Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

38

 


แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow

นักลงทุนต่างชาติกลับมาเทขายหุ้นภูมิภาคด้วยปริมาณมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียเริ่มเผชิญแรงกดดันมากขึ้นมีลักษณะผสมผสาน โดยกระแสเงินลงทุนต่างชาตินั้น พลิกกลับเป็นไหลออกจากตลาดหุ้นภูมิภาคอีกครั้ง โดยมียอดขายสุทธิรวม 15,543 ล้านดอลลาร์ ซึ่งกลับจากสัปดาห์ก่อนที่มีกระแสเงินไหลเข้า 2,809 ล้านดอลลาร์ และถือเป็นแรงขายรายสัปดาห์ที่มากที่สุดนับตั้งแต่เราเก็บข้อมูลมาในปี 2000
ทั้งนี้แรงขายส่วนใหญ่มาจากตลาดหุ้นเอเชียเหนือ โดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงขายมากถึง 13,140 ล้านดอลลาร์ ส่วนไต้หวันมียอดขาย 2,507 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ตลาด TIP ยังคงมียอดซื้อสุทธิ ซึ่งเกิดจากแรงซื้อในตลาดหุ้นไทย (283 ล้านดอลลาร์) และฟิลิปปินส์ (5 ล้านดอลลาร์) ส่วนอินโดนีเซียนั้นเผชิญแรงขาย (-184 ล้านดอลลาร์)


Fund Flow ที่สะสมตั้งแต่ต้นปี: ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงขายมากที่สุด
แรงเทขายต่อตลาดหุ้นภูมิภาคในสัปดาห์ที่ผ่านมา ยิ่งซ้ำเติมภาพรวมของกระแสเงินลงทุนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน โดยทำให้ Fund Flow ของตลาดหุ้นเอเชียอยู่ในสถานะขายสุทธิรวม 62,093 ล้านดอลลาร์ และแรงขายหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งถูกนักลงทุนต่างชาติขายสะสมสูงถึง 52,931 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยไต้หวันที่มียอดขายสะสม 7,459 ล้านดอลลาร์ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ที่มียอดขายสะสม 2,415 ล้านดอลลาร์ และ 67 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเป็นเพียงตลาดเดียวที่ยังคงรักษาสถานะเงินทุนไหลเข้าสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีไว้ได้ โดยไทยมียอดซื้อสะสม 780 ล้านดอลลาร์


ภาพรวมรายอุตสาหกรรมและมุมมองการลงทุน
การประเมินพฤติกรรมการซื้อขายผ่าน Volume Flow Index ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบสัญญาณการสะสมหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร ในตลาดหุ้นไทย เกาหลีใต้ และไต้หวัน และกลุ่มธนาคาร ในตลาดหุ้นไทยและฟิลิปปินส์
สำหรับแนวโน้มเซคเตอร์เด่นของไทยในสัปดาห์นี้ เราประเมินว่ากลุ่มธนาคารและค้าปลีกมีแนวโน้มปรับตัวได้โดดเด่นกว่าตลาด โดยดัชนี Volume Index ของกลุ่มธนาคารรีบาวด์อย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 จากบริเวณ Mid-point ขณะที่ดัชนี Volume Index ของกลุ่มค้าปลีกสร้างฐานอยู่บริเวณ Mid-point ต่อเนื่องมาประมาณ 7 สัปดาห์ เราคาดว่าดัชนีของหุ้นกลุ่มดังกล่าวจะฟื้นตัวจากบริเวณ Mid-point ได้เช่นกัน


ตลาดหุ้นภูมิภาคเริ่มเข้าสู่โหมดพักฐาน หลังปรับขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า
แรงขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติที่กลับมาในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2000 สะท้อนว่า Sentiment การลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียเริ่มเข้าสู่ภาวะระมัดระวังมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อที่ส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียเหนือปรับขึ้นมาอย่างโดดเด่นในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของ Fund Flow ในรอบนี้ยังไม่ได้สะท้อนการเทขายทั้งภูมิภาค แต่เป็นแรงลดความเสี่ยงในตลาดที่มีสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติสูง และมีความเชื่อมโยงกับธีม Global Technology และ AI สูง โดยเฉพาะเกาหลีใต้และไต้หวัน
ในทางกลับกัน ตลาด TIP โดยเฉพาะไทยยังคงเห็นกระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิ สะท้อนว่าตลาดที่มี Valuation ไม่สูงมาก และมีโครงสร้างผลประกอบการที่พึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่า อาจเริ่มถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับ Defensive positioning ภายในภูมิภาค
ขณะเดียวกัน สัญญาณจาก Volume Flow Index ที่เริ่มเห็นแรงสะสมในกลุ่มธนาคารและสื่อสาร สะท้อนว่าเม็ดเงินภายในตลาดยังคงเลือกลงทุนแบบ Selective มากกว่าการเปิดรับความเสี่ยงทั้งตลาด


สรุปภาพตลาดวานนี้ SET แกว่งตัวในกรอบแคบ หุ้นใหญ่เหวี่ยงสลับกัน แต่ไม่ได้มีตัวใดมีอิทธิพลสูงเป็นพิเศษ โดย PTTEP CPALL KTB BBL SCB อยู่ในโซนบวก ขณะที่ DELTA AOT TRUE CPN CRC กดดันตลาด ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์แม้งบจะออกมาดี แต่ก็ยังไม่เล่น ลงทั้ง TIDLOR MTC


แนวโน้มตลาดวันนี้ หุ้นไทยแข็งแกร่ง
ตลาดหุ้นไทยเมื่อวานแข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นภูมิภาค กลยุทธ์แนะเวียนกลุ่มเล่นรอบ แนะสะสมหุ้นล่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มค้าปลีก
นอกจากนี้ นลท.สามารถเพิ่มการเก็งกำไรหุ้นธนาคารที่ราคาปรับลดลงมาแล้ว ขณะนี้อยู่ในช่วงราคา NEUTRAL Zone อาศัยเก็งกระแส แบงก์ที่รัฐถืออยู่ มีโอกาสควบรวมตามแนวทางผลักดันไทยขึ้นเป็น Financial Hub ของภูมิภาคนี้ ซึ่งหาก KTB TTB รวมกันได้จริง ขนาดเงินกองทุนรวมกันจะปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มศักยภาพขึ้นไปได้อีกมาก
ส่วน Virtual bank ที่กำลังจากเริ่มใช้งาน คาด ปชช. SMEs จะเข้าถึงแหล่งเงินได้สะดวกรวดเร็วขึ้น อาจจะหนุนราคาหุ้นแบงก์ที่ลงทุนทำ Virtual bank สามารถเพิ่มยอดการเติบโตของสินเชื่อทางอ้อม
หากการปล่อยสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้น จาก Virtual bank ทำได้ดี คาดส่งผลบวกต่อหุ้น Domestic consumption: CPALL MRDIYT ฯลฯ กอปรกับพัฒนาการเชิงบวกเช่น ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนดีขึ้น, ภาระหนี้ครัวเรือนที่เริ่มลดลง, มาตรการส่งเสริม-อุดหนุนการบริโภคจากรัฐบาล ที่จะมากระตุ้น
แต่หุ้น SAWAD MTC TIDLOR สินเชื่อบุคคล คาดยังต้องเผชิญแรงกดดันทางตรงจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น แนะนำ ขายเปลี่ยนออกจากกลุ่มสินเชื่อบุคคล ไปก่อนในช่วงนี้


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร


วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: ดัชนีมีการขึ้นสลับพักสร้างฐานในลักษณะ “Healthy Correction” หลังผ่านพ้นการประกาศงบ 1Q26 ออกมาครบถ้วน…
Price Pattern: SET Index วิ่งขึ้นไปทดสอบบริเวณ Previous High 1,540-1,545 จุด ล่าสุดดัชนีมีการย่อลงมาพักฐานแถวบริเวณ 1,510 จุด ซึ่งเป็นการทดสอบแนวรับระยะสั้นที่ให้ไว้
Moving Averages (EMA): ปัจจุบันสามารถประคองตัวยืนเหนือเส้น EMA 10 วัน ได้อย่างเหนียวแน่น แต่เริ่มมีความลาดชันลดลง บ่งชี้ถึงสภาวะแกว่งตัวออกข้าง (Sideways)
Wave Analysis: ดัชนีอยู่ในคลื่นขาขึ้น “Impulse Wave 5” ซึ่งมักจะเป็นรอบที่เหวี่ยงขึ้นลงแรง!...
MACD: Flat ออกข้าง เทรออยู่เหนือเส้น 0 บ่งชี้น้ำหนักยังอยู่ในฝั่งกระทิง (Bullish)
โซนรับ: 1,500-1,510 (หากไม่หลุดโซนนี้ ภาพการยกฐานจะยังคงได้เปรียบ) / ต้าน 1,540 จุด (Previous high)
สรุป: เมื่อผลประกอบการออกมาแล้ว กลยุทธ์กราฟเทคนิคตอนนี้เน้น Selective Buy โดยเน้นไปที่หุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวแกร่งกว่าตลาด (Outperform) เช่น กลุ่มธนาคาร:SCB & BBL / นิคม:AMATA & WHA / พลังงาน: PTT / สื่อสาร: ADVANC & TRUE



What to watch MSCI Review (ใช้ราคาปิด 29 พ.ค.) ไม่มีการปรับหุ้นใน MSCI Thailand (Standard Index) แต่ปรับใน MSCI Small cap index โดยเพิ่ม MRDIYT TFG และถอด TOA ทั้งนี้ ทั้ง MRDIYT และ TFG อยู่ในกลุ่มที่เราคาดว่ามีโอกาสเข้า SET50 ใหม่ด้วย (BCP MRDIYT TFG THAI และอาจมี ITC ที่ต้องพิจารณาเกณฑ์ Free Float)
โรงกลั่นจีนอ่วม หั่นกำลังการผลิตระนาว หลังยอดนำเข้าน้ำมันดิบดิ่งเหว 18 พ.ค. 69 สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยว่า จีนมีปริมาณการกลั่นน้ำมันอยู่ที่ 54.65 ล้านตันในเดือนเม.ย. ลดลง 11% จากเดือนมี.ค. และลดลง 5.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนยอดการนำเข้าน้ำมันดิบที่ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง หลังจากเส้นทางเดินเรือสายสำคัญถูกตัดขาดจากการที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเกือบจะหยุดชะงักลง บีบให้บรรดาโรงกลั่นน้ำมันของจีนต้องพร้อมใจกันหั่นกำลังการผลิตลงอย่างมาก โดยปริมาณการกลั่นน้ำมันของกลุ่มรัฐวิสาหกิจดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี
สภาพัฒน์เผย ศก.ไทย ไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัว 2.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% ในไตรมาสที่สี่ของปี68/ทั้งปีนี้ คาดศก.ไทย ขยายตัว1.5-2.5%
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.5 - 2.5 (ค่ากลางร้อยละ 2.0) โดยการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ2.4 และร้อยละ 3.7 ตามลำดับ
แบงก์ชาติอินโดนีเซีย คาดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จาก 4.75% เป็น 5%


หุ้นแนะนำวันนี้
CPALL แนะนำหุ้น Rotated in กลุ่มที่ราคาอยู่ด้านล่าง ขณะที่ CPALL น่าจะมีความชัดเจนเรื่อง การจัดกลุ่มทำธุรกิจ Virtual bank หลังการประชุม ผถห.ปลายเดือนนี้ (หมด Overhang)
แนวรับ 45.5 ต้าน 49 Stop loss 43

 

 

 

 

 


รายงานพื้นฐานวันนี้

Industrial Estate (Idea)
คลื่นลูกใหม่กลุ่มนิคม จาก Supply Chain กลุ่ม Semiconductor
เราปรับมุมมองกลุ่มนิคมฯ เป็น “มากกว่าตลาด” และให้คำแนะนำ “ซื้อ” ทั้ง WHA (ราคาเป้าหมาย 5.5 บาท) และ AMATA (ราคาเป้าหมาย 35 บาท) เรามองประเด็นบวก 3 เรื่อง

1) การเข้าสู่รอบการลงทุนใหม่ (Wave 3: Semiconductor): หากย้อนไปดู ในรอบ 5 ปี Wave 1 คือ EV ช่วงปี 2022-2023 Wave ที่ 2 Data Center ปี 2024-2025 และเรามองว่า Wave 3 คือ Semiconductor จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของ FDI ตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2026 ไปจนถึงปี 2027 และหากดูตัวเลขใน Wave 1 พบว่าเราเห็นการเติบโตของ EV FDI กว่า 100% ในปี 2023 เช่นเดียวกับ Wave 2 ในปี 2024 การขอกลุ่ม Digital เพิ่มขึ้นหลายเท่า ส่วนใน Wave 3 นี้ มีสัญญาณแรงหนุนเชิงนโยบาย เช่น มีแผนยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ (National Semiconductor Strategy) โดยเป้าหมาย BOI มากกว่า 5 แสนล้านบาทใน 5 ปี

2) Leading Indicators สอดคล้องกับการขยายตัว: โดยเราเห็นสัญญาณของการใช้กำลังผลิต (Capacity utilization) ของกลุ่ม Semiconductor/IC อยู่ที่เฉลี่ย 90.6% และกลุ่ม PCB อยู่ที่ 68% ทั้งสองสัญญาณ ถือว่าทำจุดสูงสุดในรอบ 3 ปี ที่ไม่เห็นมาตั้งแต่ยุค EV boom นอกจากนี้ ยังมีการขยับของรายใหญ่ อย่าง Phononic บริษัทเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนระบายความร้อนชิปให้ NVIDIA ก็ประกาศจะลงทุนในไทยประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2030 นี่คือสัญญารว่า ไม่ใช่แค่ภาครัฐที่ตั้งใจโปรโมท แต่ภาคเอกชนก็เริ่มเข้ามาเองอย่างชัดเจน


3) ปัจจุบัน คือ Timing การลงทุนที่ดีที่สุด: โดยมองว่าจุดนี้คือ “ต้นรอบ” หากดู Wave 1 และ Wave 2 หลังจากเริ่มเห็นการโปรโมทนโยบาย การส่งเสริมการลงทุน เราจะเห็นสัญญาณของตัวเลข FDI ตามมาอีก 6-12 เดือน นั้นหมายความว่า Wave 3 ของ Semiconductor จะเริ่มเห็นในข้อมูล BOI ช่วงครึ่งหลังปี 2026 ซึ่งตรงนี่เป็นจุดสำคัญที่ยังไม่มีคนพูดถึง

เราสรุปรายละเอียดของหุ้นรายตัว ดังนี้
WHA (คงเด่นสุด): เป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด จากที่ดิน (Land bank) ที่ EEC กว่า 14,720 ไร่ เพียงพอรับการเติบโตของ Wave ใหม่นี้ และมี WHAUP ที่ทำ Private PPA สำรองไฟฟ้า DC/Semi ได้ เราปรับกำไรปี 2026 ขึ้นเป็น 4.3 พันล้านบาท และแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 5.50 บาท


AMATA: ได้แรงหนุนจากลูกค้า Semi เช่น ล่าสุด Foxsemicon ลงทุน 1 หมื่นล้านบาท ในพื้นที่ อมตะซิตี้ ชลบุรี และระยอง และคาดเห็น flow ใหม่ธุรกิจคล้ายกันมาต่อเนื่อง โดยเราปรับกำไรปี 2026 เป็น 4.1 พันล้านบาท (+28% YoY) สูงกว่า consensus ถึง 30% และเชื่อว่าตลาดจะปรับกำไรขึ้นมาตาม โดยจุดสำคัญอยู่ที่การให้ข้อมูลใน Opportunity day วันที่ 21 พ.ค. นี้ เราจึงปรับคำแนะนำขึ้นมาเป็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 35 บาท

 

 

Commodities Tracker
ค่าระวางเรือพุ่งนำกลุ่ม
ภาพรวม: ค่าระวางเรือ (container และ dry bulk) ปรับขึ้นแรงสุด WoW ขณะที่ chemical spreads และ GRM อ่อนตัวลง โดยสถานการณ์ตึงตัวจากการปิดช่องแคบ Hormuz ยังหนุนราคาพลังงาน อย่างไรก็ตาม หากสงครามคลี่คลาย จะเป็น downside ต่อราคาน้ำมันและ GRM
น้ำมันดิบ: อิงตลาด Dubai +3.13 ดอลลาร์ WoW สู่ 104.74 ดอลลาร์/บาร์เรล จากความกังวล supply disruption
ค่าการกลั่น (GRM): -0.84 ดอลลาร์ WoW เหลือ 19.20 ดอลลาร์/บาร์เรล กดดันจาก jet fuel และภาพรวมของ fuel oil ที่อ่อนตัว แม้ diesel และ gasoline ยังเพิ่มช่วยพยุงบางส่วน
สเปรดเคมี: ส่วนใหญ่ลดลงจากต้นทุน naphtha สูงขึ้น โดย Ethylene -22% WoW, Propylene -14%, HDPE -6%, PP -8%
ถ่านหิน: -1% WoW เหลือ 131.76 ดอลลาร์/ตัน จาก demand เอเชียชะลอ
ค่าระวางเรือ: ปรับขึ้นต่อเนื่อง BDI +5% WoW (Capesize +4%, Panamax +11%, Supramax +2%) และ Container +12% WoW สะท้อน demand ฟื้น
Fundamental view: เรายังชอบ IVL, PTTGC มากสุด จาก supply ตึงตัวหนุน spreads (แม้ระยะสั้นอ่อนตัว) และมองโอกาสเก็งกำไร BANPU, PTTEP และกลุ่มเรือ (PSL, RCL, และ TTA) ในระยะสั้น ตามค่าระวางที่เร่งตัว แต่ต้องระวัง downside หากสงครามคลี่คลาย

PLANB
แพลน บี มีเดีย

เห็นความชัดเจนกำไร แบบมีโอกาสเพิ่มด้วย
PLANB ยังรักษาการเติบโตได้ดี แม้กำลังซื้อถูกกดดัน โดยธุรกิจสื่อนอกบ้าน (OHH) ยังแข็งแรง ขณะที่ธุรกิจการตลาดกีฬาและฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง เปิดโอกาสสร้างการเติบโตเพิ่มเติม ทำให้ปี 2026 เป็นภาพของ “กำไรมีทิศทางชัด และยังมีโอกาสต่อยอด”
สำหรับรายได้ 1Q26 สะท้อนความแข็งแกร่ง โดยสื่อนอกบ้านยังเติบโต +9% YoY และอัตราการใช้สื่อในเดือนเม.ย. อยู่ที่ ~70% ใกล้เคียงปีก่อน แม้ธุรกิจมวยเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซัน แต่มีแรงหนุนจากงบภาครัฐด้านกีฬาและซอฟต์พาวเวอร์เข้ามาชดเชย ทำให้คาดกำไรจะเร่งตัวต่อในช่วง 2Q–4Q26 และ 2Q26 จะเติบโตทั้ง YoY และ QoQ

ประเด็นฟุตบอลโลก 2026 แม้บริษัทไม่ได้บริหารสิทธิ์โดยตรง แต่ยังเป็นปัจจัยหนุนทางอ้อม โดยเม็ดเงินโฆษณามีแนวโน้มไหลเข้าสื่อนอกบ้านและการตลาดกีฬา (อิงปี 2022 สื่อนอกบ้านเติบโต +59% YoY) ขณะที่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกจะช่วยกระตุ้นการทำตลาดมากขึ้น หนุนรายได้สปอนเซอร์ที่บริษัทดูแลอยู่
ด้านฐานะการเงินแข็งแรง (เงินสด ~2.4 พันล้านบาท กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ~3–4 พันล้านบาท/ปี และการลงทุนไม่สูง) เปิดทางการเติบโตผ่านการเข้าซื้อกิจการ เช่น ดีล HELLO LED ส่วนที่เหลือจาก ROCTEC ช่วง ส.ค. 2027 รวมถึงโอกาสลงทุนใหม่ในอนาคต
Fundamental view: คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 5.80 บาท

 

 

 

ECON
GDP ไทยไตรมาส 1 ปี 2026 ดีกว่าคาด
GDP ไทยไตรมาส 1 ปี 2026 ขยายตัวได้ +2.8% YoY (+0.7% QoQ, sa) ขยายตัวมากกว่าเราและตลาดคาดที่ +2.4% YoY (+0.3% QoQ, sa) แรงหนุนหลักจากการลงทุนรวมภายในประเทศที่ขยายตัวกว่า +9.9% YoY (สูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส) จากการลงทุนภาคเอกชนกว่า +10.1% YoY (เร่งจาก +6.5% YoY จากไตรมาสก่อนหน้า) โดยเฉพาะในส่วนของการลงทุนในกลุ่มเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ แต่ภาคการก่อสร้างขยายตัวแบบชะลอลง
ส่วนการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว +3.2%YoY (ชะลอลงเล็กน้อย) โดยหมวดสินค้าและบริการที่ชะลอลง ได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เสื้อผ้า ยานยนต์ ขณะที่การบริโภคภาครัฐก็ขยายตัวเร่งขึ้นที่ +3.4% YoY จากการเร่งเบิกจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการ
ด้านการส่งออกสินค้า ขยายตัวอยู่ที่ +15.5% YoY จากการส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยตลาดส่งออกหลักยังคงเป็นสหรัฐฯ จีน และยุโรป ขณะที่การส่งออกไปตะวันออกกลางก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี การนำเข้าก็เร่งตัวสูงถึง +21.1% YoY (เร่งจาก +9.5% YoY ในไตรมาสก่อนหน้า) ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าสินค้าทุนประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์ จึงยังขาดดุลการค้า
ในฝั่งการผลิตภาคการเกษตรยังคงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลไม้ตามฤดูกาล สวนทางกับดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่ปรับลดลง ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเล็กน้อยที่ +0.9% YoY โดยการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศกลับมาขยายตัวดีขึ้น หนุนโดยการผลิตในฝั่งปิโตรเลียม และเนื้อสัตว์
เราปรับประมาณการ GDP ไทยปี 2026 อยู่ที่ 1.7% YoY โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือยังคงต้องเผชิญแรงกดดันอยู่มาก โดยเฉพาะจากประเด็นต้นทุนพลังงานที่ผลักดันค่าครองชีพภาคครัวเรือนให้สูงขึ้น แม้ภาครัฐจะออกมาตรการไทยช่วยไทยพลัส แต่อาจช่วยได้เพียงในลักษณะการประคองตัวมากกว่า (คาดมาตรการไทยช่วยไทยพลัส หนุน GDP ได้ราว 0.3%)
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีพยุงจากการลงทุนภาคเอกชนซึ่งได้แรงส่งจากการลงทุน FDI โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ เรามองว่าการนำเข้าจะยังเร่งตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ทั้งจากการนำเข้าพลังงานและสินค้าทุนเพื่อรองรับการลงทุน FDI ซึ่งอาจจำกัด Contribution ของ net exports ต่อ GDP แม้ภาคส่งออกจะเติบโตได้ดี

 

สรุปประเด็นจาก Quick take

CPN
เซ็นทรัลพัฒนา
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
บริษัทคงเป้าหมายการเติบโตปี 26 ดังเดิม รายได้ธุรกิจศูนย์การค้าโต 6-9% และธุรกิจโรงแรมกับอสังหาทรงตัว (vs 1Q26 +6%สำหรับ Mall และ +3%สำหรับธุรกิจที่เหลือ) ธุรกิจ Mall ยังเห็น Traffic เดือนเม.ย.โต +4% (ใกล้1Q26) และรายได้ผู้เช่าโต 4-6% หนุนจากกลยุทธ์เพิ่มร้านใหม่ๆ โดยเฉพาะร้านอาหารและร้านไอทีโตเด่น
View from fundamental : รายได้ศูนย์การค้าควรเร่งตัวจากการเปิดศูนย์ใหม่ ขณะที่ Mall GM ยังมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากการคุมต้นทุนพลังงาน บวกกับการโอนอสังหาฯ ที่จะเร่งขึ้นใน 2H26 เราจึงคาดว่ากำไรหลักจะเติบโต YoY ได้ทุกไตรมาสตลอดปี นอกจากนี้ ยังมี upside จากการโอนโครงการ Dusit Residences.

 


SAWAD
ศรีสวัสดิ์
คอร์ปอเรชั่น
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
บริษัทระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยสินเชื่อ 2Q26 น่าจะค่อนข้างทรงตัว QoQ และเติบโตเร่งตัวขึ้นใน 2H26 ซึ่งเป็นปกติของ SAWAD แนวโน้มขาดทุนรถยึดจะเพิ่มขึ้นบ้าง QoQ (แต่ลดลง YoY) เพราะบริษัทมีการติดตามลูกหนี้ใกล้ชิดมากขึ้น ซึ่งยังบริหารจัดการได้
View from fundamental : เราประเมินว่าแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ของ SAWAD ยังบริหารจัดการได้ ขณะที่เราคาดแนวโน้มกำไร 2Q26 จะเติบโตได้ YoY และทรงตัว QoQ แนะนำ ซื้อ

BEM
ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
คาดปริมาณการการจราจรบนทางด่วนและจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าได้รับผลกระทบเชิงลบเล็กน้อยจากผลกระทบของสงคราม ในขณะที่บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นได้ รวมทั้งดอกเบี้ยจ่ายมีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะช่วยรักษาความสามารถในการทำกำไรของบริษัท
View from fundamental : BEM มีแนวโน้มทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ต่อเนื่องไปในปี 2569 หนุนจากทั้งปริมาณการใช้ทางด่วนและจำนวนผู้โดยสาร MRT ที่เติบโต เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” (ราคาเป้าหมาย 7.30 บาท)

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้