Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.ทิสโก้ : SECTOR BEVERAGE ชอบ CBG, ICHI และ SAPPE

42

 

ภาพรวมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มใน 3Q26F
เราคาดว่าผลประกอบการจะแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน โดย CBG, ICHI และ SAPPE มีแนวโน้มกำไรเติบโต YoY ขณะที่ OSP มีแนวโน้มอ่อนตัวทั้ง YoY และ QoQ โดย CBG ยังได้แรงหนุนจากตลาดในประเทศ สุราข้าวหอม, Loveza โซดา และเมียนมา แม้ 3Q26 จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน พลาสติก และอะลูมิเนียม ซึ่งคาดกดดัน Gross Margin ราว 2% QoQ ขณะที่ ICHI คาดกำไรฟื้นทั้ง YoY และ QoQ หลังปัญหาคอขวดการผลิตคลี่คลาย และ SAPPE มีแนวโน้มโดดเด่นที่สุด โดยคาด 3Q26 เป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี จากการฟื้นตัวของตลาดส่งออก โดยเฉพาะเอเชียและสหรัฐฯ ส่วน OSP ยังถูกกดดันจาก Low Season และการส่งออกเมียนมาที่อ่อนตัวลง

สำหรับภาพรวม 2H26 กลุ่มเครื่องดื่มยังมีแนวโน้มฟื้นตัว
แต่เราคาดแรงขับเคลื่อนแตกต่างกันในแต่ละบริษัท โดย CBG มี Earnings Recovery ชัดเจนจากตลาดในประเทศ Loveza และเมียนมา พร้อมการปรับธุรกิจต่างประเทศไปสู่ Asset-light model ขณะที่ ICHI คาดผลประกอบการเร่งตัวใน 2H26 หลังแก้ปัญหากำลังการผลิต และยังมีน้ำด่างเป็น Growth Driver โดยเราคาดกำไรหลักปี 2026F เติบโต 10% YoY ส่วน SAPPE ได้แรงหนุนจากรายได้ต่างประเทศที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะเอเชียและอเมริกา แม้ SG&A ยังสูงจากการลงทุนด้านการตลาด ขณะที่ OSP มีแนวโน้มอ่อนตัวใน 2H26 จาก Low Season และเมียนมา โดยเราคาดกำไรหลักปี 2026F เติบโตเพียง 4% YoY เป็น 3.6 พันล้านบาท ทั้งนี้ ต้นทุนบรรจุภัณฑ์และพลังงานยังเป็นแรงกดดันร่วมของทั้งกลุ่ม

ด้านคำแนะนำ เราชอบ CBG, ICHI และ SAPPE
โดย CBG มีจุดเด่นจากการฟื้นตัวของกำไรใน 2H26, การเติบโตของตลาดในประเทศและ Loveza รวมถึงโอกาสจากตลาดต่างประเทศ ขณะที่ ICHI ได้ประโยชน์จากการกลับมาของกำลังการผลิต การเติบโตของน้ำด่าง และ Asset-light strategy ส่วน SAPPE มีจุดเด่นจากการเติบโตของตลาดส่งออกและโอกาสฟื้นตัวของกำไรใน 2H26 ขณะที่เรายังคงคำแนะนำ Hold สำหรับ OSP เนื่องจากกำไรมีแนวโน้มอ่อนตัวใน 2H26 และยังมีความเสี่ยงจากเมียนมาและต้นทุนวัตถุดิบ แม้ธุรกิจหลักในประเทศยังมีพัฒนาการที่ดีและ Gross Margin ทั้งปีคาดว่าจะดีขึ้น YoY


สรุปผลประกอบการ 2Q26 รายบริษัท

• CBG, ICHI และ SAPPE เป็นบริษัทที่รายได้เติบโต QoQ โดย CBG ได้แรงหนุนจากตลาดในประเทศที่แข็งแกร่ง (เครื่องดื่มชูกำลัง +15% YoY, สินค้าตัวแทนจำหน่าย +23% YoY) ขณะที่ SAPPE เติบโตจากสัดส่วนส่งออกที่สูงถึง 72% ของรายได้รวม แม้จะยังหดตัวเล็กน้อย YoY แต่ฟื้นตัวแรง QoQ แต่ SAPPE เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์และค่าใช้จ่ายการตลาดต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำให้ EBITDA margin ลดลงจาก 23.8% เหลือ 20.1% แต่ยอดขายฟื้นตัวแรง QoQ จากภูมิภาคอเมริกาและเอเชีย

• ICHI เผชิญปัญหาด้าน supply-side จากเครื่องจักรขัดข้องและการรออะไหล่นำเข้านานกว่า 1.5 เดือน ทำให้ผลิตไม่ทันความต้องการ โดยฝ่ายบริหารย้ำว่าอุปสงค์ยังแข็งแกร่ง ปัญหาเป็นเพียงข้อจำกัดด้านการผลิตชั่วคราวซึ่งคลี่คลายแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

• OSP มีรายได้และกำไรก่อนปรับปรุงลดลง YoY มากที่สุดในกลุ่ม ผลจากรายได้ต่างประเทศที่ทรุดตัว -42% YoY (ผลกระทบจากสงครามและปัญหาใบอนุญาตนำเข้าในเมียนมา) แต่หากปรับด้วยมาตรฐานบัญชีใหม่ TAS 21 (Adjusted basis) core profit กลับเติบโตแข็งแกร่งถึง +45% YoY สะท้อนว่าธุรกิจหลักในประเทศยังแข็งแรง

 

แนวโน้มผลประกอบการ 3Q26F
CBG : 3Q26 รายได้ยังเติบโต แต่มี Margin Pressure แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรเพิ่มขึ้น YoY แต่ทรงตัว QoQ รายได้ยังเติบโตจากเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศ สุราข้าวหอม Loveza โซดา และเมียนมาร์ อย่างไรก็ตาม Gross Margin มีโอกาสลดลงประมาณ 2% QoQ จากราคาพลังงาน พลาสติก และอลูมิเนียมที่สูงขึ้น รวมถึงบริษัทต้องซื้อขวดจากภายนอกประมาณ 20-30% เนื่องจากกำลังผลิตขวดไม่เพียงพอ ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น โดยมองแรงกดดันดังกล่าวเป็นปัจจัยระยะสั้น และมาร์จิ้นมีโอกาสฟื้นตัวใน 4Q26

ICHI : เราคาดกำไร 3Q26F จะเติบได้ YoY และ QoQ หนุนจากตลาดในประเทศและกลุ่ม Non-Tea แม้ยังได้รับผลกระทบจากสินค้าขาดสต็อกซึ่งคาดคลี่คลายหมดในเดือน ก.ย.26 ด้าน Margin ยังคงแข็งแกร่ง ยอดขายช่องทางร้านค้าทั่วไป (Traditional Trade) เริ่มกลับมาเติบโตเป็นบวกในเดือน ก.ค.26 หลังจากก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบจากปัญหาเครื่องจักรขัดข้องและต้องรออะไหล่นำเข้านานกว่า 1.5 เดือน ส่งผลให้บริษัทไม่สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด คาด GPM ไม่ต่ำกว่า 23.5% และ NPM ไม่ต่ำกว่า 14.5% พร้อมได้รับแรงหนุนจากสิทธิประโยชน์ BOI

SAPPE : เราคาด 3Q26F เป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี โดยกำไรเติบโตทั้ง YoY และ QoQ จากรายได้ต่างประเทศที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเอเชียและอเมริกา แม้อัตรากำไรมีแนวโน้มลดลงจากต้นทุนพลาสติกและพลังงานที่สูงขึ้น แต่การเติบโตของรายได้และการบริหารต้นทุนยังช่วยหนุนกำไร ปรับประมาณการรายได้และกำไรปี 2026F เพิ่มขึ้น 6% จากเดิม จากรายได้และมาร์จิ้นที่ดีกว่าคาด แต่ SG&A/S สูงขึ้นจากการลงทุนด้านการตลาด

OSP : แนวโน้ม 3Q26F เราคาดกำไรลดลง YoY และ QoQ และครึ่งปีหลังจะอ่อนตัวกว่าครึ่งปีแรก จากช่วง low season ในไทยและการส่งออกโดยเฉพาะประเทศเมียนมาช่วงฤดูฝน และมาร์จิ้นที่ลดลงตามต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แนวโน้ม Gross Margin ใน 3Q มีโอกาสถูกกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจาก 2Q ขณะที่ 3Q ยังเป็นช่วง Low Season จากฤดูฝน ด้านต้นทุนวัตถุดิบ บริษัทใช้กลยุทธ์การล็อกราคาในระยะสั้นประมาณ 1-3 เดือนเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด โดยวัตถุดิบหลักในปัจจุบันล็อกราคาไว้ถึงเดือนกันยายน

 


ธีมการลงทุนสำคัญของหุ้นในกลุ่มเครื่องดื่มในช่วง 2H26F

• ต้นทุนบรรจุภัณฑ์และพลังงานเป็นแรงกดดันร่วมกันทั้งกลุ่ม — ทุกบริษัทรายงานแรงกดดันจากราคาพลาสติก อะลูมิเนียม และพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยต้องติดตามต่อเนื่องใน 2H26
• ตลาดเมียนมาเป็นปัจจัยเสี่ยงเฉพาะสำหรับ CBG และ OSP — สถานการณ์สงครามและข้อจำกัดด้านการนำเข้า/ส่งออกยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตาม แม้ CBG จะได้อานิสงส์จากโรงงานในประเทศที่เดินเครื่องเต็มกำลัง แต่ OSP ยังเผชิญผลกระทบจากการส่งออก
• สินค้าใหม่เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตสำคัญ — Loveza โซดา ของ CBG และน้ำด่างของ ICHI เป็นตัวอย่างของสินค้าใหม่ที่สร้างการเติบโตได้เกินคาด และเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญสำหรับการเติบโตในระยะถัดไป
• ตลาดส่งออกฟื้นตัวเป็นวงกว้าง (ยกเว้นเมียนมา) — ทั้ง SAPPE และ ICHI รายงานสัญญาณบวกจากตลาดสหรัฐฯ เอเชีย (ฟิลิปปินส์ อินเดีย) และตะวันออกกลางที่เริ่มฟื้นตัว

 

ความเสี่ยงสำคัญของกลุ่มอุตสาหกรรม (Key Risks)

• ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ — โดยเฉพาะราคาอะลูมิเนียม พลาสติก (เม็ดพลาสติก PET/Resin) และพลังงาน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
• ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในเมียนมา — ผลกระทบโดยตรงต่อ CBG และ OSP ทั้งด้านการส่งออกและการนำเข้าวัตถุดิบ
• กำลังซื้อในประเทศที่ยังคงเปราะบาง — ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวช้า อาจกดดันยอดขายกลุ่มสินค้า Mass และ Traditional Trade
• การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง — โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องดื่มชาพร้อมดื่มและเครื่องดื่มชูกำลังที่มีผู้เล่นหลายรายแข่งขันที่จุดราคา 10 บาท
• ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน — โดยเฉพาะบริษัทที่มีสัดส่วนรายได้ส่งออกสูงอย่าง SAPPE (72%) และ CBG

 

CBG: ผู้บริหารยังมองบวกต่อ 2H26F แม้ 3Q26 มีแรงกดดันต้นทุนระยะสั้น

ผู้บริหารยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจใน 2H26F โดยมีตลาดในประเทศ สุราข้าวหอม Loveza โซดา และตลาดเมียนมาร์เป็น Growth Driver หลัก การบริโภคในประเทศมีสัญญาณฟื้นตัวจากกำลังซื้อที่ดีขึ้นควบคู่กับการออกสินค้าใหม่ ขณะที่ Loveza โซดา ยังอยู่ในช่วงขยายฐานลูกค้าและเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสร้างการเติบโตในระยะกลาง ด้านตลาดเมียนมาร์ยังมีความต้องการสินค้าสูงกว่ากำลังการผลิตในปัจจุบัน ทำให้บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาการขยายกำลังการผลิตในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ขณะที่ธุรกิจต่างประเทศยังเดินหน้าปรับโครงสร้างสู่โมเดล Concentrate และ License/Royalty มากขึ้น โดยเฉพาะใน UK ซึ่งช่วยลด Fixed Cost เพิ่มความสามารถในการทำกำไร และใช้เงินลงทุนต่ำลงในระยะยาว นอกจากนี้ฐานะการเงินยังแข็งแกร่งด้วย D/E เพียงราว 0.1 เท่า ส่งผลให้บริษัทมีความพร้อมรองรับทั้งการลงทุนใหม่ การขยาย Capacity และการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง

2H26F มีแนวโน้มเติบโตดีกว่า 1H26F แม้ 3Q26F อ่อนตัว QoQ จากแรงกดดันด้านต้นทุน
เราคาดกำไร 3Q26F ยังเติบโต YoY แต่มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย QoQ เนื่องจาก Gross Margin ถูกกดดันจากต้นทุนพลังงาน พลาสติก อลูมิเนียม และต้นทุนขวดที่ต้องจัดซื้อจากภายนอกมากขึ้น แม้ว่ารายได้ยังมีแนวโน้มเติบโตทั้งจากตลาดในประเทศและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เราคาดผลประกอบการจะกลับมาเร่งตัวอีกครั้งใน 4Q26F จากปัจจัยฤดูกาลซึ่งเป็น High Season ของธุรกิจเครื่องดื่ม รวมถึงการทยอยเพิ่มยอดขายของสินค้าใหม่ โดยเฉพาะ Loveza โซดา ตลอดจนการเติบโตต่อเนื่องของตลาดเมียนมาร์และเวียดนาม ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างธุรกิจต่างประเทศไปสู่โมเดล Royalty-based จะช่วยเพิ่ม Operating Leverage และสนับสนุนการเติบโตของกำไรโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่ม Fixed Cost ในสัดส่วนเดียวกับรายได้ เราคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2026F ที่ 2,951 ล้านบาท (+27% YoY) และปี 2027F ที่ 3,260 ล้านบาท (+10% YoY) โดยมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดในประเทศ การขยายตลาดต่างประเทศ และการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากสินค้ามาร์จิ้นสูงมากขึ้นในอนาคต

Valuation: เราคงคำแนะนำ “BUY” ราคาเป้าหมาย 68 บาท อิง PER ที่ 23 เท่า ซึ่งใกล้เคียงระดับค่าเฉลี่ยของกลุ่ม โดยมองว่าระดับดังกล่าวเหมาะสมกับแนวโน้ม Earnings Recovery ของ CBG หลังผ่านช่วงที่ต้นทุนการดำเนินงานและตลาดต่างประเทศกดดันผลประกอบการ ขณะที่การเติบโตของ Loveza โซดา และการฟื้นตัวของตลาดต่างประเทศจะเป็น Growth Driver ใหม่ที่ช่วยสนับสนุนกำไรในช่วง 2026-27F ปัจจุบันราคาหุ้นซื้อขายที่ PER เพียง 18.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวและระดับของกลุ่มเครื่องดื่ม ทำให้ Valuation ยังมีส่วนต่างเมื่อเทียบกับราคาเป้าหมาย นอกจากนี้ คาด Dividend Yield ปี 2026F ราว 3% ซึ่งช่วยสนับสนุนผลตอบแทนรวมของผู้ถือหุ้น

ความเสี่ยง ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะพลาสติก อลูมิเนียม และพลังงาน รวมถึงกำลังซื้อในประเทศที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าคาด และความผันผวนของตลาดเมียนมาร์และตลาดต่างประเทศ

ICHI : ผู้บริหารยังคงเป้ารายได้ปี 2026F เติบโต 12% สู่ราว 9 พันล้านบาท

ผู้บริหารมองว่าผลประกอบการจะเร่งตัวขึ้นใน 2H26 โดยเฉพาะ 4Q26F หลังบริษัทสามารถแก้ไขปัญหาคอขวดด้านการผลิตที่เป็นข้อจำกัดสำคัญในช่วง 1H26 ได้มากขึ้น ผู้บริหารมองว่าความต้องการของตลาดยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง และปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นข้อจำกัดด้าน Supply มากกว่า Demand ซึ่งหมายความว่าบริษัทมีโอกาสเร่งการเติบโตได้เมื่อ Capacity กลับมาเพียงพอ ขณะที่ธุรกิจน้ำด่างยังเป็น Growth Driver สำคัญ โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้เฉพาะน้ำด่างทั้งปีประมาณ 1,140 ล้านบาท จากการขยายตลาดและการเพิ่มการรับรู้ของสินค้า นอกจากนี้ ICHI มีแผนเพิ่มความยืดหยุ่นด้าน Capacity ผ่านการใช้ OEM เพื่อรองรับคำสั่งซื้อในช่วงที่กำลังการผลิตภายในไม่เพียงพอ โดยยังคงกลยุทธ์ Asset-light และไม่มีแผนลงทุนสร้างโรงงานใหม่ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งช่วยลดภาระ CAPEX และรักษาความสามารถในการจ่ายเงินปันผล ขณะเดียวกันบริษัทสามารถใช้ Capacity ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงขึ้นผ่านการบริหาร Product Mix และการใช้ OEM เข้ามาช่วยรองรับช่วง Peak Demand

ครึ่งปีหลังโตต่อเนื่อง คาดกำไรหลักทั้งปี 2026E ยังเติบโต
เราคาดกำไร 3Q26F เติบโตทั้ง YoY และ QoQ จากการฟื้นตัวของตลาดในประเทศและการเติบโตของกลุ่ม Non-Tea โดยเฉพาะสินค้าใหม่และกลุ่มที่มี Margin สูง แม้ในช่วงต้นไตรมาสยังมีผลกระทบจากปัญหาสินค้าขาดสต็อกบางส่วน แต่คาดว่าผลกระทบจะลดลงตามการแก้ไขข้อจำกัดด้านการผลิตและการบริหาร Inventory ที่ดีขึ้น เราคาด GPM จะไม่ต่ำกว่า 23.5% และ NPM ไม่ต่ำกว่า 14.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก BOI Tax Benefits ซึ่งช่วยลดภาษีและรักษาระดับกำไรสุทธิ แม้ต้นทุนบางรายการยังมีความผันผวน สำหรับ 4Q26F เรามองว่าจะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปีจากการเข้าสู่ High Season ของธุรกิจเครื่องดื่ม การแก้ไขปัญหาคอขวดด้านการผลิต และการเริ่มรับรู้ Capacity เพิ่มเติมจาก OEM ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถตอบสนอง Demand ได้เต็มที่มากขึ้น เราจึงคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2026F ที่ 1,358 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% YoY ขณะที่หากตัดผลกระทบจากรายการพิเศษออก เราคาดกำไรหลักจะเติบโตประมาณ 10% YoY สะท้อนแนวโน้มพื้นฐานของธุรกิจที่ฟื้นตัวได้ดีกว่าตัวเลขกำไรสุทธิ

Valuation: เราคงคำแนะนำ “BUY” ราคาเป้าหมาย 17.80 บาท อิง PER ที่ 17 เท่า หรือประมาณ Sector -1SD ซึ่งสะท้อนมุมมองว่าพื้นฐานของ ICHI มีความแข็งแกร่งขึ้นจากความสามารถในการรักษา Margin และการฟื้นตัวของยอดขายใน 2H26 ขณะที่การใช้ OEM ทำให้บริษัทสามารถเพิ่ม Capacity ได้โดยไม่ต้องลงทุนโรงงานใหม่และไม่เพิ่มภาระ CAPEX ในระดับสูง ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ Asset-light และช่วยรักษา Free Cash Flow ในระยะยาว จุดเด่นอีกด้านคือแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ โดยเราคาด Dividend Yield ปี 2026F อยู่ที่ประมาณ 8.2% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มเครื่องดื่ม ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันยังไม่ได้สะท้อนการฟื้นตัวของกำไรใน 2H26 อย่างเต็มที่ หากบริษัทสามารถแก้ไขข้อจำกัดด้าน Supply ได้ตามแผนและยอดขาย Non-Tea รวมถึงน้ำด่างเติบโตต่อเนื่อง จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของกำไรในระยะถัดไป

ความเสี่ยง การฟื้นตัวของตลาดในประเทศต่ำกว่าคาด ปัญหา Supply กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง และการแข่งขันด้านราคาที่อาจกดดัน Margin


SAPPE: ผู้บริหารคงเป้ารายได้ปี 2026 เติบโต 10-15% YoY โดยตลาดต่างประเทศยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

ผู้บริหารยังคงเป้าหมายรายได้ปี 2026 เติบโต 10-15% YoY โดยธุรกิจต่างประเทศยังเป็น Growth Driver สำคัญ และคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 72% ของยอดขายรวมใน 1H26 บริษัทมีการส่งออกสินค้าไปมากกว่า 100 ประเทศ และยังเห็นโอกาสขยายตัวอีกมากในหลายตลาด โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ อินเดีย เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ ซึ่งยังมีศักยภาพในการเพิ่มฐานลูกค้าและขยายช่องทางจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของคำสั่งซื้อหลังปัญหาด้านการขนส่งและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย บริษัทมองว่าการสร้าง Brand Awareness และการขยาย Distribution Network ยังคงเป็นกลยุทธ์หลักในการสนับสนุนการเติบโตระยะยาว จึงเดินหน้าลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตมูลค่าราว 1,630 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่ม Capacity ได้ประมาณ 25-30% ในปี 2027 และรองรับเป้าหมายรายได้ระยะยาวที่ 10,000 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทจะยังเน้นการบริหาร Product Mix ควบคู่กับการรุกตลาดที่มีศักยภาพสูง เพื่อเพิ่ม Scale ของธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระยะยาว

แนวโน้ม 2H26F ฟื้นตัวต่อเนื่อง คาด 3Q26F เป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี
เราคาด 3Q26F จะเป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดของปี โดยกำไรมีแนวโน้มเติบโตทั้ง YoY และ QoQ จากแรงหนุนของยอดขายต่างประเทศที่ยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะตลาดเอเชียและสหรัฐฯ ซึ่งยังมีอุปสงค์แข็งแกร่งและช่วยชดเชยผลกระทบจากบางตลาดที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด ขณะเดียวกัน คำสั่งซื้อจากตะวันออกกลางมีแนวโน้มกลับมาเพิ่มขึ้นหลังสถานการณ์ด้านโลจิสติกส์เริ่มดีขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นยังอาจเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนเม็ดพลาสติกและพลังงานที่ปรับสูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่าย SG&A ที่ยังอยู่ในระดับสูงจากการลงทุนด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์ในต่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้การเติบโตของกำไรต่ำกว่าการเติบโตของรายได้ในระยะสั้น เราคาดกำไรสุทธิปี 2026F อยู่ที่ 767 ล้านบาท ลดลงเพียง 1% YoY ก่อนกลับมาเติบโต 13% YoY ในปี 2027F จากการฟื้นตัวของยอดขายส่งออก การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการเริ่มรับรู้ประโยชน์จากกำลังการผลิตใหม่ที่เข้ามารองรับการขยายตัวของธุรกิจในระยะถัดไป

Valuation: เราคงคำแนะนำ “BUY” ราคาเป้าหมาย 40.25 บาท อิง PER Historical Average ที่ 16 เท่า โดยมองว่าการอ่อนตัวของกำไรในปี 2026F เป็นผลกระทบระยะสั้นจากทั้งต้นทุนวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายการตลาด และการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโต มากกว่าจะสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างธุรกิจ ขณะที่ 2H26 มีโอกาสเห็น Earnings Recovery จากการเติบโตของตลาดส่งออก โดยเฉพาะเอเชียและสหรัฐฯ และการกลับมาของคำสั่งซื้อจากตะวันออกกลาง หากยอดขายต่างประเทศกลับมาเติบโตตามเป้าหมาย จะช่วยเพิ่ม Utilization และ Operating Leverage ในระยะต่อไป นอกจากนี้ Capacity ใหม่ที่จะเริ่มเพิ่มกำลังการผลิตในปี 2027 จะช่วยลดข้อจำกัดด้าน Supply และรองรับการขยายตลาดในระยะยาว ทำให้เราคาดกำไรกลับมาเติบโต 13% YoY ในปี 2027F

ความเสี่ยง ยอดขายต่างประเทศอาจต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะหากเกิดปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์หรือการขนส่งอีกครั้ง รวมถึงต้นทุนพลาสติกและพลังงานที่สูงกว่าคาด และ SG&A ที่อาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าคาดจากการลงทุนด้านการตลาด

OSP: ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ปี 2026F เติบโตระดับ Low-to-Mid Single Digit แม้เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก

ผู้บริหารตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2026F เติบโตในระดับ Low-to-Mid Single Digit จากความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอกทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ในเมียนมาร์และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อการบริโภคและการส่งออก ขณะที่ 3Q26F ยังเป็นช่วง Low Season และเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบบางรายการ อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่า GPM ทั้งปีจะยังปรับตัวดีขึ้น YoY จากการเพิ่ม Productivity และการนำเทคโนโลยี AI รวมถึงระบบ SAP และ DMS เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน นอกจากนี้ OSP ยังวางกลยุทธ์การเติบโตระยะยาวผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Premiumization, Route to Market และ New Product Development เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อหน่วย ขยายช่องทางจัดจำหน่าย และสร้างแหล่งรายได้ใหม่ โดยธุรกิจ Energy Drink ยังคงเป็นธุรกิจหลักที่บริษัทมุ่งเพิ่ม Market Share ผ่านการออกสินค้าใหม่และการขยายช่วงราคา ขณะที่ธุรกิจ Personal Care จะทยอยปรับ Positioning ไปสู่ Premium Mass เพื่อสนับสนุนการเติบโตของ Margin ในระยะยาว

คงประมาณการปี 2026-27F โดยการเติบโตยังมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพและธุรกิจหลัก
เราคาดกำไร 3Q26F จะลดลงทั้ง YoY และ QoQ และมองว่า 2H26F มีแนวโน้มอ่อนตัวกว่า 1H26F จากผลของ Low Season ในประเทศไทยและตลาดส่งออก โดยเฉพาะเมียนมาร์ที่เข้าสู่ฤดูฝนซึ่งส่งผลต่อ Demand ของเครื่องดื่ม ขณะที่อัตรากำไรยังมีความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และบรรจุภัณฑ์ที่ผันผวน อย่างไรก็ตาม เรามองว่าธุรกิจหลักยังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Energy Drink ที่มีโอกาสเพิ่ม Market Share ผ่านการเปิดตัวสินค้าใหม่และการขยายช่วงราคา ซึ่งช่วยให้ M-150 เข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลาย Segment มากขึ้น นอกจากนี้ ธุรกิจ Personal Care จะเน้นการปรับ Product Mix และยกระดับ Positioning สู่ Premium Mass เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อหน่วยและความสามารถในการทำกำไรในระยะกลาง การลงทุนด้าน Productivity และระบบบริหารจัดการจะช่วยลดต้นทุนบางส่วนและสนับสนุน GPM ให้ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน เราจึงคงประมาณการกำไรหลักปี 2026F ที่ 3,600 ล้านบาท (+4% YoY) โดยมองว่าการเติบโตของกำไรยังมาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพภายในและความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักเป็นสำคัญ

Valuation: เราคงคำแนะนำ “HOLD” ราคาเป้าหมาย 19 บาท อิง PER ปี 2026F ที่ 15.7 เท่า หรือประมาณ -0.5SD จากค่าเฉลี่ยในอดีต โดยมองว่าระดับ Valuation ปัจจุบันไม่ได้อยู่ในระดับสูงมาก เมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่ซื้อขายที่ PER ประมาณ 13.5 เท่า และคาด Dividend Yield ปี 2026F ราว 4.9% ซึ่งช่วยจำกัด Downside บางส่วนในช่วงที่ผลประกอบการยังเผชิญแรงกดดัน

อย่างไรก็ตาม เรามองว่าการ Re-rating ของหุ้นยังจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานการฟื้นตัวของกำไรที่ชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากการเติบโตของกำไรปี 2026F ยังอยู่ในระดับจำกัด ขณะที่รายได้ถูกกดดันจาก Low Season ปัญหาตลาดเมียนมาร์ และปัจจัยภายนอกอื่นๆ รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่ยังมีความผันผวน หากบริษัทสามารถเพิ่ม Market Share ของ M-150 ได้ตามแผน ควบคู่กับการปรับ Product Mix และเพิ่ม Productivity ได้ต่อเนื่อง จะช่วยสนับสนุน Margin และการเติบโตของกำไรในระยะถัดไป แต่ในระยะสั้นเรายังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงจากยอดขายที่ชะลอตัวและต้นทุนที่สูงกว่าคาดเป็นหลัก

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

PTG คว้ารางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ระดับดีเด่น ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

PTG คว้ารางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ระดับดีเด่น ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

ลงซื้อ By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง วันนี้ วันศุกร์แล้ว คร้า วันนี้ ถ้าราคาหุ้นใหญ่ลง ก็หาจังหวะทยอยซื้อ ลงซื้อ ตามกำลังเงิน....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้