5 พ.ค. 2569 18:03:20 859
สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (5 พฤษภาคม 2569) -------PTTGC เผย Q1/69 กำไรสุทธิรวม 3,232 ล้านบาท เหตุราคาผลิตภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบจากผลจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้นปรับสูงขึ้นจากการที่โรงกลั่นและโรงอะโรเมติกส์หน่วยที่ 2 กลับมาดำเนินการผลิตตามปกติ ด้านผลประกอบการโรงกลั่นปรับตัวดีขึ้น Market GRM แตะ 16.7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากไตรมาสก่อนที่อยู่ที่ 7.9 เหรียญ สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) PTTGC เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 146,936 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 59 และร้อยละ 11 จาก ไตรมาส 4/2568 และช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ โดยหลักจากราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ อันเป็นผลจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้อุปทานในตลาดเกิดภาวะตึงตัวฉับพลัน กอปรกับปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้นปรับสูงขึ้นจากการที่โรงกลั่นและโรงอะโรเมติกส์หน่วยที่ 2 กลับมาดำเนินการผลิตตามปกติ ภายหลังจากการปิดซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาสก่อนหน้า สำหรับไตรมาสนี้ บริษัทฯ รายงาน Adjusted EBITDA อยู่ที่ 14,846 ล้านบาทปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/2568 โดย ผลประกอบการกลุ่มผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์และโพลิเมอร์มีผลประกอบการดีขึ้นจากราคาผลิตภัณฑ์เอทิลีนและผลิตภัณฑ์ โพรพิลีนที่ปรับสูงขึ้นจากภาวะอุปทานตึงตัว ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบอีเทนที่ปรับลดลงตามสัญญาซื้อวัตถุดิบ ขณะที่กลุ่ม ผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์มีผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นจากส่วนต่างผลิตภัณฑ์พาราไซลีนและผลิตภัณฑ์เบนซีนที่ปรับสูงขึ้น กอปรกับธุรกิจโรงกลั่นปรับสูงขึ้นจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโดยรวมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากอุปทานที่ลดลง โดยเฉพาะจากการส่งออกจากประเทศในตะวันออกกลาง ร่วมกับปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้นจากการกลับมา ดำเนินการผลิตตามปกติหลังการปิดซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาส 4/2568 ในส่วนของกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษมี ผลประกอบการที่ปรับดีขึ้นจากปริมาณขายที่ฟื้นตัวและการควบคุมต้นทุนของบริษัท allnex ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการดำเนินการตาม แนวทางยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ Portfolio ของธุรกิจให้เข้มแข็ง (Portfolio transformation) และการดำเนินมาตรการ ควบคุมค่าใช้จ่ายและมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ รับรู้รายการพิเศษจากปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้จากการเปลี่ยนแปลงราคาตามสภาวะตลาด ได้แก่ กำไรจากสต๊อกน้ำมัน (Stock gain) และการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) สุทธิรวม 7,182 ล้านบาท ขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยงด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ 7,991 ล้านบาท และกำไรสุทธิจาก อัตราแลกเปลี่ยนและตราสารอนุพันธ์ทางการเงินรวม 1,011 ล้านบาท บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนรวม 252 ล้านบาท โดยในไตรมาสนี้ บริษัทฯ รับรู้กำไรจากการขายหุ้นบางส่วนในบริษัท ไทยแท้งค์เทอร์มินัล จำกัด (TTT) และกำไรจาก การปรับโครงสร้างธุรกิจท่าเทียบเรือและคลังเก็บผลิตภัณฑ์รวมทั้งสิ้น 3,300 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทฯ มีการรับรู้ผลขาดทุนจาก การด้อยค่าสินทรัพย์ของบริษัทจีซี โพลีออลส์ จำกัด (GCP) และ PTTGC America LLC (GCA) อีกทั้งมีการตั้งประมาณการ ค่าใช้จ่ายจากแผนปรับการดำเนินธุรกิจของบริษัท พีทีที เอ็มซีซี ไบโอเคม จำกัด (PTTMCC) รวมทั้งสิ้น 6,561 ล้านบาท โดย สรุป บริษัทฯ รายงานผลกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1/2569 รวม 3,232 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2569 กลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้นมี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 12,938 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นจาก ไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากโรงกลั่นและโรงอะโรเมติกส์กลับมาดำเนินการผลิตเต็มกำลังหลังจากที่มีการปิดซ่อมบำรุงตามแผน ในไตรมาส 1/2569 ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. โรงกลั่นมีผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน ตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยมีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นจากไตรมาสก่อน เนื่องจากอุปทานตึงตัวจาก การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ถึงแม้ว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่ไม่ได้เป็นสมาชิก (nonOPEC) ได้เพิ่มกำลังการผลิตกลับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สำหรับส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมส่วนใหญ่ ปรับตัวดีขึ้นจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้อุปทานในตลาดขาดแคลน โดยส่วนต่างผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลในไตรมาสนี้ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตแถบตะวันออกกลางไม่สามารถส่งออกได้ รวมทั้งผลกระทบด้านวัตถุดิบของโรงกลั่นในภูมิภาคเอเซียซึ่งใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ส่วนต่าง ผลิตภัณฑ์แก๊ซโซลีนปรับตัวลดลง โดยได้รับแรงกดดันจากอุปทานส่วนเกินทั้งจากโรงกลั่นในประเทศ สหรัฐอเมริกาและทวีปแอฟริกาที่ยังคงดำเนินกำลังการผลิตอย่างเต็มที่ ร่วมกับอุปสงค์ที่ได้รับแรงกดดันจากพายุ หิมะในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้การเดินทางปรับตัวลดลง ส่วนต่างผลิตภัณฑ์น้ำมันเตากำมะถันต่ำ ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากอุปทานในตลาดปรับตัวลดลง จากการที่โรงกลั่นในทวีปแอฟริกาปรับลดสัดส่วนในการ ผลิตน้ำมันเตากำมะถันต่ำ ส่งผลให้ Market GRM ของบริษัทฯ ปรับตัวสูงขึ้นจากไตรมาสก่อนที่อยู่ที่ 7.9 เหรียญ สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 16.7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในไตรมาสนี้ 2. โรงอะโรเมติกส์มีผลประกอบการปรับตัวดีขึ้น โดยในไตรมาสนี้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์พาราไซลีนและส่วนต่าง ผลิตภัณฑ์เบนซีนมีความผันผวนในระดับสูงส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์พาราไซลีนปรับตัวดีขึ้นจากอุปสงค์ที่ เพิ่มขึ้นจากปริมาณการผลิตกรดเทเรฟทาลิกบริสุทธิ์ (PTA) เพื่อส่งออกที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิตในประเทศจีน หลังจากประเทศอินเดียประกาศยกเลิกข้อกำหนดควบคุมคุณภาพ PTA ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ เบนซีนปรับเพิ่มขึ้นจากอุปทานผลิตภัณฑ์สายสไตรีนโมโนเมอร์ (SM) ลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงในตะวันออก กลางส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์เบนซีนซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิต SM ปรับตัวขึ้นตามไปด้วยโดยเหตุการณ์ ความ ไม่สงบในตะวันออกกลางทำให้อุปทานผลิตภัณฑ์เบนซีนตึงตัวอย่างเฉียบพลันจากภาวะขาดแคลน วัตถุดิบส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์เบนซีนปรับตัวสูงขึ้นแม ว่าจะมีการปรับเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบคอนเดนเสทซึ่ง เคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันดิบโดยส่วนต่างผลิตภัณฑ์พลอยได้อย่างคอนเดนเสทเรสซิดิว ปรับตัวสูงขึ้นตามราคา ผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซล โดยในไตรมาส 1/2569 Market P2F ต่อตันผลิตภัณฑ์ ปรับตัวดีขึ้นจาก 193 เหรียญ สหรัฐฯ เป็น 276 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน 3. โรงโอเลฟินส์มีผลประกอบการดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากในเดือนมีนาคม 2569 ราคาผลิตภัณฑ์เอ ทิลีนปรับสูงขึ้นมากตามการปรับตัวของราคาวัตถุดิบแนฟทาที่ปรับสูงขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ นอกจากนี้ ความไม่สงบในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้เกิดภาวะตึงตัวของอุปทานโอเลฟินส์ที่เกิดจากปัญหาในการจัดส่ง วัตถุดิบแนฟทาและก๊าซ LPG ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุส ทำให้เกิดการหยุดเดินเครื่องโรงงานชั่วคราวและลด อัตราการผลิตของผู้ผลิตโอเลฟินส์ที่ใช้วัตถุดิบแนฟทาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียเหนือ ด้านผลิตภัณฑ์ โพรพิลีนราคาปรับสูงขึ้นสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์เอทิลีน รวมถึงการลดลงของต้นทุนวัตถุดิบอีเทนตามสัญญาซื้อ วัตถุดิบตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป อีกทั้ง ในไตรมาสนี้ บริษัทฯ ไม่มีการบันทึกรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการ ปรับราคาสัญญาซื้อวัตถุดิบอีเทนที่เกิดขึ้นในไตรมาส 4/2568ทั้งนี้จากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง รัฐบาลได้กำหนดมาตรการตามพระราชกำหนดเพื่อแก้ไขและ ป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วจำนวน 2 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่ 9 เมษายน ถึง 23 เมษายน 2569 ปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วจำนวน 5 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่ 24 เมษายน ถึง 9 พฤษภาคม 2569 และปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วจำนวน 3 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่ 10 พฤษภาคม ถึง 19 พฤษภาคม 2569 โดยบริษัทฯ ได้ปฎิบัติตามพระราชกำหนดฯ รวมถึงให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลแต่ละ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ราคาตลาดของน้ำมันดิบและ ส่วนต่างผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวนต่อเนื่อง บริษัทฯ ได้บริหารการจัดหาวัตถุดิบเพื่อให้มีวัตถุดิบ เพียงพอสำหรับการเดินเครื่องของโรงกลั่นได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับสูงขึ้นอย่างฉับพลันในไตรมาสที่ 1 ส่งผลให้บริษัทฯ บันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมัน (Stock gain) และการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) สุทธิรวม 7,182 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที ่ 2 ราคาน้ำมันดิบเริ่มมีแนวโน้มปรับลดลงสู่สภาวะปกติ ซึ่งจะทำ ให้บริษัทฯ อาจต้องบันทึกผลขาดทุนจากมูลค่าสต๊อกน้ำมัน (Stock loss) นอกจากนี้ เนื่องจากธุรกิจโรงกลั่นเป็นธุรกิจที่มีความ ผันผวนสูง บริษัทฯ จึงมีการบริหารความเสี่ยงด้วยการทำตราสารอนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นไปตามกรอบนโยบายของ บริษัทฯ โดยไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดมีความผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลบริษัทฯ ขาดทุน จากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยงด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ 7,991 ล้านบาทในไตรมาสที่ 1 อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ส่วน ต่างของราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดปรับตัวลดลง จะส่งผลให้บริษัทมีกำไรจากตราสารอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยง นอกจากนี้จากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นได้ส่งผลให้ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาน้ำมันดิบ (Crude Premium) ซึ่งประกอบด้วย Premium บนราคาน้ำมันดิบ ค่าขนส่ง และค่าประกัน ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าบริษัทได้มีการบริหารแม้ว่าบริษัท ได้มีการบริหารความเสี่ยงด้วยการทำตราสารอนุพันธ์สินค้าโภคภัณฑ์แล้วนั้น บริษัทฯจะยังคงมีความเสี่ยงคงเหลือ จากต้นทุน ที่ปรับสูงขึ้นทั้งในส่วนของราคาน้ำมันดิบและ Crude Premium ที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเนื่องจากกระบวนการผลิตโรงกลั่นนั้นมี ระยะเวลาที่เกี่ยวข้องของการขนส่งน้ำมันดิบและการผลิตดังนั้นต้นทุนที่สูงขึ้นดังกล่าวจะเริ่มส่งผลต่อต้นทุนการขายของบริษัทฯ โดยหลักตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป ทั้งนี้ Spot Crude Premium1 ที่ได้มีการจัดหาในเดือนเมษายน 25692 อยู่ที่ 8.7 บาทต่อลิตร ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 3.0 บาทต่อลิตร ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ในไตรมาส 1/2569 กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นกลางมี Adjusted EBITDA อยู่ที่ -671 ล้านบาท ลดลงจาก ไตรมาสก่อนหน้า โดยปริมาณขายรวมปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากในไตรมาส 4/2568 มีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของโรง PTA และโรงบีพีเอ ในขณะที่โรงโมโนเอทิลีนไกลคอล (MEG) มีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาสนี้ ในไตรมาส 1/2569 กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์และเคมีภัณฑ์มี Adjusted EBITDA อยู่ที่ -126 ล้านบาท ปรับ ลดลง โดยหลักจากการปรับเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบเอทิลีน โดยในภาพรวมมีปริมาณขายใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า ในไตรมาส 1/2569 กลุ่มผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพและผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนมี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 257 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากความต้องการใช้เมทิลเอสเทอร์ (ME) ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจาก ภาครัฐปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ถึง 13 มิถุนายน 2569 เพื่อสร้างเสถียรภาพ ด้านพลังงานและลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศท่ามกลางเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ ยืดเยื้อ ส่งผลให้ตลาดมีความกังวลต่อการขาดแคลนอุปทาน ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ส่วนต่างราคา ผลิตภัณฑ์แฟตตี้แอลกอฮอล์ (FA) ในไตรมาสนี้ปรับตัวลดลง เนื่องจากผู้ซื้อส่วนใหญ่ยังมีความระมัดระวังในการจัดซื้อสินค้า มากขึ้นจากสถานการณ์ราคาวัตถุดิบน้ำมันเมล็ดในปาล์มดิบ (CPKO) ที่มีความผันผวนรุนแรง ร่วมกับมีการเก็บสินค้าคงคลัง ไว้ค่อนข้างสูงก่อนที่สหภาพยุโรปจะประกาศเลื่อนการบังคับใช้กฎระเบียบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ปลอดจากการทำลายป่า (EU Deforestation Regulation : EUDR) ออกไปในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เป็นแรงกดดันต่ออุปสงค์ในตลาด ในไตรมาส 1/2569 กลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษมี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 2,363 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น จากไตรมาสก่อนหน้า โดยหลักจากปริมาณขายของบริษัท allnex ที่กลับมาเพิ่มขึ้นในไตรมาส 1/2569 ซึ่งในช่วงของไตรมาส 4 ของทุกปีจะมีอุปสงค์ที่ลดลงจากช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกา รวมถึงการลดปริมาณสินค้าคงคลัง ในช่วงปลายปี หากเปรียบเทียบในช่วงเดียวกันของปีก่อนบริษัท allnex มีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ด้านอัตรากำไรต่อ หน่วยของบริษัท allnex ยังคงมีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัท allnex ยังคงมีการดำเนินนโยบายการควบคุมค่าใช้จ่าย อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่บริษัทในกลุ่ม Vencorex อยู่ในระหว่างดำเนินการปรับโครงสร้าง ภายหลังจากที่ Vencorex France และ Vencorex TDI ได้เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีและได้สิ้นสุดการเป็นบริษัทย่อยตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2568 และ บริษัท Vencorex U.S. และ Vencorex Thailand ได้เข้าสู่กระบวนการขายหุ้น
---จบ----
: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์
เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง ชั่วโมงนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่า เกาะติด ตามสถานการณ์ อย่างใกล้ชิด แม้เรื่องเดิม เดิม แต่ก็มี...
Hooninside
สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้
ชื่อหรือรหัสของคุณไม่ถูกต้อง
Please, check your email format before submit.
Please, Enter you password.
Please, Enter minimum 3 character.
Please, Enter minimum 6 character.
กรุณากรอกอีเมล์ที่คุณใช้สมัครสมาชิกแล้วกดส่งเมล์