Weekly Navigator อัปเดตแนวโน้มตลาดหุ้นโลกและทองคำ
สัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพรวมการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เป็นไปในหลายทิศทาง โดยดัชนีหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (DM) ปรับลดลง 0.4% ตรงกันข้ามกับตลาดเกิดใหม่ (EM) ที่ขยายตัว 0.8%
ขณะเดียวกัน ดัชนีหุ้นไทย (SET) ปรับตัวลดลง 1.8% โดยได้รับแรงกดดันหลักจากกลุ่มท่องเที่ยว (-5.2%) กลุ่มค้าปลีก (-3.8%) กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (-3.3%) และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง (-2.9%) ขณะที่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำปรับตัวลง 2.5% และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 7–10 ปี ให้ผลตอบแทนลดลง 0.4%
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมาส่งสัญญาณการกลับเข้าสู่ภาวะ Risk-on อย่างชัดเจน นำโดยหุ้นเทคโนโลยีขนาดเล็กในดัชนี Russell 2000 Tech (R2K Tech) ที่ทำผลงานโดดเด่นกว่าดัชนี Nasdaq 100 (NDX) อย่างมีนัยสำคัญ โดย R2K Tech ปรับตัวขึ้นถึง +23% YTD (เทียบกับ NDX ที่ +8%) และหากวัดจากจุดต่ำสุดช่วงปลายเดือนมีนาคม R2K Tech พุ่งขึ้นถึง +34% แซงหน้า NDX ที่บวกเพียง +15% สะท้อนถึงแรงซื้อที่ไหลกลับเข้าหาหุ้นกลุ่ม High Beta ที่เคยถูกเทขายอย่างหนักในช่วงไตรมาสแรก
ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาต่อมาก็คือ การที่หุ้น Small Cap Tech ปรับตัวโดดเด่นกว่าดัชนี Nasdaq 100 นั้น กำลังสะท้อนภาพ Healthy Broadening (การขยายตัวของขาขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ) หรือเป็นเพียงอาการ Late-cycle Chasing เข้าสู่หุ้นกลุ่ม Lower-quality กันแน่?
ในมุมมองของเรา เอนเอียงไปทางข้อสัณนิษฐานแรกมากกว่า ด้วยเหตุผลสนับสนุน 3 ประการดังนี้ ประการแรก การฟื้นตัวครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากตลาดเผชิญแรงเทขายอย่างรุนแรงในไตรมาสแรก ส่งผลให้ระดับ Valuation ถูกปรับฐานลงมาอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลและจูงใจเพียงพอสำหรับการกลับเข้าสะสม (Re-entry) ประการที่สอง สัญญาณขาขึ้นของ Small Cap Tech เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับการที่ NVDA (Mega Cap Tech) สามารถ Breakout ออกจากกรอบ Rectangle Pattern ได้สำเร็จ ซึ่งการที่หุ้นทั้งสองกลุ่มปรับตัวขึ้นพร้อมกันบ่งชี้ถึงสภาวะสภาพคล่องที่ไหลเข้าสู่ตลาดในภาพรวม มากกว่าจะเป็นเพียงการโยกเม็ดเงินสลับกลุ่มเล่น (Stock Rotation) และประการที่สาม สัญญาณการพุ่งทะยานของหุ้นส่วนใหญ่ในตลาด (Breadth Thrust) ในระดับนี้ในอดีตมักนำไปสู่การปรับตัวขึ้นแบบ continuation มากกว่า exhaustion โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดขึ้นหลังการปรับฐานของตลาด
นอกจากนี้ เมื่อเจาะลึกลงไปที่ภาพการเคลื่อนไหวของ NVDA เปรียบเทียบกับดัชนีกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (SOX) จะพบประเด็นที่น่าสนใจตรงที่ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา NVDA ปรับตัวขึ้นเพียง +103% ขณะที่ SOX พุ่งสูงถึง +164% ซึ่งเป็นส่วนต่างที่กว้างกว่าปกติเมื่อเทียบกับช่วงปี 2023–2024 ที่ NVDA มักจะเป็นผู้นำกลุ่มเสมอ การที่ NVDA Underperform เซกเตอร์ของตัวเองในปัจจุบันจึงกลายเป็นโอกาสที่สร้าง Upside ที่น่าสนใจ แม้ราคาล่าสุดจะเพิ่งกลับขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ทำไว้ในเดือนตุลาคม 2025 ก็ตาม แต่หากบริษัทสามารถพิสูจน์ความแข็งแกร่งของมาร์จิ้นในฤดูกาลประกาศงบนี้ได้ ราคาหุ้นก็มีโอกาสเกิดภาพ Catch-up Potential ได้อีกราว 10-20% เพื่อทำให้ performance gap กับ SOX แคบลง
กล่าวโดยสรุป BLS Wealth ประเมินว่าโมเมนตัมการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เริ่มส่งสัญญาณเด่นชัดในเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเข้าสู่เดือนพฤษภาคม แม้ว่าอาจมีจังหวะการพักฐานสลับออกมาบ้างเป็นบางช่วงตามกลไกปกติของตลาดขาขึ้นก็ตาม
โดยทิศทางดังกล่าวนั้นได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากการที่ Market Breadth ขยายตัวครอบคลุมหุ้นหลายระดับมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของเม็ดเงินลงทุน แต่ยังสอดรับกับการที่ NVDA กำลังกลับเข้าสู่ phase breakout ซึ่งในอดีตมักเป็น catalyst ที่ผลักดันให้หุ้นในกลุ่ม AI Hardware & Connectivity ทำผลงานได้โดดเด่นกว่าตลาดโดยรวม
นอกจากนี้ การที่บรรยากาศการลงทุนต่อธีม AI ได้ผ่านพ้นช่วงการปรับฐานความคาดหวัง (Expectation Reset) ไปแล้วนั้น ยังส่งผลให้แรงกดดันต่อหุ้นเริ่มคลี่คลายลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนับเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยเกื้อหนุนให้ราคาหุ้นสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น
แนวโน้มราคาสินทรัพย์ต่างๆ ในระยะสั้น
สำหรับแนวโน้มดัชนี S&P 500 ในสัปดาห์นี้ เราประเมินว่าตลาดมีโอกาสเข้าสู่ช่วงการพักฐานชั่วคราว หลังจากที่ดัชนีปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงต่อเนื่องตลอด 4 สัปดาห์ที่ผ่านมาจนสามารถสร้างระดับสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง อย่างไรก็ดี เรายังคงมุมมองว่าจังหวะการย่อตัวลงของดัชนีนั้นเป็นโอกาสที่ดีในการทยอยเข้าสะสม เนื่องจากหากพิจารณาจากเครื่องมือ Momentum Tracker จะพบว่าเพิ่งส่งสัญญาณฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำกว่ากึ่งกลาง (Midpoint) ซึ่งบ่งชี้ว่าโมเมนตัมของตลาดยังมีพื้นที่ให้สามารถขยายตัวต่อไปได้อีกมากในระยะถัดไป
ในส่วนของราคาทองคำซึ่งเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของ Dollar Index และการปรับขึ้นของ Bond Yield ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีแนวโน้มจะยังเคลื่อนไหวผันผวนต่อเนื่องในระยะสั้น โดยแรงขายอาจยังคงกดดันราคาในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์นี้ ก่อนที่แรงซื้อจะเริ่มกลับเข้ามาช่วยประคองตลาดในช่วงท้ายสัปดาห์จากภาวะ technical rebound
ทั้งนี้ ในภาพรวมราคาทองคำยังคงจำเป็นต้องใช้เวลาในการสร้างฐานราคาที่มั่นคงเพิ่มเติมอีกระยะหนึ่งเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้กลับคืนมา ซึ่งแนวโน้มในระยะสั้นดังกล่าวนั้นมีความสอดคล้องกับรายงานข้อมูลล่าสุดจาก CFTC ที่ชี้ให้เห็นว่าบรรยากาศ Bullish Sentiment ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนนัก สะท้อนจากการที่สถานะถือครองฝั่ง Long สุทธิ (Net Long Position) ของกลุ่มเทรดเดอร์ได้ปรับลดลงจากระดับ 98,850 สัญญาในสัปดาห์ก่อนหน้า ลงมาอยู่ที่ระดับ 95,498 สัญญาในปัจจุบัน
สรุปภาพตลาดวานนี้ ศุกร์ที่แล้ว SET ดิ่งเช้า แต่บ่ายดึงกลับมา ด้วยแรงซื้อกลับหุ้น DELTA (ลบน้อยลง)และกลุ่มโรงกลั่น-พลังงาน ขณะที่กลุ่มธนาคารโดยภาพรวมยังคงมีการขายออกมา ส่วนหุ้นอื่นที่โดดเด่น ไฟแนนซ์ HANA ITC SCGP เป็นต้น
แนวโน้มตลาดวันนี้ Selective rebound
สัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติ เริ่มขายสุทธิหุ้นไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศ เริ่มขายสุทธิลดลง ในภาพรวมรายย่อยยังเป็นผู้ซื้อสุทธิหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หุ้นรายตัวในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบกลุ่มธนาคาร สื่อสาร ท่องเที่ยว ติดลบหนักกว่าดัชนี
กลยุทธ์คงคาด รอบหน้าที่ตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ช่วง Sell In May ตามค่าสถิติที่ SET Index มักจะให้ผลตอบแทบรายเดือนติดลบ ช่วง พฤษภาคม และ มิถุนายน ตามแรงขายสุทธิจากฝั่งนักลงทุนต่างชาติ เราแนะนำขายหุ้นตัวแทนต่างชาติ เช่น ธนาคาร สื่อสาร และ หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ ตลอดจนหุ้นที่คาดจะเผชิญผลกระทบด้านลบ จากภาวะน้ำมันแพง พลาสติกขาดตลาด และการท่องเที่ยวสะดุด (ไทยอาจมีแนวโน้ม ยกเลิกฟรีวีซ่าแก่บางประเทศ) นโยบายพลังงานใหม่ที่อาจ กระทบผลการดำเนินงานหุ้นเชื่อมโยง...
ส่วนกลุ่มแนะนำหมุนเข้า (Rotations): นิคมอุตสาหกรรม, อิเล็กทรอนิกส์, Renewable energy และเก็งกำไรหุ้นที่ราคาลงก่อนหน้านี้เพราะรับผลกระทบตรงจากสงครามตะวันออกกลาง เช่น กลุ่มค้าปลีก, โรงพยาบาล การเก็งกำไรหุ้น รับประโยชน์จาก นโยบายรัฐฯ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส, เร่งรัดแผนลงทุนโครงพื้นฐาน เช่น เตรียมเสนอ ครม. อนุมัติลงทุน แลนด์บริจด์ ในช่วง เดือน มิ.ย.-ก.ค. เวนคืนสัมปทานรถไฟฟ้า ฯลฯ
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค SET Index โครงสร้างราคา: การปรับฐานครั้งนี้คาดเป็นการ "ปรับฐานย่อย " เพื่อสะสมพลัง โดยมีจุดสังเกตทางเทคนิคที่สำคัญดังนี้….
EMA 50 วัน (The Battleground): ทำหน้าที่เป็นแนวรับระยะกลาง การที่ดัชนีลงมาทดสอบแล้วสู้! สะท้อนแรงซื้อคืนที่เริ่มกลับมา
แท่งเทียน “Hammer” ทิ้งหางยาวแสดงถึงแรงไล่ซื้อกลับหลังจากราคาหลุดลงไปในช่วงระหว่างวัน
สัญญาณ Reversal: หากวันนี่ปิดเขียวจะเป็นการยืนยันรอบการฟื้นตัวที่ชัดเจน
แนวรับหลัก: 1,440 จุด // แนวต้าน: 1,480 จุด จากที่เคยเป็นแนวรับเดิม ปัจจุบันถูกเปลี่ยนต้าน (ต้องทะลุผ่านเพื่อกลับไปเล่นในกรอบบน)
Market correction: ว่ากันตามสถิติการปรับฐานใหญ่ 8-10% / ปรับฐานย่อย 3-5% (ให้น.น.รอบนี้เป็นการปรับฐานย่อย)
Technical strategy: เมื่อเห็นสัญญาณการสู้ที่แนวรับ กลยุทธ์จึงต้องเปลี่ยนจาก "ตั้งรับ" เป็น "เชิงรุกอย่างระมัดระวัง"
สรุป: "SET Index วัดใจที่เส้น EMA 50 วัน! ปรากฏแท่งเทียน Hammer ส่งสัญญาณสู้ไม่ถอยในโซนปรับฐานย่อย แผนคือจับตาแรงซื้อต่อเนื่อง ถ้าผ่าน High วันนี้ไปได้...เตรียมเฮกันรอบใหม่! แต่ถ้าหลุด Low ต่ำกว่า 1,440 จุด แนะระมัดระวังการเปลี่ยนเทรนด์ของตลาด!
What to watch
ท่าอากาศยานอิหม่ามโคไมนี (Imam Khomeini International Airport - IKA) ของอิหร่านกลับมาเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วงเช้าวันนี้ (25 เม.ย.) ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการฟื้นตัวสู่ภาวะปกติ หลังจากเกิดการสู้รบในช่วงที่ ผ่านมา
รมว.พลังงาน เอกณัฏ แต่งตั้ง “ปานเทพ-รสนา-หม่อมกร" พร้อมตัวแทนจากสภาองค์กรผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน คปพ. และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก เป็นคณะทำงานปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ตามข้อเสนอ 8 ข้อ กระทรวงพลังงานออกคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานร่วม พิจารณาข้อเสนอปรับโครงสร้างราคาพลังงานและลดราคาน้ำมัน จาก 4 เครือข่ายภาคประชาชน พร้อมเปิดทางดึงหน่วยงาน-ผู้เชี่ยวชาญร่วมให้ข้อมูล
นายกฯ เร่งเครื่องเศรษฐกิจ ดันแลนด์บริดจ์เข้าครม. มิ.ย.-ก.ค.นี้ ยกระดับไทยสู่ฮับโลจิสติกส์ นายกเปิดเผยความคืบหน้านโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งโครงการขนาดใหญ่ระดับโครงสร้างอย่าง "แลนด์บริดจ์" และมาตรการดูแลค่าครองชีพระยะสั้น "ไทยช่วยไทยพลัส" เพื่อประคองกำลังซื้อประชาชนในช่วงเศรษฐกิจโลกผันผวนว่า
โครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค เชื่อมโยงการขนส่งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ช่วยลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศในระยะยาว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการระยะสั้นเพื่อบรรเทาภาระประชาชน ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งเปลี่ยนแนวทางจากกระตุ้นเศรษฐกิจ มาช่วยเหลือประชาชน โดยจะมีการเติมเงินเข้ากระเป๋าประชาชนเดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน รวมวงเงิน 4,000 บาทต่อคน โครงการดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนมิถุนายน 2569 หลังจากเปิดให้ลงทะเบียนในเดือนพฤษภาคม เพื่อให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง
เริ่มคาดการณ์ SET50 ชุดใหม่: ตลาดคาดหุ้นเข้า THAI BCP MRDIYT ITC หุ้นออก BTS CBG SAWAD OSP
ยังไม่มีการเจรจาใดๆเกิดขึ้น ระหว่าง สหรัฐฯ และอิหร่าน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สั่งยกเลิกกำหนดการเดินทางเยือนกรุงอิสลามาบัดของสตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ สองทูตพิเศษ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (25 เม.ย.) ส่งผลให้ความพยายามของปากีสถานในการเป็นตัวกลางรื้อฟื้นสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอีกครั้ง โดยการตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นทันทีหลังจากอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เสร็จสิ้นการหารือกับผู้นำปากีสถานและออกเดินทางต่อไปยังโอมาน
หุ้นแนะนำวันนี้
GUNKUL เตรียมดึงงบกลาง 7 หมื่น ถึง 1แสนล้านบาทสำหรับโครงการระยะสั้น และงบปี 70 จะจัดงบไว้เผื่อโครงการติดโซลาร์อาคารราชการ คาดแนวโน้มโครงการจะหนุนทิศทางธุรกิจ Renewable energy
แนวรับ 2.3 ต้าน 2.50 Stop loss 2.24
รายงานพื้นฐานวันนี้
Alpha Pulse
Buy in May: เริ่มสะสมพฤษภาคม เก็บเกี่ยวปันผลตลอดปี
ในเชิงฤดูกาล เดือนพฤษภาคมมักเป็นช่วงอ่อนตัวของตลาด โดยอิงสถิติปี 2014–2025 SET Index ปรับลงเฉลี่ยราว 1% (โอกาส ~60%) สอดคล้องกับดัชนีหุ้นปันผลสูง SETHD Index ที่ปรับลงเฉลี่ยราว 1.3% (โอกาส ~70%) ขณะที่กลุ่มธนาคารซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุนสายปันผล มักเริ่มอ่อนตัวตั้งแต่เดือนเมษายนเฉลี่ย 2.8% จากแรงขายหลังขึ้นเครื่องหมาย XD ก่อนจะปรับลงต่ออีกเล็กน้อยราว 0.8% ในเดือนพฤษภาคม (โอกาส ~75%) แล้วจึงเริ่มสร้างฐานและทยอยฟื้นตัวในช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม สะท้อน pattern ของแรงขายเชิงเทคนิคมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน ดังนั้น การปรับฐานในเดือนพฤษภาคมจึงควรถูกมองเป็น “window of accumulation” สำหรับการสะสมหุ้นปันผลคุณภาพ มากกว่าการลดความเสี่ยงตาม seasonality แบบเดิม
ปัจจุบัน Dividend yield ตลาดอยู่ที่ราว 3.8% เทียบพันธบัตร 10 ปีที่ 2.1% ทำให้ yield gap อยู่ที่ ~1.7% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว +1SD และใกล้ระดับช่วงโควิด สะท้อนว่าหุ้นปันผลยังอยู่ในโซนน่าสะสม โดยกลุ่มหุ้นที่ยังมีคาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผลในระดับสูงมาก-เกินค่าเฉลี่ย 10 ปีเกิน 2SD ใกล้ช่วงโควิด เช่น KTB (6.7%), KBANK (6.3%), COM7 (5.2%), BDMS (4.3%), CPN (4.2%)
หุ้นที่ยังมีคาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผลในระดับสูง-เกินค่าเฉลี่ย 10 ปีเกิน 1SD เช่น SCB (8.0%), PTT (6.0%), TLI (5.7%)
ภายใต้ worst-case scenario แม้ yield จะถูกปรับลงเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับสูง เช่น SCB ~7.6%, KTB ~6.4%, KBANK ~6.0%, BBL ~6.2% ขณะที่กลุ่ม defensive อย่าง ADVANC (~4.5%), BDMS (~4.1%) และ CPN (~4.0%) ยังมี downside จำกัด โดยรวมสะท้อนให้เห็นว่า “หุ้นปันผลคุณภาพ” ยังคงสามารถรักษาระดับ Dividend Yield ได้ในระดับสูง เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว สะท้อนความยืดหยุ่นของกระแสเงินสด และชี้ชัดว่ามุมมองว่า Dividend Yield ยังคงเป็น buffer สำคัญในการรองรับความผันผวนของตลาดในภาวะที่การเติบโตของกำไรยังจำกัด
ประเด็นสำคัญคือ “Dividend timing” เริ่มเปลี่ยนไป โดยในอดีตการซื้อก่อน XD มักให้ผลตอบแทนรวมใกล้ศูนย์หรือติดลบเล็กน้อย แต่ในช่วง 2–3 ปีหลัง total return กลับเป็นบวกชัดเจน สะท้อนว่าตลาดเริ่มให้มูลค่ากับ income มากขึ้น และ yield ระดับสูงช่วยดูดซับ downside ได้ (การเปลี่ยนผ่านจาก “seasonality-driven exit” ไปสู่ “income-driven positioning” มากขึ้นในรอบปัจจุบัน)
Quant Portfolio
อัพเดทพอร์ตการลงทุน
พอร์ตการลงทุนของเราให้ผลตอบแทน -0.8% นับจากวันที่เราออกบทวิเคราะห์ฉบับล่าสุดในวันที่ 21 เม.ย. ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยซึ่งอยู่ที่ -1.8% ในบทวิเคราะห์ฉบับนี้เรามีการปรับหุ้นในพอร์ตการลงทุน โดยเพิ่มหุ้น GLOBAL และ MC เข้ามาในพอร์ตการลงทุน ถอดหุ้น CENTEL CRC และ MAGURO ออกจากพอร์ตการลงทุน เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้น GUNKUL PTT SCB และ WHA และลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้น AOT และ GULF
Econ
ส่งออกเดือน มี.ค. +18.7% ดีกว่าตลาดคาดจากอิเล็กทรอนิกส์
ตัวเลขส่งออกไทยเดือน มี.ค. 2026 เติบโต +18.7% YoY สูงกว่าคาดอย่างมีนัย (consensus +10.9%) โดยมูลค่ารวมอยู่ที่ 3.52 หมื่นล้านดอลลาร์ และหากตัดทองคำออก การส่งออกพื้นฐานยังโตแข็งแกร่ง +15.5% YoY ทำให้ภาพรวม 1Q26 โตถึง +17.6% YoY
แรงขับเคลื่อนหลักยังมาจากกลุ่ม Electronics ที่เติบโตโดดเด่นตามรอบการลงทุนเทคโนโลยีโลก โดยเฉพาะสินค้าเกี่ยวกับ AI เช่น ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ +189.7% YoY, โทรศัพท์ +179.7% YoY และ คอมฯ และอุปกรณ์คอมฯ +29.3% YoY ขณะที่ semiconductor +14% YoY สะท้อน demand ที่ยังแข็งแรงต่อเนื่อง แม้ HDD -20.2% YoY จากฐานสูง แต่ MoM ยังฟื้น +17.6% (momentum ยังดี)
กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นยังช่วยหนุน เช่น เหล็ก +35.9% YoY, electrical appliances +14.3% YoY, รถยนต์และชิ้นส่วน +14.6% YoY และพลาสติก +27.6% YoY ขณะที่กลุ่มเกษตรยังถูกกดดันจาก “ราคา” (rice -19.2%, ยาง -21.6%) แต่อุตสาหกรรมการเกษตรยังโต +14% YoY เช่น น้ำตาล +15.8% และน้ำมันปาล์ม +420% YoY สะท้อนการฟื้นตัวของ demand ในสินค้าปลายน้ำ
แม้ส่งออกไปตะวันออกกลางจะหดแรง -57% YoY จากสงคราม แต่สัดส่วนมีเพียง 3.7% ของทั้งระบบ จึงกระทบจำกัด ขณะที่ downside จริงอยู่ฝั่ง trade balance จากนำเข้าที่โตเร็วกว่า +35.7% YoY ทำให้ขาดดุลสะสม 1Q26 ที่ ~9.5 พันล้านดอลลาร์
แนวโน้มปี 2026 มีโอกาสเห็นการเติบโต >8% (จากเดิมคาด 3%) หนุนโดย AI cycle และ manufacturing cycle ฟื้นใน 2H26 แต่ downside คือการนำเข้าที่ยังสูงจาก FDI (data center / electronics) ทำให้ดุลการค้ายังมีแนวโน้มขาดดุลต่อเนื่อง
Utilities Sector
โครงสร้างค่าไฟแบบใหม่ อาจจะบวกกับ GPSC BGRIM
นโยบายค่าไฟใหม่มีแนวโน้มออกมาเป็น “2 ระดับ” (2-Tiers) โดยกำหนดค่าไฟครัวเรือน 200 หน่วยแรกที่ 3 บาท/หน่วย ครอบคลุม ~22 ล้านครัวเรือน (คิดเป็น ~52.8 TWh) ขณะที่การใช้ไฟส่วนที่เหลือ (~167.2 TWh จาก total ~220 TWh) ต้องรับภาระต้นทุนที่เหลือ ทำให้ implied tariff ฝั่งที่สองนี้อยู่ที่ ~4.25 บาท/หน่วย สูงกว่าค่าเฉลี่ยเดิมที่ ~3.95 บาท/หน่วย อยู่ราว +8%
โครงสร้างนี้เป็นบวกต่อกลุ่ม SPP เพราะราคาขายไฟให้ภาคอุตสาหกรรม (IU) อิง tariff ฝั่ง non-residential โดยตรง ทำให้การขยับขึ้นเป็น 4.25 บาท/หน่วย แปลเป็น upside ต่อกำไรปี 2026 ราว +10% สำหรับ BGRIM, +15% สำหรับ GPSC และ +1% สำหรับ GULF
อย่างไรก็ตาม เมื่อนำไปหักกับผลกระทบต้นทุนก๊าซที่เพิ่มขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง ผลสุทธิของ BGRIM และ GULF จะ “ใกล้เคียงเดิม” (offset กัน) ขณะที่ GPSC ยังเหลือ net upside ราว +5%
Fundamental view: โครงสร้างค่าไฟแบบ 2 ระดับเป็นทางออกที่ “บาลานซ์” ระหว่างช่วยผู้บริโภคและผู้ผลิตไฟฟ้า โดยเป็นบวกเชิงโครงสร้างต่อโรงไฟฟ้าแบบ SPP โดยเฉพาะ GPSC ที่มี upside ชัดที่สุด ขณะที่ BGRIM และ GULF ได้ผลบวกแต่ถูกหักล้างจากต้นทุนเชื้อเพลิงบางส่วน
Energy Sector (Refining)
Upgrade โรงกลั่นกลับ จากมีลุ้นแรงกดดันนโยบายคลี่คลาย
ยังไม่ทันจะได้พัก กลุ่มโรงกลั่นก็มีประเด็นบวกใหม่ของกลุ่มโรงกลั่น คือ กระทรวงพลังงานมีแนวโน้มผ่อนคลายการส่งออกน้ำมันเครื่องบิน (Jet A-1) หลังสต็อกในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันดีเซลในประเทศอยู่ในภาวะล้นตลาด (ความต้องการ ~50 ล้านลิตร/วัน เทียบกับกำลังผลิต ~78 ล้านลิตร/วัน) ทำให้คลังมีแนวโน้มเต็มในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า การเปิดส่งออกจะช่วยระบายสต็อกและรักษาสมดุลตลาดในประเทศ
ในเชิงโอกาส ตลาดโลกกำลังขาดแคลน Jet fuel อย่างมีนัย โดย crack spread ปัจจุบันอยู่ที่ ~US$106/bbl เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปีเพียง ~US$18/bbl และสูงกว่าดีเซลที่ ~US$60/bbl สะท้อน margin upside ที่ดีกว่าอย่างชัดเจน หากไทยสามารถส่งออกได้ จะช่วยชดเชยผลกระทบจากการควบคุมราคาดีเซลในประเทศ
ด้านรายบริษัท TOP ได้ประโยชน์สูงสุดจากสัดส่วน yield น้ำมันเครื่องบินสูงสุด (~17%) รองลงมาคือ SPRC (~10%), BCP (~9%) และ IRPC (~7%) โดยโรงกลั่นสามารถปรับ mix เพิ่ม Jet fuel ได้ราว 2–3% ของผลผลิตเพื่อรับโอกาสนี้
Investment action: ปรับมุมมองกลุ่มกลับขึ้นเป็น “เท่ากับตลาด” (จากน้อยกว่าตลาด) และ upgrade หุ้นโรงกลั่น BCP, SPRC และ TOP กลับมาเป็น “ซื้อ” (จากขาย) และ IRPC เป็นซื้อเก็งกำไร (จากขาย) โดยรอบนี้ catalyst ใหม่มาจากการส่งออก Jet fuel ดังกล่าว ที่จะช่วยหนุน margin และลด downside จากนโยบายควบคุมราคาดีเซล
TIDLOR
ติดล้อ โฮลดิ้งส์
กำไรเดินหน้าสู่จุดสูงสุดใหม่ในปี 2026
TIDLOR มีแนวโน้มกำไรทำจุดสูงสุดใหม่ในปี 2026 โดยคาดกำไรสุทธิ 5.8 พันล้านบาท (+17% YoY) เติบโตสูงสุดในกลุ่ม ขณะที่ 1Q26 คาดกำไร 1.4 พันล้านบาท (+12% YoY, +35% QoQ) หนุนจากสินเชื่อขยายตัว +6% YoY และสำรองลดลง โดย NIM อยู่ที่ 15.96% (+51bps YoY) แม้ลดลงเล็กน้อย QoQ
คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้ โดย NPL คาดลดลงเล็กน้อยจาก 1.54% เป็น 1.52% และ coverage ratio เพิ่มเป็น ~331% จาก 325% สะท้อนการตั้งสำรองเชิงรุก (สำรองพิเศษราว 200 ล้านบาทตั้งแต่ 4Q25) และการคุมความเสี่ยงเข้มขึ้นตั้งแต่ปี 2024
ในเชิง valuation ปัจจุบันซื้อขายที่ PER 8.7 เท่า และ PEG เพียง 0.7 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม ~1.4 เท่า) ขณะที่ PBV อยู่ที่ 1.3 เท่า เทียบ ROE ~15.9% สะท้อน valuation ยังไม่แพง
แนวโน้ม 2Q26 คาดกำไรยังเติบโตต่อ (+8% YoY, +2% QoQ) จากสินเชื่อและ NIM ที่ยังอยู่ในระดับสูง
Fundamental view: ราคาหุ้นปรับลง ~13% ตั้งแต่เกิดความตึงเครียดตะวันออกกลาง เปิดโอกาสสะสม จากกำไรที่ยังเติบโตแข็งแกร่งและ valuation อยู่ในระดับน่าสนใจ คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 24 บาท
SYNEX
ซินเน็ค (ประเทศไทย)
Margin เริ่มฟื้น ล้างภาพจำเดิมๆ
ภาพการฟื้นตัวของ SYNEX เริ่มชัดใน 1Q26 โดยคาดกำไรหลักราว 170 ล้านบาท (+12% YoY, +5% QoQ) แม้ยังมีแรงกดดันจาก supply shortage (chipset และ iPhone) แต่ “คุณภาพกำไร” ดีขึ้นจาก product mix ที่เปลี่ยนไป ขณะที่รายได้คาด 1.17 หมื่นล้านบาท (+5% YoY, -6% QoQ) หนุนจาก IT commercial, enterprise solutions และ gaming ซึ่งเป็นสินค้าที่ margin สูงกว่า
ด้าน margin คาด GM ฟื้นเป็น 3.9% (+10bps YoY, +30bps QoQ) จากสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูงเพิ่มขึ้น ขณะที่ SG&A/ยอดขายทรงตัวที่ 2.2% สะท้อนการควบคุมต้นทุนและ economies of scale
แนวโน้ม 2Q26 ยังเติบโต YoY ต่อเนื่อง แม้กำลังซื้อยังอ่อน แต่ได้แรงหนุนจาก product mix (cloud, solar, solution-based) และ supply ที่เริ่มคลี่คลาย รวมถึงสินค้าใหม่ โดยทั้งปีคงคาดกำไร 715 ล้านบาท (+9% YoY) และ GM ที่ 3.82% (+6bps YoY)
Fundamental view: ราคาหุ้นปรับลง ~15% หลังงบ 4Q25 สะท้อนความกังวล margin ไปมากแล้ว ปัจจุบันซื้อขายที่ PER 11.2 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ~28%) มองเป็นจังหวะสะสม จากแนวโน้ม margin ฟื้นและกำไรกลับมาเติบโต พร้อมเงินปันผล 0.38 บาท (XD 30 เม.ย.) คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 12.60 บาท
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน