สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 29 เมษายน 2569 )------- บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ITC เปิดเผยว่า รายได้จากการขาย ในไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทฯ มียอดขายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) จำนวน 163 ล้านดอลลาร์ เติบโต 10.2% QoQ และ 28.6% YoY ทั้งนี้ บริษัทฯ มีรายได้จากการขายในสกุลเงินบาทจำนวน 5,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.2% QoQ และ 21.8% YoY การเติบโตทั้ง QoQ และ YoY มีปัจจัยหลักมาจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPDs) และการเพิ่มขึ้นของความต้องการจากลูกค้า หลักในตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป
อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ในไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 24.3% โดยปรับลดลง 1.5 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับไตร มาสก่อนหน้า (QoQ) แต่ปรับเพิ่มขึ้น 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ทั้งนี้ อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ ได้รับแรงขับเคลื่อน หลักจากโครงสร้างสัดส่วนผลิตภัณฑ์พรีเมียม และปริมาณการผลิตในช่วงเวลานั้น ๆ นอกจากนี้ การปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการ ผลิตอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน (cost optimization initiatives) มีส่วนช่วยสนับสนุนให้ บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับค่อนข้างสูงได้อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน อย่างมีประสิทธิภาพ ยังช่วยสนับสนุนเสถียรภาพของอัตรากำไรขั้นต้น ส่งผลให้ความผันผวนของอัตรากำไรในระยะเวลาต่างๆอยู่ในระดับ ค่อนข้างจำกัด
กำไรจากการดำเนินงาน อยู่ที่ระดับ 762 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9% QoQ และ 36.0% YoY โดยมีปัจจัยหลักจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นทั้งใน แง่ปริมาณและมูลค่า ควบคู่กับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย ที่ลดลงเมื่อเทียบทั้ง QoQ และ YoY
กำไรสุทธิปรับปรุง (ไม่รวมค่าใช้จ่ายโครงการ Transformation) อยู่ที่991 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.2% QoQ และ 24.9% YoY โดยมี อัตรากำไรสุทธิปรับปรุงอยู่ที่ 19.2% เทียบกับ 19.0% ในไตรมาส 4 ปี 2568 และ 18.7% ในไตรมาส 1 ปี 2568
กำไรสุทธิที่รายงาน อยู่ที่ 871 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.9% QoQ และ 28.7% YoY อัตรากำไรสุทธิปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 16.8% จาก 16.6% ในไตรมาส 4 ปี 2568 และ 15.9% ในไตรมาส 1 ปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและ บริหารต่อยอดขายที่ลดลง
ไตรมาสแรกของปี 2569 ดำเนินไปท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านและราคาน้ำมัน ที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจมีความผันผวนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ สามารถสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดย ยอดขายเติบโตอย่างโดดเด่นทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) การเติบโตในระดับที่สูงสะท้อนถึงความ แข็งแกร่งของรูปแบบธุรกิจ ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และการมุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทได้เป็นอย่างดี
ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ บริษัทฯยังไม่พบผลกระทบที่มีนัยสำคัญจากปัญหาด้านอุปทานของโลกในปัจจุบัน อย่างไรก็ดีบริษัทฯยังคงติดตามสถานการณ์ ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯมีสัดส่วนการขายในตะวันออกกลางในระดับจำกัด ซึ่งช่วยลด ความเสี่ยงจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้สถานการณ์ห่วงโซ่อุปทานและตลาดพลังงานโลกจะยังมีความไม่แน่นอนแต่ความเสี่ยงของบริษัทฯ อยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากคำสั่งซื้อส่วนใหญ่เป็นการซื้อแบบ FOB ซึ่งช่วยลดการรับภาระต้นทุนขนส่งและโลจิสติกส์โดยตรง อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาการขนส่งในบางเส้นทางที่ยาวขึ้นอาจส่งผลต่อแผนการผลิตและการส่งมอบสินค้า ซึ่งบริษัทฯได้ร่วมมือกับลูกค้าในการบริหารจัดการ ประเด็นดังกล่าวอย่างรอบคอบ นอกจากนี้ราคาพลาสติกและปลาทูน่าที่อยู่ในระดับสูงส่งผลต่อต้นทุนบรรจุภัณฑ์บางประเภทและวัตถุดิบหลัก บริษัทฯจึงมุ่งเน้นการบริหารต้นทุนผ่านประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบริหารเชิงพาณิชย์อย่างมีวินัย และการทำงานร่วมกับลูกค้าภายใต้ ความสัมพันธ์ทางธุรกิจระยะยาว เพื่อสนับสนุนความสามารถในการรักษาความสามารถในการทำกำไร ทั้งนี้ผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับต้นทุน สาธารณูปโภคยังอยู่ในระดับจำกัดและได้รับการบรรเทาอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการประหยัดต้นทุนของบริษัท โดยมีสัดส่วนต้นทุนสาธารณูปโภคคิด เป็นประมาณ 2.1% ของยอดขาย
ในด้านการเติบโต บริษัทฯคาดว่าตลาดสหรัฐอเมริกาจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ซึ่งบริษัทฯ มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการขยายพอร์ต ผลิตภัณฑ์ กลุ่ม Chunk & Pate (C&P) โดยได้รับคำสั่งซื้อเริ่มต้นจากลูกค้ากลุ่มสินค้าตราห้างรายใหญ่ในช่วงปลายปี 2568 และปัจจุบันยังดำเนินไปตาม แผนที่วางไว้ แม้จะยังไม่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักในระยะสั ้น แต่บริษัทฯมองว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ C&P เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็น ธุรกิจหลักลำดับถัดไปในระยะยาว การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPDs) ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ โดยบริษัทฯตั้งเป้าให้ NPDs และผลิตภัณฑ์ขนม สัตว์เลี้ยงมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะคิดเป็นประมาณ 15% ของยอดขายรวมภายในสิ้นปี 2569 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัท ฯในการขับเคลื่อนการเติบโตด้วยนวัตกรรมและการตอบสนองต่อพฤติกรรมของผู้เลี้ยงสัตว์ที่เปลี่ยนแปลงไป
บริษัทฯยังคงยืนประมาณการรายได้ตลอดทั้งปีให้อยู่ภายในกรอบ 9–12% (อิงการเติบโตของยอดขายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่คาดว่าอัตรากำไร ขั้นต้นจะสามารถรักษาระดับไว้ภายในช่วง 23–25% มุมมองดังกล่าวสะท้อนถึงแนวทางดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบภายใต้สภาพแวดล้อมปัจจุบัน โดย บริษัทจะยังคงมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์ระยะยาว การขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และการพัฒนานวัตกรรมที่ สอดคล้องกับกระแสความใส่ใจด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์เลี้ยงในระดับโลก