Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

81

 


แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตประเด็นสำคัญในต่างประเทศ


ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวค่อนข้างทรงตัวในสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางแรงกดดันจาก Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูง ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นแรง และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยของ Fed โดย S&P 500 ปิดสัปดาห์แทบไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ Nasdaq ปรับขึ้นราว 0.4% และ Dow Jones ลดลงเล็กน้อย 0.2% สะท้อนว่าตลาดยังอยู่ในช่วง Consolidation ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 หลังปรับขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า


ปัจจัยกดดันสำคัญในสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ Bond Yield และราคาน้ำมัน โดย US 10-Year Treasury Yield เคยขึ้นแตะประมาณ 4.80% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2023 ขณะที่ 30-Year Yield ปิดสัปดาห์บริเวณ 5.24% ใกล้ระดับสูงสุดในรอบประมาณ 20 ปี การปรับขึ้นของ Yield ไม่ได้เกิดเฉพาะในสหรัฐฯ แต่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายประเทศ ทั้งญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี สะท้อนความกังวลทั้งเรื่องเงินเฟ้อ การขาดดุลการคลัง ปริมาณการออกพันธบัตร และระดับดอกเบี้ยระยะยาวที่อาจอยู่สูงกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมัน WTI ปรับขึ้นประมาณ 9% มาอยู่เหนือ 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากประมาณ 83 ดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อน หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมารุนแรงขึ้น และเพิ่มความกังวลต่อการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบ Hormuz โดยแรงเก็งกำไรในตลาดน้ำมันก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย หลัง Hedge Fund เพิ่มสถานะ Net Long ใน Brent ขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม

 

ตัวเลขจ้างงานแข็งแกร่งกว่าคาด ทำตลาดกลับมาเพิ่มน้ำหนักโอกาสขึ้นดอกเบี้ย
ประเด็นสำคัญที่สุดในวันศุกร์คือรายงานตลาดแรงงานสหรัฐฯ เดือนสิงหาคม โดย Nonfarm Payrolls เพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่ตลาดคาดเพียงประมาณ 56,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.1% และตัวเลขเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมถูกปรับเพิ่มรวมอีก 55,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ Labor Force Participation Rate ยังเพิ่มขึ้นเป็น 61.6% เป็นการปรับตัวดีขึ้นครั้งแรกในรอบเกือบหนึ่งปี
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของตัวเลขไม่ได้ส่งสัญญาณค่าจ้างที่สูงขึ้นมากนัก โดย Average Hourly Earnings เพิ่มขึ้น 0.3%MoM และชะลอลงเหลือ 3.1%YoY ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 ดังนั้น ภาพเศรษฐกิจจึงไม่ได้ร้อนแรงจนเสี่ยงทำให้เกิดวัฏจักรเงินเฟ้อจากค่าจ้าง (Wage-Price Spiral) รอบใหม่
ตลาดตอบรับตัวเลข Nonfarm Payrolls ที่ดีกว่าคาด โดยให้โอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 กันยายนเพิ่มขึ้นมาอยู่บริเวณ เกือบ 60% ส่งผลให้ US 2-Year Yield ขึ้นมาแถว 4.38% และ 10-Year Yield อยู่บริเวณ 4.78% ขณะที่ Dollar Index ปรับขึ้นประมาณ 0.2% และราคาทองคำ Spot ลดลงประมาณ 1.2% มาอยู่บริเวณ 4,419 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันศุกร์


หุ้น Tech เริ่มทนต่อภาวะ Yield ขาขึ้นได้ดีขึ้น
แม้ S&P 500 จะลดลงประมาณ 0.4% ในวันศุกร์ แต่ Nasdaq 100 กลับปิดบวกประมาณ 0.2% ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ เพราะเกิดขึ้นในวันที่ตัวเลขจ้างงานออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ตลาดเพิ่มโอกาสขึ้นดอกเบี้ย และ Bond Yield ปรับสูงขึ้น ซึ่งโดยปกติถือเป็นสภาพแวดล้อมที่กดดันหุ้น Growth และ Technology มากกว่าตลาดโดยรวม
เรามองว่าภาพดังกล่าวที่เริ่มเกิดขึ้นในหุ้น Technology อาจสะท้อนว่า แรงขายในหุ้น Technology หลัง Yield ปรับขึ้นเริ่มถูกสะท้อนไปในราคาบ้างแล้ว ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานจาก AI Investment Cycle ยังแข็งแกร่งพอที่จะดึงแรงซื้อกลับเข้ามา ขณะเดียวกัน แนวโน้ม Earnings ยังสนับสนุนหุ้น Technology โดย FactSet คาดกำไรของ S&P 500 ในไตรมาส 3 จะเติบโต 28.5%YoY ขณะที่กลุ่ม Information Technology คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 62.6%YoY โดย Semiconductor & Semiconductor Equipment เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก และหากตัดกลุ่ม Semiconductor ออก กำไรของกลุ่ม Technology ยังมีแนวโน้มเติบโตประมาณ 23.4%YoY
ภาพดังกล่าวจึงสะท้อนว่าตลาดเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับ Earnings Growth และ AI Structural Growth มากขึ้น แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ Bond Yield ยังอยู่ในระดับสูง


สัปดาห์นี้ CPI จะเป็นตัวตัดสินสำคัญต่อ Fed และทิศทางตลาด
เราคาดว่าตลาดในสัปดาห์นี้ยังคงมีโอกาสผันผวนสูง โดยเฉพาะก่อนตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ซึ่ง PPI จะประกาศในวันพฤหัสบดี และ CPI ในวันศุกร์ที่ 11 กันยายน โดยตลาดคาด Headline CPI เพิ่มขึ้นประมาณ 0.4%MoM และ Core CPI 0.2%MoM ผลของตัวเลขดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นหนึ่งในข้อมูลชุดสุดท้ายก่อนการประชุม Fed วันที่ 15-16 กันยายน
นอกจากเงินเฟ้อแล้ว สถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านก็มีโอกาสส่งผลต่อราคาน้ำมัน หลังสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 3 ลำในช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการตอบโต้และอาจทำให้ราคาน้ำมันกลับมาเป็นตัวแปรสำคัญต่อ Inflation Expectation อีกครั้ง ขณะที่ฝั่งหุ้น Technology ควรติดตามผลประกอบการของ Oracle ในวันพฤหัสบดี ซึ่งจะเป็นอีกข้อมูลสำคัญสำหรับประเมินความแข็งแกร่งของ AI Infrastructure และ Data Center Investment Cycle
โดยรวม เรายังคงมองว่าตลาดมีโอกาสผันผวนในระยะสั้น โดยเฉพาะในวันประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ภาพพื้นฐานของตลาดยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นลบ และเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกมากขึ้นในหุ้น Technology จาก Earnings Growth และการลงทุนใน AI ที่ยังแข็งแกร่ง ขณะที่การพักฐานของตลาดในช่วงที่ผ่านมา เรามองว่ายังคงเป็นลักษณะของ Consolidation มากกว่าการเปลี่ยนเข้าสู่แนวโน้มขาลง
หากตัวเลขเงินเฟ้อไม่เร่งตัวขึ้นมากกว่าคาด และ Fed เลือกคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน จะช่วยลดแรงกดดันจาก Bond Yield ซึ่งเรามองว่าจะเป็น Catalyst สำคัญที่ช่วยให้ Momentum ของตลาดกลับเข้าสู่ทิศทางขาขึ้นได้อีกครั้ง โดยเฉพาะหุ้น Technology ที่ยังได้รับแรงสนับสนุนจาก Earnings Growth และ AI Structural Growth ที่แข็งแกร่ง


สรุปภาพตลาดวานนี้ ศุกร์ที่แล้วหุ้นรีบาวด์จากกลุ่มใหญ่ นำโดย DELTA GULF AOT SCC ADVANC CCET BCP PTTGC IVL โดย DELTA รับบทเกินครึ่งหเหมือนเดิม แต่หุ้นฝั่งถูกขายกลายมาเป็นกลุ่มธนาคาร รพ. อาหารแทน (สลับกัน)


แนวโน้มตลาดวันนี้ เริ่มตั้งหลักได้
ดัชนีหุ้นไทยตลอดสัปดาห์ที่แล้วยังคงเล่นคล้ายเดิม “เปิดสูง-ปิดต่ำ” เกือบทุกวัน (เข้าข่าย เช้าไม่ขาย-บ่ายไม่เหลือ) จากสัญญาณเตือน หุ้นไทยรายกลุ่ม รายตัว ที่เราพบว่าราคาหุ้นจ่อจะหลุดเส้นแนวโน้ม และแนวรับเฉียดหลุด หรือหลุดลงไปเรียบร้อย (EMA 200 วัน) เช่น ADVANC TRUE THCOM DELTA
แต่...เริ่มตรวจพบสัญญาณที่ดีขึ้นจากการ “หมุนกลุ่ม” ตามที่เราระบุหุ้นไทยจะหมุนหุ้นเล่น เพราะไม่มีเม็ดเงินใหม่จากต่างชาติเข้ามาไล่ราคาหุ้น เช่น ราคาหุ้นที่เริ่มไม่ลงหลุดเส้นแนวโน้ม และแนวรับ ราคาหุ้นเริ่ม “วกตัวกลับหรือตั้งหลัก” ได้ ยกตัวอย่าง AOT CPALL BJC BDMS GULF ฯลฯ
จากที่เราสังเกตลักษณะการหมุนกลุ่มรอบนี้
1) หุ้นที่เคยเล่นดี แต่รอบนี้ไม่มีจุดสูงสุดใหม่ เช่น ธนาคาร ยกเว้น โรงกลั่น ปิโตรเคมี ยังสามารถไต่ขึ้นเหนือจุดสูงสุดเดิมได้
2) หุ้นโมเมนตั้มกลางๆ รีบาวด์ในกรอบ Sideways-Sideways up เช่น โรงไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ส่งออกสินค้าเกษตร
3) หุ้นล่าง หุ้นที่ลงรอบนี้ แต่ราคาหุ้นอาจจะเริ่มไม่ลงลึกไปกว่าเดิม เช่น โรงพยาบาล สื่อสารที่ลงรอบนี้
หากอิงพื้นฐานรายตัว และรายกลุ่มอุตสาหกรรม ที่ขึ้นแกร่งกว่าตลาด เราคาดกลุ่ม โรงกลั่น ปิโตรเคมี พลังงาน ยังมีแนวโน้มขึ้นต่อรับทิศทางผลการดำเนินงานปีนี้ต่อเนื่องกลางปีหน้า ด้วยสถานการณ์อุปสงส์ที่มองเห็นชัด ว่ายังแข็งแกร่งตามเศรษฐกิจโลก แต่อุปทานตึงตัวจากภัยสงครามนอกกรอบ
ขณะที่หุ้นกลุ่มล่าง ซึ่งมี Valuation laggard ชัด เราเห็นว่าภาวะการปรับสมดุลจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นในภูมิภาคนี้ อาจส่งผลบวกต่อ “หุ้นล่าง” เพราะส่วนใหญ่หุ้นล่างที่เป็นกลุ่มกระแสเงินสดสูง กลายเป็นหุ้นที่น่าจะปลอดภัยกว่ากลุ่มที่ใช้เงินลงทุนสูง, กลุ่มที่เคยอาศัยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เช่น ADB (ญี่ปุ่นถือหุ้นใหญ่) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ อาจต้องเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านต้นทุนทางการเงิน (กลุ่มที่น่าจะเห็นชัด คือ โครงการรัฐที่ส่งต่อกลุ่มรับเหมาฯ เป็นต้น) “การที่รัฐบาลญี่ปุ่น กำลังออกกฎตรวจสอบย้อนหลัง ควบคุม ธนาคารญี่ปุ่นขนาดใหญ่มีการลงทุนนอกประเทศ”
กลยุทธ์ คงคำแนะนำ สะสมกลุ่มหุ้น โรงกลั่น ปิโตรเคมี ส่งออกสินค้าเกษตร และหุ้นกระแสเงินสด Valuation laggard


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ เก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง


What to watch ตลาดฯ ปลดล็อกเกณฑ์ดึงดูดบริษัท New Economy และต่างประเทศ เข้าจดทะเบียน เสริมแกร่งตลาดทุนไทยสู่ศูนย์กลางการระดมทุนระดับสากล มีผลใช้บังคับ 11 ก.ย. 69
เปิดกว้างให้บริษัท New Economy ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมการต่อยอดทางการแพทย์และสุขภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ทั้งในและต่างประเทศ บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC รวมถึงบริษัทต่างประเทศชั้นนำ เข้าระดมทุนในตลาดทุนไทยได้มากขึ้น
ปรับเกณฑ์การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนสำหรับบริษัทต่างประเทศที่มีการระดมทุนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศอยู่แล้ว ให้สามารถใช้เกณฑ์ Secondary Listing ได้ สอดคล้องกับความจำเป็นในการระดมทุนของบริษัทในกลุ่มนี้ โดยยังคงสัดส่วนหุ้นของบริษัทต่างประเทศให้มีปริมาณการซื้อขายและมีสภาพคล่องที่เพียงพอในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งนี้ บริษัทต่างประเทศที่จดทะเบียนอยู่ใน Unrecognized Country1/ ยังคงต้องมีคุณสมบัติอื่น ๆ เช่นเดียวกับบริษัทไทย ทั้งด้านคุณภาพ ฐานะการเงิน ผลประกอบการ รวมถึงการกระจายการถือหุ้นโดยผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) และการเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์ปัจจุบัน
ปรับปรุงเงื่อนไขการห้ามขายหุ้นภายหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (Silent Period) ทั้งด้านสัดส่วนและระยะเวลาของ Silent Period สำหรับทุกบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลยิ่งขึ้น โดยยังคงกำหนดให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในการบริหาร (Strategic Shareholders) ต้องถือหุ้นในบริษัทต่อเนื่องในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน
คาด BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ โดยตลาดมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในการประชุมวันที่ 18 ก.ย. เดิมตลาดคาดการ ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค.ปีนี้ และ มี.ค. 2027, ก.ค.2027 และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายจะหยุดที่ 1.5% หรือ 1.75%
FTSE review: CPN หลุดจาก Large Cap เข้า Mid Cap./ หุ้น BTS LH SCCC TU ลดชั้นลง Small Cap / หุ้น THAI FTREIT ติด Small Cap มีผล 21 ก.ย.นี้
อิหร่านโจมตีเรือน้ำมัน 3 ลำในฮอร์มุซ-เรือมะกันอีก 3 ลำนอกพื้นที่ ตอบโต้สหรัฐฯ ถล่มเรือน้ำมันอิหร่าน
ศาล รธน.นัดวินิฉัยชี้ขาดคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง วันที่ 28 ก.ย.2569
สำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงินของญี่ปุ่น (FSA) เตรียมเพิ่มการติดตามการดำเนินงานในต่างประเทศของสถาบันการเงินรายใหญ่
FSA คาดว่าจะวิเคราะห์ว่าการดำเนินงานในต่างประเทศของธนาคารอาจส่งผลต่อการบริหารจัดการของกลุ่มในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดอย่างไร โดยจะพิจารณารวมถึงกรณีที่ตลาดการเงินทั่วโลกเกิดความปั่นป่วนรุนแรง เช่น วิกฤตการเงินโลกในปี 2551 และกรณีที่เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นมีความเคลื่อนไหวด้านการควบรวมกิจการและการเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเมื่อเดือนเม.ย. Mitsubishi UFJ Financial Group Inc. ลงทุนประมาณ 6.8 แสนล้านเยน หรือ 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในบริษัทสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารรายใหญ่ของอินเดีย


หุ้นแนะนำวันนี้
BDMS Valuation Laggard PE2027 18x ค่าเฉลี่ยหุ้น รพ.ในภูมิภาคเกิน 30x ทิศทางกำไรไตรมาสที่ 3/2027 คาดฟื้นตัวทั้ง q-q, y-y สะท้อนภาวะกำไรที่ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
แนวรับ 20.2 ต้าน 21 Stop loss 19.8

 


รายงานพื้นฐานวันนี้

Alpha Pulse
กลยุทธ์ลงทุนท่ามกลางความเสี่ยงดอกเบี้ยและสงครามยืดเยื้อ
ความเสี่ยงที่ Fed อาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ยมีแนวโน้มกดดันสินทรัพย์เสี่ยงผ่าน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นและการหดตัวของมูลค่า (Valuation Compression) มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดขาลง หากแนวโน้มกำไรยังแข็งแรง เนื่องจากหากเกิดขึ้น รอบนี้น่าจะเป็นการปรับนโยบายระยะสั้นเพื่อสกัดเงินเฟ้อ มากกว่าการเริ่มวงจรขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่จากเศรษฐกิจที่เร่งตัว จึงเหมาะกับ กลยุทธ์ Barbell ระหว่างหุ้นคุณภาพ/เชิงรับ กับหุ้นวัฏจักรที่ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อและราคาสินค้าโภคภัณฑ์
ในอดีต 6 รอบการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ช่วงปี 1994–2023 หุ้นคุณค่ามักทำได้ดีกว่าหุ้นเติบโต โดย MSCI World Value ชนะ MSCI World Growth 4 จาก 6 รอบ หรือ 67% ขณะที่สำหรับไทย SET ให้ผลตอบแทนมัธยฐาน 3 เดือนเพียง +0.5% แต่กลุ่มปิโตรเคมี พลังงาน และการแพทย์ให้ผลตอบแทนมัธยฐาน +9.0%, +5.6% และ +0.8% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม รอบปัจจุบันแตกต่างจากวงจรขึ้นดอกเบี้ยปกติ เพราะเกิดหลัง Fed ผ่อนคลายนโยบายแล้ว จึงไม่ควรเพิ่มน้ำหนักหุ้นวัฏจักรเพียงด้านเดียว
ด้านไทย ธปท. ไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยตาม Fed เนื่องจากเศรษฐกิจและเงินเฟ้อยังไม่ร้อนแรง โดยเงินเฟ้อไทยเดือน ก.ค. อยู่ที่ 1.95% YoY และ GDP 2Q26 โต 1.91% YoY เทียบกับเงินเฟ้อสหรัฐฯ 3.40% และ GDP +2.10% YoY อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังมาจากผลกระทบผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว หลังพันธบัตรสหรัฐฯ-ไทย 10 ปี (US–Thai 10Y yield) มี Correlation ราว 0.65 ขณะที่ SET ยังมีส่วนเผื่อด้านมูลค่า โดย Earnings Yield Gap ปัจจุบันอยู่ที่ราว 4.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ประมาณ 4.0% หาก Thai 10Y yield เพิ่มขึ้นอีก 25bps ประเมินว่าจะกดดัน SET ราว 50–60 จุด หรือมี Downside บริเวณ 1,550 จุด
กลยุทธ์เดือน ก.ย. เน้น Barbell: ฝั่งหุ้นคุณภาพ/เชิงรับ เลือก BDMS, CPALL, OSP และ CBG จากกำไรที่มีความชัดเจน มูลค่าหุ้นยังมีส่วนเผื่อ และ Dividend yield ปี 2027 มากกว่า 3.5% โดย BDMS มีโอกาสทำกำไรสูงสุดใหม่ใน 3Q26, CPALL คาดกำไรหลักปี 2027 โต 11% YoY, OSP เด่นด้านการควบคุมต้นทุนและอัตรากำไร ส่วน CBG ยังได้แรงหนุนจากยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศ +10% YoY และเมียนมา +70% YoY ใน 3Q26 ก่อน +30% YoY ใน 4Q26 ขณะที่ฝั่งหุ้นวัฏจักรเลือก PTT และ PTTGC เพื่อรับประโยชน์จากเงินเฟ้อและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

 

OR (Idea)
ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก
ธุรกิจสดใสขึ้นในครึ่งปีหลัง
วันนี้เราออก IDEA Call หุ้น OR ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” (ราคาเป้าหมาย 14.00 บาท) โดยมองว่า 2Q26 น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปี และผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตั้งแต่ 3Q26 ก่อนดีขึ้นต่อใน 4Q26 จากทั้งธุรกิจน้ำมัน (Mobility) และธุรกิจไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) ขณะที่ฐานะการเงินแข็งแรงยังช่วยรองรับอัตราผลตอบแทนเงินปันผลในช่วง 4.0-5.0% ได้ในระยะข้างหน้า
สำหรับ 3Q26 ธุรกิจน้ำมันมีแนวโน้มฟื้นตัวแรง หลัง 2Q26 ถูกกดดันจากปริมาณขายน้ำมันที่ต่ำผิดปกติ เพราะมีการเร่งซื้อน้ำมันไปแล้วในเดือน มี.ค. ช่วงเริ่มสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ รวมถึงค่าการตลาดที่ลดลงจากผลขาดทุนสต๊อกและการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ (NRV) โดยเราคาดปริมาณขายน้ำมัน 3Q26 จะเพิ่มขึ้น QoQ ซึ่งต่างจากปกติที่ 3Q มักลดลงตามฤดูกาล ขณะที่ค่าการตลาดน่าจะฟื้นกลับสู่ระดับปกติ 0.80-1.00 บาท/ลิตร จากจุดต่ำสุด 0.24 บาท/ลิตรใน 2Q26 หลังราคาน้ำมันมีความผันผวนน้อยลงและมีการกลับรายการ NRV
แนวโน้มยังดีต่อใน 4Q26 ซึ่งเป็นช่วง High season ของธุรกิจน้ำมัน จากการเดินทางช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ โดย OR มีส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกน้ำมันอันดับ 1 ที่ 41.0% ใน 2Q26 เพิ่มจาก 39.6% ในปี 2025 ขณะที่ข้อมูลในอดีตชี้ว่าปริมาณขายน้ำมันในตลาดค้าปลีกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4% ใน 4Q และปริมาณขายรวมทั้งตลาดค้าปลีกและเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% จากแรงหนุนของน้ำมันอากาศยาน ซึ่ง OR มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดที่ 57.9% ในปี 2025 นอกจากนี้มาตรการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” จะเป็นแรงหนุนเพิ่มเติมต่อความต้องการใช้น้ำมันใน 4Q26
ฝั่ง ธุรกิจไลฟ์สไตล์ ก็น่าจะดีขึ้นเช่นกัน นำโดย Café Amazon ซึ่งจำนวนแก้วขายโดยปกติจะทรงตัว QoQ ใน 3Q และเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 3% ใน 4Q ทำให้เราคาดผลประกอบการของธุรกิจนี้จะทรงตัวใน 3Q26 ก่อนดีขึ้น QoQ ใน 4Q26 และส่งผลให้ กำไร 2H26 แข็งแกร่งกว่า 1H26 อย่างชัดเจน

 


(Visit Note)
BBIK
บลูบิค กรุ๊ป
อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน รอ M&A และการฟื้นตัวรอบใหม่
BBIK รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 81.6 ล้านบาท (+11% YoY, +1% QoQ) แม้รายได้ทรงตัวที่ 368 ล้านบาท (+1% YoY, -1% QoQ) แต่คุณภาพกำไรดีขึ้นจากการบริหารต้นทุนและสัดส่วนงานที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GM) เพิ่มเป็น 54.7% จาก 49.1% ใน 2Q25 ขณะที่ธุรกิจ AI โตเร็วที่สุด 53% YoY เป็น 32 ล้านบาท ส่วน ERP/CRM เพิ่ม 2% YoY และธุรกิจ Digital Transformation (DX) ทรงตัว YoY ที่ 214 ล้านบาท
ภาพ 2H26 แข็งแรงกว่า 1H26 จากงานในมือ (Backlog) ที่เพิ่มเป็น 1.34 พันล้านบาท (+30% YoY, +35% QoQ) โดย 642 ล้านบาทจะรับรู้ภายในปี 2026 ขณะที่บริษัทเร่งเพิ่มอัตราการใช้กำลังคน (Utilization rate) จากราว 64% ใน 1H26 ให้กลับสู่เป้ามากกว่า 70% งาน AI เริ่มเปลี่ยนจากโครงการทดลองไปสู่การใช้งานจริงมากขึ้น แต่ข้อจำกัดหลักยังอยู่ที่บุคลากร ขณะที่งานเอกชนโดยรวมยังฟื้นไม่เต็มที่และลูกค้ายังลังเลเปิดโครงการระยะยาว
ปัจจัยสำคัญถัดไปคือ ดีล M&A ที่อยู่ระหว่างตรวจสอบสถานะกิจการ (Due diligence) และคาดมีโอกาสปิดใน 1Q27 โดย EBITDA ของบริษัทเป้าหมายอาจใกล้เคียง BBIK ที่ราว 300–350 ล้านบาท/ปี อย่างไรก็ตาม 3Q26 จะมีค่าใช้จ่ายจากดีลดังกล่าวราว 15–20 ล้านบาท ซึ่งอาจกดกำไรปีนี้ประมาณ 3–5% ทำให้คาดกำไร 3Q26 ทรงตัว YoY และลดลง QoQ ก่อนกลับมาเติบโตใน 4Q26
Our view: ระยะสั้นยังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากค่าใช้จ่าย M&A และอุตสาหกรรมที่ยังฟื้นไม่เต็มที่ แต่หากปิดดีลได้ใน 1Q27 ควบคู่กับการฟื้นตัวของธุรกิจ จะเป็น 2 แรงขับเคลื่อนสำคัญให้การเติบโตกลับมาเร่งตัวในปีหน้า โดยเชิงเทคนิคให้แนวรับ 19 บาท แนวต้าน 21 บาท และตัดขาดทุนต่ำกว่า 18.50 บาท

 


TU
ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป
Next chapter: จาก Transformation สู่ Earnings Upside
เรามองว่า TU กำลังเข้าสู่รอบกำไรใหม่ และปี 2027 น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังโครงการปรับโครงสร้างของ TU สิ้นสุดแล้วใน 1Q26 และของ ITC คาดจบใน 1H27 ขณะที่โอกาสเพิ่มกำไรจากการลดต้นทุน การเพิ่มสัดส่วนสินค้าแบรนด์ และการใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ยังไม่ได้รวมอยู่ในประมาณการปัจจุบัน หากบริษัททำได้ตามกรณีที่สอดคล้องกับเป้าหมายผู้บริหาร เราประเมินกำไรปี 2030 มี Upside ราว 30% จาก 6.1 พันล้านบาทเป็น 7.9 พันล้านบาท พร้อม ROE ฟื้นเข้าใกล้ 15% โดย Upside มาจาก

1) ประมาณ 15% แรกมาจากปัจจัยที่บริษัทควบคุมได้เอง ทั้งการลด SG&A ต่อรายได้ การลดต้นทุนดอกเบี้ยจากการรีไฟแนนซ์ การควบคุม CAPEX และการบริหารวงจรเงินสดให้สั้นลง ปัจจุบัน SG&A อยู่ราว 14–15% ของยอดขาย เทียบ 12–13% ในช่วงปี 2023–24 และเราประเมินว่าทุกการลดลง 1 จุดเปอร์เซ็นต์ สามารถเพิ่มกำไรได้ราว 11% ขณะที่หนี้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จะครบกำหนดในช่วง 2H26–1H27 เปิดโอกาสลดต้นทุนทางการเงินเพิ่มเติม

2) อีกประมาณ 15% มาจากการเติบโตของรายได้และอัตรากำไร โดย TU กำลังเพิ่มสัดส่วนสินค้าแบรนด์ในธุรกิจ Ambient seafood ซึ่งคิดเป็น 58% ของยอดขายธุรกิจนี้ใน 1H26 และมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่างานรับจ้างผลิต (OEM) ราว 5 จุดเปอร์เซ็นต์ (ppt) บริษัทตั้งเป้ายอดขาย Ambient seafood โตประมาณ 4% ต่อปี เทียบกับอดีตเพียง 1–2% พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการจัดซื้อ บรรจุภัณฑ์ ห่วงโซ่อุปทาน และส่วนผสมสินค้า เพื่อดันอัตรากำไรขั้นต้นสู่ 20–21% อย่างไรก็ตาม Upside ส่วนนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกมากกว่า ทั้งราคาทูน่า ต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ อุปสงค์ และการแข่งขัน

Fundamental view: เราคิดว่าจุดสำคัญ คือ TU ไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกปัจจัยภายนอกเป็นบวกพร้อมกันเพื่อให้กำไรฟื้น เพราะเพียงมาตรการที่ฝ่ายบริหารควบคุมได้เริ่มเห็นผล ก็สามารถเปลี่ยนภาพกำไรได้แล้ว หากปี 2027 เริ่มเห็น SG&A ลดลง ต้นทุนทางการเงินดีขึ้น และการบริหาร CAPEX/วงจรเงินสดมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะเปิดทางให้ตลาดมีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรและการปรับมูลค่า (valuation rerating) โดยเราคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 15.60 บาท


สรุปประเด็นจาก Quick take

THCOM
ไทยคม
ประเด็นข้อพิพาท THCOM4/6 กลับมากดดัน sentiment ระยะสั้น
สำนักข่าวอิศรารายงานว่า ครม. มอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ฟ้อง THCOM กรณีปฏิเสธส่งมอบอุปกรณ์บางส่วน (สถานีเกตเวย์ เทเลพอร์ต และอุปกรณ์ควบคุมภาคพื้นดินอีก 6 รายการ) หลังหมดสัมปทานดาวเทียม THCOM4/6 เมื่อปี 2564 เรียกค่าเสียหาย 1,200 ล้านบาท
View from fundamental: ยังไม่กระทบประมาณการผลประกอบการหรือ valuation ในระยะสั้น เนื่องจากยังไม่มีข้อสรุปทางกฎหมายหรือภาระทางการเงินที่เกิดขึ้นจริง แต่อาจสร้างแรงกดดันเชิงจิตวิทยาต่อหุ้นในระยะสั้น เรายังคงคำแนะนำ ขายที่ราคาเป้าหมาย 9.50 บาท


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ฝ่า1,600จุด By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง มองหุ้นไทย คงใช้หุ้นใหญ่ ไม่กี่ตัว ตีฝ่า วงล้อม ให้ ฝ่าดัชนีตลาดไปที่ 1,600 จุด.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้