วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ดัชนีปรับตัวลง โดยมีแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวขึ้น จากความกังวลว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนต.ค.นี้ ประกอบกับ Fund Flow ที่ไหลออก เป็นปัจจัยกดดันเพิ่มเติม แรงขายกดดันหลักมาจากหุ้นกลุ่มธนาคาร อิเล็กทรอนิกส์ ไอซีที และขนส่ง ส่งผลให้ดัชนีSET Index ปิดตลาดที่ 1,602.58 จุด -8.12 จุด -0.50% มูลค่าการซื้อขาย 68,537.89 ลบ. ProgramTrading -1,733.21 ลบ. ต่างชาติ-661.33 ลบ. TFEX -6,073 สัญญา ตราสารหนี้ +3,212.84 ลบ.
ปัจจัยบวก
+ วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติคัดค้านญัตติ War Powers Resolution ซึ่งมีเป้าหมายให้ถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากการสู้รบกับอิหร่าน
+ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ชื่นชมมิตรภาพที่ยอดเยี่ยมของเขาและประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในวาระที่ผู้นำจีนเริ่มการเดินทางเยือนสหรัฐฯอย่างเป็นทางการ โดยเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างกัน
+ สหรัฐฯ และจีนตกลงขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าออกไปอีก 2 เดือนจนถึงวันที่ 10 ม.ค. 2570
+ ก.ล.ต. ขานรับสภาฯรับหลักการร่างกฎหมายตลาดทุน 4 ฉบับ เดินหน้ายกระดับการกำกับดูแล-คุ้มครองผู้ลงทุนยุคดิจิทัล และบริบทของ "ตลาดทุน"ที่เปลี่ยนแปลงไป และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทย
+ บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดัก เตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติฉบับแรกของไทยวางโรดแมป 3 ระยะ ขับเคลื่อนเป้าหมายชิปเมดอินไทยแลนด์ ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาทใน 5 ปี และ 2.5 ล้านล้านบาทใน 25 ปี
+ สัปดาห์หน้าคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน400,000 ล้านบาทจะพิจารณาการใช้จ่ายเงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้าน พลังงานของประเทศผ่านโครงการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาหรือโซลาร์รูฟท็อป1-1.5 ล้านครัวเรือน
ปัจจัยลบ
- ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 161.61 จุด หรือ -0.31% เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องและทำให้ตลาดวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ นอกจากนี้ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้บั่นทอนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
- สัญญาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 2.45 ดอลลาร์ หรือ 2.7% ปิดที่94.61 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากมีรายงานว่ากลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการหนุนหลังโดยอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธโจมตีซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะชะงักงันของอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง
- FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 69%ที่ FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนต.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 55.4% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
แนวโน้มตลาดวันนี้
คาดดัชนีในวันนี้ยังแกว่งตัวผันผวนระหว่างวัน โดยมีแรงกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่อยู่ในระดับสูง กดดันการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง คาดกรอบดัชนีวันนี้ที่ 1,595–1,610 จุด
กลยุทธ์การลงทุน
- แผน PDP ฉบับใหม่ : GULF BGRIM GPSC GUNKUL
- รัฐอุดหนุน Solar Roof : GUNKUL GULF SOLAR COM7 KUMWEL ASEFA
- High Season กลุ่มโรงพยาบาล 3Q69 : BDMS PR9 BH
- Apple เปิดตัว iPhone ใหม่ 3 รุ่น : COM7 SYNEX SPVI CPW ADVICE
- ต่ออายุ ไทยช่วยไทยพลัส : CPAXT BJC TNP MOTHER KK