วันศุกร์ที่ผ่านมาดัชนีเคลื่อนไหว sideway ในแดนบวกปรับตัวขึ้นสูงสุดราว +21 จุด สวนทางกับตลาดในภูมิภาคที่ปรับตัวลงเป็นส่วนใหญ่ การปรับตัวขึ้นของดัชนีมาจากการผ่อนคลายของราคาน้้ามันที่มีการปรับตัวลงจากระดับสูงในวันก่อนหน้า มีแรงซื้อกระจายในหลายกลุ่ม เช่น พลังงาน ไอซีที และขนส่ง เป็นต้นส่วนแรงขายสลับมาในหุ้นกลุ่มปิโตรฯ จากการปรับตัวขึ้นเด่นในช่วงก่อนหน้า ส่งผลให้ดัชนี SET Indexปิดตลาดที่ 1,432.99 จุด +15.54 จุด +1.10% มูลค่าการซื้อขาย 68,604.34 ลบ. (ในสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนี+23.64 จุด +1.68%) Program Trading +1,413.34 ลบ. ต่างชาติ +898.75 ลบ. TFEX +88 สัญญาตราสารหนี้-1,459.47 ลบ.
ปัจจัยบวก
+ เจ้าหน้าที่ FED ประสานเสียงคาดมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยปีนี้แม้ว่ายังคงระมัดระวังต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยอยู่ระหว่างรอดูว่าสถานการณ์ และหากทุกอย่างเป็นไปได้ค่อนข้างดีและตลาดแรงงานยังคงอ่อนแอ สมาชิกจะเริ่มสนับสนุนให้ FED ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในช่วงปลายปี
+ ขั้นตอนต่อไปหลังจากมีการโปรดเกล้าฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ด้ารงต้าแหน่งนายกฯ เป็นการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยนายกฯจะน้ารายชื่อครม.ทั้งหมดส่งให้ส้านักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตรวจสอบคุณสมบัติ ก่อนน้ารายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ โดยพรรคภูมิใจไทย (ภท.)วางไทม์ไลน์การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาก่อนวันหยุดเทศกาลสงกรานต์อยู่ระหว่างวันที่ 7-9 เม.ย.นี้
ปัจจัยลบ
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 443.96 จุด หรือ -0.96% ดัชนี S&P500 ปิดต่้าสุดในรอบ 6 เดือนหลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายสร้างความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นมากขึ้น ตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนี S&P500ลดลง 1.9% ขณะที่ Nasdaq และดาวโจนส์ลดลงมากกว่า 2% และนับตั้งแต่สงครามในอิหร่านเริ่มเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ดัชนี S&P500 ปรับตัวลง 5.4%, Nasdaq ลดลง 4.5% และดาวโจนส์ลดลงเกือบ 7% โดยทั้งสามดัชนีหลักเคลื่อนไหวต่้ากว่าค่าเฉลี่ย 200 วันซึ่งสะท้อนถึงบรรยากาศการลงทุนที่อ่อนแอลงในตลาด
- สัญญาน้้ามันดิบ WTI พุ่งขึ้น 2.18 ดอลลาร์ +2.27% ปิดที่ 98.32 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้้ามันดิบเบรนท์ (BRENT) พุ่งขึ้น 3.54 ดอลลาร์ +3.26% ปิดที่ 112.19 ดอลลาร์/บาร์เรลสูงสุดนับตั้งแต่ก.ค. 2565 ตลอดทั้งสัปดาห์ ราคาน้้ามันดิบเบรนท์+8.8% ขณะที่น้้ามัน WTI -0.4%เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ตลาดน้้ามันเริ่มสะท้อนการคาดการณ์ว่าอุปทานจะหยุดชะงักยาวนานขึ้นและอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายสัปดาห์ก่อนที่ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งาน
- สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลและอิหร่านเป็นช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ปธน.ทรัมป์ขู่โจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่านถ้าอิหร่านยังไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง ขณะที่อิหร่านยืนยันปิดช่องแคบแห่งนี้โดยสิ้นเชิงและถล่มธุรกิจต่างๆของอเมริกาในตะวันออกกลาง
- ข้อมูลจาก FedWatch ของ CME ชี้ว่า ตลาดคาดว่า FED มีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าลดดอกเบี้ยภายในสิ้นปี 2569
- อุตสาหกรรมท่องเที่ยวถูกกระทบอย่างหนักจากอิหร่านประกาศโจมตีสถานที่พักผ่อนและแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ประเมินว่า ราคาตั๋วเครื่องบินทั่วโลกอาจปรับเพิ่ม 8–9% หากราคาน้้ามันเชื้อเพลิงยังอยู่ในระดับสูง
- BOI ฉายภาพการลงทุนไทยปี 69 มีแรงกดดันจากทั้งการเมืองในประเทศและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยก้าลังเคลื่อนเข้าสู่โหมด "ปรับฐาน" เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความยั่งยืน และความระมัดระวังทางการเงินมากขึ้น
แนวโน้มตลาดวันนี้
คาดดัชนีในวันนี้มีโอกาสอ่อนตัวลงต่อจากความกังวลว่าสงครามจะขยายวงกว้างหลังอิหร่านจะโจมตีสถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลก และราคาน้้ามันปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องสวนทางราคาทองค้าและตลาด หุ้นที่ปรับตัวลงเป็นสัญญาณของการขายสินทรัพย์เสี่ยง มองกรอบดัชนี 1,390-1,430 จุด
กลยุทธ์การลงทุน
-หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ : STECON CK CPALL CPAXT CRC BJC
- หุ้นที่ได้ประโยชน์ศาลฎีกาสหรัฐ ยกเลิกภาษีทรัมป์: KCE HANA DELTA CCET TU ASIAN STA NER
- Domestic Play+Yield Play : TRUE ADVANC TISCO BBL KBANK
- ได้ประโยชน์ทางอ้อมจากราคาน้้ามันปรับตัวขึ้น : BANPU LANNA AGE BBGI PCE SMO