Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.ทิสโก้ : TOURISM จ่ายเพื่อเข้าประเทศ จ่ายเพื่อออกจากประเทศ

68

 


ค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงต่อจำนวนนักท่องเที่ยว ส่งผลลบต่อกลุ่มท่องเที่ยว
ประเทศไทยมีแผนจัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวในอัตรา 450 บาท และนำภาษีขาออก 1,000 บาทกลับมาบังคับใช้อีกครั้ง ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (PSC) ของ AOT ที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 1,120 บาทในเดือนมิถุนายน 2026 ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องรับภาระต่อการเดินทางหนึ่งครั้งเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2,570 บาท จาก 730 บาทก่อนเดือนมิถุนายน 2026 หากทั้งสองมาตรการถูกนำมาใช้ เราคาดว่าจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น ขณะที่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวยังคงรุนแรงในระดับภูมิภาค เราจึงมีมุมมองระมัดระวังมากขึ้นต่อประมาณการการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวที่ 9% ในปี 2027 และคาดว่าการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจะชะลอลง โดยประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 35.4 ล้านคน ซึ่งยังต่ำกว่าระดับ 39.8 ล้านคนในปี 2019 อย่างมีนัยสำคัญ

ค่าธรรมเนียมเข้าประเทศเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว (450 บาท)
ค่าธรรมเนียม 450 บาทที่เสนอจะเรียกเก็บจากชาวต่างชาติทุกคน โดยเริ่มจากผู้เดินทางเข้าประเทศทางอากาศใน 1Q27 และขยายไปยังผู้เดินทางทางบกและทางทะเลประมาณ 1 ปีถัดมา มาตรการดังกล่าวจะเข้ามาแทนข้อเสนอเดิมที่กำหนดค่าธรรมเนียม 300 บาทสำหรับผู้เดินทางทางอากาศ และ 150 บาทสำหรับผู้เดินทางทางบกและทางทะเล ค่าธรรมเนียมดังกล่าวครอบคลุมการเดินทางเข้าประเทศหลายครั้งภายในระยะเวลา 30 วัน รวมถึงประกันภัยสำหรับนักท่องเที่ยว และคาดว่าจะสร้างรายได้มากกว่า 10 พันล้านบาทต่อปี เพื่อนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวและยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว โดยข้อเสนอดังกล่าวได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มเติมก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ

ภาษีขาออกกลับมาอีกครั้งเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ (1,000 บาท)
ภาษีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากพระราชกำหนดฉุกเฉินในปี 1983 ซึ่งกำหนดให้คนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศทางอากาศต้องชำระภาษี 1,000 บาทต่อครั้ง เพื่อควบคุมการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวไม่ได้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี 1991 ในเดือนเมษายน 2026 มาตรการดังกล่าวถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งในรูปแบบการจัดเก็บจากคนไทย เพื่อสนับสนุนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ก่อนที่กระทรวงการคลังจะขยายขอบเขตการจัดเก็บ โดยให้เหตุผลด้านวินัยทางการคลังและความจำเป็นในการรักษาความยืดหยุ่นทางการคลังเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินในอนาคต ปัจจุบันรัฐบาลอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดยร่างล่าสุดกำหนดให้จัดเก็บภาษีจากผู้เดินทางทุกสัญชาติในอัตรา 1,000 บาทต่อการเดินทางออกนอกประเทศทางอากาศ และกำหนดเพดานสูงสุดไว้ที่ 5,000 บาท หากได้รับการอนุมัติ มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วันนับจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

สายการบินเผชิญแรงกดดันจากค่าโดยสารที่สูงขึ้น
สายการบินจะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดเก็บภาษีดังกล่าว และอาจเผชิญบทลงโทษหากดำเนินการจัดเก็บได้ไม่ครบถ้วน ผู้โดยสารจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายรวมของตั๋วโดยสารที่สูงขึ้น ขณะที่ความไม่พอใจจากผู้โดยสารมีแนวโน้มถูกส่งผ่านมายังสายการบินโดยตรง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน สายการบินอาจต้องรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นบางส่วนผ่านการปรับลดค่าโดยสารพื้นฐาน ซึ่งอาจกระทบต่อกลยุทธ์การบริหารผลตอบแทน (Yield Management) ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการฟื้นตัวของกำไรในช่วงที่ผ่านมา เรามองว่า AAV มีความเสี่ยงสูงสุด รองลงมาคือ THAI และ BA

สนามบินได้รับผลกระทบหากมีการลดเที่ยวบิน
หากสายการบินเลือกรักษาอัตรากำไรโดยการลดความถี่เที่ยวบิน จำนวนผู้โดยสารอาจปรับลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้รายได้จากกิจการการบินและรายได้จากร้านค้าปลอดอากรของ AOT ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับปริมาณผู้โดยสาร ได้รับผลกระทบในเชิงลบ สนามบินดอนเมือง (DMK) มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีสัดส่วนการพึ่งพาสายการบินต้นทุนต่ำในระดับสูง นอกจากนี้ การเติบโตของจำนวนผู้โดยสารที่อ่อนแอลงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการใช้ประโยชน์จากโครงการขยายสนามบินของ AOT ที่ต่ำกว่าศักยภาพที่วางไว้

โรงแรม : ผลกระทบเชิงลบ แต่เป็นผลกระทบทางอ้อม
ธุรกิจโรงแรมจะได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง โดยโรงแรมระดับ Luxury มีแนวโน้มรักษาความแข็งแกร่งได้ดีกว่าโรงแรมกลุ่มอื่น เนื่องจากลูกค้าในกลุ่มนี้มีความอ่อนไหวต่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างต่ำ ในทางกลับกัน โรงแรมระดับ Midscale และ Economy ที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก จะเผชิญความเสี่ยงมากกว่า สำหรับ ERW ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่กลุ่มโรงแรม Economy ขณะที่ผลกระทบต่อ Hop Inn คาดว่าจะอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากฐานลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ ERW และ AOT โดยประเมินมูลค่าที่เหมาะสมที่ 4.20 บาท และ 75.00 บาท ตามลำดับ

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้