รับมือสงคราม ผ่านมา ยังอยู่ ผ่านไป
HORIZON MARKET VIEW
• วานนี้ ราคาน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวนหนัก โดย BRENT ร่วงลงมากว่า 12% แตะระดับ87.8 เหรียญฯ/บาเรล หลังสงครามอิหร่าน–สหรัฐ–อิสราเอลเข้าสู่วันที่ 11 ภายใต้บรรยากาศและอารมณ์ของนักลงทุนที่ดูเบาลง
• ล่าสุด การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (เส้นทางการขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก) ทำให้โรงกลั่นและคลังน้ำมันเต็มเร็ว จนส่งผลให้ ซาอุฯ, UAE, คูเวต, อิรัก เกิดการลดกำลังการผลิตน้ำมัน โดยล่าสุดทั้ง 4 ประเทศ มีการผลิตรวมกันแค่ 6.7 ล้านบาร์เรล/วัน (เดือน ก.พ.69 ผลิต 20.5 ล้านบาร์เรล/วัน) ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผลักราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยฯ
• ในแง่มุมของภาพใหญ่ปีนี้ประเด็น GEOPOLITICAL RISK นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีโอกาสเกิดถี่และแรงขึ้นกว่าในอดีตได้
REGION RADAR
• สำหรับ ธีม WAR & WEALTH ฝ่ายวิจัยแนะนำ 4 กลุ่มหุ้นนอกรับมือสงครามที่เกิดถี่ขึ้น โดยแนะให้สะสมกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และกลุ่มอวกาศ (SPACE ECONOMY) แต่หากสถานการณ์ร้อนแรงขึ้นแนะหุ้นกลุ่มน้ำมัน และกลุ่มอาวุธ (DEFENSE)
• NIO (9866 HK) รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 มีรายได้รวมอยู่ที่ 3.46 หมื่นล้านหยวน +75% YOY (สูงกว่าตลาดคาด 3%) ขณะที่EPS อยู่ที่ 0.29 หยวน โดยบริษัทพลิกกลับมามีกำไรเป็นครั้งแรกหลังได้แรงหนุนจาก MARGIN รถยนต์ที่แข็งแกร่ง
THAI FOCUS
• ราคาน้ำมันดิบมีค่า CORRELATION กับเงินเฟ้อไทยถึง0.76จึงเป็นความสี่ยงให้ GDP ชะลอลง หากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ด้านความมั่นคงทางพลังงานของไทย มีน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึง 92 วัน แม้จะนำเข้าไม่ได้เลย และเตรียมหาแหล่งนำเข้าอื่นมาทดแทน เช่น รัสเซีย
• กลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นกลุ่ม DOMESTIC & GROWTH แบ่งเป็น 2กลุ่ม คือ 1.ต้นทุนลด กำไรพุ่ง (GULF, BGRIM, GPSC, BCPG,CBG, OSP, IVL, SCC, SCGP)2.ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ(AAV, BA,MINT, CENTEL, ERW, BH, BDMS, TIDLOR, MTC
SYNAPSE STRATEGY
• ความไม่แน่นอนที่ช่วงแคบฮอมุชยังมี แต่อารมณ์ความกลัวของนักลงทุนลดลง สังเกตได้จาก VIX INDEX ที่เคยขึ้นไปถึง 35 เข้าใกล้ช่วงพีคตอนสงคราม รัสเซีย-ยูเครน ที่ 37 ล่าสุดย่อตัวลงมาเหลือ 24
• เทียบตอนสงครามรัสเซีย-ยูเครน VIX ผ่านพีค SET ทยอยฟื้นได้ 1เดือน ขึ้นราว 5% และสามารถปิดช่องว่างที่ลงมาได้ รอบนี้หวัง SETจะกลับไปที่ 1500 จุด แนะหุ้นกลุ่มที่ได้ SENTIMENT บวกสงครามบรรเทาลง GULF, GPSC, BCPG, CBG, OSP, IVL, SCC, SCGP,AAV, BA, MINT, CENTEL, ERW, BH, BDMS, TIDLOR, MTC
HORIZON MARKET VIEW
ความไม่แน่นอนยังติดๆ ดับๆ
วานนี้ ราคาน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวนหนัก โดย BRENT ร่วงลงมากว่า 11% แตะระดับ 87.8 เหรียญฯ/บาเรล
หลังสงครามอิหร่าน–สหรัฐ–อิสราเอลยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 11 ภายใต้บรรยากาศและอารมณ์ของนักลงทุนที่ดูเบาลงอีกหนึ่งความน่ากังวลคือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (เส้นทางการขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก) ทำให้โรงกลั่นและคลังน้ำมันเต็มเร็ว จนส่งผลให้ ซาอุฯ, UAE, คูเวต, อิรัก เกิดการลดกำลังการผลิตน้ำมัน โดยล่าสุดทั้ง 4 ประเทศ มีการผลิตรวมกันแค่ 6.7 ล้านบาร์เรล/วัน (เดือน ก.พ. 69 ผลิต 20.5 ล้านบาร์เรล/วัน) ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผลักราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยฯ
ในแง่มุมของภาพใหญ่ปีนี้ประเด็น GEOPOLITICAL RISK นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีโอกาสเกิดถี่และแรงขึ้นกว่าในอดีตได้ เพราะงบประมาณอาวุธต่อ GDP ของกลุ่ม NATO สูงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ระดับ 1-2% พุ่งสูงขึ้น 3-5%
สำหรับกลยุทธ์หุ้นต่างประเทศช่วงเกิดสงคราม แนะนำธุรกิจอาวุธ กองทุน:ASP-DEFENSE, ETF : ITA,สินทรัพย์อิงราคาน้ำมัน DR: OIL03 และหุ้นต่างประเทศเน้นทยอยสะสม แนะนำธุรกิจอวกาศ กองทุน : ASPJEDI, หุ้น EV อย่าง DR: XPENG03, DR: BYDCOM01(รายละเอียดฉบับเต็ม รอติดตาม SNIPER THEME ได้
ภายในวันนี้)
REGION RADAR
หุ้นนอกเด่น รับธีม WAR & WEALTH
สำหรับ ธีม WAR & WEALTH ฝ่ายวิจัยแนะนำ 4 กลุ่มหุ้นนอกได้รับ SENTIMENT บวกต่อสถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.กลุ่มน้ำมัน : ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มักส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันมักปรับตัวสูงขึ้นเป็นสินทรัพย์แรกในช่วงที่เกิดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น แบะบำ หุ้นรายตัว : EXXON MOBIL, DR: OIL03, ETF: XLE US, กองทุน: ASP-OIL
2.กลุ่มอาวุธ: ตั้งแต่ที่เกิดเหตุการณ์สงครามระหว่างยูเครน-รัสเซีย ส่งผลให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญในด้านกลาโหมมากขึ้น โดยประเทศในยุโรปหลายประเทศเพิ่มงบประมาณกลาโหมอย่างมีนัยสำคัญ โดย NATO มีเป้าหมายให้สมาชิกใช้งบประมาณด้านกลาโหมไม่น้อยกว่า 2% ของ GDP อีกทั้งตั้งเป้าหมายเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมเป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2035 แนะนำ หุ้นรายตัว : LOCKHEED MARTIN, DR: MITSU19, ETF: ITAUS, กองทุน: ASP-DEFENSE
3.กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า EV: จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงทำให้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งและได้ประโยชน์โดยตรงต่อต้นทุนการใช้น้ำมันในรถยนต์สันดาปที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ อุตสาหกรรม EV ยังได้แรงหนุนจากการผลักดันนโยบายพลังงานสะอาดและแรงสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจากหลายประเทศทั่วโลก แนะนำ หุ้นรายตัว : NIO (9866 HK), DR: XPENG03, ETF: DRIV US, กองทุน: SCBEV
4.กลุ่มอวกาศ (SPACE ECONOMY) : การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงบนพื้นดินหรือในอากาศ แต่กำลังขยายไปสู่อวกาศ ซึ่งกำลังจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีที่สำคัญของโลกประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จีนและรัสเซียขอหุ้นกำลังเพิ่มการลงทุนในดาวเทียม ระบบสื่อสาร และเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อเสริมความสามารถทางทหาร การสื่อสาร และการเฝ้าระวัง แนะนำ หุ้นรายตัว : ROCKET LAB(RKLB US), DR: RKLB03, ETF: ARKX US, กองทุน: ASP-JEDI
NIO รายงานผลประกอบการพลิกเป็นกำไรครั้งแรก
NIO (9866 HK) รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 มีรายได้รวมอยู่ที่ 3.46 หมื่นล้านหยวน +75% YOY(สูงกว่าตลาดคาด 3%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ 0.29 หยวน โดยบริษัทพลิกกลับมามีกำไรเป็นครั้งแรก หลังได้แรงหนุนจาก MARGIN รถยนต์ที่แข็งแกร่งและบริษัทควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีมากขึ้น นอกจากนี้ บริษัทคาดรายได้ไตรมาส 1 ปี 2026 จะอยู่ที่ราว 2.5 หมื่นล้านหยวน (สูงกว่าตลาดคาดที่ระดับ 2.4 หมื่นล้านหยวน)แนะนำเก็งกำไรต่อเนื่องสำหรับกลุ่ม EV จีน โดย TOP PICKS ได้แก่ NIO (9866 HK), XPENG (DR:XPENG03) และ BYD (DR: BYDCOM01)
THAI FOCUS
รับมือความผันผวนของราคาน้ำมัน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้
ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของสงครามที่ยังคงมีต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยคือ ราคาน้ำมันดิบ ซึ่งมีความสัมพันธ์ทิศทางเดียวกับอัตราเงินเฟ้อของไทยอย่างชัดเจน(CORRELATION สูงถึง 0.76) ดังนั้นหากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น มักจะกดดันให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยลดน้อยลงตามกลไก ซึ่งจากสถิติในอดีตพบว่า ช่วงที่ราคาน้ำมันดิบ(WTI) ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นเกิน 20% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า(QOQ) เศรษฐกิจไทยมักจะได้รับผลกระทบจนเกิดการหดตัวเฉลี่ยราว -0.15%QOQ ในทางกลับกันหากการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันดิบขยายตัวต่ำกว่า20%QOQ เศรษฐกิจไทยจะยังคงสามารถขยายตัวได้เฉลี่ยที่ราว +0.9%QOQแม้ความเสี่ยงด้านพลังงานจะมีอยู่ แต่ในแง่ของความพร้อมภายในประเทศนั้น รองนายกรัฐมนตรี พิพัฒน์รัชกิจประการ ได้ออกมายืนยันว่า รัฐบาลมีแผนรับมืออย่างรัดกุม โดยสามารถจัดหาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่นๆ มาทดแทนได้อย่างครบถ้วน สำหรับน้ำมันดิบปกติไทยนำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลางราว50% ของปริมาณทั้งหมด รัฐบาลได้เตรียมการเจรจาเพื่อหาแหล่งพลังงานอื่นๆ เข้ามาชดเชยแล้ว เช่น การนำเข้าจากรัสเซีย เป็นต้น ส่วนประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ ความมั่นคงของระดับน้ำมันสำรอง ซึ่งปัจจุบัน
ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองที่สามารถรองรับสถานการณ์ขั้นเลวร้ายที่สุด (กรณีที่ไม่สามารถนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้เลย หรือการนำเข้าเป็น 0) ได้ยาวนานถึง 92 วัน ดังนั้น ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาพลังงานจึงสามารถมั่นใจได้ว่า การดำเนินธุรกิจจะไม่เกิดการสะดุดหรือขาดแคลนพลังงานในระยะเวลาอันใกล้ซึ่งฝ่ายวิจัยฯมองว่าเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ในช่วงที่เหตุการณ์ความตึงเครียดเริ่มบรรเทาลงและราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวลดลง(รายละเอียดอยู่เนื้อหาด้านบน) แนะนำให้เน้นเก็งกำไรในหุ้นกลุ่ม DOMESTIC & GROWTHที่จะได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลงและคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักได้แก่
1. กลุ่มต้นทุนลด กำไรพุ่ง เป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่ลดลง ส่งผลให้ส่วนต่างกำไร (MARGIN) กว้างขึ้น คือ
• โรงไฟฟ้า (UTILITIES): GULF, BGRIM, GPSC, BCPG
• การบริโภค (CONSUMPTION): CBG, OSP (ได้ประโยชน์เพิ่มจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวเมื่อเงินเฟ้อลดลง)
• ปิโตรเคมีและบรรจุภัณฑ์: IVL, SCC, SCGP
2. กลุ่มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจและกำลังซื้อ เป็นกลุ่มที่เติบโตตามความเชื่อมั่นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กลับมาคึกคัก คือ
• การท่องเที่ยวและการบิน: AAV, BA, MINT, CENTEL, ERW (รับอานิสงส์ความเชื่อมั่นในการเดินทางและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัว)
• การแพทย์ (MEDICAL HUB): BH, BDMS
• สินเชื่อ (FINANCE): TIDLOR, MTC (ความกังวลเรื่องดอกเบี้ยขาขึ้นลดลงตามเงินเฟ้อช่วยให้ต้นทุนทางการเงินทรงตัว)
SYNAPSE STRATEGY
อารมณ์ความกลัวสงครามลดลง หวัง SET ทยอยฟื้น 1 เดือนต่อจากนี้
ความไม่แน่นอนที่ช่วงแคบฮอมุชยังมี แต่อารมณ์ความกลัวของนักลงทุนลดลง สังเกตได้จาก VIX INDEX ที่เคยขึ้นไปถึง 35 เข้าใกล้ช่วงพีคตอนสงคราม รัสเซีย-ยูเครน ที่ 37 ล่าสุดย่อตัวลงมาเหลือ 24
เทียบตอนสงครามรัสเซีย-ยูเครน VIX ผ่านพีค SET ทยอยฟื้นได้ 1 เดือน ขึ้นราว 5% และสามารถปิดช่องว่างที่ลงมาได้ รอบนี้หวัง SET จะกลับไปที่ 1500 จุด
และช่วงสงครามยูเครนผ่อนคลาย 1 เดือน : กลุ่มหุ้นสงครามบรรเทา ขึ้นได้ดีกว่าตลาด อาทิ ชิ้นส่วน +16%ท่องเที่ยว +9%, โรงพยาบาล +5%, บรรจุภัณฑ์+9%, รับเหมาฯ +7%, การเงิน +6%
กลยุทธ์แนะหุ้นกลุ่มที่ได้ SENTIMENT บวกสงครามบรรเทาลง GULF, GPSC, BCPG, CBG, OSP, IVL, SCC,SCGP, AAV, BA, MINT, CENTEL, ERW, BH, BDMS, TIDLOR, MTC
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์