อัปเดตประเด็นสำคัญ
ในต่างประเทศ
Midterm 2026: Democrats กวาดชัยชนะทั้งสองสภา แต่สถิติยังสนับสนุนโอกาสฟื้นตัวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ
Blue Wave เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจทางการเมือง แต่ไม่ได้เปลี่ยนแนวโน้มตลาดหุ้นในระยะกลางเสมอไป
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ (Midterm Election) เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน เบื้องต้นชี้ว่าพรรค Democrats สามารถคว้าชัยชนะและกลับมาครองเสียงข้างมากได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎร (House) และวุฒิสภา (Senate) ส่งผลให้สหรัฐฯ เปลี่ยนผ่านจาก Republican Trifecta ซึ่งพรรคของประธานาธิบดีควบคุมทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ไปสู่ภาวะ Divided Government โดยผลการเลือกตั้งสะท้อนความไม่พอใจของประชาชนต่อปัญหาค่าครองชีพและสงครามในอิหร่าน ขณะที่ประธานาธิบดี Donald Trump จะเผชิญข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายผ่าน Congress มากขึ้นในช่วงสองปีที่เหลือของการดำรงตำแหน่ง
Market Reaction: ตลาดหุ้นฟื้นตัวจากแรงขายช่วงแรก ขณะที่ Blue Wave กระตุ้น Sector Rotation
ตลาดการเงินทั่วโลกตอบสนองต่อชัยชนะของ Democrats ด้วยความผันผวนในช่วงแรก โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงจากความกังวลว่า Divided Government อาจเพิ่มข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายของ Trump รวมถึงนำไปสู่การกำกับดูแลธุรกิจเทคโนโลยีและ AI ที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มฟื้นตัวหลังความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งคลี่คลายลง
สำหรับสินทรัพย์อื่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และทองคำปรับตัวขึ้น ขณะที่ Bond Yield และเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง สะท้อนความคาดหวังว่า Political Gridlock อาจจำกัดการลดภาษีและการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านการก่อหนี้เพิ่มเติม ส่วนตลาด Cryptocurrency เผชิญความผันผวนจากความกังวลว่าการผลักดันกฎหมายที่สนับสนุนสินทรัพย์ดิจิทัลอาจมีอุปสรรคมากขึ้น
สถิติในอดีตชี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักให้ผลตอบแทนโดดเด่นหลัง Midterm Election
แม้ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ แต่ข้อมูลในอดีตยังสนับสนุนโอกาสฟื้นตัวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในระยะกลาง โดยจากการศึกษาการเลือกตั้งกลางเทอม 20 ครั้ง ระหว่างปี 1946–2022 พบว่าดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7.2%, 12.4% และ 15.3% ในช่วง 3, 6 และ 12 เดือนหลังการเลือกตั้งตามลำดับ สูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ไม่มี Midterm ซึ่งอยู่ที่ 2.1%, 4.1% และ 7.3% อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วง 6 และ 12 เดือนหลังการเลือกตั้งถึง 95% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด สถิติดังกล่าวสะท้อนว่า เมื่อความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งเริ่มคลี่คลายลง ตลาดมักกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และทิศทางนโยบายการเงินมากขึ้น โดยผลตอบแทนหลัง Midterm ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพรรคใดเป็นผู้ชนะเพียงอย่างเดียว
แม้พรรครัฐบาลสูญเสียทั้ง House และ Senate ตลาดหุ้นก็ยังสามารถปรับตัวขึ้นได้
หากพิจารณาเฉพาะสถานการณ์ที่พรรคของประธานาธิบดีสูญเสียเสียงข้างมากทั้งสองสภาหลัง Midterm พบว่าเคยเกิดขึ้น 4 ครั้งนับตั้งแต่ปี 1946 ได้แก่ ปี 1946, 1954, 1994 และ 2006 โดยดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7.2%, 8.2% และ 19.3%
ในช่วง 3, 6 และ 12 เดือนหลังการเลือกตั้งตามลำดับ และให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วง 12 เดือนถึง 3 ใน 4 ครั้ง หรือคิดเป็น 75% ของกลุ่มตัวอย่าง ทั้งนี้หากไม่นับรวมปี 1946 ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (Post-War Normalization) และพิจารณาเฉพาะปี 1954, 1994 และ 2006 พบว่าดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 7.9%, 13.6% และ 25.9% ในช่วง 3, 6 และ 12 เดือนตามลำดับ โดยตลาดให้ผลตอบแทนเป็นบวกในทุกครั้งตลอดทั้งสามช่วงเวลาดังกล่าว ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านจาก Trifecta ไปสู่ Divided Government ไม่จำเป็นต้องเป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น โดยเฉพาะเมื่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังเอื้อต่อการเติบโต
Blue Wave จำกัดอำนาจด้านนิติบัญญัติ แต่ Trump ยังคงมี Executive Powers
ในด้านนโยบาย แม้ Democrats จะควบคุม Congress ทั้งสองสภา แต่ไม่ได้หมายความว่า Trump จะสูญเสียอำนาจในการบริหารประเทศ เนื่องจากประธานาธิบดียังคงสามารถใช้อำนาจฝ่ายบริหาร (Executive Powers) และ Executive Orders ในการดำเนินนโยบายสำคัญได้อีกหลายด้าน โดยเฉพาะนโยบายการค้า การต่างประเทศ และความมั่นคง
นอกจากนี้ Trump ยังมีอำนาจ Veto เพื่อยับยั้งกฎหมายที่ผ่าน Congress ซึ่งการลบล้าง Presidential Veto จำเป็นต้องใช้เสียงสนับสนุนถึงสองในสามของทั้ง House และ Senate ซึ่ง Democrats ยังมีจำนวนที่นั่งไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว
ส่วนความเสี่ยงด้าน Impeachment แม้ Democrats จะสามารถเริ่มกระบวนการถอดถอน Trump ได้ผ่านเสียงข้างมากใน House แต่การถอดถอนออกจากตำแหน่งจริงจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนสองในสามของ Senate ทำให้โอกาสสำเร็จยังค่อนข้างจำกัด
ดังนั้น ผลกระทบหลักจาก Blue Wave จึงน่าจะอยู่ที่การเพิ่มข้อจำกัดในการผลักดันกฎหมายใหม่และการใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงการเพิ่มอำนาจตรวจสอบรัฐบาลและภาคธุรกิจของ Democrats มากกว่าการทำให้ Trump สูญเสียอำนาจบริหารโดยตรง
มุมมองการลงทุน: ปัจจัยพื้นฐานยังเป็นแกนกลางที่จะกำหนดทิศทางตลาดหุ้นใน ปีหน้า
เราประเมินว่าทิศทางตลาดหุ้นในปี 2027 จะขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานมากกว่าผลการเลือกตั้ง Midterm โดยเฉพาะแนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัท ความต่อเนื่องของวัฏจักรการลงทุนใน AI ทิศทางนโยบายการเงินของ Fed และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ขณะที่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและภูมิรัฐศาสตร์จะทำให้เกิดความผันผวนของตลาด
ขณะเดียวกัน สถิติในอดีตชี้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วง 3–12 เดือนหลังการเลือกตั้ง Midterm แม้ผลการเลือกตั้งจะนำไปสู่ภาวะ Divided Government ก็ตาม จึงถือเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนโอกาสฟื้นตัวของตลาด
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย เด้งสลับย่อ (เริ่มดักกระแส Blue wave)
อิงตามมุมมองกลยุทธ์ที่ระบุในรายงานเมื่อวาน...หลังจากทราบผลเลือกตั้งสหรัฐฯ และยังไม่มีสัญญาณของการเปิดฉากสงครามกับอิหร่านที่รุนแรง กลยุทธ์คาดว่าการปรับฐานจะไม่ได้ลงแรงจบเร็ว-แต่จะเป็นรูปแบบ ย่อสลับเด้ง ในกรอบขาลงจนถึงกลางสัปดาห์หน้า หรือจนกว่างบ บจ.จะทยอยออกเกิน 70% และรอดูการปรับประมาณการณ์กำไรต่อจากนี้
ขณะที่ปัจจัยมหภาคที่เราติดตาม ล่าสุด ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ “Blue wave” มา ชัดเจนแล้ว หากอิงตามแนวทาง กม.สมัยที่ เดโมแครต ครองสภาครองเกรส 2-3 รอบล่าสุด นโยบายหลักที่เราคาดว่าน่าจะส่งผลบวกต่อการ เริ่มมองกลุ่มหุ้นที่น่าจะเล่นตามกระแส Blue wave รอบนี้คาดว่าจะ ส่งผลต่อการหมุนกลุ่มหุ้นไทยตามทิศทางนโยบายการเมืองสหรัฐฯด้วย ได้แก่
1) Green energy เป้าหมายเพื่อลดค่าครองชีพ: กลุ่มโครงสร้างสายส่ง (Smart grid) เพื่อรองรับนโยบายพลังงานสะอาด, การลงทุนโครงการพลังงานสะอาด “สามารถเคลมผลงานลดค่าครองชีพประชาชน”
2) โครงการสนับสนุนค่ารักษาพยาบาล ยารักษาโรค
3) สกัดมาตรการภาษี ทรัมป์ เพื่อลดค่าครองชีพ (บวกกลุ่มค้าปลีก)
ทั้ง 3 กลุ่มน่าจะถูกโฟกัส เพราะเข้าถึงคะแนนนิยมได้ง่าย เพื่อเป้าหมายในการเรียกคะแนนรองรับการเลือกตั้งในอีก 2 ปีข้างหน้า
อิงตามมุมมอง Morgan Stanley (MS) ที่เราเคยสรุปจากการร่วมประชุมก่อนจะถึงศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ MS มอง 2 กลุ่มหลักที่น่าจะได้อานิสงส์ลมใต้ปีกจาก Blue wave คือ Health care และ Consumer ซึ่งเรามองว่าหากมีกองทุนกลับมาลงทุนหุ้นในกลุ่มเหล่านี้ หุ้นในตลาดหุ้นไทยที่เชื่อมโยงน่าจะเข้า ธีมการลงทุน เกาะไปกับกองทุนต่างประเทศที่เน้นหุ้นตามนโยบายนี้ และมีโอกาสถูก Re-rate PE กลับขึ้นมาได้
นอกเหนือจากปัจจัยมหภาคในต่างประเทศ เรามองนโยบายรัฐบาลไทยที่เน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านสายส่ง และโครงการเร่งกระตุ้น GDP ผ่านการเร่งรัดลงทุนทางตรง (FDI) เราคาดว่ากลุ่มที่เชื่อมโยง Capex cycle รอบใหม่น่าจะกลับมาน่าสนใจ เช่น กลุ่มธนาคาร (โดยมีเกณฑ์ Basel III reform เป็นตัวแปรหนุน) กลุ่มนิคมฯ เป็นต้น
กลยุทธ์ ระยะสั้นจนถึงกลางสัปดาห์หน้า เรายังคงงดการเก็งกำไรดักงบการเงิน โดยแนะให้ไปรอช้อนซื้อหุ้นอีกครั้งหลังงบออกหมด หรือเลือกตัวหุ้นที่งบออกไปแล้วราคาหุ้นตอบสนองเชิงลบเรียบร้อย เช่น กลุ่มธนาคาร, กลุ่ม Low beta, รายได้อิงจากในประเทศ, ถือ(กอด)หุ้นตามพอร์ต SET100 Smart tactical ที่เราแนะนำแล้วรอสัญญาณ เพื่ออัพเดทพอร์ตตามสถานการณ์อีกครั้ง
มุมมองเทคนิค:
1) Elliott Wave:
Impulse Wave 1-5: ดัชนีฟื้นตัวขึ้นมาจากจุดต่ำสุดครบชุดโครงสร้าง 5 คลื่น (Impulse Wave) โดยทำจุดสูงสุดบริเวณ 1,659.29 จุด
Corrective Wave (a-b-c): ปัจจุบันกำลังเคลื่อนตัวอยู่ในโครงสร้างการพักฐานย่อยแบบ Corrective Wave (รูปแบบธงขาขึ้น หรือ Bullish Flag) โดยโครงสร้างย่อยกำลังอยู่ในขาลงของ Wave C ซึ่งมักเป็นช่วงท้ายของการปรับฐานที่ราคามักทิ้งตัวลงแรง
2) Signal alert & trend support:
ดัชนีปิดต่ำกว่าเส้น EMA 200 วัน: สะท้อนแรงกดดันเชิงโครงสร้างระยะกลางที่เพิ่มสูงขึ้น
หลุดระดับ Fibonacci 23.6% (1,517 จุด): โดยมีโซนแนวรับถัดไปที่ต้องจับตาบริเวณ Fibonacci 38.2% (1,430 จุด)
สู้ที่เส้น Major Support: ดัชนีลงมาทดสอบเส้นแนวรับหลักของโครงสร้างขาขึ้น (Major Support Line) ซึ่งเป็นจุดตัดสินใจสำคัญว่าจะสามารถดีดตัวกลับได้หรือไม่
3) Indicator:
RSI Oversold: เข้าสู่เขต Oversold (ระดับ 30) บ่งชี้ว่าภาวะแรงขายเริ่มตึงตัว ซึ่งเพิ่มโอกาส Short-term Rebound ได้ทุกเมื่อ
สรุป: SET Index อยู่ในช่วง ปลายทางของการปรับฐาน (Corrective Wave C) ที่ลงมาทดสอบเส้นแนวรับหลักและเข้าสู่เขต Oversold ทางเทคนิค แม้โครงสร้างระยะกลางจะมีความเปราะบางจากการหลุดเส้น EMA 200 วัน แต่บริเวณนี้เป็นโซนที่อาจมีแรงซื้อเก็งกำไรเพื่อลุ้นรีบาวด์ระยะสั้นครับ
What to watch
กกร. เพิ่มคาดการณ์ GDP ปีนี้โต 2.4-2.6% (เดิม 2.1-2.5%) อานิสงส์ปรับปรุงดัชนี MPI ใหม่ คาดส่งออกโตพุ่ง 18-22% (เดิม 12-16%) และอัตราเงินเฟ้อ ปรับลงเหลือ 2.1-2.5% (เดิม 2.5-3.0%)
จีนกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุม 3 ฝ่ายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน โดยคาดว่าจะจัดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่จีนเป็นเจ้าภาพในช่วงกลางเดือนพ.ย.นี้ ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ปูตินเสนอให้ผู้นำทั้งสามประเทศพบกันในเดือนหน้า เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ขณะที่ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมาว่า การประชุมดังกล่าวจะมุ่งหารือเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากทั้งสามประเทศต่างครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จำนวนมาก
BOJ เร่งระบาย ETF หวังเพิ่มกำไรนำส่งรัฐบาล รองรับแผนใช้จ่ายก้อนใหญ่ของญี่ปุ่น โดยจะเร่งทยอยขายกองทุน ETF ที่ถือครองอยู่ โดยเพิ่มวงเงินขายต่อปีเป็น 8.6 แสนล้านเยน (5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตั้งแต่เดือน ม.ค. จากเดิม 3.3 แสนล้านเยนต่อปี ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำไรส่วนเกินของธนาคารกลางและเงินที่นำส่งรัฐบาล ทำให้ภาครัฐมีรายได้เพิ่มเติมสำหรับรองรับแผนการใช้จ่ายขนาดใหญ่ของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น
BOJ ประกาศแผนดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ (30 ต.ค.) โดยคำนวณวงเงินขายจากมูลค่าตามบัญชี การปรับเพิ่มยอดขายจะทำให้ระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้ในการทยอยขาย ETF ทั้งหมดลดลงเหลือประมาณ 43 ปี จากเดิมที่ประเมินไว้ 112 ปี
ครม. รื้อภาษีป้ายครั้งใหญ่! เลิกเสียเต็มปี คิดตามเวลาติดตั้งจริง/ จ่ายผ่านออนไลน์ได้-ขยายการชำระเป็น 30 วัน, ครม.เคาะมาตรการภาษี นำเข้ารถยนต์ EV และ REEV เป็นสูงสุด 35% จากเดิม 10%
สรุปที่ประชุม สมช. ยันไม่ประมาทวาง 4 ฉากทัศน์เตรียมรับมือวิกฤตตอ.กลาง ชี้ไทยอยู่รอบนอกวิกฤตโลก ไม่จำเป็นต้องกักตุน: เพื่อความไม่ประมาท สมช.ได้เตรียมความพร้อมของแผนและแนวทางการปฏิบัติ โดยมี 4 ฉากทัศน์ด้วยกัน และมีความเป็นได้ของแต่ละฉากทัศน์ รวมทั้งการรองรับกับฉากทัศน์ที่ได้กำหนดขึ้น ซึ่งทั่วๆไปแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนของตัวเองอยู่แล้ว แต่วันนี้ให้แต่ละหน่วยงานมารับทราบฉากทัศน์ที่สมช.กำหนดขึ้น และทำแผนในรายละเอียดเพื่อรองรับฉากทัศน์ดังกล่าว
รายงานพื้นฐานวันนี้
Energy Sector
คาดกำไร 3Q26 โตแรง YoY แต่เริ่มชะลอ QoQ
คาดกำไรกลุ่มพลังงานเริ่มผ่านจุดสูงสุดระยะสั้นไปแล้ว โดยหุ้น 8 บริษัทที่เราศึกษาคาดมีกำไรสุทธิรวม 3Q26 ที่ 9.9 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 140% YoY แต่ลด 10% QoQ และกำไรหลักรวม 1.05 แสนล้านบาท เพิ่ม 271% YoY แต่ลด 17% QoQ จากการฟื้นตัวของผลประกอบการหลายธุรกิจ โดยเฉพาะโรงกลั่น ตามด้วย PTT และ PTTEP ขณะที่ BANPU เป็นเพียงบริษัทเดียวที่คาดกำไรหลักอ่อนลง YoY
เมื่อเทียบ QoQ ภาพเริ่มแตกต่างกันมากขึ้น โดย OR เด่นที่สุด จากกำไรที่ดีขึ้นทั้งธุรกิจ Mobility, Lifestyle และต่างประเทศ ขณะที่ BANPU ดีขึ้นตามธุรกิจถ่านหิน ส่วน PTT และโรงกลั่นส่วนใหญ่เริ่มชะลอ จากกำไรธุรกิจก๊าซ โรงกลั่น ปิโตรเคมี และโรงไฟฟ้าที่ลดลง รวมถึงค่าการกลั่นที่ลดลง ขณะที่ PTTEP และ TOP คาดกำไรหลักทรงตัว QoQ
สำหรับ 4Q26 ราคาน้ำมันดิบยังมีแนวโน้มทรงตัวสูง QoQ และเพิ่มขึ้น YoY จากความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลาง แต่ความผันผวนยังสูง ขณะที่ราคาถ่านหินมีโอกาสเพิ่มทั้ง YoY และ QoQ จากอุปสงค์อินเดีย การเปลี่ยนจากก๊าซมาใช้ถ่านหินมากขึ้น และการส่งออกอินโดนีเซียที่ลดลง ในทางกลับกัน ตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปมีแนวโน้มคลายตัว โดยคาดมีอุปทานส่วนเกินราว 1 ล้านบาร์เรล/วันใน 4Q26 ซึ่งจะกดดันค่าการกลั่นให้ลดลงทั้ง YoY และ QoQ
เราจึงคาดกำไรหลักรวม 4Q26 ยังโต 82% YoY แต่ลด 13% QoQ เหลือราว 9.09 หมื่นล้านบาท โดย YoY ยังได้แรงหนุนจาก PTT, PTTEP และตามด้วยโรงกลั่นกับ BANPU แต่ QoQ ถูกกดดันจากค่าการกลั่นที่ลดลงและค่าใช้จ่ายตามฤดูกาลที่สูงขึ้น โดย BANPU เป็นรายเดียวที่คาดกำไรหลักดีขึ้น QoQ
Fundamental view: คงมุมมอง กลุ่มพลังงานเท่ากับตลาด โดย PTT ยังเป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม เพราะมีแหล่งกำไรหลากหลายและทนต่อความผันผวนได้ดีกว่า ขณะที่ยังให้ผลตอบแทนเงินปันผล ปี 2027 ราว 5.8%
HANA
ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส
การฟื้นตัวเริ่มชัดและไม่ได้พึ่งแค่ AI แต่ราคาหุ้นสะท้อนไปแล้ว
การฟื้นตัวของ HANA เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น โดยไม่ได้มาจากความคาดหวังเรื่อง AI เพียงอย่างเดียว แต่ธุรกิจหลักทั้ง IC/OSAT และ EMS เริ่มกลับเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้น อัตราการใช้กำลังการผลิตโรงงานอยุธยาเพิ่มจากช่วงกลาง 50% มาอยู่ระดับต้น 60%
ธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับ AI มีแนวโน้มฟื้นมรหลายธุรกิจย่อยมากขึ้นใน 2H26 โดยโรงงาน Ohio RFID คาดดีขึ้นต่อใน 3Q26 และกลับมามีกำไรใน 4Q26 ตามปริมาณผลิตที่ฟื้น แม้การแข่งขันยังสูง โดยคำสั่งซื้อบางส่วนในช่วงนี้อาจเป็นการเร่งซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการขาดแคลนชิ้นส่วน หลังการลงทุน AI ทำให้วัตถุดิบบางประเภทตึงตัวและราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ เราคาดกำไรหลัก 3Q26 ที่ 345 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมาก YoY และราว 25% QoQ
มาที่ฝั่ง AI เริ่มเข้าสู่ช่วงผลิตจริงแล้วใน 2H26 โดยทั้ง Phononic pluggable-optics TEC assembly และ high-density oscilloscope PCBA เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ใน 3Q26 และคาดทยอยเพิ่มกำลังจนใกล้เต็มกำลังภายในปลาย 4Q26 หรือเร็วกว่านั้น แม้ข้อจำกัดหลักยังอยู่ที่ระยะเวลารอเครื่องจักร 6–9 เดือน
ดังนั้น ปี 2027 จะเป็นปีแรกที่รับรู้รายได้ AI เต็มปี โดยเราใช้กรณีฐานรายได้ AI รวมประมาณ 60 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 7% ของรายได้กลุ่ม ต่ำกว่าที่ตลาดคาดราว 70 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดรายได้รวมปี 2027 โตประมาณ 18% ซึ่งราว 10% มาจากธุรกิจเดิม ขณะที่ CPO มีโอกาสสร้างการเติบโตได้มากกว่าในอนาคต แต่ยังอยู่ในช่วงพัฒนาและรับรองการผลิต จึงมองเป็นโอกาสตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังของตลาดเพิ่มขึ้นเร็วมาก หลังงบ 2Q26 ดีกว่าคาด โดยประมาณการกำไรตลาดปี 2027 ถูกปรับขึ้นราว 15% และบางรายใส่รายได้ AI ราว 70 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว ขณะที่ช่วงราคาหุ้นใกล้ 50 บาท HANA ซื้อขายที่ PER ปี 2027 ราว 30 เท่า เทียบกับช่วงวัฏจักรขาขึ้นปี 2019–21 ที่ PER เคยขยายจากราว 10 เท่าเป็น 30–35 เท่า จึงมองว่าหุ้นยังมีโอกาสไปถึงกรอบ 35 เท่าหรือราว 56–58 บาท แต่การขึ้นต่อจากระดับนั้นจะต้องเห็นรายได้ AI สูงกว่าที่ตลาดคาดจริง
อีกความเสี่ยงที่ยังไม่ถูกพูดถึงมากคือภาษีขั้นต่ำ OECD ในปี 2028 หากรายได้รวม HANA ขยับเข้าใกล้เกณฑ์ 750 ล้านยูโร อาจทำให้อัตราภาษีที่แท้จริงเพิ่มเป็น 15% จากปัจจุบันราว 8% และสร้างแรงกดดันต่อกำไรปี 2028 ได้
Fundamental view: การฟื้นตัวของ HANA รอบนี้มีฐานที่กว้างขึ้นกว่าการกระขุกเพียงบางธุรกิจ ทั้งธุรกิจเดิม และการเริ่มรับรู้รายได้จาก AI แต่ราคาหุ้นได้สะท้อนความคาดหวังไปมากแล้ว การปรับขึ้นรอบถัดไปจึงต้องอาศัยการส่งมอบรายได้ AI และกำไรที่ดีกว่าสมมติฐาน คงคำแนะนำเพียง ถือ ราคาเป้าหมาย 50 บาท
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์, IAA Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ธนรัตน์ อิศรกุล, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์และปัจจัยทางเทคนิค