Sentiment Tracker Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และไทยฟื้นตัว
KEY FINDINGS:
สหรัฐฯ: Sentiment Indicator ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งสัญญาณฟื้นตัวขึ้น โดยดัชนี CNN Fear & Greed มาตรวัดปรับขึ้นจาก 28 จุดสู่ 36 จุด ซึ่งยังคงอยู่ในโซน Fear ส่วนผลสำรวจ AAII สะท้อนมุมมองที่ดีขึ้นในหมู่นักลงทุน จาก Bull-Bear Spread ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า
ไทย: BLS Greed & Fear Barometer ของตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวจากโซน Fear กลับเข้าสู่โซน Neutral อีกครั้ง มาตรวัดปรับเพิ่มขึ้นจาก 44 จุดสู่ 49 จุด
US MARKET SENTIMENT TRACKER:
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้น 0.8% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังยอดดาวน์โหลดของ Agent AI ของ Meta ขึ้นอันดับ 1 ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลับมาคึกคัก อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นยังถูกจำกัดด้วยบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่กลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ Sentiment Indicator ส่งสัญญาณฟื้นตัวขึ้น โดยดัชนี CNN Fear & Greed ปรับขึ้นจาก 28 จุดสู่ 36 จุด แต่ยังคงอยู่ในโซน Fear หนุนจาก Market Momentum ที่กลับมาฟื้นตัวขึ้น และ Put/call Ratio ที่ปรับลดลงจาก 0.79 สู่ 0.72
ในทำนองเดียวกัน ผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของ AAII สะท้อนมุมมองในช่วง 6 เดือนข้างหน้าที่ดีขึ้น โดยสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่มีมุมมอง Bullish ปรับเพิ่มขึ้นจาก 28.8% สู่ 32.7% และสัดส่วนฝั่ง Bearish ปรับลดลงจาก 53.3% เหลือ 48.1% ส่งผลให้ Bull-Bear Spread ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าจาก -24.5% เป็น -15.4%
THAI MARKET SENTIMENT TRACKER:
ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หนุนจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ตามการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลก ดัชนี SET ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.2% WoW ขณะที่ดัชนี BLS Greed & Fear Barometer กลับมาฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง มาตรวัดปรับเพิ่มขึ้นจาก 44 จุดสู่ 49 จุด ซึ่งเปลี่ยนจากโซน Fear เข้าสู่โซน Neutral อีกครั้งหนึ่ง หนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของทุกองค์ประกอบย่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดัชนี Bull-to-bear ที่ปรับขึ้นสู่ระดับค่าเฉลี่ย ดัชนี Momentum Strength ที่ปรับขึ้นจาก -9.8 สู่ -3.0 จุด และความผันผวนที่ปรับลดลง
IMPLICATION:
ดัชนี S&P 500 เผชิญแรงขายหลังปรับขึ้นเข้าใกล้จุดสูงสุดเดิมในช่วงต้นเดือน ส.ค. อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นเรายังมองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสฟื้นตัว เนื่องจากทั้ง Stock Price Strength (Net New 52-Week Highs/Lows) และ Market Breadth (McClellan Volume Summation Index) ปรับตัวลงต่ำกว่าจุดต่ำสุดที่เคยทำไว้ในช่วงต้นเดือน เม.ย. ซึ่งสะท้อนว่าแรงขายระยะสั้นเริ่มตึงตัวมากขึ้น และอาจเปิดทางให้เกิด Mean Reversion พร้อมช่วยจำกัด Downside ของตลาด
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามยังคงเป็น US 10-Year Treasury Yield ซึ่งปรับขึ้นทะลุ 5% หาก Bond Yield ไม่สามารถผ่อนคลายลงได้ แรงกดดันด้าน Valuation อาจกลับมากดดันตลาดหุ้น และทำให้ความผันผวนระยะสั้นเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ตลาดหุ้นไทยยังไม่สามารถผ่านแนวต้านบริเวณ 1,610 จุดได้ ทำให้ในระยะสั้น SET มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบแคบเพื่อสร้างฐาน อย่างไรก็ตาม เรามองว่าหลังผ่านช่วงดังกล่าว ตลาดยังมีโอกาสกลับมาปรับขึ้นได้อีกครั้ง เนื่องจากดัชนี Bull-to-Bear เริ่มมีแนวโน้มฟื้นตัว ขณะที่ Market Breadth ซึ่งปรับลดลงต่อเนื่องตลอด 7 สัปดาห์ ที่ผ่านมา เริ่มส่งสัญญาณทรงตัว สะท้อนว่าแรงกดดันภายในตลาดเริ่มชะลอลง และเป็นสัญญาณสนับสนุนการฟื้นตัวของ SET ในระยะถัดไป
สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ย่อตามทิศทางตลาดโลก หลังบอนด์ยีลด์พุ่ง แต่ที่แปลก คือ กลุ่มถูกขายทำกำไรกลับเป็นกลุ่มธนาคาร และ ICT (ไม่ได้เป็น DELTA แบบที่กลัวกัน) อย่างก็ตาม พบว่าเม็ดเงินหมุนเข้าไปในกลุ่มโรงกลั่น-ปิโตรฯ ต่อ (รวทั้ง Commodities อื่นๆ) ในลักษณะเหมือนเกิด Sector Rotation ภาพคล้ายเมื่อวันก่อน
แนวโน้มตลาดวันนี้ ตั้งรับหุ้นไทยต่อ ในวันที่หุ้นโลกยังคงผันผวน
ความกังวลในเรื่องต้นทุนการเงินที่ปรับขึ้นตามทิศทางดอกเบี้ย และโดยเฉพาะบอนด์ยิลด์สหรัฐฯที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง แม้จะกดดันตลาดหุ้นโลก แต่คาดตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้กระทบโดยตรงเหมือนตลาดหุ้นโลก
กลยุทธ์ยังคงแนะนำเริ่มต้นสะสมหุ้นไทยที่เล่นตรงข้ามทิศทางบอนด์ยิลด์ เช่น หุ้นโรงไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ส่งออก ตามมุมมองกลยุทธ์ที่อิงแนวโน้มสถิติในอดีตที่เราพบว่า ผลตอบแทนพันธบัตร มีแนวโน้มที่จะผ่านจุดสูงสุดในเดือนหน้า และการปรับลดลงของบอนด์ยิลด์ คาดจะส่งผลบวกต่อการลงทุนในหุ้นตามกลุ่มที่เราแนะนำ...
ส่วนปัจจัยกระทบหุ้นไทยรายตัว เช่นกลัวการขายบิ๊กล็อตหุ้น เช่น GULF กับประเด็นSingtel ปลดล็อก Silent period หรือ ประเด็นที่อาจสร้างความกังวลต่อการเล่นหุ้นไทยระยะสั้น เช่น การเมองในประเทศ กับกรณีคำวินิจฉัยคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง อาจมีผลต่อการปรับฐานระยะสั้น
แต่เราคาดว่าจะไม่ได้กระทบแนวโน้มหุ้นไทยในระยะสั้นให้ปรับฐานลงแรงจนหลุด โซน 1580 จุด อีกครั้ง แต่การพักตัวลงของราคาหุ้นรายตัวรายกลุ่มเรายังต้องอิงมุมมองของ Sector rotation เพราะกลุ่มที่ด้อยกว่าตลาด เช่น สินเชื่อบุคคล สื่อสาร แม้ระยะสั้นจะพยายามเล่นไม่ให้ลงลึกไปกว่าเดิม แต่แนวโน้มหลักยังคงเล่นด้อยกว่าตลาดตามที่เราประเมิน รวมถึงการแบ่งไม้ขายทำกำไรหุ้นธนาคารตามที่เราแนะนำ เราก็ยังคงแนะตามกลยุทธ์เดิม แม้ราคาหุ้นธนาคารในช่วงนี้จะดูแข็งแกร่งกว่าตลาด
“เช่นเดียวกับกลุ่มที่เราแนะนำ สะสม เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ที่แข็งแกร่งกว่าตลาดในจังหวะที่ย่อลงเราคงแนะนำซื้อ”
ด้านปัจจัยที่ต้องติดตาม เช่น การประชุมUNGA สมัชชาใหญ่สหประชาชาติ, การหารือระหว่าง ปธน. จีน และสหรัฐฯ ที่พบสัญญาณที่ดี เช่น ขยายระยะเวลากำแพงภาษีออกไปต้นปีหน้าจากข้อยุติเดิมที่สิ้นสุดลงเดือน พย. ตัวเลขเศรษฐกิจ ฯลฯ เรายังไม่ได้ให้น้ำหนักผลกระทบต่อหุ้นไทยในช่วงนี้
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ เก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง
What to watch
ครม.ไฟเขียวต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัส อีก 2 เดือน รวม 1000 บาท
สถาบันการเงินในยุโรป แสดงความกังวลเพิ่มต่อการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ และการเพิ่มความระมัดระวัง ด้วยการทำประเมินความเสี่ยงใหม่ (อาจรวมถึง Stress test) Norges Bank investment เตรียมลดสัดส่วนถือครองพันธบัตรสหรัฐฯลงจาก 70% เหลือ 50% ด้านสวิสฯ และ อังกฤษ ต่างออกมาเสนอแนวทางลดสัดส่วนฯ ไปในทางเดียวกัน
ทรัมป์เผยสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงกับเดนมาร์ก-กรีนแลนด์ คุมความมั่นคงถาวรนายกรัฐมนตรีเดนมาร์กคาดว่าจะมีการลงนามข้อตกลงระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่กำลังจะมีขึ้น และข้อตกลงจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาตามที่จำเป็น โดยกรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก
ศาล รธน.นัดวินิฉัยชี้ขาดคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง วันที่ 28 ก.ย.2569
หุ้นแนะนำวันนี้
BGRIM การเร่งขยายคอขวดเชื่อมโยงโครงข่ายและไฟฟ้าเสรี (Smart grid) และการปลดล็อกการขายไฟในกลุ่มพลังงานพื้นฐาน คือ ก๊าซ(พลังงานไอน้ำ) เพื่อหนุนให้เกิดการซื้อไฟฟ้าตรงจากผลิต และข้ามพื้นที่ได้คาดจะหนุนธุรกิจโรงไฟฟ้า และการขายไฟ Data center โดยตรง
แนวรับ 19 ต้าน 19.5/20 Stop loss 18.3
รายงานพื้นฐานวันนี้
Energy Sector
ค่าการกลั่นผ่านจุดสูงสุด ส่วนปี 2027 กลับเข้าสู่สมดุลมากขึ้น
ค่าการกลั่น (GRM) ที่พุ่งแรงจากสงครามในปี 2026 เริ่มผ่านจุดสูงสุดแล้ว โดย Singapore GRM ทำจุดสูงสุดใน 2Q26 ที่ 21.29 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (+282% YoY, +214% QoQ) ก่อนลดลงเป็น 14.35 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลใน 3Q26QTD หลังภาวะตึงตัวของตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันเริ่มคลี่คลาย เราคาดตลาดจากที่ขาดดุลราว 1.5 ล้านบาร์เรล/วันใน 2Q26 จะลดเหลือ 1.2 ล้านบาร์เรล/วันใน 3Q26 และพลิกเป็นส่วนเกินราว 1.0 ล้านบาร์เรล/วันใน 4Q26 หากสถานการณ์ตะวันออกกลางผ่อนคลายตามคาด
ด้านอุปสงค์ ปี 2027 คาดฟื้นเพียงเล็กน้อย โดยความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันรวมเพิ่มจาก 103.2 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2026 เป็น 103.8 ล้านบาร์เรล/วัน กลับมาใกล้ระดับปี 2025 แต่โครงสร้าง ยังไม่แข็งแรง Jet fuel เป็นผลิตภัณฑ์เด่น โดยเพิ่ม 0.2 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่ Diesel เพิ่มเพียง 0.1 ล้านบาร์เรล/วัน ส่วน Gasoline และ Fuel oil ยังลดลงต่อ จากแรงกดดันเชิงโครงสร้างทั้ง EV, การทำงานจากที่บ้าน และการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่เพิ่มขึ้น
จุดกดดันสำคัญกว่าคือ ฝั่งอุปทานปี 2027 จะเพิ่มเร็วกว่าความต้องการ หลังโรงกลั่นที่เสียหายหรือพักไปจากสงครามทยอยกลับมาเดินเครื่อง โดยคาดกำลังกลั่นเพิ่มสุทธิรวม 4.1 ล้านบาร์เรล/วัน เทียบกับอุปสงค์ที่เพิ่มเพียง 0.6 ล้านบาร์เรล/วัน ทำให้เราคาด Singapore GRM เฉลี่ยปี 2027 ที่ 8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แม้ปรับขึ้นจากประมาณการเดิม 6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ยังลดลงชัดเจนจาก 14 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในปี 2026 โดย 1H27 อาจยังอยู่ในระดับสูงก่อนอ่อนตัวลงใน 2H27
Fundamental view: ราคาหุ้นโรงกลั่นส่วนใหญ่สะท้อน GRM เหนือระดับกลางวัฏจักรที่ราว 8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ไปมากแล้ว ขณะที่การวิเคราะห์ในกรณีต่างๆ ชี้ว่าโอกาสปรับขึ้นในกรณีดีน้อยกว่าความเสี่ยงขาลงในกรณีแย่ จึงแนะนำ ขายเมื่อราคาปรับขึ้นสำหรับ TOP (ราคาเป้าหมาย 68 บาท) และ IRPC (ราคาเป้าหมาย 2.80 บาท)
ส่วน BCP (ราคาเป้าหมาย 57 บาท) และ SPRC (ราคาเป้าหมาย 14.60 บาท) คงคำแนะนำถือ จากจุดเด่นด้านเงินปันผลที่คาดสูงราว 8–10% ในปี 2026 และ 6–7% ในปี 2027
DELTA
เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย)
Rack-scale AI เพิ่มมูลค่าต่อ Rack แนวโน้มกำไรกลับมาไต่ระดับ
ภาพการเติบโตของ DELTA จาก AI/Data Center แข็งแกร่งขึ้น หลัง Morgan Stanley ปรับสมมติฐานกำลังไฟของ Vera Rubin rack เป็น 234kW จากเดิม 149kW และ Rubin Ultra เป็น 600kW จาก 415kW สะท้อนว่าความต้องการไฟไม่ได้มาจาก GPU เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง Memory, Network, ระบบจ่ายไฟ และ Cooling ทั้ง Rack ทำให้ประมาณการความต้องการไฟของ Server/Rack ทั่วโลกช่วงปี 2026–2028 ของ Morgan Stanley เพิ่มเป็น 18GW, 35GW และ 52GW เทียบกับสมมติฐานของเราที่ 15GW, 20GW และ 25GW ตามลำดับ แม้หักข้อจำกัดด้านไฟฟ้าในสหรัฐฯ แล้ว ยังเทียบเท่าการติดตั้งทั่วโลกราว 28GW/ปี สูงกว่าสมมติฐานของเราที่ 20GW/ปี
สำหรับ DELTA สัดส่วนการใช้กำลังไฟต่อ Rack ที่สูงขึ้นหนุนทั้ง มูลค่าระบบจ่ายไฟและระบบระบายความร้อนต่อ Rack ขณะที่ Morgan Stanley ปรับสมมติฐานเงินลงทุน Liquid Cooling ขึ้น 30% และมอง Cooling เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นมากขึ้น นอกจากนี้ สถาปัตยกรรม 800VDC ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบราว 5% ลดการใช้ทองแดงราว 45% และรองรับ Rack ที่ใช้ไฟมากกว่า 1MW ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่ DELTA มีโอกาสเพิ่มมูลค่าต่อกำลังไฟที่ติดตั้ง
ระยะสั้น ปัญหาข้อจำกัดด้านชิ้นส่วนมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายใน 3Q26 โดยยอดขาย Power Electronics ของ Delta Taiwan เดือน ก.ค. เพิ่ม 59% YoY และ 17% MoM ก่อนลด 9% MoM ในเดือน ส.ค. แต่ยังสูงกว่าปีก่อน 40% และสูงกว่าระดับเดือน มี.ค.–มิ.ย. เราคาดยอดขาย DELTA 3Q26 ที่ 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ (+34% YoY, +10% QoQ) อัตรากำไรขั้นต้น 29.2% และกำไรหลักราว 9 พันล้านบาท (+21% YoY, +60% QoQ) ก่อน 4Q26 มีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่จากการส่งมอบคำสั่งซื้อที่ค้างมาจาก 2Q–3Q26
Fundamental view: คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 330 บาท และคงน้ำหนักกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เท่ากับตลาด โดยมองว่าการเพิ่มขึ้นของกำลังไฟต่อ Rack ช่วยขยายโอกาสทั้ง Power และ Cooling ขณะที่การคลี่คลายของข้อจำกัดด้านชิ้นส่วนเป็นแรงหนุนกำไรใน 2H26
สรุปประเด็นจาก Quick take
ITC
ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น
ค่าใช้จ่ายจะกระทบผลการดำเนินงาน 3Q26
เราคาดยอดขาย 3Q26 ยังเติบโตดี ตาม guidance ของบริษัท ที่ 12% YoY และ 9%QoQ เราคาดอัตรากำไรขั้นต้น 3Q26 ที่ 24.3% อยู่ใน range ที่บริษัทคาด 23-25% หนุนจากสัดส่วนสินค้า Premium เช่น Treats ที่มีสัดส่วนสูงที่ 20%
View from fundamental: ผลการดำเนินงานทั้งปี อาจอ่อนกว่าที่เราและตลาดคาด จากค่าใช้จ่าย และต้นทุนที่สูงขึ้นในระยะสั้น ขณะที่ยอดขายยังทำได้ดี แสดงถึงความต้องการสินค้ายังแข็งแกร่ง เราจึงยังคงชอบ ITC ในเชิง fundamental
Commerce
มีสัญญาณปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
ฐานเศรษฐกิจสำรวจผู้ประกอบการร้านโชห่วย พบว่าสินค้าบางรายการเตรียมปรับราคาขึ้น 5–15% ตั้งแต่ 1 ต.ค. เช่น กาแฟสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันพืช รวมถึงกลุ่มบรรจุภัณฑ์ ผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และขนส่งที่สูงขึ้น ปัจจุบันร้านค้ารายย่อยบางส่วนเริ่มเร่งสั่งสินค้าก่อนราคาใหม่มีผล
View from fundamental: หากมีการปรับราคาสินค้าจริง คาด Modern Trade จะปรับบาง SKU ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น พร้อมใช้โปรโมชั่นและเจรจากับผู้ผลิตเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและ traffic ทำให้เรามองเป็น cost pass-through มากกว่า margin expansion อย่างไรก็ตาม ราคาที่สูงขึ้นอาจหนุน 4Q26 SSSG หรือกระตุ้น stock-up ช่วงปลาย ก.ย.
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน