จากการวิเคราะห์ทั้งหมดข้างต้น เราจัดลำดับความน่าสนใจในการลงทุนในหุ้นกลุ่มเครื่องดื่มไทย ณ ระดับราคาปัจจุบัน ดังนี้
กลยุทธ์การลงทุนแนะนำ: สำหรับนักลงทุนที่ต้องการ Total Return สูงสุด ให้น้ำหนัก OSP, CBG เป็นหลักเนื่องจาก Upside ใหญ่สุดและ Fundamental แข็งแกร่ง สำหรับนักลงทุนที่ต้องการ Income ให้เน้น ICHI ด้วย Dividend Yield 8.7% ที่โดดเด่น ส่วน CBG เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีมุมมองระยะกลาง-ยาวและเชื่อใน Multi-engine Growth Thesis ขณะที่ SAPPE อาจรอสะสมในราคาต่ำกว่า 28 บาท เพื่อให้มี Margin of Safety มากขึ้น
ภาพรวมแนวโน้มธุรกิจรายบริษัท
OSP : ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง Margin สูงสุดในรอบหลายปี
เรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ" OSP โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1) ผลประกอบการ 1Q26 ที่แข็งแกร่งกว่าคาด อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นจากการรวมศูนย์โรงงานที่อยุธยาและการบริหาร Supply Chain ที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่รายได้กลุ่มเครื่องดื่มในประเทศเติบโตจากกลยุทธ์ Premiumization และการขยายช่องทาง CVS 2) แนวโน้มการเติบโตจากการรุกสินค้ากลุ่ม Health & Wellness และ Personal Care สู่ระดับ Premium Mass 3) การขยายตลาด CLMV ที่ยังโต และการเริ่มบุกตลาดจีนผ่าน E-Commerce และ 4) Valuation ที่ยังถูก โดยหุ้นซื้อขายที่ PER เพียง 12.4X ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวและมีส่วนลดเทียบกลุ่มอุตสาหกรรม ขณะที่ Dividend Yield ปี 2026F คาดอยู่ที่ 5.3% ซึ่งช่วยรองรับ Downside Risk ได้ดี
กลยุทธ์มุ่ง Premiumization, ขยายตลาดต่างประเทศ และประสิทธิภาพบริหารต้นทุน ผู้บริหารย้ำกลยุทธ์หลัก 3 แกน ได้แก่
การตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศ ผ่านการขยายช่วงราคาสินค้า M-150 ตั้งแต่ 10–20 บาท รวมถึงกลยุทธ์ Premiumization การเปิดตัว M-150 Sparkling Zero Sugar ราคา 20 บาท เจาะกลุ่ม Gen Z
การขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ CLMV ที่ลาวยังโตระดับ Double-digit แม้พม่าจะมีปัญหาใบอนุญาตการนำเข้าชั่วคราวตั้งแต่เดือน มี.ค.26 และคาดว่าจะกลับมาได้ในเดือน มิ.ย.26 โดยและบริษัทมีแผนลงทุน 100–150 ล้านบาทเพื่อตั้งสายการผลิตการบรรจุน้ำใส่ขวดแก้ว (Filling Line) ในพม่า เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าในระยะยาว คาดจะเริ่มกลางปีหน้า นอกจากนี้ยังเริ่มรุกตลาดจีนผ่าน E-Commerce ใน 2Q26
ประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยบริษัทลงทุน 400–500 ล้านบาทในระบบ Digital และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ Route to Market และการตัดสินใจเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ลดต้นทุน เช่น เปลี่ยนฝาขวดลิโพเป็นสีเงินและเปลี่ยนพลาสติกแรปเป็นกระดาษ
กำไรหลัก 1Q26 ของ OSP เพิ่มขึ้น +19% YoY และ +41% QoQ มาอยู่ที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียน สะท้อนจากทั้งด้านรายได้และการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้นสู่ 42.5% (+2.2 ppt YoY, +3.0 ppt QoQ) จากต้นทุนวัตถุดิบทีมีการล็อคราคาปลายปีที่ผ่านมาและประสิทธิภาพการผลิตหลังรวมศูนย์โรงงานที่อยุธยา รายได้กลุ่มเครื่องดื่มในประเทศเติบโต +11% YoY โดยมี M-150 เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก จากกลยุทธ์ Brand Portfolio และกลยุทธ์ Multi-tier Pricing (10,12,15 บาท) เข้าถึงลูกค้าหลากหลาย ขณะที่ SG&A ลดลงจากวินัยการจัดสรรงบการตลาด
แนวโน้ม 2Q26F และทั้งปี 2026F: Momentum ต่อเนื่อง Margin ทรงตัวเหนือ 40%
แนวโน้มผลประกอบการ 2Q26F คาดกำไรเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหรือทรงตัว YoY และเติบโต QoQ จากยอดขายในประเทศคาดเพิ่ม ได้แก่ การขยายสินค้า Health & Wellness ออกสินค้าใหม่ M-150 Sparkling Zero Sugar ราคา 20 บาท เจาะกลุ่ม Gen Z รวมถึงผลิตภัณฑ์ Personal Care ที่เน้น Premium Mass ตลอดจนแคมเปญกระตุ้นยอดขายหลังสงกรานต์ การเข้าร่วมงาน THAIFEX (26–30 พ.ค.) เพื่อเปิดตัวสินค้าและต่อยอดตลาดต่างประเทศ ด้านต่างประเทศคาดลดลงในเมียนมาจากเรื่องใบอนุญาติการนำเข้าจะกลับมาได้ในเดือน มิ.ย.26 ด้านต้นทุนบริษัทล็อคราคาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ไว้ถึง พ.ค.-มิ.ย.26 และคาด Gross Margin จะไม่ต่ำกว่า 40% ในขณะที่ SG&A คาดเพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง เราคาดกำไรหลักปี 2026F เติบโต 4% YoY มาอยู่ที่ราว 3.6 พันล้านบาท ขณะที่รายได้รวมปี 2026F คาดอยู่ที่ 2.62 หมื่นล้านบาท (+2.5% YoY) และกำไรสุทธิ 3.63 พันล้านบาท ROE 20.8%
Valuation และคำแนะนำ: ซื้อ — ราคาเป้าหมาย 19.00 บาท Upside 27% พร้อม Yield 5.6%
เราคงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 19.00 บาท อิง PER 2026F ที่ 15.7X ซึ่งเป็นระดับ -0.5SD ของค่าเฉลี่ยในอดีต สะท้อนความเสี่ยงจากต้นทุนและปัจจัยภายนอกไว้แล้ว ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ PER เพียง 12.7X ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ และยังมีส่วนลดชัดเจนเมื่อเทียบกับกลุ่ม F&B ขณะที่ EV/EBITDA 2026F อยู่ที่ 7.3X ซึ่งถูกกว่าค่าเฉลี่ย Dividend Yield ปี 2026F คาดอยู่ที่ 5.4% ในระดับที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนระยะกลาง–ยาว ปัจจัยเร่ง Upside ได้แก่ การขยายตลาดต่างประเทศใน CLMV และอินโดนีเซียที่แข็งแกร่งกว่าคาด การรุกตลาดจีนผ่าน E-Commerce และ Margin ที่ดีกว่าประมาณการจากต้นทุนที่บริหารได้ดี
CBG : ภาพรวมแล้ว CBG กำลังอยู่ในช่วง transition สู่โครงสร้างการเติบโตแบบ multi-engine growth ที่ชัดเจนมากขึ้น
การเติบโตผ่านทั้ง 1) domestic recovery, 2) international expansion โดยเฉพาะ CLMV และตลาดใหม่, และ 3) OEM รวมถึง new product pipeline ซึ่งจะช่วย diversify earnings base และลดการพึ่งพารายได้จาก segment เดิมในระยะยาว เรามองว่า earnings profile ของ CBG ในช่วง 2H26F มีแนวโน้มแข็งแรงขึ้นทั้งในเชิง growth และ quality โดย upside สำคัญจะมาจากการเร่งตัวของ international business, contribution จาก OEM และการรักษาระดับ margin ให้อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตได้ต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการ re-rating valuation ในระยะถัดไป
CBG มีแนวโน้มเข้าสู่ช่วง earnings acceleration ชัดเจนใน 2Q26 หลังจาก 1Q26 สะท้อน quality earnings improvement ทั้งในด้าน margin และโครงสร้างรายได้ โดย 1Q เป็นช่วง low season ของปี ทำให้แนวโน้มยอดขายและกำไรในไตรมาส 2 มีโอกาสเร่งตัวขึ้นจากปัจจัย seasonality ควบคู่กับ momentum ของธุรกิจหลักที่ยังแข็งแรง แนวโน้มรายได้ 2Q26 คาดว่าจะฟื้นตัว QoQ อย่างมีนัยสำคัญ หนุนโดย demand ในประเทศที่กลุ่ม energy drink ยังเติบโตต่อเนื่อง high single digit QoQ
ธุรกิจรับจ้างส่งสินค้าประเภทเหล้า/เบียร์ ในส่วน product pipeline ธุรกิจสุราข้าวหอมยังรักษา momentum ได้ดี ซึ่งอยู่ในตลาดขนาดใหญ่ ~60,000–70,000 ล้านบาท (ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 15%) โดยบริษัทตั้งเป้าเติบโตระดับ 20–30% และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็น new earnings pillar ในอนาคต จากทั้งขนาดตลาดที่ใหญ่และระดับ margin ที่อยู่ในเกณฑ์ดี
ธุรกิจ OEM ก็เริ่มสร้าง upside อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสินค้า “Loveza!” ที่ demand สูงเกินคาดจนเกิด out-of-stock และมีแผนขยาย distribution อย่างต่อเนื่อง และเริ่มขยาย distribution ออกนอกช่องทาง CJ More ซึ่งจะช่วยเพิ่ม incremental volume ได้อย่างมีนัยสำคัญในช่วงถัดไป หากสามารถ scaling ได้ถึงระดับ 5–10 ล้านกระป๋อง/เดือน จะเป็นตัวชดเชยรายได้จากบางตลาดที่ชะลอตัว และช่วยเพิ่ม capacity utilization ของโรงงาน
International Business ยังเป็น key growth driver สำคัญ โดยเฉพาะตลาดพม่าและเวียดนามที่ยังเติบโตแข็งแรงต่อเนื่อง จากการทำการตลาด
การปรับ business model ใน UK ซึ่งเปลี่ยนจากการลงทุนเองมาเป็น asset-light ผ่าน partnership กับ Supreme PLC จะเริ่มเห็น contribution ภายใต้ business model ใหม่ตั้งแต่ช่วง 2H26 เป็นต้นไป หลังเริ่มรับคำสั่งซื้อในเดือนมิ.ย.ซึ่งเป็นรายได้ในลักษณะ royalty-based ที่มี margin สูง และไม่ต้องแบกรับ fixed cost เหมือนในอดีต ส่งผลให้บริษัทสามารถรับรู้กำไรได้ตั้งแต่หน่วยแรก ลด fixed cost อย่างมีนัยสำคัญ และมี upside ต่อ earnings ราว 100 ล้านบาทต่อปี
ตลาด Afghanistan แม้จะยังไม่เห็นการรับรู้รายได้ทันทีใน 2Q26 แต่ถือเป็น catalyst สำคัญสำหรับการเติบโตระยะถัดไป ซึ่งมีศักยภาพสูงจากการย้ายไปผลิตในประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าสูงถึง 90% และการผลิตภายในประเทศจะช่วยเพิ่ม pricing competitiveness ได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ราคาขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (27 บาท เหลือ ~12 บาท/กระป๋อง) ส่งผลให้ addressable market ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด และมีโอกาสเป็นตลาดดาวรุ่ง (new superstar) ในระยะ 1–2 ปีข้างหน้า โดยผู้บริหารประเมิน potential volume ระยะแรกไว้ที่ประมาณ 50–60 ล้านกระป๋องต่อปี
ด้าน profitability แนวโน้ม GPM ใน 2Q26 คาดกลุ่ม energy drink อ่อนตัวลงเล็กน้อยประมาณ 1–2% QoQ มาอยู่ที่ราว 40–41% แต่ยังถือเป็นระดับที่สูงเมื่อเทียบกับ historical base และสะท้อนว่าแรงกดดันหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบระยะสั้น มากกว่าการอ่อนแอของ demand หรือการแข่งขันด้านราคา โดยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากราคาอลูมิเนียมและก๊าซธรรมชาติที่ปรับขึ้นตามปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนในส่วนอื่นยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ไม่ว่าจะเป็นพลาสติกหรือ packaging ทำให้โครงสร้าง margin โดยรวมยังมีเสถียรภาพ
แผนการลงทุน: ปีนี้ไม่มีแผนลงทุนใหญ่ เน้นเพียงการซ่อมบำรุงและโครงการ Solar Rooftop อย่างไรก็ตาม กำลังพิจารณาตัดสินใจสร้างเตาหลอมแก้วที่ 3 ภายในปีนี้ หากยอดขายสุราข้าวหอมยังเติบโตในระดับ 30% ต่อเนื่อง เพื่อให้ทันกับการใช้งานในปีหน้า
คงประมาณการปี 2026–27F สะท้อนต้นทุนเพิ่มขึ้นจากสภาวะสงคราม กดดัน margin
กำไรสุทธิ 1Q26 คิดเป็น 24% ของประมาณการทั้งปี ขณะที่แนวโน้ม 2Q26F เราคาดกำไรจะลดลง YoY แต่สามารถเติบโตได้ QoQ จากยอดขายในประเทศที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง รวมถึงยอดขายส่งออกที่ดีขึ้นในเมียนมาและเวียดนาม แม้อัตราทำกำไรมีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มขึ้นก็ตาม เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2026–27F แม้ภาพรวมต้นทุนมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์สงครามและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการพิเศษจากการตั้งด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัท คาราบาว โฮลดิ้งส์ (ฮ่องกง) จำนวน 518 ล้านบาท เราคาดกำไรหลักปี 2026F จะลดลง 9% YoY จากรายได้ส่งออกที่คาดลดลง 28% YoY ตามผลกระทบจากตลาดกัมพูชาตลอดทั้งปี แม้ยอดขายในเมียนมาและเวียดนามยังเติบโตได้ราว 10% อย่างไรก็ตาม เราคาดการส่งออกจะกลับมา
เติบโตได้อีกครั้งในปี 2027F ราว 10% YoY จากฐานที่ต่ำลง ขณะที่ธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศยังมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% จากฐานสูงในปีก่อน และรายได้จากธุรกิจจัดจำหน่ายสุรา/เบียร์คาดเพิ่มขึ้น 15% ในปี 2026F และ 10% ในปีถัดไป จากการขยายช่องทางจำหน่ายเพิ่มเติม
ในด้าน profitability เราคาดอัตรากำไรสุทธิปี 2026–27F จะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 24.5% จาก 26.5% ในปี 2025 เนื่องจากสัดส่วนยอดขายส่งออกที่มี margin สูงลดลง รวมถึงสัดส่วนธุรกิจจัดจำหน่ายสุรา/เบียร์ที่เพิ่มขึ้นซึ่งมี margin ต่ำกว่า โดยต้นทุนวัตถุดิบและ packaging คิดเป็นสัดส่วนราว 21% ของต้นทุนรวม ขณะที่ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งอยู่ที่ 3% และ 2% ตามลำดับ ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ sensitivity พบว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงของ gross margin ±1% จะส่งผลต่อกำไรสุทธิราว ±7.2% ขณะที่ค่าใช้จ่าย SG&A คาดทรงตัวใกล้เคียงปีก่อน จากการทำการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง
Valuation น่าสนใจ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 49.00 บาท
เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมายปี 2026F ที่ 49.00 บาท อิง PER ที่ 19x (-1SD) ซึ่งสะท้อนผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงครามไว้แล้ว โดยราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER เพียง 15.6x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวและยังมีส่วนลดเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรม ขณะที่คาด Dividend Yield ปี 2026F อยู่ที่ประมาณ 3.6% ซึ่งยังน่าสนใจในเชิง downside protection อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังคงเป็นความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่อาจกระทบต่อกำลังซื้อและการบริโภคในประเทศในระยะถัดไป
ICHI : กลยุทธ์การเติบโตและแผนขยายธุรกิจ
ผู้บริหารเน้นย้ำกลยุทธ์การเติบโต ดังนี้:
การขยายกำลังการผลิตน้ำด่าง บริษัทได้สั่งนำเข้าเครื่องจักรใหม่จากญี่ปุ่นซึ่งจะเดินสายการผลิตเสร็จสมบูรณ์ในเดือนมิ.ย.26 คาดว่าจะเพิ่มกำลังผลิตน้ำด่าง (Alkaline Water) ได้อีกเท่าตัว และบรรเทาปัญหาคอขวดที่ต้องแชร์ไลน์กับน้ำมะพร้าว ส่งผลให้บริษัทปรับเป้าหมายรายได้น้ำด่างปีนี้ขึ้นจาก 1,000 ล้านบาท เป็น 1,200 ล้านบาท
กลยุทธ์ New Product Development (NPD) ผ่าน Brand Collaboration บริษัทมีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ Thai Coco (เย็นเย็นน้ำจับเลี้ยงผสมน้ำมะพร้าว) และ Jian Cha (ชาเขียวพรีเมียม), Tan San Su กลิ่นองุ่นเคียวโฮ
การขยายตลาดส่งออก เน้นลาวเป็นฐานหลัก (70% ของส่งออก) พร้อมบุกน้ำด่างในมาเลเซีย ซึ่งได้รับการตอบรับดีและมีออเดอร์ซ้ำ รวมถึงแผนขยายสู่จีนและแคนาดาในไตรมาส 3
ความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์: ต้นทุน PET เพิ่ม กดดัน Margin ชั่วคราว ส่งผลต้นทุนเม็ดพลาสติก PET Resin ปรับตัวสูงขึ้นราว 30–40% ตั้งแต่เกิดสงคราม บริษัทล็อคราคาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ไว้จนถึงสิ้นเดือนมิ.ย.26 คาดอาจกดดันอัตรากำไรขั้นต้นในช่วงครึ่งปีหลัง
บริษัทใช้ 3 กลยุทธ์รับมือแนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ การ Shift Portfolio สู่สินค้า High Margin อย่างน้ำด่าง (Margin สูงกว่าเฉลี่ย 5%), การเจรจากับซัพพลายเออร์รายที่ 3 เพื่อควบคุมต้นทุน และการลดโปรโมชั่นเพื่อเพิ่ม Average Selling Price โดยไม่กระทบราคาขายปลีก นอกจากนี้ยังมีโครงการ Nitrogen Injection เพื่อลดน้ำหนักขวด PET ช่วยลดต้นทุนระยะยาว ในด้านค่าขนส่ง ผลกระทบยังอยู่ในระดับที่จัดการได้มีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของต้นทุนรวม ด้านต้นทุนน้ำตาลยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงยังคงซื้อได้ในราคาเดิม
ด้านค่าใช้จ่ายการตลาด ตั้งเป้าควบคุมให้ไม่เกิน 4.5% ของรายได้ (จาก 4.9% ใน 1Q26) ไม่มีแผนการควบรวมกิจการในระยะสั้น
แนวโน้ม 2Q26F และทั้งปี 2026E: ฤดูร้อนหนุน แต่ต้นทุนเป็นปัจจัยกดดัน
เราคาดว่ากำไรสุทธิ 2Q26F จะลดลง YoY แต่เติบโต QoQ จากปัจจัยฤดูกาล (High Season เครื่องดื่ม) และการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำด่างที่จะรับรู้รายได้เต็มไตรมาส อย่างไรก็ตาม ในเชิง YoY กำไรสุทธิอาจลดลง จากฐานสูง 2Q25 ที่มีรายการพิเศษขายที่ดินมูลค่า 120 ล้านบาท สำหรับทั้งปี 2026E เราคงประมาณการกำไรสุทธิที่ 1,358 ล้านบาท (+2% YoY) หรือคิดเป็น Core Profit ไม่รวมรายการพิเศษที่ +10% YoY รายได้คาดขยายตัว 7.3% สู่ 8,675 ล้านบาท ขับเคลื่อนจากยอดขายในประเทศและน้ำด่างเป็นหลัก ปัจจัยบวกเพิ่มเติม ได้แก่ สิทธิประโยชน์ BOI ที่รับรู้ 2 เท่า (BOI Double Deduction) ช่วยลดภาระภาษีชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล (60/40) และ Market Share ชาพร้อมดื่มที่เทียบคู่แข่งเหลือห่างเพียง 1.7% ถือเป็นปัจจัยหนุนเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง
Valuation และคำแนะนำ: BUY ราคาเป้าหมาย 14.60 บาท — Yield สูง 8.7% น่าถือระยะยาว
เราคงคำแนะนำ BUY ราคาเป้าหมาย 14.60 บาท อิงจาก Forward P/E เฉลี่ย 3 ปีที่ 14 เท่า สะท้อนพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและแนวโน้มเงินปันผลที่สม่ำเสมอ ราคาหุ้นปัจจุบัน 12.90 บาท ซื้อขายที่ P/E 12.4 เท่า (2026E) และ EV/EBITDA 7.7 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่า Historical Average ขณะที่ Dividend Yield ที่ 8.7% (2026E) สูงโดดเด่นเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรม ปัจจัยหนุน ROE ของบริษัทอยู่ในแนวโน้มขยับขึ้นต่อเนื่องจาก 23.4% (2025) สู่ 24.2% (2026E) สะท้อนประสิทธิภาพการใช้เงินทุนที่ดีขึ้น รองรับการจ่ายเงินปันผลได้มั่นคงโดยไม่ต้องก่อหนี้ ความเสี่ยงหลักที่ต้องติดตาม ได้แก่ การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดเครื่องดื่ม และความผันผวนของราคา PET Resin ที่อาจกดดัน Margin ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ระดับ Valuation ปัจจุบันสะท้อนความเสี่ยงดังกล่าวไว้บางส่วนแล้ว
SAPPE : การเติบโตมีทิศทางบวกแต่ Upside ถูกจำกัดด้วยต้นทุน
เราคงคำแนะนำ "ถือ" สำหรับ SAPPE โดยมองว่าบริษัทมีทิศทางการเติบโตที่ชัดเจนจากการขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ อินเดีย และยุโรป อย่างไรก็ดี Upside ของราคาหุ้นถูกจำกัดจากหลายปัจจัย ได้แก่ 1) แรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบพลาสติกและพลังงานที่กระทบ COGS ราว 2–3% และยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายในระยะสั้น 2) ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ
สรุปการประชุมนักวิเคราะห์ — กลยุทธ์ชัดเจน แต่ต้องอาศัยเวลาพิสูจน์ผล
บริษัทยังคงเป้าการเติบโตของรายได้ทั้งปี 2026 ที่ 15% YoY โดยมีแรงขับหลักจากตลาดต่างประเทศซึ่งคิดเป็น 73% ของยอดขายรวม Gross Margin ทั้งปีคาดจะลดลงจากปีที่ผ่านมา จากผลกระทบต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อต้นทุน packaging และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารปีนี้คาดจะเพิ่มขึ้น จากการทำการตลาดส่งออก
ตลาดต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด บริษัทเร่งขยายช่องทาง Modern Trade และแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Amazon เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงและลดการพึ่งพาตัวกลาง ด้านอินเดียได้รับการประเมินว่าเป็น "Rising Star" ที่มีศักยภาพสูงมาก เนื่องจากปัจจุบันครอบคลุมช่องทางจำหน่ายเพียง 10% ของทั้งประเทศ หมายความว่ายังมีพื้นที่การเติบโตอีกมากโดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันแย่งส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่ง สำหรับยุโรป โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ตลาดเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังผ่านช่วงปรับฐาน บริษัทเลือกเน้นการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปแทนการรุกเร็วเกินไป ในขณะที่เกาหลีใต้ยังเป็นตลาดที่ต้องติดตามใกล้ชิด เนื่องจากภาพรวมของกลุ่ม Category functional drink หดตัว บริษัทจึงปรับกลยุทธ์ด้วยการออก SKU ใหม่เพื่อขยายฐานลูกค้า สำหรับอินโดนีเซียอยู่ระหว่าง
แนวโน้ม Q2/26F และทั้งปี — ฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม
สำหรับ 2Q26F เราคาดผลประกอบการลดลง YoY แต่เพิ่มขึ้น QoQ โดยรายได้จะเพิ่มขึ้นได้ YoY และ QoQ จากปัจจัยหนุนฤดูกาล โดยสภาพอากาศที่ร้อนจัดในไทยช่วง Q2 มักหนุนยอดขายเครื่องดื่มภายในประเทศได้ชัดเจน ด้านตลาดส่งออก คาดว่าสหรัฐฯ อินเดีย และฟิลิปปินส์จะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่เกาหลีใต้อาจยังทรงตัวหรืออ่อนตัวเล็กน้อย เนื่องจากฐานเปรียบเทียบที่สูงในปีก่อนและ Category ที่ยังหดตัว อย่างไรก็ตาม เราคาดอัตราทำกำไรลดลงจากต้นทุน packaging และพลังงานที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น สำหรับทั้งปี 2026F เราคาดว่ารายได้จะเติบโตในระดับ 6% ซึ่งอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายของบริษัทที่ 15% เพื่อสะท้อนความไม่แน่นอนจากต้นทุนและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย Gross Margin ทั้งปีคาดจะอยู่ในช่วง 42-43% ขึ้นอยู่กับทิศทางราคาพลาสติกและพลังงาน
ปัจจัยบวกที่ควรติดตาม ได้แก่ 1) ค่าเงินบาทที่อ่อนค่า 2) การเพิ่ม Distributor ในอินโดนีเซียใน Q3/26 ซึ่งหากสำเร็จจะเปิดโอกาสฟื้นยอดขาย และ 3) การเร่งขยายช่องทางออนไลน์ในสหรัฐฯ ที่ยังมีต้นทุนโครงสร้างต่ำแต่ Margin ดี ปัจจัยลบที่ต้องระวัง ได้แก่ ปริมาณฝนที่อาจมากเกินไปในช่วงครึ่งปีหลังซึ่งกดดันยอดขายในประเทศ
Valuation และคำแนะนำ — ราคาหุ้นสะท้อนมูลค่าสมเหตุสมผลแล้วในสภาวะปัจจุบัน
เราคงคำแนะนำ "ถือ" ราคาเป้าหมายที่ 30.50 บาท อ้างอิงจาก Forward PER ที่ -1SD ของค่าเฉลี่ยในอดีตของ SAPPE ที่ 12.8 เท่า สะท้อนส่วนลดความเสี่ยงจากแรงกดดันต้นทุนที่ยังไม่คลี่คลายและความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มกระทบต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER ปี 2026F ราว 12.7 เท่า ซึ่งอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวเล็กน้อย สะท้อนว่าตลาดรับรู้ความเสี่ยงไปในระดับหนึ่งแล้ว โดยมี Dividend Yield ที่ระดับ 4.3% ในปี 2026F โอกาส: การขยายตลาดส่งออกจะช่วยให้บริษัทเติบโตได้ในตลาดใหม่ๆ, ความเสี่ยง: ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าคาด และต้นทุนของ commodities ที่สูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัว