ตลาดกังวลหลายสิ่ง กดดันฝั่งเอเชียแดง
HORIZON MARKET VIEW
• สงครามสหรัฐฯ - อิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 23 แต่สถานการณ์ยังผันผวนและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่งล่าสุดกลับมาถึงจุด “ขู่” กันอีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2026 ปธน.ทรัมป์ขู่ถล่มโรงไฟฟ้าอิหร่านให้พินาศ หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซใน 48ชั่วโมง และต่อมาอิหร่านตอบโต้ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน-น้ำจืดทั่วภูมิภาค หากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้า
• ขณะที่วันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ BRENT พุ่งสูง 112.2 ดอลลาร์/บาเรล แต่สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นโลก เริ่มจากฝั่งสหรัฐฯ -1.0% ถึง -2.3% ส่วนฝั่งยุโรป -1.4%ถึง -2.0% และเช้านี้ญี่ปุ่น -5.0%, เกาหลีใต้ -5.4% ซึ่งตลาดหุ้นไทยในวันนี้มีโอกาสร่วงลงจาก SENTIMENT เชิงลบจากปัจจัยแวดล้อม
REGION RADAR
• XPENG (9868 HK) รายงานผลประกอบการไตรมาส 4/25 โดยพลิกกลับมามีกำไรเป็นครั้งแรกเป็นประวัติการณ์ โดยรายได้รวมอยู่ที่ 2.22 หมื่นล้านหยวน +38% YOY (สูงกว่าคาด 2.8%) ขณะที่ EPSอยู่ที่ 0.52 หยวน (สูงกว่าคาด 662%)
• LI NING (2331 HK) รายงานผลประกอบการครึ่งหลังของปี 2025แข็งแกร่ง โดยมีรายได้อยู่ที่ 1.47 หมื่นล้านหยวน +3% YOY (สูงกว่าคาด 4%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ 0.46 หยวน +13% YOY (สูงกว่าคาด39%) หลังได้รับแรงหนุนจากธุรกิจขายเสื้อผ้ากีฬาที่เติบโตขึ้น
THAI FOCUS
• วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางปี 2026 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากไทยนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคนี้สูงถึง 52%ขณะที่พื้นที่ทางการคลังในการอุดหนุนราคาน้ำมันก็เหลือไม่มาก (หนี้สาธารณะพุ่งสูงถึง66%) โดยสามารถสรุปผลกระทบตาม 3 ฉากทัศน์
• 1. คลี่คลายเร็ว(ภายใน 1 เดือน) น้ำมันดิบ BRENT $95 -$105 คาดGDP ไทย 1.6% 2.ยืดเยื้อ (1-3 เดือน) น้ำมันดิบ BRENT $110 -$120 คาด GDP ไทย 1.0-1.3% 3.บานปลาย (3 เดือนขึ้นไป)น้ำมันดิบ BRENT $150-$200 คาด GDP ไทย <0.7%
SYNAPSE STRATEGY สรุปประเด็นสำคัญที่ควรทราบ
• สงครามที่ยังอยู่และความเสี่ยงเข้ามาใกล้กับโครงสร้างพื้นฐานขึ้นเรื่อยๆ กดดันต้นทุนพลังงานยืนระดับสูง พร้อมกับผลตอบแทนตราสารหนี้ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สร้างความกลัวสุดๆ ให้กับนักลงทุน สะท้อนจากดัชนีFEAR & GREED INDEX เหลือแค่ 15
• กลยุทธ์ภายใต้ความไม่แน่นอน แนะนำถือเงินสด 30% - 50% ของพอร์ต ส่วนหุ้นเด่น แนะนำหุ้นอิงสินค้าจำเป็น CPAXT, CPF, TU,TRUE หุ้นส่งผ่านต้นทุนได้ BANPU, STA, PTTEP และหุ้นมีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ BBL, KTB, SCB
HORIZON MARKET VIEW
ผลกระทบหลังสงครามดูหนักหน่วง
สงครามสหรัฐฯ - อิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 23 แต่สถานการณ์ยังผันผวนและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่งล่าสุดกลับมาถึงจุด “ขู่” กันอีกครั้ง โดยเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2026 ปธน.ทรัมป์ขู่ถล่มโรงไฟฟ้าอิหร่านให้พินาศ หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซใน 48 ชั่วโมง และต่อมาอิหร่านตอบโต้ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน-น้ำจืดทั่วภูมิภาค หากสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าขณะที่วันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบ BRENT พุ่งสูง 112.2 ดอลลาร์/บาเรล แต่สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นโลก เริ่มจากฝั่งสหรัฐฯ -1.0% ถึง -2.3% ส่วนฝั่งยุโรป -1.4% ถึง -2.0% และเช้านี้ญี่ปุ่น -5.0%, เกาหลีใต้ -5.4% ซึ่งตลาดหุ้นไทยในวันนี้มีโอกาสร่วงลงจาก SENTIMENT เชิงลบจากปัจจัยแวดล้อม
หากมองในแง่มุมของผลกระทบของสงครามสำคัญในอดีตเทียบกับปัจจุบัน มีข้อสังเกตคือ ไม่มีครั้งไหนเลยที่โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ถูกทำลายหนัก เมื่อต้นเหตุความตึงเครียดบรรเทา ทำให้ราคาน้ำมันร่วง และสินทรัพย์ต่างๆ ดีดตัวกลับไวแต่สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน ปี 2026 แตกต่างออกไป เพราะมีการมุ่งเป้าโจมตีไปที่แหล่งผลิตน้ำมัน (รุนแรงที่สุดสร้างความเสียหายราว 50 –100 พันล้านดอลลาร์) กระทบต่อ SUPPLY (หายไปราว 8-15 ล้านบาเรล/วัน) และต้องใช้เวลาฟื้นฟู จึงมองว่าการสู้รบรอบนี้มีความเสี่ยงที่จะทำให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ส่งผ่านมายังเงินเฟ้อยาวนานขึ้นหรือไม่?
REGION RADAR
XPENG รายงานผลกำไรเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์
XPENG (9868 HK)รายงานผลประกอบการไตรมาส 4/25 โดยพลิกกลับมามีกำไรเป็นครั้งแรกเป็นประวัติการณ์
โดยรายได้รวมอยู่ที่ 2.22 หมื่นล้านหยวน +38% YOY (สูงกว่าคาด 2.8%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ 0.52 หยวน (สูงกว่าคาด 662%) หนุนจากรายได้จากธุรกิจให้บริการที่ออกมาแข็งแกร่ง +42% YOY และเงินอุดหนุนจากภาครัฐที่มากกว่าคาด สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1/26 บริษัทคาดรายได้จะอยู่ที่ 1.2-1.3 หมื่นล้านหยวนและยอดขายรถอยู่ที่ราว 6.1-6.6 หมื่นคัน
LI NING รายงานผลประกอบการออกมาดีกว่าคาด
LI NING (2331 HK) รายงานผลประกอบการครึ่งหลังของปี 2025 แข็งแกร่ง โดยมีรายได้อยู่ที่ 1.47 หมื่นล้านหยวน +3% YOY (สูงกว่าคาด 4%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ 0.46 หยวน +13% YOY (สูงกว่าคาด 39%) หลังได้รับแรงหนุนจากธุรกิจขายเสื้อผ้ากีฬาและรายได้จากสินค้ากีฬาแบดมินตันที่เติบโตขึ้น โดยบริษัทระบุว่าภาพรวมอุตสาหกรรม SPORTWEAR ในปี 2026 มีแนวโน้มดีกว่าที่ตลาดกังวลก่อนหน้าและคาดบริษัทจะกลับมาเพิ่มMARKET SHARE ในปีนี้ได้จากการเปิดตัวสินค้าในกลุ่ม RUNNING ที่มากขึ้นและได้รับแรงสนับสนุนจากการเป็นสปอนเซอร์ CHINA OLYMPICS COMMITTEE นอกจากนี้ ในปี 2026 บริษัทคาดรายได้จะเติบโตในระดับHIGH SINGLE DIGIT และคาดอัตรากำไรสุทธิจะอยู่ในระดับ HIGH SINGLE DIGITเช่นกัน
THAI FOCUS
วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บททดสอบครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไทยสถานการณ์ความตึงเครียดและสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังดำเนินไปอย่างยืดเยื้อ ผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ขยายวงกว้างไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศไทย เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง โดยไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 52% ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมด นอกจากนี้ไทยยังขาดดุลในกลุ่มพลังงานสูงถึง -7.8%ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย อีกทั้งไทยมีข้อจำกัดทางการคลังที่แคบลง โดยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในเดือน ม.ค.26 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 66% (สูงกว่าในอดีตปี 2022 ที่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่อยู่ระดับ 60%) ซึ่งตีความได้ว่า รัฐบาลมีขีดความสามารถและพื้นที่ทางการคลังในการใช้เงินอุดหนุนเพื่อตรึงราคาน้ำมัน (เช่น ดีเซล หรือ แก๊สโซฮอล์) ได้น้อยลงกว่าในอดีต
เมื่อรัฐบาลมีข้อจำกัดในการอุดหนุนราคาน้ำมันดิบ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศจึงมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง สิ่งนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากต้นทุนภาคการขนส่ง โลจิสติกส์ และต้นทุนการผลิตสินค้าในทุกภาคอุตสาหกรรมจะปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้น และกดดันกำลังซื้อของประชาชนทันที โดยในปี 2022 ที่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครนราคาน้ำมันดิบ BRENT เคยแตะระดับ 120 เหรียญฯ/บาร์เรล ส่วนราคาแก๊สโซฮอล์ 95 และ ดีเซลในไทยเคยแตะระดับ 45 และ 35 บาท/ลิตร ซึ่งจะเห็นได้ว่ายังมี ROOM ให้ราคายังขยับขึ้นได้อีก
ดังนั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อจะรุนแรงเพียงใด ขึ้นอยู่กับยืดเยื้อของสงคราม โดยสามารถแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์(SCENARIOS) ดังนี้
SCENARIO A : การลดความรุนแรงลงภายใน 1 เดือน (โอกาสเกิด 30%)
หากสงครามยุติได้เร็ว (คล้ายสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1990) ราคาน้ำมันดิบ BRENT จะแกว่งตัวในกรอบ$95-$105 ผลกระทบต่อไทยจะมีจำกัด GDP ไทยปี 2026 จะยังเติบโตได้ราว 1.6% ภาคการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัวได้เร็ว เงินทุนไหลเข้า
SCENARIO B : สงครามยืดเยื้อ 1-3 เดือน (โอกาสเกิดสูงสุด 50% - BASE CASE)หากสถานการณ์ยืดเยื้อ (คล้ายช่วงรัสเซีย-ยูเครนปี 2022) ราคาน้ำมันดิบจะพุ่งไปที่ $110-$120 ต้นทุนที่สูงขึ้นและเงินเฟ้อที่กดดันจะทำให้ GDP ไทยเติบโตลดลงเหลือเพียง 1.0-1.3% ภาคการท่องเที่ยวอาจชะลอตัว ต้นทุนการก่อสร้างสูงขึ้น และกำไรของภาคธุรกิจ (MARGIN) จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
SCENARIO C : สงครามลุกลามและบานปลาย 3 เดือนขึ้นไป (โอกาสเกิด 20%)นี่คือกรณีเลวร้ายที่สุด (WORST CASE) ซึ่งอาจเทียบเคียงได้กับวิกฤต OIL SHOCK ในปี 1973-1974ราคาน้ำมันดิบ BRENT อาจทะยานทะลุ $150-$200+ ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก GDP อาจเติบโตไม่ถึง 0.7% ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะหยุดนิ่ง นักลงทุนชะลอการลงทุน และที่สำคัญคือ ความเสี่ยงในการเกิดภาวะ STAGFLATION
SYNAPSE STRATEGY
สงครามยืดเยื้อ กำไรถูกกดดันจากต้นทุนสินค้า และต้นทุนการเงินเร่งขึ้น
สงครามที่ยังอยู่และความเสี่ยงเข้ามาใกล้กับโครงสร้างพื้นฐานขึ้นเรื่อยๆ กดดันต้นทุนพลังงานยืนระดับสูง พร้อมกับผลตอบแทนตราสารหนี้ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุด JUNK BOND YIELD สหรัฐเร่งขึ้นจาก 6.5% ช่วงต้นเดือน เป็น 7.2% ซึ่งสร้างความกลัวสุดๆ ให้กับนักลงทุน สะท้อนจากดัชนี FEAR &GREED INDEX เหลือแค่ 15
กลยุทธ์ภายใต้ความไม่แน่นอน แนะนำถือเงินสด 30% - 50% ของพอร์ต ส่วนหุ้นเด่น แนะนำหุ้นอิงสินค้าจำเป็น CPAXT, CPF, TU, TRUE หุ้นส่งผ่านต้นทุนได้ BANPU, STA, PTTEP และหุ้นมีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ BBL, KTB, SCB
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์