อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow นักลงทุนต่างชาติยังคงขายหุ้นเอเชียเหนือต่อเนื่อง
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นภูมิภาคต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม โดยมียอดขายสุทธิรวม 4,053 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 2,397 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อน โดยแรงขายนั้นกระจุกตัวในตลาดหุ้นเอเชียเหนือ
ตลาดหุ้นไต้หวันเผชิญแรงขาย 2,407 ล้านดอลลาร์ กลับจากการซื้อสุทธิ 3,738 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อนหน้า และถือเป็นการกลับมาขายเป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ ขณะที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้นั้นยังคงเผชิญแรงขายต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 แต่แรงขายชะลอลงเหลือ 1,850 ล้านดอลลาร์ เทียบกับแรงขาย 5,664 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อนหน้า
สำหรับตลาดหุ้น TIP กระแสเงินทุนพลิกกลับมาเป็นการซื้อสุทธิเป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นอินโดนีเซียและไทย 130 ล้านดอลลาร์ และ 95 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์ ขณะที่ฟิลิปปินส์ยังมีเงินทุนไหลออกเล็กน้อยที่ 22 ล้านดอลลาร์
ภาพรวมรายอุตสาหกรรม
จากการประเมินพฤติกรรมการซื้อขายผ่าน Volume Flow Index ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าสัญญาณการสะสมหุ้นยังคงมีลักษณะของการกระจุกตัวต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน โดยกลุ่มที่มีสัญญาณเด่น ได้แก่ กลุ่มพลังงาน และธนาคาร โดยสัญญาณของทั้งสองกลุ่มเกิดในตลาดหุ้นไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน
สำหรับตลาดหุ้นไทย เราประเมินว่ากลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค ปิโตรเคมี ธนาคาร และ ICT มีแนวโน้มปรับตัวได้โดดเด่นกว่าตลาดในสัปดาห์นี้
Fund Flow ยังผันผวน แต่พื้นฐานของ AI หนุนโอกาสสะสมหุ้น Memory ของเกาหลีใต้
เรามองว่าภาพ Fund Flow ในสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังคงลดความเสี่ยงในตลาดหุ้นเอเชียเหนือ โดยเฉพาะไต้หวันที่กลับมาเผชิญแรงขายสุทธิเป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ ขณะที่เกาหลีใต้ยังถูกขายต่อเนื่อง แม้แรงขายเริ่มชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญจากสัปดาห์ก่อน ภาพดังกล่าวชี้ว่าความผันผวนของหุ้น Technology และ Semiconductor รวมถึงความไม่แน่นอนของทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติระมัดระวังต่อสินทรัพย์เสี่ยงในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนการประชุม Fed
แม้ว่าภาพของ Fund Flow ยังคงผันผวน แต่เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้น Semiconductor เกาหลีใต้ โดยเฉพาะผู้ผลิต Memory เนื่องจากอุปสงค์ AI Infrastructure ยังคงหนุนความต้องการ HBM และ DRAM สำหรับ Data Center นอกจากนี้ ยอดส่งออก Semiconductor ของเกาหลีใต้ในเดือนสิงหาคมเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากความต้องการชิปที่เกี่ยวข้องกับ AI ตอกย้ำว่าพื้นฐานของรอบการลงทุน AI ยังไม่ได้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
จับจังหวะตลาดหุ้นไทย: แรงกดดันระยะสั้นเริ่มคลี่คลาย เปิดทางให้ SET ฟื้นตัว
ดัชนี SET ปรับตัวลง 2.1% นับตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. โดยแรงกดดันกระจุกตัวอยู่ในหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ DELTA รวมถึงกลุ่มการเงินและ ICT ท่ามกลาง Bond Yield ที่ปรับสูงขึ้นและความผันผวนของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดโลก การพักฐานดังกล่าวส่งผลให้ทั้ง Composite Short-Term Indicator และ Composite Medium-Term Indicator อ่อนตัวลงตามการลดลงขององค์ประกอบย่อยเกือบทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม สัญญาณระยะสั้นเริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น โดย Short-Term Bull-to-Bear Indicator ทรงตัวและเริ่มสร้างฐานตลอดช่วง 5 วันทำการที่ผ่านมา หลังจากปรับลดลงต่อเนื่องก่อนหน้านี้ พัฒนาการดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันการกลับตัวของตลาด แต่สะท้อนว่าแรงขายกำลังสูญเสียโมเมนตัม และเพิ่มความเป็นไปได้ของการเกิด Technical Rebound ในระยะใกล้
ภาพระยะกลางยังไม่ได้ส่งสัญญาณเชิงลบอย่างชัดเจน แม้ Medium-Term Market Breadth Indicator จะลดลงจาก 71% เหลือ 53% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา สะท้อนว่าการปรับขึ้นของตลาดมีฐานหุ้นที่แคบลง แต่ Breadth ที่ยังอยู่เหนือระดับ 50% บ่งชี้ว่าภาวะอ่อนแอยังไม่ได้กระจายตัวกว้างพอที่จะตีความว่าโครงสร้างตลาดเปลี่ยนเข้าสู่ขาลง
ขณะเดียวกัน ปัจจัยพื้นฐานยังทำหน้าที่เป็นแรงพยุงสำคัญ การปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนใน SET ในช่วง 12 สัปดาห์ที่ผ่านมายังคงเป็นบวก ซึ่งแตกต่างจากภาวะที่ราคาหุ้นอ่อนตัวลงในระยะสั้น ความแตกต่างระหว่าง Price Momentum และ Earnings Momentum ดังกล่าวทำให้เราเห็นความเสี่ยงของการปรับฐานต่อในเชิงพื้นฐานค่อนข้างจำกัด ตราบใดที่ Earnings Revision ยังไม่กลับทิศ
ดังนั้น เรามองการอ่อนตัวล่าสุดของ SET เป็นการพักฐานภายในแนวโน้มเดิม มากกว่าจุดเริ่มต้นของภาวะขาลงรอบใหม่ เมื่อแรงกดดันระยะสั้นเริ่มลดลง ขณะที่ Market Breadth ยังไม่เสียโครงสร้างและ Earnings Revision ยังคงเป็นบวก ตลาดจึงมีโอกาสกลับมาสร้างโมเมนตัมได้ในระยะใกล้ โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้าที่ 1,580–1,670 จุด
สรุปภาพตลาดวานนี้ วานนี้หุ้นไทยเด้งต่อ จากแรงซื้อของ DELTA (เหมาไป 19.8 จุด จากทั้งหมด +23 จุด) ADVANC GULF กอดคอมากับกลุ่ม ปตท. PTTEP TOP IRPC และหุ้นใหญ่อื่นๆ ก็บวกมาด้วยกัน ส่วนหุ้นถูกขาย เช่น AOT BCP ธนาคาร เป็นต้น
แนวโน้มตลาดวันนี้ ตั้งหลักได้แล้ว ไปกันต่อ
ตามที่เราประเมินลักษณะการหมุนหุ้นรอบนี้ เมื่อหุ้นที่ลงนำไปก่อนเริ่มพลิกกลับมายืนทั้ง ADVANC TRUE DELTA GULF ส่วนกลุ่มหุ้นที่นำตลาด เช่น ปิโตรเคมี โรงกลั่น ยังคงแข็งแกร่ง ไม่ได้มีแรงขายกด ขณะที่หุ้นธนาคารระยะสั้น คาดมีแรงซื้อคืนก่อนขึ้น XD รับปันผล ส่งผลให้บรรยากาศลงทุนหุ้นไทยโดยรวม ตั้งหลักได้ ตามคาด
หลังจากตั้งฐานใหม่ได้สำเร็จ เราคงคาดหุ้นกลุ่มที่เราแนะนำ เช่น ปิโตรเคมี โรงกลั่น อิงพื้นฐานรายตัวและรายกลุ่มอุตสาหกรรมที่แกร่งกว่าตลาดรอบนี้ เราเห็นว่ากลุ่ม โรงกลั่น ปิโตรเคมี พลังงาน ยังมีแนวโน้มขึ้นต่อรับทิศทางผลการดำเนินงานปีนี้ต่อเนื่องถึงกลางปีหน้า ด้วยสถานการณ์อุปสงส์ที่มองเห็นชัดว่ายังแข็งแกร่งตามเศรษฐกิจโลก แต่อุปทานตึงตัวจากภัยสงครามนอกกรอบ...
ตลอดจนหุ้นอิงรายได้ต่างประเทศ (โรงแรม ท่องเที่ยว ส่งออก) และหุ้นกระแสเงินสดสูง-เงินลงทุนต่ำ ที่จะรอดพ้นผลกระทบภาวะดอกเบี้ยต่างประเทศขาขึ้น (เราแนะหุ้นโรงพยาบาล) คาดจะยังคงโดดเด่น
กลยุทธ์ คงคำแนะนำ สะสมกลุ่มหุ้น โรงกลั่น ปิโตรเคมี ส่งออกสินค้าเกษตร และหุ้นกระแสเงินสด Valuation laggard
ส่วนปัจจัยที่ต้องตามหลักๆ คือตัวเลขเศรษฐกิจที่บ่งชี้ทิศทางดอกเบี้ย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ECB (คาด ECB ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 2.5%) และการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ยังสอดรับกับทิศทางเงินเฟ้อและดอกเบี้ย, การเมืองในประเทศ
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ เก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง
What to watch ราคาน้ำมันปาล์มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่เทรดเดอร์ประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับภาวะชะงักงันของอุปทาน อันเนื่องมาจากเหตุไฟป่าที่โหมกระหน่ำทั่วอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ที่สุดในโลก (หุ้นเชื่อมโยงที่ได้อานิสงส์ PCE
พื้นที่กว่า 202,000 เฮกตาร์บนเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตราของอินโดนีเซียถูกไฟไหม้เสียหาย ขณะที่ระดับมลพิษพุ่งสูงขึ้นทั้งในอินโดนีเซียและประเทศใกล้เคียง รวมถึงสิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์
ตลาดฯ ปลดล็อกเกณฑ์ดึงดูดบริษัท New Economy และต่างประเทศ เข้าจดทะเบียน เสริมแกร่งตลาดทุนไทยสู่ศูนย์กลางการระดมทุนระดับสากล มีผลใช้บังคับ 11 ก.ย. 69
เงินเฟ้อ ไทย เดือน ส.ค.เพิ่มขึ้น 2.53% เหตุราคาน้ำมันยังทรงตัวสูง-อาหารจานเดียวแพงขึ้นเป็นวงกว้าง ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป ในเดือนส.ค.69 อยู่ที่ระดับ 102.67 เพิ่มขึ้น 2.53% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน จากที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 2.37-2.43%
Core CPI หรืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ในเดือน ส.ค.69 อยู่ที่ระดับ 102.97 เพิ่มขึ้น 1.44% y-y
สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อในเดือน ก.ย.69 ผู้อำนวยการ สนค. ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งจะมีผลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง พร้อมคาดว่า อัตราเงินเฟ้อช่วงไตรมาส 4/69 (ต.ค.-ธ.ค.69) จะอยู่ที่ระดับ 2.70%
คาด BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ โดยตลาดมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในการประชุมวันที่ 18 ก.ย. เดิมตลาดคาดการ ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค.ปีนี้ และ มี.ค. 2027, ก.ค.2027 และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายจะหยุดที่ 1.5% หรือ 1.75%
FTSE review: CPN หลุดจาก Large Cap เข้า Mid Cap./ หุ้น BTS LH SCCC TU ลดชั้นลง Small Cap / หุ้น THAI FTREIT ติด Small Cap มีผล 21 ก.ย.นี้
อิหร่านโจมตีเรือน้ำมัน 3 ลำในฮอร์มุซ-เรือมะกันอีก 3 ลำนอกพื้นที่ ตอบโต้สหรัฐฯ ถล่มเรือน้ำมันอิหร่าน
ศาล รธน.นัดวินิฉัยชี้ขาดคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง วันที่ 28 ก.ย.2569
สำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงินของญี่ปุ่น (FSA) เตรียมเพิ่มการติดตามการดำเนินงานในต่างประเทศของสถาบันการเงินรายใหญ่ FSA คาดว่าจะวิเคราะห์ว่าการดำเนินงานในต่างประเทศของธนาคารอาจส่งผลต่อการบริหารจัดการของกลุ่มในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดอย่างไร โดยจะพิจารณารวมถึงกรณีที่ตลาดการเงินทั่วโลกเกิดความปั่นป่วนรุนแรง เช่น วิกฤตการเงินโลกในปี 2551 และกรณีที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นมีความเคลื่อนไหวด้านการควบรวมกิจการและการเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเมื่อเดือนเม.ย. Mitsubishi UFJ Financial Group Inc. ลงทุนประมาณ 6.8 แสนล้านเยน หรือ 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในบริษัทสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารรายใหญ่ของอินเดีย
หุ้นแนะนำวันนี้
CCET การขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาคจาก คำสั่งซื้อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังคงอยู่ในระดับสูง ล่าสุดคาดการณ์ส่งออกไต้หวันยังคงขยายตัวเกิน 30% ต่อเนื่อง (หลายเดือนติด) และคำสั่งซื้อสินค้าใหม่ APPLE คาด CCET ได้อานิสงส์รุ่นเดิมขายดีของขาดสต็อก
แนวรับ 9.30 ต้าน 10 Stop loss 9
รายงานพื้นฐานวันนี้
Quantitative Strategy
จับจังหวะตลาดหุ้นไทย...แรงกดดันคลี่คลาย หนุน SET รีบาวด์
ดัชนี SET เข้าสู่ช่วงพักฐานระยะสั้น ปรับตัวลง 2.1% นับตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. กดดันจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง DELTA รวมถึงกลุ่มการเงินและ ICT ท่ามกลางยีลด์พันธบัตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นและความผันผวนในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก สำหรับแนวโน้มเราคาดว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสกลับมามีโมเมนตัมในระยะอันใกล้ ทั้งนี้ดัชนี Composite Short-term อ่อนแอลงในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ฉุดโดยการปรับลงของทุกองค์ประกอบย่อย อันได้แก่ ดัชนี Short-term Bull-to-Bear ที่ลดลงจาก 37% สู่ 31% ขณะที่ดัชนี Short-term Momentum ปรับลงแรงจาก 7.8 จุด สู่ -12.2 จุด อย่างไรก็ตามเราคาดว่าดัชนี Composite Short-term จะสามารถยืนและเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ โดยดัชนี Bull-to-Bear เริ่มสร้างฐานบริเวณ 26%-30% ซึ่งแกว่งตัวบริเวณดังกล่าวได้ในช่วง 5 วันทำการที่ผ่านมา สัญญาณดังกล่าวชี้ว่าแรงกดดันในระยะสั้นเริ่มคลี่คลายและโอกาสที่จะเข้าสู่ช่วงการรีบาวด์ในระยะสั้นนั้นเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ดัชนี Composite Medium-Term ปรับตัวลงในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา กดดันจากการปรับลงทุกองค์ประกอบย่อย ได้แก่ Medium-Term Bull-to-Bear Indicator, Medium-Term Momentum Strength Index และ Volume Flow Index อย่างไรก็ตาม ดัชนี Composite Short-Term ได้เริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัว ทำให้โอกาสที่ดัชนี Medium-term จะอ่อนแอลงไปอีกนั้นมีไม่มากนัก เราคาดว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มแกว่งตัวในช่วง 1,580–1,670 จุด ในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า โดยความผันผวนที่อยู่ในระดับต่ำ ดัชนี Short-term ที่เริ่มทรงตัวได้ และการประมาณการกำไรที่ถูกปรับเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ตลาดมีโอกาสรีบาวด์ได้จากระดับปัจจุบัน
Econ
เงินเฟ้อ ส.ค. เร่งเป็น 2.53% แต่แรงกดดันยังไม่กระจายตัวเต็มที่
เงินเฟ้อทั่วไปเดือน ส.ค. 2026 เพิ่มเป็น 2.53% YoY และ 0.56% MoM สูงกว่าตลาดคาดที่ 2.43% และเป็นบวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ส่งผลให้เงินเฟ้อเฉลี่ย 8M26 อยู่ที่ 1.37% YoY ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.44% YoY และ 0.2% MoM โดยแรงเร่งหลักมาจากพลังงานและอาหารสด
ราคาพลังงานเพิ่ม 8.6% YoY โดยราคาดีเซลเฉลี่ยเพิ่มเป็น 37.60 บาท/ลิตร (+17.7% YoY, +4.3% MoM) ขณะที่อาหารสดเพิ่ม 2.7% YoY นำโดยไข่ +10.8%, ผัก +7.4% และผลไม้ +4.1% อย่างไร ก็ตาม สินค้าอุปโภคบริโภคหลายหมวดยังลดลงจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและการแข่งขันด้านราคาที่สูง สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้จำกัด
ประเด็นสำคัญคือ PPI เดือน ส.ค. เพิ่มถึง 9.1% YoY ทำให้ส่วนต่างระหว่าง PPI กับ CPI ขยายเป็น 12.7 จุด จาก 11.7 จุดในเดือน ก.ค. สะท้อนว่าภาระต้นทุนพลังงานยังตกอยู่กับผู้ประกอบการมากกว่าผู้บริโภค และอาจกดดันอัตรากำไรของธุรกิจที่มีอำนาจกำหนดราคาต่ำ ขณะเดียวกันก็ช่วยจำกัดความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะเร่งตัวเป็นวงกว้าง
Economist view: คงประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปปี 2026 ที่ 2.0% YoY โดยคาดเงินเฟ้อยังเป็นบวกในช่วงที่เหลือของปีจากพลังงานและอาหารสด รวมถึงความเสี่ยงจาก El Niño แต่กำลังซื้อที่อ่อนแอและการแข่งขันด้านราคาจะช่วยจำกัดการเร่งตัว และคาดเงินเฟ้อยังไม่เกินกรอบบนเป้าหมายของ ธปท.
Wealth Insight
เจาะปมปัญหากลุ่มอสังหาฯ ไทย แค่ “ซื้อไม่ไหว” ไม่ใช่ฟองสบู่
ปัญหาหลักของอสังหาริมทรัพย์ไทย ไม่ได้เกิดจากฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ แต่เป็นความตึงตัวด้านความสามารถในการซื้อที่สะสมมานาน หลังราคาบ้านเพิ่มเร็วกว่ารายได้ครัวเรือน โดยดัชนี Thailand Property Stress Index (TPSI) อยู่ในระดับสูงที่ 71.7 นำโดยแรงกดดันด้านเงินทุนผู้ประกอบการ 79.8, สินเชื่อครัวเรือน 76.2 และความสามารถในการซื้อ 70.7 ขณะที่ดัชนีตรวจสอบภาวะฟองสบู่อยู่เพียง 29.9 สะท้อนว่าปัญหาอยู่ที่กำลังซื้อและสภาพคล่อง มากกว่าราคาที่สูงเกินพื้นฐาน
ความตึงตัวเห็นชัดจากราคาบ้านเฉลี่ยปี 2025 ที่เท่ากับ 8.05 เท่าของรายได้ครัวเรือนต่อปี โดยบ้านใหม่สูงถึง 11.84 เท่า เทียบกับบ้านมือสอง 5.96 เท่า ขณะที่ช่วงปี 2011–25 รายได้ครัวเรือนเพิ่มเพียง 21.8% แต่ดัชนีราคาบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และคอนโดเพิ่ม 59.7%, 80.2% และ 98.5% ตามลำดับ ทำให้ตลาดปรับตัวผ่านการลดระดับราคาบ้านที่ซื้อ (Downtrading) และจำนวนธุรกรรมที่ลดลง มากกว่าการปรับราคาบ้านลงแรง โดยดัชนีจำนวนการโอนจากฐาน 100 ในปี 2015 ลดเหลือ 84 ในปี 2025 ขณะที่ดัชนีมูลค่าการโอนยังอยู่ที่ 115
ข้อจำกัดด้านสินเชื่อยิ่งตอกย้ำปัญหา โดยอัตราปฏิเสธสินเชื่อบ้านเพิ่มจากประมาณ 40% ใน 4Q24 เป็น 45% ใน 1Q25 และสูงถึง 65–70% สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ขณะที่ตัวอย่างครัวเรือนที่ซื้อบ้าน 3 ล้านบาทและรถยนต์ 7 แสนบาท จะมีภาระหนี้รวมราว 23,200 บาท/เดือน หรือ 82% ของรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยประเทศ ทำให้จำนวนผู้ซื้อที่ผ่านเกณฑ์สินเชื่อลดลงเรื่อยๆ
แรงกดดันกำลังส่งต่อไปยังผู้พัฒนาโครงการ โดยสินเชื่อโครงการที่อยู่อาศัยเดือน พ.ค. ลด 6.7% YoY เป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน และปี 2027 จะมีหุ้นกู้อสังหาฯ ครบกำหนดสูงถึง 1.35 แสนล้านบาท หรือ 33.8% ของยอดคงค้าง ถือเป็นปีทดสอบความสามารถในการรีไฟแนนซ์ อย่างไรก็ตาม แบบจำลองชี้ว่าความเสี่ยงหลักเป็นเรื่อง “ปริมาณหนี้ครบกำหนดมาก” มากกว่าความอ่อนแอของผู้ออกตราสารทั้งระบบ จึงไม่คาดว่าจะเกิดปัญหารีไฟแนนซ์พร้อมกันทั้งอุตสาหกรรม
Our view: แม้แรงกดดันด้านการดำเนินงานของไทยมีบางส่วนคล้ายจีนมากกว่าญี่ปุ่น แต่ความเสี่ยงลุกลามเข้าสู่ระบบการเงินยังต่ำ โดยธนาคารไทยมี BIS ratio 20.1%, Liquidity Coverage Ratio 210.2%, NPL coverage 187.6% และ NPL ratio เพียง 2.85%
จึงมองภาพปัจจุบันเป็น การปรับตัวอย่างยืดเยื้อภายใต้ข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและเงินทุน มากกว่าวิกฤตอสังหาริมทรัพย์หรือความเสี่ยงต่อระบบการเงินในวงกว้าง
Commodities Tracker
เรือเทกองยังเด่น
ความขัดแย้งตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรงขึ้นทำให้ราคาพลังงานฟื้น โดยราคาน้ำมัน Dubai เฉลี่ยเพิ่ม 7.96 ดอลลาร์ WoW เป็น 100.28 ดอลลาร์/บาร์เรล จากความกังวลต่ออุปทานระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ค่าการกลั่น (Singapore GRM) ลดลงต่อ 1.36 ดอลลาร์ WoW เหลือ 9.23 ดอลลาร์/บาร์เรล จากส่วนต่างดีเซลและน้ำมันเตาที่อ่อนลง โดย HSFO ลดลงสู่ -6.32 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ Gasoline และ Jet fuel ดีขึ้นเป็น 25.15 และ 56.30 ดอลลาร์/บาร์เรล ตามลำดับ
ด้านปิโตรเคมี ส่วนต่างราคาเคลื่อนไหวผสม โดย Ethylene เพิ่ม 36 ดอลลาร์ WoW เป็น 260 ดอลลาร์/ตัน และ Propylene เพิ่มเล็กน้อยเป็น 245 ดอลลาร์/ตัน ขณะที่ HDPE และ PP ลดลงเป็น 395 และ 401 ดอลลาร์/ตัน ตามลำดับ ส่วนถ่านหิน NEX เพิ่มอีก 5% WoW เป็น 144.65 ดอลลาร์/ตัน ตามอุปสงค์เอเชียที่แข็งแกร่งขึ้น
จุดเด่นยังอยู่ที่ค่าระวางเรือเทกอง โดย BDI เพิ่ม 12% WoW เป็น 3,401 จุด, Capesize +17%, Panamax +9% และ Supramax ซึ่งเป็นตัวชี้นำ PSL/TTA เพิ่ม 1% เป็น 1,663 จุด จากการปิดกั้นทะเลแดงที่ทำให้เรือต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮปและใช้เวลาเดินทางนานขึ้น ขณะที่ World Container Index ทรงตัวใกล้ 4,465 จุด
Fundamental view: ราคาหุ้นโรงกลั่นสะท้อนค่าการกลั่นที่สูงไปมากแล้ว จึงยังแนะนำ สลับจากหุ้นโรงกลั่นเข้าปิโตรเคมี โดยเลือก IVL และ PTTGC ขณะที่ค่าระวางเรือเทกองที่ยังแข็งแกร่งเปิดโอกาสเก็งกำไรหุ้นเดินเรือระยะสั้น
Management Guidance
เริ่มขยับตัวจาก Comfort Zone
ผลประกอบการ 2Q26 ยืนยันอีกไตรมาสว่าผลกระทบจากปัจจัยภายนอก ไม่ได้รุนแรงเท่าที่เคยกังวล โดยดัชนีความแม่นยำของคำแนะนำผู้บริหาร (MGRI) เพิ่มเป็น 53 จุด จาก 48 จุดใน 1Q26 และสูงกว่า 50 เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากสัดส่วนบริษัทที่ให้มุมมองเชิงบวกเกินจริงลดลงเหลือ 23% ขณะที่กลุ่มที่นักวิเคราะห์และบริษัทเคยมองระมัดระวังเกินไป เช่น ธนาคาร พลังงาน ค้าปลีกสินค้า IT และท่องเที่ยว กลับทำได้ดีกว่าที่กังวล
สำหรับแนวโน้มข้างหน้า ผู้บริหารยังมองบวกต่อเนื่อง โดยสัดส่วนมุมมองเชิงบวกต่อ 3Q26 อยู่ราว 49% ใกล้เคียงไตรมาสก่อน และต่อทั้งปี 2026 เพิ่มเป็นราว 44% ขณะที่ฝั่งนักวิเคราะห์เริ่มลดความระมัดระวังลงเช่นกัน โดยสัดส่วนประมาณการที่ Conservative ลดเป็น 33% จาก 40% ในรอบก่อน และ Aggressive เพิ่มเป็น 8% จาก 6% ทำให้มีโอกาสเห็นการปรับประมาณการกำไรขึ้น หากผลประกอบการเดินตามเป้าบริษัท
หุ้นที่ยังมีความเชื่อมั่นต่อเนื่อง ได้แก่ TRUE, AMATA และ WHAUP ขณะที่กลุ่มโรงไฟฟ้าเป็นกลุ่มที่มุมมองนักวิเคราะห์เปลี่ยนจากระมัดระวังไปเชิงรุกมากขึ้น ส่วน Commerce ยังเป็นกลุ่มที่นักวิเคราะห์มองระมัดระวังต่อเนื่อง และมีบางกลุ่มที่ผู้บริหารมองบวกกว่านักวิเคราะห์ในรอบนี้ด้วย ได้แก่ โรงพยาบาลขนาดกลาง-เล็ก BCH/PR9, สินค้า IT COM7/SYNEX และห้างสรรพสินค้า CPN/CRC
Our view: แม้ภาพคำแนะนำผู้บริหารดีขึ้น แต่ตลาดยังเหมาะกับการเลือกเป็นรายตัวมากกว่าซื้อทั้งกลุ่ม จึงเน้น หุ้นคุณภาพที่ราคายังล้าหลังและมีโอกาสสร้าง Surprise ได้แก่ BDMS, COM7 และ TU
สรุปประเด็นจาก Quick take
Energy
ADNOC อยู่ระหว่างการเจรจาซื้อหุ้นโรงกลั่นไทย
ข่าวจาก Bloomberg รายงานว่า ADNOC ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้าน oil & gas ของ UAE อยู่ระหว่างการเจรจาซื้อหุ้นโรงกลั่นไทย ซึ่งถือหุ้นโดย PTT (ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน) ทั้งนี้การเจรจาดังกล่าวน่าจะเป็นดีลที่ PTT กำลังหาพันธมิตรมาร่วมลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี (IRPC, PTTGC, TOP)
View from fundamental: ในเบื้องต้นเรามีมุมมองเชิงบวกต่อข่าวดังกล่าว เนื่องจากการเข้ามาลงทุนดังกล่าวน่าจะชวยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่ม PTT โดยมี PTT และ PTTGC เป็น preferred pick
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน