อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow Fund Flow เอเชียเริ่มมีสัญญาณทรงตัว หลังแรงขายในเกาหลีใต้ลดลงอย่างมาก แต่การฟื้นตัวยังจำกัดอยู่ในเอเชียเหนือ
กระแสเงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นภูมิภาคพลิกกลับมาเป็นบวกในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกในรอบ 6 สัปดาห์ หลังถูกขายสุทธิต่อเนื่อง 5 สัปดาห์ โดยการเปลี่ยนแปลงหลักมาจากไต้หวันที่กลับมามีเงินทุนไหลเข้า ขณะที่แรงขายในเกาหลีใต้ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าแรงกดดันจาก Fund Flow ในเอเชียเหนือเริ่มผ่อนคลายลง แม้การฟื้นตัวยังไม่ได้กระจายไปยังตลาดอื่นในภูมิภาค
ไต้หวันมีแรงซื้อสุทธิ 1,705 ล้านดอลลาร์ พลิกจากยอดขายสุทธิ 200 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อน ส่วนเกาหลีใต้ยังถูกขายสุทธิต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 6 แต่ยอดขายลดลงเหลือเพียง 473 ล้านดอลลาร์ จาก 6,502 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อนหน้า
การเปลี่ยนแปลงของ Fund Flow ในสองตลาดนี้มีความสำคัญต่อภาพรวมของภูมิภาค เนื่องจากแรงขายสะสมในเอเชียตั้งแต่ต้นปีมีการกระจุกตัวอยู่ในเอเชียเหนือ โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นภูมิภาครวม 159,900 ล้านดอลลาร์ และในจำนวนนี้ 120,437 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 75% เกิดขึ้นในเกาหลีใต้เพียงตลาดเดียว ขณะที่ไต้หวันมียอดขายสุทธิสะสม 35,967 ล้านดอลลาร์
ดังนั้น ภาพ Fund Flow ที่อ่อนแอของเอเชียในปีนี้จึงไม่ได้สะท้อนการลดน้ำหนักทุกตลาดพร้อมกัน แต่เกิดจากแรงขายในเกาหลีใต้และไต้หวันเป็นหลัก โดยเฉพาะเกาหลีใต้ที่มีน้ำหนักต่อ Outflow ของภูมิภาคสูงมาก การที่แรงขายในตลาดนี้ลดลงจากกว่า 6.5 พันล้านดอลลาร์เหลือต่ำกว่า 0.5 พันล้านดอลลาร์ในหนึ่งสัปดาห์ จึงอาจเป็นสัญญาณแรกว่าแรงกดดันจาก Fund Flow ในเอเชียเหนือกำลังเริ่มผ่อนคลายลง
Fund Flow ยังไม่ฟื้นตัวในวงกว้าง และยังมีลักษณะ Selective
แม้ยอด Fund Flow รวมของภูมิภาคจะกลับมาเป็นบวก แต่แรงซื้อในสัปดาห์ล่าสุดยังเกิดขึ้นเฉพาะในไต้หวัน ขณะที่ตลาดอื่นยังคงมีเงินทุนไหลออก สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังเลือกลงทุนเป็นรายตลาดมากกว่ากลับมาเพิ่มน้ำหนักหุ้นเอเชียทั้งภูมิภาค
ภาพดังกล่าวเห็นได้ชัดในตลาดหุ้น TIP ซึ่งยังถูกขายสุทธิต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สาม โดยอินโดนีเซียถูกขายสุทธิ 176 ล้านดอลลาร์ ไทย 107 ล้านดอลลาร์ และฟิลิปปินส์ 13 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังมีฐาน Fund Flow สะสมตั้งแต่ต้นปีดีกว่าตลาดอื่น โดยยังคงมียอดซื้อสุทธิสะสม 1,479 ล้านดอลลาร์ และเป็นตลาดเดียวในกลุ่มที่ Fund Flow ตั้งแต่ต้นปียังเป็นบวก แม้ในช่วงสามสัปดาห์ล่าสุดจะเริ่มกลับมาถูกขายสุทธิ ก็ตาม
Sector Flow ยังสนับสนุนการเลือกลงทุนเป็นรายกลุ่มมากกว่าการเพิ่ม Beta ทั้งตลาด
สัญญาณจาก Volume Flow Index ในสัปดาห์ที่ผ่านมาให้ภาพสอดคล้องกับ Fund Flow ระดับประเทศ กล่าวคือ แรงสะสมยังมีการกระจายตัวค่อนข้างจำกัด โดยกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มหลักที่เห็นแรงซื้อสะสมทั้งในตลาดหุ้นไทยและไต้หวัน
สำหรับตลาดหุ้นไทย เราประเมินว่ากลุ่มสื่อสาร ขนส่ง และพลังงาน มีแนวโน้มเคลื่อนไหวได้ดีกว่าตลาดในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะในภาวะที่ Fund Flow ต่างชาติยังไม่ได้กลับเข้าตลาดไทยอย่างชัดเจน การเลือกลงทุนในอุตสาหกรรมที่เริ่มมีแรงสะสมจึงยังมีความสำคัญมากกว่าการเพิ่มน้ำหนักตลาดโดยรวม
Fund Flow อาจผ่านช่วงที่อ่อนแอที่สุดไปแล้ว
ในระยะถัดไป เราให้น้ำหนักกับทิศทาง Fund Flow ของเกาหลีใต้ เนื่องจากตลาดนี้คิดเป็นประมาณ 75% ของยอดขายสุทธิสะสมในภูมิภาคตั้งแต่ต้นปี การที่แรงขายลดลงจาก 6,502 ล้านดอลลาร์ เหลือ 473 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ล่าสุดจึงเป็นพัฒนาการที่ควรติดตาม
หากแรงขายในเกาหลีใต้ชะลอลงต่อเนื่อง ขณะที่ไต้หวันยังสามารถรักษาเงินทุนไหลเข้าได้ จะช่วยให้แรงกดดันต่อ Fund Flow ของเอเชียลดลงมากขึ้น ขณะที่ภาพการฟื้นตัวจะมีความชัดเจนขึ้น หากเริ่มเห็นเงินทุนไหลเข้ากระจายไปยังตลาดอื่นในภูมิภาคเพิ่มเติม รวมถึงตลาดหุ้นไทย
สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ปิดปรับฐานแค่เบาๆ โดยเป็นไปตามทิศทาง DELTA ที่กดดัน ส่วนหุ้นอื่นๆ แทบจะกลบผลกระทบกันเอง โดยฝั่งบวกขึ้นมาสลับมาเป็นไอซีที (หลังโดนขายมาหลายวัน แต่ก็บวกไม่ได้แรง) แต่ที่เด่น คือ อิงการท่องเที่ยว AWC CPN AOT ขณะที่รับอานิสงส์น้ำท่วมแบบ HMPRO ไม่ได้เด่นมาก ขณะที่ด้านลบ นอกจาก DELTA ยังเห็นการขายกลุ่มธนาคาร และพลังงาน
แนวโน้มตลาดวันนี้ ผ่านด่านการเมืองไปได้อีกครั้ง
ตลาดหุ้นไทยผ่านด่าน การเมืองในประเทศไปได้อีกครั้งกับประเด็น การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา “ศาลฯ วินิจฉัยไม่ขัด รธน.กรณีฟ้องร้องบาร์โค้ด, QR Qode บัตรเลือกตั้ง” ส่วนตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้ตอบรับเชิงบวก (ตอนคดีการเมือง คดีฮั้ว สว. ตลาดหุ้นไทยลงก่อนแล้วค่อยฟื้นตัวกลับ) เพราะยังต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยมหภาคอื่นประกอบ...
อย่างไรก็ดีการผ่านด่านการเมืองไปได้แบบนี้ อย่างน้อยนโยบายที่ดำเนินการมาตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ รวมถึงเสถียรภาพรัฐบาลที่มั่นคง เรามองเป็นบวกต่อภาพการลงทุนหุ้นไทยในระยะถัดไป
อัพเดท Sectors rotation ตลาดหุ้นไทยเริ่มเห็น “อาการหุ้นหมุนออกจากกลุ่มธนาคาร” ตามที่เราแนะนำขายทำกำไรหุ้นธนาคารสำหรับ “การเล่นรอบ” โดยคาดกลุ่มที่ด้อยกว่าตลาด เช่น ค้าปลีก สื่อสารฯ สินเชื่อบุคคล ฯลฯ การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในกลุ่มเหล่านี้ยังอ่อนกว่าตลาดตามที่เราคาด ส่วนกลุ่มที่เราแนะนำซื้อไว้ก่อนหน้า เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ รอบนี้เราต้องเริ่มติดตามผลตอบแทนหากราคาหุ้นไหลลงหลุดแนวรับ เช่น เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA ระยะสั้น เราจะทยอยทำกำไร และเริ่มหมุนหาหุ้นกลุ่มถัดไป เช่น โรงไฟฟ้า
ด้านความกังวลเรื่อง บอนด์ยิลด์สหรัฐฯที่กำลังเดินหน้าเข้าหาจุดสูงสุด เราประเมินว่าเป็นไปตามมุมมองเชิงสถิติที่เราพบ นัยยะของการปรับฐานของ บอนด์ยิลด์สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะตามมาหลังจากขึ้นทำระดับสูงสุดในเดือน ต.ค.
แรงขายพันธบัตรสหรัฐฯ ในตลาดรอบนี้ ยังคงพบแรงขายที่หนักหน่วงตามแรงกดดันทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย และเงินเฟ้อ แต่หากพิจารณาการซื้อขายผ่าน OAS (Option-Adjusted Spread) โดยเฉพาะในกลุ่มหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อจำนอง เริ่มพบคูปองที่กลับมาให้ส่วนลดที่น่าจูงใจและคาดว่าจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจาก สถาบันการเงินทั้งในและนอกสหรัฐฯให้ไหลกลับ และเราคาดว่าจะส่งผลให้กลายเป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับฐานของ บอนด์ยิลด์สหรัฐฯ ในที่สุด และเราคงคำแนะนำ เริ่มสะสมหุ้นที่เล่นตรงข้าม บอนด์ยิลด์ เช่น ที่เราเพิ่มหุ้น โรงไฟฟ้า BGRIM GPSC เข้าพอร์ต
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ เก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง
วิเคราะห์ทางเทคนิค
ภาพรวม: SET Index อยู่ในพักฐานสะสมกำลัง (Consolidation Zone) โดยภาพรวมกำลังฟอร์มตัวในรูปแบบ Bullish Continuation Pattern หรือการทำฐาน Higher Low ที่แนวรับสำคัญ (ไม่ยอมให้หลุด 1,600 จุด)
EMA Alignment: ดัชนีพยายามยืนเหนือ EMA 10, 25 และ 50 วัน เพื่อสะท้อนโครงสร้างขาขึ้นระยะสั้น-กลางยังไม่เสียทรง
MACD: ตัดผ่านเส้น signa line สำเร็จ! แต่ต่ำกว่าแกน 0 เป็นการส่งสัญญาณ Bullish Momentum ระยะสั้น แต่ระยะกลางให้รออีกนิด
Support: แนวรับหลักใช้เป็นจุดตั้งรับเพิ่มน้ำหนักพอร์ต 1,600 จุด // แนวรับวัดใจ 1,585 จุด (EMA 75 วัน) ห้ามหลุด!
Resistance: 1,620 จุด จุดวัดใจสำคัญหากทะลุผ่านพร้อม Volume จะเกิดการสัญญาณกลับตัว (Follow Buy) และเป้าหมายหลักอยู่ที่ 1,650 จุด (Fibonacci 78.6%)
Technical Strategic: กลยุทธ์ทางเทคนิค
หุ้นเด่นน่าจับตา: DELTA พร้อมจะปรับขึ้น พร้อมฝ่าด่านเส้น EMA 200 วัน
กลุ่มค้าปลีกได้แก่: HMPRO & BJC: ได้ประโยชน์จากการเร่งซื้อสินค้าซ่อมแซมบ้าน ซ่อมบำรุง และการกลับมาของกิจกรรมจับจ่ายใช้สอยเพื่อตุนสินค้าช่วงน้ำท่วม
รับเหมา…จับตา: STECON ได้อานิสงส์จากงานเร่งด่วนในการปรับปรุงซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และงานงบประมาณภาครัฐที่เดินหน้าต่อ
ปิดท้ายด้วย GUNKUL: ข่าวล่าสุดเซ็น PPA & ขายหุ้นในบริษัทย่อยให้ GULF
ปล: แผนเทรดหุ้นทั้งหมดอยู่ในหน้าถัดไปครับ (อ่านต่อหน้า 11)
What to watch
สหรัฐเตรียมเผยผลการเจรจาการค้ากับจีนในวันจันทร์นี้ สหรัฐและจีนได้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับสินค้าบางกลุ่มที่ทั้งสองฝ่ายจะสามารถซื้อขายกันได้ภายใต้เงื่อนไขที่ดีขึ้น ซึ่งรวมถึงสินค้าเกษตรของสหรัฐ, อุปกรณ์ทางการแพทย์ และสินค้าอุปโภคบริโภคของจีนที่ถือว่าไม่ใช่สินค้าที่มีความอ่อนไหว
สถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ กทม.และปริมณฑล อาจส่งผลให้เกิดการเก็งกำไรหุ้นที่เชื่อมโยงในระยะสั้น เช่น กลุ่มค้าวัสดุซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลด (HMPRO GLOBAL DOHOME) กลุ่มค้าปลีก (CPALL BJC CPAXT ตุนของระยะสั้น) ฯลฯ รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ท่องเที่ยวไทย, แรงกดดันราคารถมือสองกลับมากังวล ซากรถน้ำท่วมซ่อมเสร็จ ขายทุ่มตลาดระลอกใหม่ ทั้งนี้กลยุทธ์ไม่แนะนำ ให้รีบเข้าเล่นเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มค้าวัสดุ ไม่ว่าจะอุทกภัยในรอบไหนก็ตามราคาหุ้นส่วนใหญ่ที่เห็นว่าจะเล่นรับข่าวแต่ขึ้นแล้วก็ย่อลง ราคาหุ้นไม่ได้เล่นตามข่าวแบบนี้ได้นาน-ขาดความต่อเนื่อง
ศาล รธน.วินิจฉัยการเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ คิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ดไม่ขัดรัฐธรรมนูญแต่สั่ง กกต.เลิกใช้
หุ้นแนะนำวันนี้
BGRIM การเร่งขยายคอขวดเชื่อมโยงโครงข่ายและไฟฟ้าเสรี (Smart grid) และการปลดล็อกการขายไฟในกลุ่มพลังงานพื้นฐาน คือ ก๊าซ(พลังงานไอน้ำ) เพื่อหนุนให้เกิดการซื้อไฟฟ้าตรงจากผลิต และข้ามพื้นที่ได้คาดจะหนุนธุรกิจโรงไฟฟ้า และการขายไฟ Data center โดยตรง
แนวรับ 19 ต้าน 19.5/20 Stop loss 18.3
รายงานพื้นฐานวันนี้
Commodities Tracker
ปิโตรเคมีเด่นสุดจากส่วนต่างราคาฟื้นแรง
ราคา Dubai เฉลี่ยสัปดาห์ล่าสุดลดลง 11.84 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล WoW เหลือ 113.06 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากความคาดหวังต่อการเจรจายุติสงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน และอุปทานที่เพิ่มขึ้น หลังซาอุดีอาระเบียกลับมาเดินท่อ East-West ขณะที่ค่าการกลั่นสิงคโปร์ฟื้น 3.17 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล WoW แต่ยังติดลบที่ -1.44 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยส่วนต่าง Gasoline และน้ำมันเตาดีขึ้น แต่ Jet fuel และ Diesel อ่อนลงจากอุปสงค์ในเอเชียที่ชะลอและการส่งออกจากเอเชียเหนือที่เพิ่มขึ้น
จุดเด่นสัปดาห์นี้คือ ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีฟื้นแรงทุกผลิตภัณฑ์ที่ติดตาม โดย Ethylene เพิ่ม 34 เหรียญสหรัฐ/ตัน เป็น 278 เหรียญสหรัฐ/ตัน, Propylene +19 เป็น 283 เหรียญสหรัฐ/ตัน, HDPE +94 เป็น 423 เหรียญสหรัฐ/ตัน และ PP +164 เป็น 523 เหรียญสหรัฐ/ตัน ซึ่งเป็นการฟื้นตัวเด่นกว่ากลุ่มพลังงานในสัปดาห์นี้
ด้านถ่านหิน ราคา NEX เพิ่ม 1% WoW เป็น 143.92 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากอุปสงค์ในเอเชียที่แข็งแรงขึ้น ส่วนค่าระวางเรือ Dry bulk ปรับดีขึ้น โดย BDI +2% WoW เป็น 3,432 จุด และ Supramax ซึ่งเป็นตัวชี้นำของ PSL/TTA เพิ่ม 2% เป็น 1,779 จุด ขณะที่ World Container Index ลด 1% WoW เหลือ 4,468 จุด
Fundamental view: ความขัดแย้งตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยหลักที่ต้องติดตาม เพราะหากสถานการณ์คลี่คลาย อุปทานน้ำมัน ผลิตภัณฑ์น้ำมัน และ LNG จะเพิ่มขึ้นและกดดันราคา ขณะที่ราคาหุ้นโรงกลั่นสะท้อนค่าการกลั่นระดับสูงไปมากแล้ว จึงยังแนะนำ สลับจากหุ้นโรงกลั่นเข้าปิโตรเคมี โดยเลือก IVL และ PTTGC ส่วนการปิดกั้นทะเลแดงยังช่วยพยุงค่าระวางและเปิดโอกาสเก็งกำไรหุ้นเดินเรือระยะสั้น โดยคงน้ำหนัก กลุ่มพลังงานเท่ากับตลาด, กลุ่มปิโตรเคมีมากกว่าตลาด และกลุ่มเดินเรือน้อยกว่าตลาด
GUNKUL
กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง
จับมือกับ GULF ช่วยลดภาระงบดุล เปิด Upside ใหม่จากงาน EPC
GUNKUL ลงนาม PPA โครงการพลังงานหมุนเวียน Phase 2 เพิ่มอีก 261.8MW ทำให้โครงการ Phase 2 ทั้งหมด 319MW มีสัญญาครบแล้ว และลดความเสี่ยงด้านการทำสัญญาของ Pipeline นี้ โดยโครงการที่ลงนามล่าสุดประกอบด้วย Solar 19.4MW ที่ COD ปี 2027 และ Wind รวม 242.4MW ที่ COD ปี 2030
พร้อมกันนี้ GUNKUL ขายหุ้น 50% ใน 7 บริษัทโครงการให้ Gulf Renewable Energy ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม GULF มูลค่า 466.5 ล้านบาท ครอบคลุม 12 โครงการรวม 673.4MW Gross หรือ 336.7MW ตามสัดส่วนถือหุ้นหลังดีล ทั้ง Wind, Solar และ Solar+BESS โดยบริษัทโครงการจะเปลี่ยนจากบริษัทย่อยเป็นกิจการร่วมค้า (JV) หลังทำรายการ
ประโยชน์สำคัญของดีลอยู่ที่ การลดภาระงบดุลมากกว่ากำไรจากการขายหุ้น เพราะโครงการทั้งหมดต้องใช้เงินลงทุนราว 3.47 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นหนี้โครงการประมาณ 2.60 หมื่นล้านบาท ซึ่งหลังจัดโครงสร้างเป็น JV หนี้จะอยู่ในระดับกิจการร่วมค้า และ GUNKUL ใช้เงินลงทุนในส่วนทุนเพียงประมาณ 4.3 พันล้านบาท หากถือโครงการทั้งหมดเอง นักวิเคราะห์ประเมิน Net D/E ปี 2028 จะเพิ่มจาก 0.22x เป็น 2.0x และ IBD/EBITDA จาก 1.5x เป็น 6.8x ดังนั้นโครงสร้าง JV ช่วยรักษาความสามารถในการลงทุนรอบถัดไป ทั้ง PDP2026 และ Direct PPA
ด้านกำไร ไม่มีการปรับประมาณการปี 2026–2028 เพราะประมาณการเดิม เราสมมติการถือโครงการเหล่านี้ที่ 50% และรับรู้เป็นส่วนแบ่งกำไรจาก JV อยู่แล้ว ขณะที่ Upside ใหม่คือธุรกิจ EPC เพราะเมื่อโครงการเปลี่ยนเป็น JV งานก่อสร้างที่ GUNKUL รับจากโครงการสามารถรับรู้เป็นรายได้ในงบรวมได้ โดยหากได้งาน EPC คิดเป็น 15% ของเงินลงทุนโครงการที่ 3.47 หมื่นล้านบาท และมีอัตรากำไรสุทธิ 10% จะสร้างกำไรรวมราว 520 ล้านบาทในช่วงปี 2027–2030 หรือเฉลี่ย 130 ล้านบาท/ปี เท่ากับประมาณ 4% ของกำไรหลักปี 2028 ซึ่งยังไม่ได้รวมในประมาณการปัจจุบัน
Fundamental view: คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 6.50 บาท
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน