อัปเดตภาวะการลงทุนต่างประเทศ อัปเดตภาวะการลงทุนต่างประเทศ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทรงตัวใกล้จุดสูงสุด ขณะที่ Jackson Hole เปลี่ยนโฟกัสตลาดกลับมาที่ความเสี่ยงดอกเบี้ย
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นเล็กน้อยในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย S&P500 และ Nasdaq100 ปรับขึ้น 0.5%Wow และ 0.4% WoW ตามลำดับ โดยหากพิจารณาในรายละเอียดนั้น จะเห็นความแตกต่างค่อนข้างชัด โดยหุ้น Mega-cap Technology ได้แรงหนุนจากผลประกอบการและ Guidance ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะ Nvidia ซึ่งส่งสัญญาณว่ารายได้ในปีงบประมาณ 2028 อาจเติบโตถึง 70%YoY สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ราว 45–50% ขณะที่ Salesforce ช่วยยืนยันภาพการนำ AI ไปใช้งานใน Software มากขึ้น ทำให้ธีม AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด
ในทางกลับกัน หุ้นขนาดเล็กและหุ้นที่ Sensitive ต่อดอกเบี้ยกลับอ่อนแอกว่า โดย Russell 2000 ปรับลงถึง 1.4% ในวันศุกร์ หลัง Bond Yield ระยะสั้นดีดตัวแรงจากถ้อยแถลงของประธานเฟด Kevin Warsh ขณะที่ S&P 500 Equal Weight ก็อ่อนแอกว่าดัชนีหลักเช่นกัน สะท้อนว่าการปรับขึ้นของตลาดยังในสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงหนุนจากหุ้นขนาดใหญ่
ด้านความผันผวนของตลาด ยังอยู่ในระดับต่ำ โดย VIX ลงไปแตะ 14.1 ระหว่างวัน ก่อนปิดที่ 14.4 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของปี สะท้อนว่านักลงทุนโดยรวมยังไม่ได้อยู่ในภาวะ Risk-Off แม้ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินจะเพิ่มขึ้น
Kevin Warsh ส่งสัญญาณในการประชุม Jackson Hole ชัดขึ้นว่า Fed พร้อมขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อไม่ชะลอ
ประเด็นสำคัญที่สุดของสัปดาห์อยู่ที่การกล่าวสุนทรพจน์ครั้งใหญ่ครั้งแรกของ Kevin Warsh ในฐานะประธาน Fed ที่ Jackson Hole ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ค่อนข้าง Hawkish
Warsh ยืนยันอย่างชัดเจนว่าเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ซึ่งวัดจาก PCE เป็นเป้าหมายที่แน่นอนและตายตัวพร้อมระบุว่าอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะเป็นเครื่องมือหลักของ Fed ในการบรรลุเป้าหมาย Dual Mandate และนโยบายแบบ Unconventional ควรถูกใช้เฉพาะในภาวะวิกฤตเท่านั้น
ประโยคสำคัญคือ Fed ต้องมั่นใจว่า Underlying Inflation กำลังเคลื่อนกลับสู่เป้าหมายอย่างชัดเจนและรวดเร็วเพียงพอ ไม่เช่นนั้น Fed จะยังมีงานที่ต้องทำ นอกจากนี้ Warsh ยังมองว่า Financial Conditions ในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในระดับ Restrictive มากนัก และเงินเฟ้อที่ออกมาดีกว่าคาดในช่วงหลังยังไม่เพียงพอที่จะบอกว่าแนวโน้มพื้นฐานดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม Warsh ยังไม่ได้ยืนยันว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15–16 ก.ย. และย้ำว่าเขายึดมั่นในหลักการ ไม่ใช่ยึดติดกับผลการตัดสินใจ ทำให้การตัดสินใจยังขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่จะออกมาก่อนการประชุม
หลังการกล่าวสุนทรพจน์ ตลาดเพิ่มความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. เป็นมากกว่า 50% จากประมาณ 35–36% ก่อนหน้า และมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสิ้นปีมีโอกาสสูงขึ้น
Bond Yield ขยับแบบ Bear Flattening ขณะที่ Dollar แข็งและทองคำถูกขายทำกำไร
ตลาดพันธบัตรตอบสนองต่อ Jackson Hole โดย US Treasury อายุ 2 ปีปรับขึ้นประมาณ 11–12bps สู่บริเวณ 4.34–4.35% ขณะที่ Yield อายุ 30 ปีแทบไม่เปลี่ยนแปลงและทรงตัวบริเวณ 5.2% ส่งผลให้ส่วนต่างระหว่าง 2Y–30Y แคบลงประมาณ 10bps การ Flattening ของ Yield Curve สะท้อนว่าตลาดกำลัง Price-in ความเป็นไปได้ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันความชัดเจนของ Warsh ต่อเป้าหมาย 2% ช่วยลดความกังวลบางส่วนเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของ Fed และช่วยจำกัดแรงขายพันธบัตรระยะยาว ก่อนหน้านี้ 30-Year Treasury Yield ขึ้นไปแตะราว 5.31% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ แต่ล่าสุดลดลงประมาณ 10bps จากจุดสูงดังกล่าว ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนชั่วคราวจากโครงการ Buyback ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ
ส่วน Dollar แข็งค่าขึ้นหลังความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ขณะที่ทองคำอ่อนตัวลง เนื่องจาก Real Yield และ Dollar ที่สูงขึ้นลดความน่าสนใจของสินทรัพย์ที่ไม่มี Yield ส่วนหุ้น Technology และสินทรัพย์ที่มี Duration สูงก็ถูกกดดันในช่วงหลังสุนทรพจน์เช่นกัน
Earnings ยังเป็นปัจจัยพยุงตลาด แต่สัปดาห์หน้าความเสี่ยงจะกลับไปอยู่ที่ Macro
ภาพปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นยังค่อนข้างแข็งแกร่ง โดย Q2 Earnings Season ใกล้สิ้นสุดแล้ว และบริษัทใน S&P 500 จำนวน 88% รายงานกำไรสูงกว่าคาด ขณะที่ 69% รายงานรายได้สูงกว่าคาด แม้ตัวเลขกำไรโดยรวมบางส่วนได้แรงหนุนจาก Investment Gains ของบริษัท Technology ขนาดใหญ่ แต่เมื่อหักรายการดังกล่าวออก EPS Growth ยังอยู่ที่ประมาณ 26–29% ซึ่งถือว่าแข็งแกร่ง
เราจึงมองว่า Earnings และ AI Capex Cycle ยังเป็นปัจจัยรองรับ Downside ของตลาดในระยะกลาง แต่ในระยะสั้น Upside อาจถูกจำกัดจาก Bond Yield และความไม่แน่นอนของ Fed
ระยะสั้นตลาดอาจยังเผชิญแรงกดดัน แต่ยังไม่ใช่สัญญาณจบรอบขาขึ้น
สำหรับสัปดาห์นี้ ตลาดยังมีโอกาสเผชิญแรงกดดัน เนื่องจากตลาดอยู่ใกล้จุดสูงสุด ขณะที่ Valuation ของหุ้น Growth ยัง Sensitive ต่อการเปลี่ยนแปลงของ Bond Yield
ปัจจัยสำคัญในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯที่จะประกาศในวันศุกร์ โดยตลาดคาด Nonfarm Payrolls เดือน ส.ค. เพิ่มขึ้นประมาณ 45,000 ตำแหน่ง หลังเดือน ก.ค. การจ้างงานลดลง 23,000 ตำแหน่ง และ Unemployment Rate เพิ่มขึ้นจาก 4.1% เป็น 4.2%
นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยตัวเลข ISM Manufacturing และ Services, ผลประกอบการ Broadcom รวมถึง Dell และ Palo Alto Networks เพื่อประเมินต่อว่า Earnings Momentum และ AI Investment Cycle ยังสามารถรองรับ Valuation ของกลุ่ม Technology ได้หรือไม่ ขณะที่การประชุม G20 Finance และ G20 Innovation Ministerial อาจสร้างประเด็นใหม่ด้านนโยบายเศรษฐกิจและ AI
โดยรวม เรายังไม่เห็นเหตุผลเพียงพอที่จะเปลี่ยนมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ ในระยะกลาง เนื่องจาก Earnings Growth ยังแข็งแกร่งและ AI Investment Cycle ยังอยู่ในขาขึ้น แต่ในระยะสั้น ความไม่แน่นอนเรื่อง Fed และ Bond Yield อาจทำให้ตลาดยังคงเผชิญความผันผวน ทั้งนี้เรายังคงมองว่าการย่อตัวของตลาดยังเหมาะเป็นโอกาสในการทยอยซื้อสะสม โดยเฉพาะในหุ้นที่มี Earnings Visibility สูงและได้ประโยชน์จาก AI Capex Cycle
สรุปภาพตลาดวานนี้ หุ้นไทยลงต่อสุดสัปดาห์ก่อน หุ้นลง DELTA AOT ADVANC GULF KTB BH TLI BAY SCB THAI เป็นต้น ขณะที่ฝั่งพยุงตลาด (แต่สู้ไม่ไหว) IVL (พุ่งแรง) SCC SCGP PTTGC AWC เป็นต้น
แนวโน้มตลาดวันนี้ ไม่มีเงินใหม่มาเติม แต่ใช้การหมุนเงินแทน
ดัชนีหุ้นไทยตลอดสัปดาห์ที่แล้ว เปิดสูง-ปิดต่ำ เกือบทุกวัน (เข้าข่าย เช้าไม่ขาย-บ่ายไม่เหลือ) จากสัญญาณเตือนหุ้นไทยรายกลุ่ม รายตัว ที่เราพบว่าราคาหุ้น จ่อจะหลุดเส้นแนวโน้ม และแนวรับเฉียดหลุด EMA 200 วัน เช่น ADVANC TRUE THCOM DELTA และหุ้นที่เล่นใต้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน เช่น CPALL CPAXT BJC HMPRO DOHOME SPALI และเริ่มเห็นแรงขายทำกำไรหุ้น กลุ่มธนาคาร AOT
ทั้งที่พื้นฐานกำไรหุ้นรายกลุ่ม รายตัว ตามย่อหน้าแรกนั้น ดี-ถึงขั้นดีเยี่ยม, บางตัวดีเกินคาด แต่ราคาหุ้นกลับลงสวนทาง…
ตรงข้ามหุ้นที่บวก หรือ แข็งแกร่งกว่าตลาดรอบนี้ ได้แก่ PTTEP PTTGC PTT GPSC TOP BCP IRPC IVL CPF STA RCL รวมถึงหุ้น Alpha รายตัวที่ราคาหุ้นพุ่งแรงบางทีดูแล้ว ก็ไม่ได้มีประเด็นอะไรบวกใหม่ๆ
สะท้อนเม็ดเงินในการเล่นหุ้นไทยรอบนี้ “ไม่มีเงินใหม่เข้ามาเติม” พิสูจน์ชัดเมื่อ นักลงทุนต่างชาติที่เคยไล่ราคาหุ้น กลับมาเป็นฝั่งที่ขายสุทธิ ยอดสะสมตลอดเดือน ส.ค.พลิกติดลบ 2.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าน่าจะขายหุ้นตามย่อหน้าแรก และหมุนมาเก็บหุ้นกลุ่ม Commodity ตามที่เราประเมิน
ทำให้แนวโน้มการเล่นรอบ ยิ่งต้องใช้การเลือกหุ้นแบบ Bottom up strategy โดยให้ความสำคัญกับ การเลือกหุ้นรายตัว และหาหุ้น Laggard ในแง่ของ Valuation มากกว่า Laggard ในแง่ของราคา
บวกกับ การอ่านทางหุ้น จากการเล่นหุ้นเกาะไปกับกระแสตลาด เช่น อ่านทิศทางเศรษฐกิจโลก และในประเทศ เพื่อเชื่อมโยงมาหาทิศทางอุปสงค์ อุปทาน ที่จะมีผลต่อทิศทางกำไรในไตรมาสถัดๆไป พร้อมทั้งต้องประเมินความเสี่ยงที่อยู่นอกเหนือความควบคุม เพื่อประกอบการตัดสินใจ เช่น สหรัฐฯ เล็งตั้งกำแพงภาษีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของแต่ละประเทศ, นโยบายการเงินการคลังระหว่างประเทศ และ การเมืองในประเทศ เช่น คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เป็นต้น
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะหุ้นใหญ่อิงตาม Fund flow ต่างชาติ และเก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง นอกจากนี้ หุ้นที่แนวโน้มกำไรดี และมี Earnings revision ด้านบวกจากพื้นฐาน ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ถือยาวได้
วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: SET Index อยู่ในช่วงทดสอบแนวรับสำคัญเส้น EMA 75 วัน บริเวณ 1,580 จุด ซึ่งเป็นจุดชี้วัดทิศทางระยะกลาง พร้อมกับโครงสร้างคลื่น Elliott Wave ที่อยู่ใน Corrective Wave C
EMA 75 Days (1,580 จุด): ทำหน้าที่เป็นแนวรับด่านสำคัญ (Dynamic Support) การทดสอบบริเวณนี้ถือเป็นจุดตัดสินว่าโครงสร้างการพักฐานจะจบลงหรือปรับตัวลงต่อ!
Elliott Wave: ปัจจุบัน SET กำลังฟอร์มตัวใน Wave C ซึ่งเป็นคลื่นชุดสุดท้ายของปรับฐานย่อย โมเมนตัมการทิ้งตัวใน Wave C จะยังอยู่ในรูปแบบ Impulse 5 ส่งผลให้ตลาดมีความผันผวนสูงและอาจเกิดแรงขายแบบ Panic ในช่วงแรก
MACD: เริ่มตัดลงต่ำกว่าเส้น 0 ทำให้มีความเสี่ยงของการปรับฐานระยะกลาง
แนวรับสำคัญ: 1,580 จุด เส้น EMA 75 วัน และถือเป็นโซนที่ดัชนีเคยร่วงลงไปแล้วดึงกลับทันที! ในทางตรงข้าม ถ้าหลุดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเข้าสู่รอบปรับฐานใหญ่!
แนวต้าน: 1,600-1,610 จุด บริเวณเส้น EMA 10&25 วัน ถ้าผ่านได้จะเกิดสัญญาณกลับตัวเปลี่ยนเป็นขึ้น
สำหรับผู้เล่นระยะสั้น (Trading): แนะชะลอการเข้าซื้อจนกว่าจะเห็นการสร้างฐานยืนเหนือ 1,580 จุด หรือเกิดสัญญาณกลับตัว (Reversal Pattern)ที่ชัดเจน กรณีหลุด 1,580 จุด ให้ตั้งจุด Stop Loss หรือรอสะสมที่แนวรับถัดไปบริเวณ 1,540 จุด
สำหรับผู้เล่นระยะยาว (Value Investor): บริเวณ Wave C ใกล้จบปลายคลื่น ถือเป็น "Winning Opportunity" หรือช่วงสะสมหุ้นพื้นฐานดี (Champion Stocks) ที่ราคาปรับตัวลงมาลึก แนะนำทยอยแบ่งไม้สะสม (Buy on Dip) โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นใหญ่ที่แนวโน้มกำไรยังแข็งแกร่ง
หุ้นแนะนำ: IVL & AOT ชี้ชะตาจุดเปลี่ยนทรง! / PR9 ใครมีของถือลุ้นต่อ! / WHA ส่งแผนแก้มือ! / SCGP ขาขึ้นยังทำงานเต็มระบบ!
What to watch MSCI review: Standard Index ไม่มีหุ้นไทยเข้าออก, Small Cap index เพิ่มหุ้น HANA GUNKUL ถอด JTS CHG มีผลสิ้นเดือน ส.ค.
FTSE review: CPN หลุดจาก Large Cap เข้า Mid Cap./ หุ้น BTS LH SCCC TU ลดชั้นลง Small Cap / หุ้น THAI FTREIT ติด Small Cap มีผล 21 ก.ย.นี้
ตลาดคาดการ ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค.ปีนี้ และ มี.ค. 2027, ก.ค.2027 และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายจะหยุดที่ 1.5% หรือ 1.75%
หลังนายวอร์ชแสดงความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ: ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 59.5% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักเพียง 35.4%
นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 40.5% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือนก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักมากถึง 64.6% เมื่อวานนี้
ศาล รธน.นัดวินิฉัยชี้ขาดคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง วันที่ 28 ก.ย.2569
หุ้นแนะนำวันนี้ TOP รอบนี้ Laggard หุ้น Commodity ตัวอื่น /แนะเล่นตามหุ้นกลุ่มโรงกลั่น ที่วิ่งนำรอบนี้ โดย trailing PBV โรงกลั่นอื่นวิ่งขึ้นไปแตะระดับ 1x แล้ว ส่วน TOP 0.69x
แนวรับ 61.5 ต้าน 65 Stop loss 60
Tactical port ถอด PSL เพิ่ม TOP
รายงานพื้นฐานวันนี้
Alpha Pulse
Dividend Stress Test | หาหุ้นปันผลคุณภาพในช่วงตลาดผันผวน
ท่ามกลางตลาดที่ยังผันผวน เรามอง Dividend Yield จะกลับมามีบทบาทเป็น Downside Buffer แต่การดู Yield จากประมาณการกรณีฐานเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จึงทำ Dividend Stress Test สำหรับปี 2027 โดยกำหนด Worst-case scenario ตามความเสี่ยงของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ธนาคารสมมติ Credit cost เพิ่ม 5–10bps และ Payout ratio กลับสู่ระดับปกติ, ค้าปลีก SSSG -2% YoY, ศูนย์การค้ายอดขายผู้เช่า -2% YoY, โรงพยาบาลรายได้ไม่เติบโต, ICT เผชิญการแข่งขันด้านราคาและ Cost saving ชะลอลง, พลังงานใช้ Brent ที่ US$60/bbl เทียบ Base case US$70/bbl และ WHA/WHAUP สมมติการโอนที่ดิน Data Center 900 ไร่เลื่อนออกจากปี 2027
ผล Stress Test พบว่า แม้ DPS ลดลงเฉลี่ย 7% จาก Base case ยังมีหุ้น 8 บริษัทที่ Dividend Yield ปี 2027 สูงกว่าระดับ +1SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ได้แก่ CPALL, BDMS, CPN, TLI, WHA, COM7, OSP และ TU สะท้อนว่า Yield ยังมี Buffer รองรับได้แม้ผลประกอบการต่ำกว่าคาด
ในกลุ่มดังกล่าว CPALL ให้ Yield 4.1% ใน Worst case เทียบ +1SD ที่ 2.6%, BDMS 3.9% เทียบ 2.7%, CPN 3.9% เทียบ 2.9%, TLI 5.4% เทียบ 4.8%, WHA 4.9% เทียบ 4.5% และ COM7 4.0% เทียบ 3.7% ขณะที่ OSP และ TU ยังให้ Yield สูงที่ 5.3% และ 5.6% ตามลำดับ เทียบกับระดับ +1SD ที่ 5.2% ทั้งคู่
ในภาวะที่กำไรและตลาดยังมีความไม่แน่นอน กลยุทธ์จึงควรให้น้ำหนักกับ Quality Yield มากกว่าการเลือกหุ้นจาก Dividend Yield สูงเพียงอย่างเดียว โดยหุ้นทั้ง 8 ตัวข้างต้นยังรักษา Yield เหนือกรอบประวัติศาสตร์ได้แม้ผ่านสมมติฐานเชิงลบแล้ว
GUNKUL (Idea)
กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง
EPC มี upside ชัดขึ้น ส่วน DPPA เป็นโอกาสเพิ่มเติมในระยะยาว
วันนี้เราออก IDEA Call หุ้น GUNKUL คงคำแนะนำ “ซื้อ” (ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 6.50 บาท จากเดิม 5.50 บาท) โดยมาจากธุรกิจไฟฟ้า 4.45 บาท/หุ้น และธุรกิจ EPC 1.97 บาท/หุ้น ซึ่งปรับขึ้นหลังปรับประมาณการกำไรหลักปี 2026-28 ขึ้น 12%, 25% และ 24% ตามลำดับ จากแนวโน้มธุรกิจ EPC ที่แข็งแรงกว่าที่เคยประเมิน ขณะที่ DPPA/PDP2026 เป็น upside เพิ่มเติมที่ยังไม่ได้รวมเต็มในกรณีฐาน
ประเด็นหลัก คือ เราวิเคราะห์เชิง Bottom-up (จากรายละเอียดบ่อรวมเป็นภาพรวม) ของโอกาสงาน EPC ใหม่จาก 5 กลุ่ม ได้แก่ 1) Grid Modernization/EEC Fast-track, 2) โครงการ Solar ล้านหลังคา, 3) โซลาร์ชุมชน, 4) Direct PPA (DPPA) และ 5) งานระบบส่งไฟฟ้าสำหรับ Data Center โดยประเมินว่าตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป
GUNKUL มีโอกาสรับรู้รายได้ EPC รวมราว 8.1 พันล้านบาท/ปี เทียบกับประมาณการรายได้ EPC ปี 2027 ใหม่ของเราที่ 6.7 พันล้านบาท ซึ่งยังต่ำกว่าศักยภาพดังกล่าวราว 17% นอกจากนี้บริษัทยังมี Backlog งานก่อสร้างและอุปกรณ์ที่ชัดแล้ว 4.2-4.5 พันล้านบาท แยกต่างหากจาก Pipeline ใหม่ข้างต้น
อีก upside คือ DPPA/PDP2026 โดยในกรณีฐานที่ไม่มี Capacity เพิ่ม เราคาดกำไรสุทธิปี 2028 ที่ 3.27 พันล้านบาท แต่หากได้ Capacity เพิ่ม 500, 1,000, 1,500 และ 2,000MW กำไรสุทธิปี 2028 อาจเพิ่มเป็น 3.40, 3.69, 4.19 และ 4.94 พันล้านบาท ตามลำดับ หรือสูงกว่ากรณีฐาน 4% ถึง 51% จุดที่น่าสนใจคือ GUNKUL มีแนวโน้มเลือกโครงสร้าง JV แบบ Equity-sharing มากกว่าถือโครงการเต็มบน Balance sheet ซึ่งอาจช่วยให้รับโอกาสเติบโตได้มากขึ้นโดยไม่เพิ่มภาระหนี้ในระดับเดียวกัน ทั้งนี้ Scenario ดังกล่าวยังถือเป็น upside และยังไม่ได้รวมในกรณีฐาน
ระยะสั้นเราคาด กำไรหลัก 3Q26 ทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 573 ล้านบาท +25% YoY และทรงตัว QoQ ต่อเนื่องจาก 2Q26 ที่มีกำไรหลัก 567 ล้านบาท ดีกว่าประมาณการเรา 7% และตลาด 13% โดยแรงหนุนหลักมาจากส่วนแบ่งกำไร Wind JV ที่คาดเพิ่มเป็น 275 ล้านบาท จาก 132 ล้านบาทใน 2Q26 รวมถึงการรับรู้รายได้จาก Backlog EPC/ก่อสร้าง
Telecom Sector
TRUE กำไรเด่นจาก Synergy ส่วน ADVANC เน้นโตสม่ำเสมอ
กำไรหลักรวมกลุ่มโทรคมนาคม (Telecom) หรือมักเรียกว่าไอซีที ใน 2Q26 อยู่ที่ 2.03 หมื่นล้านบาท (+34% YoY, +2% QoQ) แม้รายได้รวมลดลง 3% YoY และ 2% QoQ โดยแรงหนุนหลักมาจาก TRUE ที่กำไรหลักเพิ่ม 62% YoY และ 5% QoQ จากการประหยัดต้นทุนด้านคลื่นฯ และ Synergy ที่ทำได้ดีกว่าคาด ขณะที่ ADVANC มีกำไรหลักโต 24% YoY (และ +1% QoQ) จากรายได้ที่เติบโตหลายธุรกิจ ส่วน THCOM ขาดทุนหลัก 79 ล้านบาท เทียบกับกำไรเล็กน้อยในปีก่อน
แนวโน้ม 2H26 จะเห็นความแตกต่างของกำไรมากขึ้น โดย TRUE ยังได้แรงหนุนจาก Synergy และ Margin expansion แม้บริษัทปรับลดเป้ารายได้บริการปี 2026 เหลือ +1–2% จาก +2–3% แต่ยังคงเป้า EBITDA โตที่ 7–9% เราจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรหลักปี 2026 เป็น 2.6 หมื่นล้านบาท (+37% YoY) จากเดิม 2.3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ Overhang จาก China Mobile ลดลง หลังการลดสัดส่วนถือหุ้นหากเกิดขึ้นจะจำกัดราว 1% จากปัจจุบัน 7.8% และ China Mobile ยังยืนยันการลงทุนระยะยาว
สำหรับ ADVANC ยังเดินตามเป้าทั้งปี โดย 1H26 รายได้บริการหลักโต 6.4% YoY และ EBITDA +8.0% YoY สูงกว่า Guidance ทั้งปีที่ +3–5% และ +2–4% ตามลำดับ เราคงประมาณการกำไรหลักปี 2026 ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท (+14% YoY) ส่วน Gearing ที่เพิ่มเป็น 5.3x จาก 2.2x ใน 1Q26 เป็นผลจากการปรับฐานทุนหลังการคืนเงินทุน ไม่ได้สะท้อนความอ่อนแอของกระแสเงินสด ขณะที่ TRUE ยังลดหนี้ (Deleverage) ต่อ โดย Net debt/EBITDA ลดเหลือ 3.7x จาก 4.0x เทียบปีก่อน และเริ่มจ่ายปันผลรายไตรมาสภายใต้นโยบายไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิรายไตรมาส
ด้าน THCOM ยังเป็นจุดอ่อนของกลุ่ม โดยแม้คาดได้งาน USO3 ภายในสิ้นเดือน ก.ย. แต่ระยะเวลาเตรียมงาน และรับรู้รายได้น่าจะเลื่อนไปปี 2027 ขณะที่รายได้ธุรกิจดาวเทียมหลักยังลดลง จึงคาดขาดทุนหลักต่อใน 2H26 และคงประมาณการขาดทุนหลักปี 2026 ที่ 219 ล้านบาท แม้ Amazon Leo และการปล่อย THAICOM9 ใน 1H27 จะเป็นปัจจัยบวกระยะกลาง แต่ยังไม่ใช่จุดเก็งกำไรดักตอนนี้
Fundamental view: คงน้ำหนักกลุ่ม “เท่ากับตลาด” (NEUTRAL) โดยมอง TRUE เด่นที่สุดด้าน momentum ของกำไร จาก Synergy ที่ยังทำได้ดีกว่าคาด ขณะที่ ADVANC ยังมีการเติบโตที่มั่นคงและ Dividend yield น่าสนใจ เราแนะนำ TRADING BUY สำหรับ TRUE ราคาเป้าหมาย 15.10 บาทคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ ADVANC (ราคาเป้าหมาย 398 บาท) และยังเลี่ยงลงทุนสำหรับ THCOM
PTG
(Visit Note)
พีทีจี เอ็นเนอยี
ผลการดำเนินงาน 3Q26 มีแนวโน้มดีต่อเนื่อง; คาดเร่งตัวใน 4Q26
แนวโน้มผลการดำเนินงาน 3Q26 ยังดีต่อเนื่อง จากทั้งธุรกิจ Oil และ Non-Oil โดยฝั่ง Oil แม้ปริมาณขาย 2Q26 ลดลง 15% YoY และ 18% QoQ เหลือ 1,459 ล้านลิตร จากการเดินทางที่ชะลอลงและฐานสูงในเดือน มี.ค. แต่กำไรขั้นต้นต่อลิตรเพิ่มขึ้น 10% YoY และ 41% QoQ เป็น 1.83 บาท/ลิตร จากกลไกกองทุนน้ำมันที่สอดคล้องกับต้นทุนมากขึ้น สำหรับ 3Q26 คาดปริมาณขายทรงตัว QoQ และค่าการตลาดยังแข็งแกร่งราว 1.70–1.80 บาท/ลิตร ก่อน Volume ฟื้น QoQ ใน 4Q26 ตามฤดูกาล
ธุรกิจ Non-Oil ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยยอดขาย 2Q26 โต 21% YoY และ 5% QoQ จากกาแฟพันธุ์ไทยที่รายได้เพิ่ม 44% YoY ตามการขยายสาขา และ LPG +10% YoY, +2% QoQ ขณะที่จำนวนสาขา Non-Oil เพิ่มเป็น 4,292 สาขา แม้ GM ลดลง QoQ เป็น 28.9% จาก Margin ธุรกิจน้ำมันเครื่องที่อ่อนลง แต่ยังสูงกว่า 27.0% ในปีก่อน และคาดยอดขายและกำไร Non-Oil เติบโตต่อใน 3Q26 โดย PTG รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 74 ล้านบาท (-76% YoY) พลิกจากขาดทุนในไตรมาสก่อน
อย่างไรก็ตาม บริษัทปรับลดเป้าปี 2026 ให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ โดยเป้าปริมาณขายน้ำมันเหลือ -5% ถึงทรงตัว YoY จากเดิม +3–5%, ลดเป้าเปิดร้านพันธุ์ไทยเป็น 600 สาขา จาก 800 สาขา, ลดเป้ายอดขาย Non-Oil เป็น +20–30% จาก +30–40% และเป้า EBITDA growth เหลือ 0–5% จาก +8–12% แต่ยังคงเป้าขยายสถานีบริการเป็น 2,309 แห่ง
Our view: Consensus ปรับกำไรปี 2026 ลง 32% เหลือ 651 ล้านบาท (-36% YoY) ก่อนคาดฟื้นแรง 78% YoY เป็น 1.16 พันล้านบาทในปี 2027 ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2027 ราว 11.5x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 17.5x ราว 34% ขณะที่แนวโน้มกำไร 3Q26 ฟื้นต่อและมีโอกาสเร่งขึ้นใน 4Q26 จึงน่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นระยะสั้น
สรุปประเด็นจาก Quick take
Electronics
สหรัฐพิจารณาขึ้นภาษี Semiconductor ในวงกว้าง
รัฐบาล Trump กำลังพิจารณามาตรการภาษี Semiconductor รอบใหม่ ซึ่งอาจมีขอบเขตกว้างกว่ารอบก่อน โดยหนึ่งในแนวทางคือไม่ได้เก็บภาษีเฉพาะชิปที่นำเข้าเท่านั้น แต่รวมถึง สินค้าปลายทางที่มี Semiconductor เป็นส่วนประกอบ เช่น Laptop, Gaming Console และ Server ที่ใช้ใน Data Center ทั้งนี้ อัตราภาษี ขอบเขตสินค้า และช่วงเวลาบังคับใช้ยังไม่ได้ข้อสรุป
View from fundamental: ในระยะสั้น เรามองว่าผลกระทบต่อกำไรของผู้ผลิต Electronics ไทยยังจำกัด เนื่องจากภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันโดยทั่วไปยังเป็นภาระของลูกค้าหรือผู้นำเข้า อย่างไร ก็ตาม หากอัตราภาษีปรับสูงขึ้นมากหรือขยายขอบเขตไปยังสินค้าปลายทางที่มี Semiconductor เป็นส่วนประกอบ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น ทั้งจากความเป็นไปได้ที่ลูกค้าจะขอให้ผู้ผลิต ช่วยรับภาระต้นทุนบางส่วน ซึ่งอาจกดดันราคาและอัตรากำไร รวมถึงผลกระทบทางอ้อมผ่าน
IVL
อินโดรามา เวนเจอร์ส
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
อ้างอิงจากสำนักข่าว Bloomberg IVL กำลังพิจารณาโอกาสลงทุนสร้างฐานการผลิตในตะวันออกกลาง เนื่องจากการแข่งขันมีแนวโน้มลดลงจากความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ในเบื้องต้น เรามองว่าเป็นโอกาสดีที่ IVL จะเข้าไปอยู่ในภูมิภาคที่อุปสงค์เม็ดพลาสติก PET มีอัตราการเติบโตสูง ~5% ต่อปี (เทียบกับ 4% ต่อปีของโลก)
View from fundamental: ในเบื้องต้นเรามีมุมมองเชิงบวกต่อข่าวดังกล่าว เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” (ราคาเป้าหมาย 30 บาท)
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน