Sector note
Food & Beverage
กลุ่มอาหารในประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดของวัฏจักรราคาปศุสัตว์ หลังจากที่ราคาสุกรในประเทศแตะระดับต่ำสุดในเดือน ก.พ.26 ที่ประมาณ 52 บาท/ก.ก. แรงกดดันจากอุปทานที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากมาตรการภาครัฐในการควบคุมปริมาณสุกร ผลกระทบจากโรค ASF (African Swine Fever) ที่ระบาดในภูมิภาค และอุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้น้ำหนักสุกรลดลง ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยดันราคาสุกรฟื้นตัวกลับมาที่ระดับ 65-70 บาท/ก.ก.ใน 1Q26F ซึ่งแสดงให้เห็นว่าวัฏจักรขาลงได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว
ด้านราคาไก่ยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องจากอุปสงค์ส่งออกที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากตลาดยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งบางส่วนได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ผู้นำเข้าหันมาพึ่งพาสินค้าจากไทยมากขึ้น ในส่วนของต้นทุนวัตถุดิบอย่างกากถั่วเหลืองอยู่ที่ประมาณ 16 บาท/ก.ก. ปรับเพิ่มขึ้น จากช่วงต้นปี และข้าวโพดอาหารสัตว์ที่ 10 บาท/ก.ก. แม้จะมีความเสี่ยงขาขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีอยู่บ้าง โดยรวมแล้ว กลุ่มอาหารในปี 2026 จะอยู่ในช่วง Normalization ของวัฏจักร กล่าวคือกำไรส่วนใหญ่จะลดลง YoY เมื่อเทียบกับปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่ได้อานิสงส์จากทั้งราคาปศุสัตว์ที่พุ่งสูงผิดปกติและต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม Momentum กำไรมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในครึ่งหลังของปี 2026 ซึ่งจะเป็นตัวสนับสนุนหลักที่ทำให้ Valuation ของกลุ่มน่าสนใจในระดับปัจจุบัน
ภาพรวมกลุ่มอาหาร–ปศุสัตว์ 1Q26F สะท้อนการฟื้นตัว QoQ แต่ยังถูกกดดันเมื่อเทียบปีก่อน (YoY) จากฐานสูงและภาวะล้นตลาดในจีน
โดย CPF พลิกฟื้นแรง QoQ จากราคาสุกรเวียดนามพุ่งและ SG&A ลดลง แต่กำไรยังหด YoY จากธุรกิจจีนและราคาสุกรไทยที่อ่อนตัว ขณะที่ BTG แสดงสัญญาณจุดเปลี่ยนวัฏจักร กำไรเริ่มมีเสถียรภาพ QoQ จากการบริหารต้นทุนวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพ GFPT ฟื้นตัว QoQ จากการคุมค่าใช้จ่ายและออเดอร์ยุโรป–ญี่ปุ่นที่ยังแข็งแรง แม้ YoY ลดจากฐานสูงปีก่อน ด้าน TFG ได้แรงหนุนเด่นจากราคาสุกรเวียดนามและการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกที่สร้างรายได้ประจำ ส่วน FM ฟื้นตัวแรง QoQ จากการเพิ่มสัดส่วนสินค้า CAV ซึ่งช่วยรักษา Net Margin ในระดับสูง สรุปแล้ว กลุ่มเริ่มพ้นจุดต่ำสุดของวัฏจักร โดยปัจจัย QoQ เป็นบวกชัด แต่ YoY ยังต้องใช้เวลาให้สมดุลอุปทาน–อุปสงค์ โดยเฉพาะในจีน
เราแนะนำ ซื้อ BTG, CPF, FM, GFPT โดยหุ้น top pick เราชอบ BTG
เนื่องจาก BTG มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากปริมาณคำสั่งซื้อการส่งออกที่เพิ่มขึ้นยาวถึงไตรมาส 3 และมีแผนขยายการลงทุนไปประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียคาดจะเห็นดีลในปีนี้ รวมถึงธุรกิจ pet food ที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น มีการบริหารจัดการควบคุมป้องกันความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการล็อคราคาวัตถุดิบยาวถึง 6 เดือน มี valuation ที่ถูก และมี Dividend Yield สูงเกือบ 6% ส่วน FM ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งใน CAV ที่มีดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น มีโอกาสขยายตลาด pet food มี valuation ที่ถูก และมี Dividend Yield สูงเกือบ 9%, CPF, GFPT ยังมีความเสี่ยงจากยอดขายในจีน ในทางกลับกันTFG แนะนำ "ถือ" เนื่องจากราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นแรง +88% ในช่วง 3 เดือน สะท้อนปัจจัยบวกจากธุรกิจสุกรในเวียดนามและร้านค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นแล้ว
ผลกระทบของสงครามและปัจจัยภายนอกอื่นๆ
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกส่งผลกระทบต่อกลุ่มอาหารในหลายมิติ ทั้งด้านต้นทุน (ค่าระวางเรือและราคาวัตถุดิบ) และด้านรายได้ (อุปสงค์ส่งออก) โดยผลกระทบสุทธิสำหรับแต่ละบริษัทแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างธุรกิจและการบริหารจัดการความเสี่ยงของแต่ละราย ในขณะที่ปัจจัยอื่นๆ จะมาจากประเทศจีนที่ over supply ในกลุ่มไก่ ส่งผลต่อราคาไก่ในจีน และการส่งออกของไทยไปจีนลดลง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกจากประเทศเวียดนามที่มีราคาขายสุกรดีขึ้นเนื่องจากโรคระบาด ASF ในสุกรลดลง ส่งผลต่อราคาขายที่มีแนวโน้มดีขึ้นจาก supply ที่ลดลง
BTG เป็นบริษัทที่ได้รับผลกระทบสุทธิเชิงบวกมากที่สุดจากสงคราม เนื่องจากโครงสร้างธุรกิจแบบ Vertically Integrated ช่วยลดความผันผวนของต้นทุนนำเข้า ขณะที่ความตึงเครียดในยุโรปกลับหนุนคำสั่งซื้อส่งออกไก่แปรรูปให้เต็มยาวถึง 3Q26
CPF มีความเสี่ยงสูงกว่าจากธุรกิจจีนที่ราคาสุกรอยู่ในภาวะ Oversupply รุนแรง แต่ธุรกิจไทยและเวียดนามดีขึ้นดีทั้งไก่และสุกร
GFPT ได้รับผลกระทบเชิงลบจากการที่ต้องหยุดส่งออกไก่สดไปจีนทั้งหมด แต่สามารถชดเชยได้จากตลาด EU/JP ที่แข็งแกร่ง
FM ได้ผลกระทบเชิงบวกจากปริมาณความต้องการไก่แปรรูป (CAV) ที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มยุโรป/ญี่ปุ่น
TFG ได้ผลกระทบเชิงบวกจากธุรกิจสุกรในไทยและเวียดนามดีขึ้น
จากแนวโน้มต้นทุนอื่นๆและ packaging ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามต้นทุนพลังงาน เราได้มีการวิเคราะห์ความอ่อนไหวจากอัตราทำกำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่เปลี่ยนแปลง
Sensitivity Analysis
• BTG: ทุกการเปลี่ยนแปลง Gross Margin ±10bps กระทบกำไรสุทธิ ±1.7%
• CPF: ทุกการเปลี่ยนแปลง Gross Margin ±10bps กระทบกำไรสุทธิ ±1.73%
• GFPT: ทุกการเปลี่ยนแปลง Gross Margin ±10bps กระทบกำไรสุทธิ ±0.74%
• FM: ทุกการเปลี่ยนแปลง Gross Margin ±10bps กระทบกำไรสุทธิ ±0.83%
• TFG: ทุกการเปลี่ยนแปลง Gross Margin ±10bps กระทบกำไรสุทธิ ±0.86%
BTG : เข้าสู่ฐานสมดุลของวัฏจักรปศุสัตว์ กำไรทรงตัวจาก 4Q25
BTG เข้าสู่ฐานสมดุลวัฏจักรปศุสัตว์อย่างชัดเจน เราคาดกำไรสุทธิ 1Q26F ที่ 1,055 ล้านบาท ลดลง 44% YoY จากฐานสูงในปีก่อน แต่ทรงตัวเล็กน้อย +3% QoQ สะท้อนความมั่นคงของกำไรที่เริ่มฟื้นตัว รายได้คาดที่ 28,440 ล้านบาท หรือลดลง 5% QoQ ตามฤดูกาล อัตรากำไรขั้นต้นคาดทรงตัวที่ประมาณ 15% จากการที่บริษัทล็อคราคาวัตถุดิบหลักล่วงหน้า 6 เดือน ครอบคลุมถึงไตรมาส 3/26 ซึ่งช่วยป้องกันความเสี่ยงจากต้นทุนได้ดี แม้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์จะปรับขึ้นแต่มีสัดส่วนเพียง 4-5% ของต้นทุนขาย จึงมีผลกระทบจำกัด
CPF : กำไรฟื้นตัว QoQ แต่ยังกดดัน YoY จากจีน
สำหรับ CPF ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม เราคาดกำไรสุทธิ 1Q26F ที่ 4,264 ล้านบาท ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 50% YoY จากฐานกำไรที่สูงในปีก่อน แต่ฟื้นตัวชัดเจน +293% QoQ จากจุดต่ำสุดใน 4Q25 ที่ทำกำไรได้เพียง 1,085 ล้านบาท ปัจจัยหนุน QoQ หลักได้แก่ ราคาสุกรเวียดนามที่พุ่งขึ้น 33% QoQ จาก 53,329 ดองเป็น 71,070 ดองต่อกิโลกรัม หนุนจากอุปทานที่ลดลงหลัง ASF ระบาด และช่วงเทศกาลตรุษจีน รวมถึง SG&A ที่ลดลง QoQ หลังจากไตรมาสก่อนมีค่าใช้จ่ายพิเศษจากการปรับโครงสร้างองค์กร แรงกดดัน YoY ยังคงมาจากธุรกิจจีนที่ราคาสุกรเฉลี่ยเพียง 10 หยวนต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 8 ปีจากภาวะ Oversupply รุนแรง กดดัน Equity income อย่างมีนัยสำคัญ และราคาสุกรไทยที่ลดลง 25% YoY
GFPT : กำไรเริ่มฟื้น QoQ จากการคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายเด่น
GFPT มีแนวโน้มกำไร 1Q26F ที่ 479 ล้านบาท ลดลง 25% YoY แต่ฟื้นตัว +8% QoQ การลดลง YoY ส่วนใหญ่เป็นผลจากฐานสูงในปีก่อนที่ยังมียอดส่งออกจีน 1,200 ตัน และรับรู้กำไรพิเศษจากส่วนแบ่งบริษัทร่วมทุนสูงกว่าปกติ ในขณะที่การฟื้นตัว QoQ สะท้อนการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพตามฤดูกาลของไตรมาสแรก รายได้คาดที่ 4,250 ล้านบาท โดยตลาดหลักยังเป็นยุโรปและญี่ปุ่นซึ่งมีอุปสงค์ต่อเนื่อง อัตรากำไรขั้นต้นทรงตัวที่ 14.7% และ EBITDA Margin คาดที่ 22.6% ซึ่งยังอยู่ในระดับสูง
FM : กำไรทรงตัว YoY ฟื้นตัวแข็งแกร่ง +52% QoQ หนุนด้วย CAV Mix
Food Moments (FM) คาดกำไรสุทธิ 1Q26F ที่ 190 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1% YoY แต่ฟื้นตัวแข็งแกร่ง +52% QoQ จากฐานที่อ่อนแอใน 4Q25 ที่ 125 ล้านบาท ตัวขับเคลื่อนหลักคือการเพิ่มขึ้นของสัดส่วน CAV (Cooked and Value-added Products) ที่มีปริมาณขายพุ่งขึ้นเป็น 6,400 ตัน (+28% YoY) ทำให้สัดส่วน CAV ในรายได้ปรับขึ้นมาที่ 46% จาก 37% ใน 1Q25 ส่งผลให้ Net Margin คาดที่ 10.3% ใกล้เคียง 10.5% ใน 1Q25 แสดงถึงความมั่นคงของคุณภาพกำไร
TFG : กำไรทรงตัว YoY แต่ฟื้นตัวแรง QoQ
TFG เราคาดกำไรสุทธิ 1Q26F ที่ 2,068 ล้านบาท ทรงตัว YoY และฟื้นตัวชัดเจนจาก 1,148 ล้านบาทใน 4Q25 รายได้รวม 1Q26F คาดที่ 18,713 ล้านบาท โต 6% YoY หนุนจากราคาสุกรเวียดนามที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 33% QoQ และ 9% YoY จาก ASF ระบาด ส่งผล supply ลดลง รวมถึงธุรกิจค้าปลีก TFG's Shops ที่คาดโต 23% YoY มาอยู่ที่ 7,617 ล้านบาท จากจำนวนสาขาที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 690 สาขาจาก 401 สาขา YoY ซึ่งเป็น Recurring Revenue ที่มีความมั่นคงเพิ่มขึ้น
ภาพรวมกลุ่มปี 2026F คาดกำไรส่วนใหญ่ลดลง YoY สะท้อนการ Normalize ของวัฏจักรจากฐานสูงผิดปกติของปี 2025 อย่างไรก็ตาม Trajectory แนวโน้มยังเป็นขาขึ้นในครึ่งหลังของปี โดยมีตัวเร่งจากราคาสุกรที่ฟื้นตัว
BTG: แนวโน้มปี 2026F ชัดเจนในครึ่งหลังของปี โดยคาดกำไรสุทธิ 5,918 ล้านบาท (-11% YoY) บนยอดขายรวม 124,468 ล้านบาท (+2% YoY) การลดลง YoY เป็นผลจากการ Normalize ของวัฏจักร มากกว่าพื้นฐานอ่อน EBITDA Margin คงที่ที่ 10.6% และ Net Margin 4.8% การฟื้นตัวของราคาสุกรและการรับรู้รายได้ส่งออก รวมถึงธุรกิจ Pet Food ยังเป็นปัจจัยหนุน และบริษัทมี Upside หากราคาปศุสัตว์ฟื้นตัวเร็วกว่าคาดหรือนโยบายข้าวโพดนำเข้าชัดเจน และมีแผนขยายการลงทุนไปประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียโดยในฟิลิปปินส์คาดว่าจะปิดดีลได้ภายในปีนี้ด้วยงบลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท กลยุทธ์การดำเนินงานไม่ใช่การเริ่มสร้างใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการเข้าไปร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง โดยบริษัทจะนำเทคโนโลยีการจัดการฟาร์มเข้าไปปรับปรุงประสิทธิภาพ (Restaring/Improving) เพื่อใช้ช่องทางการจำหน่ายของพันธมิตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
CPF: แนวโน้มผลประกอบการปี 2026F ฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และ oversupply ในจีน คาดกำไรสุทธิที่ 22,818 ล้านบาท (-9% YoY) บนรายได้ทรงตัว 570,813 ล้านบาท การฟื้นตัวของราคาสุกรและไก่ไทยจากมาตรการของภาครัฐฯช่วยลด supply สุกรหมูขุนและปริมาณการความต้องการไก่ไทยส่งออกที่เพิ่มขึ้น รวมถึง ASF รอบใหม่ในเวียดนามที่ลดซัพพลาย ต้นทุนวัตถุดิบทรงตัวต่ำ อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากธุรกิจสัตว์น้ำที่ผันผวน กำลังซื้อของ Bellisio ในสหรัฐฯ และค่าขนส่งที่สูงกว่าปกติ
GFPT: ผลประกอบการ 2026F คาดอ่อนตัวเล็กน้อย กำไรสุทธิ 2,353 ล้านบาท (-4% YoY) ปริมาณส่งออกทั้งปี ~34,000 ตัน (+4% YoY) GP Margin 15.8% ต่ำกว่าปี 2025 แต่ยังสูงเมื่อเทียบค่าเฉลี่ยระยะยาว ค่าใช้จ่ายขนส่งคิดเป็น 11-12% ของ SG&A การปรับราคาขายบางส่วนสามารถลดผลกระทบได้ Catalyst สำคัญคือโรงเชือดไก่ Commercial Run 1Q27 และโรงแปรรูป Downstream 1Q29 ที่จะเพิ่มกำลังการผลิตและ Value-Added Margin EBITDA ปี 2026F คาด 4,690 ล้านบาท (+3.4% YoY)
FM: แนวโน้มปี 2026F ขับเคลื่อนโดยปริมาณขาย ส่งผลให้รายได้รวม 7,377 ล้านบาท (+3.2% YoY) และกำไรสุทธิ 709 ล้านบาท (+5.2% YoY) การส่งออกไป EU และญี่ปุ่นยังเติบโตดี แต่จีน oversupply ชะลอรายได้ ~5% กำลังการผลิต CAV ใช้ 75%, Raw Meat 85% บริษัทมีเป้าหมายรายได้ 10,000 ล้านบาทใน 3 ปี และเตรียมขยายธุรกิจ Pet Food ใช้เงิน IPO 835 ล้านบาทเป็นทุนหลัก
TFG: ปรับประมาณการปี 2026-27F คาดกำไรเพิ่มขึ้นจากเดิม 13% และ 18% ตามลำดับ โดยปี 2026F คาดกำไรสุทธิ 7,180 ล้านบาท (-3% YoY) และปี 2027F +6% YoY การเปลี่ยนโฟกัสธุรกิจสุกรจากขายสดไปชำแหละเต็มรูปแบบ รองรับร้านค้าปลีกที่ขยายเป็น 850 สาขา ส่งออกไก่เพิ่ม 5% ปริมาณสมดุลมากขึ้นในธุรกิจสุกรเวียดนาม แม้ว่ามาร์จิ้นลดลงจากสัดส่วนธุรกิจร้านค้าปลีกที่สูงขึ้น แต่ต้นทุนอาหารสัตว์ทรงตัวจากการล็อคราคา
BTG : Valuation คงคำแนะนำ ซื้อ: ราคาเป้าหมายขึ้นสู่ 27.50 บาท
แนวโนมผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ การฟื้นตัวของราคาปศุสัตว์ที่ชัดเจน ออเดอร์ส่งออกที่แน่นหนาถึง 2H26 และการเปิดตลาดใหม่ในมาเลเซีย ซึ่งทำให้ความเสี่ยง Downside ต่อฐานกำไรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ราคาเป้าหมาย 27.50 บาท อ้างอิง PER Average ที่ 9.0x บน EPS ปี 2026F ที่ 3.06 บาท ปัจจุบัน BTG เทรดที่ PER 2026F เพียง 7.6x ซึ่งยังมี Discount จาก Average อยู่ราว 16% นอกจากนี้ Dividend Yield ที่คาดราว 5.8% สำหรับปี 2026F ยังช่วยเพิ่มศักยภาพผลตอบแทนรวม คงคำแนะนำ "ซื้อ" โดยมี Upside จากราคาปัจจุบันราว 18.5% Total Return Potential รวมกันสู่ระดับ ~24% ในระยะ 12 เดือน ความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ราคาปศุสัตว์ที่อ่อนกว่าคาด โรคระบาดในปศุสัตว์ และความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ
CPF : คำแนะนำ "ซื้อ" ด้วย Valuation ต่ำและ Dividend Yield สูง, ราคาเป้าหมาย 25 บาท
เรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 25 บาท อ้างอิงวิธี Sum-of-the-Parts เทียบเท่า PER Forward เพียง 9 เท่า ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER 26F ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีถึง -0.5SD สะท้อนว่าตลาดยังไม่ได้ Price-in การฟื้นตัวของผลประกอบการ ขณะที่ Dividend Yield คาดสูงถึง 6% ช่วยสร้าง Total Return ที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาว ปัจจัย Re-rating หลัก ได้แก่ การฟื้นตัวของราคาสุกรจีนในครึ่งหลังปี 2026F และการบริหารจัดการอุปทานที่มีประสิทธิภาพในไทยและเวียดนาม ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้ตลาดปรับมูลค่าหุ้นขึ้นได้
GFPT : Valuation ต่ำกว่าพื้นฐานอย่างมีนัย คงคำแนะนำ ซื้อ
คงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 12.00 บาท อิง PER Forward เฉลี่ย 3 ปีที่ 6.4x ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ PER 2026F เพียง 4.9x หรือ Discount ~23% จาก Historical Average ขณะที่ P/BV อยู่ที่เพียง 0.5x ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีอย่างมีนัยสำคัญ โดยยังไม่รวม Dividend Yield ในระดับ ~4.1% ซึ่งเพิ่ม Total Return Potential รวมกันสู่ระดับ ~35% ในระยะ 12 เดือน ความเสี่ยงหลักที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความผันผวนของราคาปศุสัตว์และต้นทุนวัตถุดิบ การชะลอตัวของปริมาณส่งออก และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
FM : Valuation คงคำแนะนำ ซื้อ: , Upside 20% บวก Dividend Yield 8.9% รวม Total Return ~29%
แนวโน้มผลประกอบการคาดดีขึ้น ราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 5.00 บาท โดยอิง PER Forward -1SD กลุ่ม Livestock ที่ 7x โดยอิงจาก EPS 2026F ที่ 0.72 บาท/หุ้น คงคำแนะนำ ซื้อ Upside จากราคาปัจจุบัน 4.14 บาทที่ ~20% เมื่อรวมกับ Dividend Yield ปี 2026F ที่คาด 8.9% (DPS 0.37 บาท/หุ้น) Total Return อยู่ที่ราว 29% ซึ่งน่าสนใจมากเมื่อเทียบกับกลุ่มสินค้าอาหารโดยรวม ด้าน Valuation Metrics ปัจจุบันบริษัทซื้อขายที่ PER 2026F เพียง 5.7x, PBV 2026F ที่ 1.0x, EV/EBITDA ที่ 2.1x บ่งชี้ว่าราคาหุ้นยังไม่ได้สะท้อนศักยภาพการเติบโตอย่างเต็มที่ ฐานะการเงินแข็งแกร่ง Net Debt/Equity อยู่ที่ 0.0x
TFG : เรายังคงคำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายใหม่ 9 บาท
แนวโน้มผลประกอบการปีนี้คาดลดลงเล็กน้อย จาก product mix และฐานราคาสุกรที่เราคาดเป็นจุดสมดุล เราปรับ Valuation multiple ขึ้นอ้างอิง historical PER (3Y) +1SD ที่ 7.3x (จากเดิม Sector PER ที่ระดับ -1SD ที่ 5.5x) เพื่อสะท้อนรวมการปรับโครงสร้างธุรกิจเน้นสุกรชำแหละสร้างความมั่นคงอัตรามาร์จิ้น การขยายธุรกิจค้าปลีก (Thai Food Fresh Market) ที่มีการเติบโตของ Recurring Revenue รวมถึงการที่บริษัทสามารถยืนระดับ ROE เหนือ 30% ได้ในระยะยาว ส่งผลให้ราคาเป้าหมายใหม่อยู่ที่ 9.0 บาท อิง EPS 2026F ที่ 1.02 บาท อย่างไรก็ดี เรายังคงคำแนะนำ "ถือ" เนื่องจากจากราคาปัจจุบันมี Upside จำกัด จากราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมาสะท้อนปัจจัยบวกไปแล้ว