Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

27

 


Sentiment Tracker KEY FINDINGS:
- สหรัฐฯ: Sentiment Indicator ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งสัญญาณอ่อนแอลง โดยดัชนี CNN Fear & Greed ปรับลงจากโซน Greed สู่โซน Neutral มาตรวัดปรับลดลงจาก 67 จุดสู่ 52 จุด ส่วนผลสำรวจ AAII สะท้อนมุมมองที่แย่ลงเล็กน้อยในหมู่นักลงทุน จาก Bull-Bear Spread ปรับลดลงเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า
- ไทย: BLS Greed & Fear Barometer ของตลาดหุ้นไทยปรับลดลงจาก 59 จุดสู่ 55 จุด แต่ยังคงอยู่ในโซน Greed
US MARKET SENTIMENT TRACKER:
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ย่อตัวหลังจากทำจุดสงสุดใหม่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนี S&P500 ปิดปรับตัวลดลง 2.0% WoW ฉุดจากความกังวลในอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯระยะยาวที่อยู่ในระดับสูง โดยยีลด์พันธบัตรสหรัฐฯอายุ 30 ปีปรับขึ้นแตะระดับ 5.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณช่องแคบ Hormuz ที่ยืดเยื้อ ขณะที่ Sentiment Indicator ส่งสัญญาณอ่อนแอลง โดยดัชนี CNN Fear & Greed ปรับลงจากโซน Greed สู่โซน Neutral มาตรวัดปรับลดลงจาก 67 จุดสู่ 52 จุด ฉุดจาก Market Momentum ที่อ่อนแอลง และ Put/Call Ratio ที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 0.69 สู่ 0.76


ในทำนองเดียวกัน ผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของ AAII สะท้อนมุมมองในช่วง 6 เดือนข้างหน้าที่แย่ลงเล็กน้อย โดยแม้ว่าสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่มีมุมมอง Bullish จะเพิ่มขึ้นจาก 34.7% เป็น 35.5% แต่สัดส่วนฝั่ง Bearish ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า โดยเพิ่มขึ้นจาก 37.9% เป็น 39.9% ส่งผลให้ Bull-Bear Spread ปรับลดลงเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าจาก -3.2% สู่ -4.4%

 

THAI MARKET SENTIMENT TRACKER:
ตลาดหุ้นไทยยังคงแกว่งตัวในกรอบแคบบริเวณ 1,605-1,632 จุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปิดลดลง 0.3% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่ดัชนี BLS Greed & Fear Barometer ปรับลดลงจาก 59 จุดสู่ 55 จุด แต่ยังคงอยู่ในโซน Greed โดยองค์ประกอบที่ฉุดมาตรวัดได้แก่ ดัชนี Volume Index ที่ปรับตัวลงจากโซน Overbought และดัชนี Bull-to-bear ที่ปรับลดลงจาก 32.7% สู่ 29.4%


IMPLICATION:
แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯจะยังมีโอกาสเผชิญแรงกดดันจาก Market Momentum ที่อ่อนแอลง และ Put to call ratio ที่ปรับขึ้น แต่เรามองว่าเป็นเพียงการพักฐานระยะสั้น เนื่องจากความผันผวนของตลาดที่อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จะส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะกลับมาฟื้นตัวได้ในระยะถัดไป
สำหรับตลาดหุ้นไทย การที่ Sentiment ยังคงยืนได้ในโซน Greed นั้นถือเป็นสัญญาณเชิงบวก ในระยะสั้นตลาดหุ้นไทยอาจอยู่ในช่วงไซด์เวย์เพื่อสะสมกำลัง เพื่อให้ดัชนี Volume Index ลดความร้อนแรงลง ขณะเดียวกัน การที่ดัชนี Bull-to-bear ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย อีกทั้งดัชนี Momentum Strength ก็ปรับตัวลงจนเข้าใกล้ระดับ Zero-line แล้ว สะท้อนว่าดาวน์ไซด์ของตลาดหุ้นไทยจากระดับปัจจุบันมีจำกัด

สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ปิดเสมอตัว หุ้นกลุ่มธนาคารยังเป็นพระเอกต่อ KBANK TCAP TTB SCB ร่วมกับ รพ. BDMS แต่พบการฟื้นของหุ้นไฟแนนซ์ TIDLOR อาการ CPF หลังก่อนหน้าเล่นไม่ออก ขณะที่หุ้นลบ กระจายกันกดดันตลาดทั้งอิเล็กฯ (HANA ลงเยอะแม้การประชุมออกมาดี) ไอซีที และพลังงาน


แนวโน้มตลาดวันนี้ สะสม Commodity ต่อ
เมื่อวานหุ้นไทยกลุ่ม Soft commodity ยังคงโดดเด่นกว่าตลาดต่อเนื่อง ซึ่งอาจย้ายจากสินค้าเกษตรมาเล่นกลุ่มปศุสัตว์ เช่น CPF BTG GFPT ขณะที่หุ้นธนาคาร โรงพยาบาลรีบาวด์เป็นบางตัว ส่วนกลุ่มด้อยกว่าตลาดยังคงเป็น สื่อสาร และเริ่มมีแรงขายทำกำไรหุ้นที่ขึ้นแรง เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์


ส่วนหุ้นพลังงาน ปิโตรฯ กลุ่ม Hard commodity ที่ราคาย่อลงเรายังคงมองเป็นจังหวะในการซื้อ/สะสม หุ้นกลุ่มนี้ ตามมุมมองเดิม
อิงกลยุทธ์ช่วงโค้งสุดท้ายของเดือน สค. การเก็งกำไร หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ ประเภท น้ำมัน ปิโตรเคมี และเรือ จะเป็นการเล่นตามกระแสข่าวแรงกดดันด้าน Supply ขณะที่ประเด็นพื้นฐานกำไรไตรมาส 2/26 จบไปแล้ว-งบดีกว่าคาด
ซึ่งหากจะมองต่อไปข้างหน้า กำไรไตรมาส 3/26 และปีหน้าจะยังรักษาความแข็งแกร่งได้ต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับ แรงกดดันด้าน Supply ว่าจะยังคง เกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่องหรือไม่ เบื้องต้นแรงกดดันดังกล่าวน่าจะมีเข้ามาเป็นระลอก และสร้างแรงกระเพื่อมต่อราคาหุ้นเป็นระลอก เช่นกัน ยกตัวอย่าง...


หลังจากเลยเส้นตาย 17 สค.ที่ สหรัฐฯ และอิหร่าน มี MOU หยุดยิงร่วมกัน 60 วัน สิ้นสุดลง สหรัฐฯแสดงท่าที ที่แข็งกร้าวขึ้นต่อมาตรการกดดันอิหร่านทันที ขณะที่อิหร่านส่งสัญญาณตอบโต้ ชาติพันธบิตรสหรัฐฯ ซึ่งคาดอาศัยช่วงเทศกาลสำคัญทางศาสนาสิ้นเดือนนี้ สร้างสถานการณ์ก่อเหตุโจมตี แหล่งผลิต ปิโตร น้ำมัน โรงกลั่น คาดสร้างแรงกดดัน ต่อ Supply และหนุนการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่เชื่อมโยง...


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะหุ้นใหญ่อิงตาม Fund flow ต่างชาติ และเก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง นอกจากนี้ หุ้นที่แนวโน้มกำไรดี และมี Earnings revision ด้านบวกจากพื้นฐาน ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ถือยาวได้


วิเคราะห์ทางเทคนิค Impulse wave trend: โครงสร้างหลัก (Weekly/Monthly) ยังคงรักษาสถานะคลื่นขาขึ้นใหญ่ได้อย่างแข็งแกร่ง หลังจากที่ดัชนีสามารถยกฐานผ่านระดับ 1,600 จุดขึ้นมาได้อย่างมีนัยสำคัญ
Healthy Pullback: Timeframe Day ดัชนีอยู่ในช่วงพักฐานย่อยแบบ Low-Volume Pullback / Consolidation บนกรอบแนวรับยุทธศาสตร์ 1,600 – 1,610 จุด เป็นการสะสมกำลังเพื่อเตรียมทะยานต่อ!
EMA Dynamic Support: การย่อตัวลงมาทดสอบบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย EMA 10, 25, 50 วัน ทำหน้าที่เป็นแนวรับยุทธศาสตร์ โดยเกิดแท่งเทียนประเภท Rejection Tail / Bullish Pin Bar สะท้อนถึงแรงรับ & แรงซื้อคืน
RSI: เริ่มชะลอการปรับตัวลงในเขต Neutral Zone สอดคล้องกับพฤติกรรมราคาที่เป็นลักษณะพักตัวในกรอบ ไม่ได้เกิดสัญญาณ Structural Breakdown ในฝั่งลง

 

Trade Setup:
-จุดเข้าซื้อ: เน้นสะสมเมื่อดัชนีย่อตัวลงมาทดสอบแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย EMA 10,25,50 วัน บริเวณ 1,600-1,610 จุด
-เป้าหมาย: แบ่งตามระดับ Fibonacci Extension และแนวต้าน High เดิมของรอบนี้ที่ 1,630 และ 1,650 จุด
-Trailing stop: กำหนดจุด Cut Loss ดัชนีหลุดแนวรับยุทธศาสตร์ 1,580 จุด (EMA 75 วัน)
Strategy Matrix: กลุ่มหุ้นนำทัพ PTTGC, AOT, BH / กลุ่มขาขึ้นรอบใหม่ เริ่มเข้าสู่รอบ Impulse Wave ถัดไป เช่น CBG, PR9, BDMS)
Note: ใช้จังหวะย่อตัวสลับพัก (Buy on Dip) สะสมเพิ่มเมื่อเกิดจังหวะพักตัวบนแนวรับ (หรือ) ล็อคกำไรบางส่วนเมื่อพุ่งชนเป้าหมายแนวต้านแรก แล้วยก Trailing Stop เพื่อรันส่วนที่เหลือไปสู่เป้าหมายใหญ่ เช่น STECON
สรุป: SET Index อยู่ในสภาวะ High-Base Accumulation (สะสมพลังบนฐานสูงขึ้น) การย่อตัวพักฐานเป็นจังหวะในการ "คัดสรรหุ้นแกร่ง" โดยเน้นจัดทัพผสมผสานระหว่างหุ้น Leader ที่กำลังเบรกเอาต์, หุ้น Turnaround ที่เพิ่งเริ่มต้นเทรนด์

 


What to watch MSCI review: Standard Index ไม่มีหุ้นไทยเข้าออก, Small Cap index เพิ่มหุ้น HANA GUNKUL ถอด JTS CHG
ตลาดคาดการ ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค.ปีนี้ และ มี.ค. 2027, ก.ค.2027 และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายจะหยุดที่ 1.5% หรือ 1.75%
ผังเมืองใหม่ กทม. เริ่มใช้ปี 2570 นี้ วางโครงสร้างใหม่ เพื่อแผนพัฒนาระยะยาว 10-20 ปี : เช่น เลือกปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับระดับความเจริญที่แผ่ขยายเข้ามา ขยายเมืองไปตามแนวระบบรางที่ทยอยสร้างเสร็จ สำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แล้ว ฝั่งธนบุรี จะไม่ใช่พื้นที่รองอีกต่อไป แต่เป็นพื้นที่ศักยภาพใหม่ ที่ยังมีต้นทุนที่ดินต่ำกว่าฝั่งพระนคร
ตลท.จัด Thailand Focus 2026 ชู 78 บจ.ไทยเปิดแผนเติบโต ผนึกภาครัฐ-อาเซียนดึงทุนต่างชาติ 26-28 ส.ค.
นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. หลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ลดลงในเดือนก.ค. ขณะที่ก่อนหน้านี้ นักลงทุนพากันเทน้ำหนักคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนดังกล่าว
เตือนภาคเหนือไทย ฝนถล่มต่อเนื่อง น้ำป่าไหลหลาก ท่วมกินวงกว้างหลายพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด หลังกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ทำให้จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากในหลายอำเภอมีปริมาณฝนสะสมอยู่ในเกณฑ์สูง ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำน่านตอนบน มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ทรัมป์สั่งเบรกเจรจา หันใช้มาตรการคลัง-ปิดล้อมทางทะเลบีบอิหร่าน แหล่งข่าวระบุว่า ทำเนียบขาวกำลังปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปสู่การใช้มาตรการ "บีบคั้น" อิหร่านในระยะยาว แทนที่จะพึ่งพาการเปิดฉากโจมตีทางทหารเพิ่มเติม
ทรัมป์เสริมว่า "มาตรการปิดล้อมทางทะเลยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่" อนึ่งระยะเวลาการเจรจา 60 วันที่กำหนดไว้ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันจันทร์ (17 ส.ค.)


หุ้นแนะนำวันนี้
PTTEP สหรัฐฯเล็งเพิ่มแรงกดดันอิหร่าน ด้านการตอบโต้ของอิหรานต่อชาติพันธบิตรสหรัฐฯ คาดอาศัยช่วงเทศกาลสำคัญทางศาสนาสิ้นเดือนนี้ สร้างสถานการณ์ก่อเหตุโจมตี แหล่งผลิตฯ เพื่อสร้างแรงกดดันซึ่งเราประเมินว่าจะส่งผลบวกต่อการเล่นหุ้นกลุ่มนี้
แนวรับ 146.5/146 ต้าน 150 Stop loss 145

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Wealth Insight
“El Niño and Thai agriculture: เมื่อ Climate Stress ส่งผลต่อสินค้าเกษตรไม่เท่ากัน”
รายงานชี้ว่า El Niño ไม่ได้แปลว่าสินค้าเกษตรทุกชนิดจะขึ้นพร้อมกัน เพราะผลกระทบขึ้นอยู่กับว่าความเสี่ยงด้านภูมิอากาศเกิดตรงกับฐานการผลิตหลักของสินค้านั้นหรือไม่ โดย BLS ใช้ Thailand Agri-Climate Index (TACI) ซึ่งรวม 18 ตัวแปรเพื่อวัด Climate Stress ในไทย ปัจจุบัน TACI อยู่ที่ 66.7 จุด หรือระดับความเสี่ยงแล้งปานกลาง ขณะที่ Leading indicator ขยับขึ้นก่อน และ Thailand Heat-Stress Index (THI) อยู่สูงถึง 90.7 จุด สะท้อนว่าความร้อนผิดปกติเกิดขึ้นจริงในวงกว้างแล้ว


ผลการศึกษาพบว่า ปาล์มน้ำมันเป็นสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับ Climate Stress ชัดที่สุด เพราะอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยรวมกันผลิตปาล์มราว 87% ของโลก ทำให้ความแห้งแล้งในภูมิภาคนี้สามารถกระทบ Supply โลกโดยตรง โดยเมื่อ TACI อยู่ช่วง 60–80 จุด ราคาปาล์มมีค่ากลางของการเปลี่ยนแปลงใน 14 เดือนถัดไปราว +15.9% และหาก TACI ขึ้นสู่ 80–100 จุด ค่ากลางเพิ่มเป็น +37.8% ขณะที่ค่าสหสัมพันธ์โดยรวมอยู่ที่ราว +0.46 จึงมองปาล์มเป็นธีมเด่นกว่าการซื้อสินค้าเกษตรทั้งกลุ่ม
ในทางตรงกันข้าม ข้าวโพดและกากถั่วเหลืองไม่ได้มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับภัยแล้งในไทย เพราะราคาขึ้นกับ Supply จากสหรัฐฯ บราซิล และอาร์เจนตินามากกว่า โดยค่าสหสัมพันธ์กับ TACI อยู่ที่ราว -0.32 และ -0.35 ตามลำดับ จึงไม่สนับสนุนมุมมองว่า El Niño ในไทยจะทำให้ต้นทุนอาหารสัตว์สูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ขณะที่ผลต่อ Food CPI กระจุกใน ข้าวและผัก มากกว่าเนื้อสัตว์ โดยราคาข้าวสูงกว่าค่า Seasonal norm ราว 3.2–3.3% และผักราว 2.6–3.6% หลังเกิดช่วง TACI สูง


ส่วน ราคาหมู รายงานมองว่าต้องวิเคราะห์จากวัฏจักร Supply มากกว่า Climate Cycle โดย Pork Leading Index (PLI) ให้สัญญาณระยะสั้นอ่อนตัว โดย Direction Score 3 เดือนอยู่ที่ 23.6 และมีโอกาสอ่อนลงในเดือน ก.ย. แต่ภาพ 12 เดือนข้างหน้าเป็นบวกมากขึ้น โดย Direction Score เพิ่มเป็น 89.1 และค่ากลางของแบบจำลองอยู่ที่ประมาณ 72.9 บาท/กก. ใน มิ.ย. 2027 สะท้อนโอกาสเปลี่ยนจาก Oversupply ไปสู่ Supply Normalization มากกว่าการพึ่งพา Climate Shock


Our View: ธีม El Niño รอบนี้ควรเป็น Selective Climate Trade มากกว่า Broad Agri Trade โดยให้น้ำหนัก ปาล์มน้ำมัน มากที่สุด ขณะที่ ข้าวและผัก เป็นกลุ่มที่ต้องจับตาในมุมเงินเฟ้ออาหาร ส่วน ข้าวโพด/ถั่วเหลือง ยังขึ้นกับสภาพอากาศและ Supply ในทวีปอเมริกา และ หมู ควรมองผ่านวัฏจักรอุปทานเป็นหลัก

 

 


Tourism Sector
2H26 ฟื้นชัดขึ้น และรอบนี้ขับเคลื่อนด้วย Value มากกว่า Volume

ผลประกอบการ 2Q26 ของกลุ่มท่องเที่ยวแข็งแกร่งกว่าภาพจำนวนนักท่องเที่ยวที่อ่อนตัว โดยกำไรหลักรวมเพิ่มขึ้น 3% YoY เป็น 7.76 พันล้านบาท และส่วนใหญ่ดีกว่าคาด ขณะที่ 3Q26 เราคาดกำไรหลักรวมยังเติบโต 3% YoY แม้ตัวเลขรวมดูไม่สูงจากฐานกำไรขนาดใหญ่ของ AOT และ MINT ซึ่งคาดโตเพียง 4% และ 1% YoY ตามลำดับ แต่การฟื้นตัวของหุ้นโรงแรมชัดเจนกว่า โดยคาด ERW +28% YoY และ AWC/CENTEL +10% YoY

Leading indicators ใน 3QTD สนับสนุนภาพดังกล่าว โดย RevPAR เดือน ก.ค. ของ AWC +26% YoY, CENTEL +8%, ERW ราว +5% และ MINT +4% ขณะที่ AWC มีรายได้ห้องพักที่จองแล้วสำหรับ 2H26 สูงกว่าปีก่อน 30% และ Booking เดือน ส.ค. ของ ERW ยังดีขึ้น MoM ด้านต่างประเทศ นักท่องเที่ยวมัลดีฟส์พลิกจาก -2% YoY ในเดือน ก.ค. เป็น +11% YoY ในเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อ CENTEL ขณะที่การฟื้นตัวเริ่มกระจายไปทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือและตลาดระยะไกลมากขึ้น

เราคงประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2026 ที่ 31.9 ล้านคน (-3.3% YoY) หลัง 1H26 อยู่ที่ 16.2 ล้านคน (-3.2% YoY) ทำให้ 2H26 ต้องลดลงราว 3.3% YoY ก็ยังเป็นไปตามประมาณการ ขณะที่หากจำนวนนักท่องเที่ยว 2H26 ทรงตัว YoY มี Upside สู่ราว 32.4 ล้านคน (-1.6% YoY) และคงประมาณการปี 2027 ที่ 34.0 ล้านคน (+6.6% YoY)
ประเด็นสำคัญคือการฟื้นตัวรอบนี้เป็น Value-led มากกว่า Volume-led โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 7% YoY ใน 1Q26 และ 15% YoY ใน 2Q26 เป็น 52,918 บาท/คน จากระยะเวลาพักที่นานขึ้นและสัดส่วนนักท่องเที่ยวระยะไกลที่ใช้จ่ายสูงขึ้น ทำให้รายรับจากการท่องเที่ยวและกำไรโรงแรมมีโอกาสฟื้นเร็วกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
Fundamental view: คงน้ำหนัก “มากกว่าตลาด” กลุ่มท่องเที่ยว และเลือก AWC, CENTEL และ ERW ตามลำดับ โดย AWC เด่นจาก Booking momentum, MICE และการนำสินทรัพย์เข้า REIT เพื่อหมุนเวียนเงินทุน, CENTEL ได้แรงหนุนพร้อมกันจากโรงแรมไทยหลังปรับปรุง โรงแรมมัลดีฟส์–ดูไบที่ทยอย Ramp-up และ Margin ธุรกิจอาหารที่ดีขึ้น ส่วน ERW เป็น Recovery play จาก RevPAR และการขยาย HOP INN พร้อม Upside จากการ Spin-off ในอนาคต

ขณะที่ AOT แม้ไม่อยู่ใน Preferred picks 3 ตัวของรายงาน แต่มี Earnings inflection เด่นที่สุด โดยคาดกำไรหลักปี 2027 เติบโต 59% YoY จากการรับรู้ผลของ PSC เต็มปี

 

 

 

STECON
สเตคอน กรุ๊ป
ช่วงเวลาสะสมรอรอบใหม่
หลังประชุมนักวิเคราะห์ ให้น้ำหนักกับ Data Center มากกว่างานภาครัฐ โดย Backlog งาน DC ณ สิ้น 2Q26 เพิ่มขึ้นราว 5 พันล้านบาทจากสิ้นปี 2025 และยังมี Potential projects อีก 4–5 หมื่นล้านบาทในปีนี้ ช่วยหนุนเป้างานใหม่แม้งานรัฐเลื่อน ขณะที่ประเด็นใหม่คือ STECON มีโอกาสขยาย Scope จากงานโครงสร้างไปสู่งานออกแบบบางส่วน (และอาจไปถึง MEP) หลังมี Learning curve และช่องทาง Sourcing มากขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มมูลค่างานต่อ MW โดยเราประเมินอาจราวๆ 1.3–1.7 เท่าของ Scope เดิม และอาจสูงถึง 2.4 เท่า หากรับ Scope กว้างขึ้น นับเป็น Upside เพิ่มเติมจากการรับงาน DC แบบเดิม
ด้านงานรัฐยังโฟกัส M5, M9 และรถไฟความเร็วสูง ขณะที่ปลายปียังมีงานโรงไฟฟ้า ส่วนธุรกิจสร้างรายได้ประจำเริ่มคืบหน้า โดย EWS เริ่ม COD และมีสัญญาจ่ายน้ำให้ Data Center 3 แห่งรวม 10,000 ลบ.ม./วัน และคาดโครงการบางปะกงสร้างรายได้ราว 180–200 ล้านบาท/ปี ช่วยชดเชยเงินปันผลพิเศษจาก GULF ที่ปีหน้าอาจไม่มีได้บางส่วน ขณะที่ Balance Sheet ยังรองรับการลงทุนเพิ่ม โดย Gearing Ratio อยู่เพียง 0.5x และประเมินว่ายังมี Room ลงทุนเพิ่มราว 2–3 หมื่นล้านบาท ภายใต้ระดับไม่เกิน 2x แต่บริษัทมี Covernant ด้าน IBD/EBITDA เป็นหลัก จึงมองว่าเป็นตัวคุมไม่ให้ลงทุนเร็วเกินไปเหมือนที่เคยกังวลกัน

สำหรับผลประกอบการ รายได้ 1H26 คิดเป็น 48% ของเป้าทั้งปี ทำให้รายได้จะ Backload ไป 2H26 และคาดการส่งมอบงาน Peak ใน 4Q26 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ Catalysts ทั้งงานรัฐกลับมาประมูล และงานเอกชนทั้ง DC และโรงไฟฟ้าเริ่มประกาศผล จึงมองช่วง 1–3 เดือนนี้เป็นจังหวะทยอยสะสม มากกว่าการเก็งกำไรสั้น

Fundamental view: คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 21.00 บาท โดยมอง Data Center จะกลับมาเป็น Upside สำคัญจากทั้งงานใหม่และโอกาสขยาย Scope ขณะที่กำไรและ Catalysts มีแนวโน้มเร่งตัวพร้อมกันใน 4Q26


สรุปประเด็นจาก Quick take

 


KTB
ธนาคารกรุงไทย
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
แนวโน้มสินเชื่อยังเติบโตได้ตามเป้าหมาย โดยคาดสินเชื่อในกลุ่ม corporate และ SME จะเร่งตัวขึ้นใน 4Q26 เช่นเดียวกับแนวโน้มรายได้ค่าธรรมเนียมที่ยังเห็นการเติบโตได้ต่อเนื่อง นำโดยรายได้จากธุรกิจ wealth management
View from fundamental: เราประเมินว่าคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่แรงกดดันด้าน credit cost และ NIM ลดลงใน 2H26 พร้อมคาด dividend yields ปี 2026 ได้มากกว่า 5% ยังแนะนำซื้อ

BDMS
กรุงเทพดุสิตเวชการ
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
รายงานรายได้เดือน ก.ค. เติบโต 8% YoY ไทยโตต่อเนื่อง 9% หนุนจากไข้หวัดตามฤดูกาล Occupancy ที่ 65% (55% ใน 2Q26 และ 66% ใน 3Q25) ขณะที่รายได้ต่างชาติพลิกกลับมาโต 6% (หากไม่รวมตะวันออกกลางและกัมพูชา +14% YoY) ซึ่งบังคลาเทศเติบโตสูงสุด 56% YoY ตามมาด้วยพม่า 21% YoY
View from fundamental: BDMS แนวโน้มรายได้เติบโต YoY และ QoQ ฟื้นตัวดีทั้งไทยและต่างประเทศ EBITDA margin คาดปรับตัวสูงขึ้นจากสัดส่วนโรคซับซ้อน คงคำแนะนำ “ซื้อ” (ราคาเป้าหมาย 23 บาท)

 

IRPC
ไออาร์พีซี
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
ค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาปิโตรเคมีใน 2H26 อาจอ่อนตัวลงบ้างจาก peak ใน 2Q26 เนื่องจากภาวะอุปทานตึงตัวคลี่คลายลง
View from fundamental: เรามองว่าการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนค่าการกลั่นตลาดรวมที่อยู่ในระดับสูงไปมากแล้ว ดังนั้นเราจึงชอบหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี (IVL และ PTTGC) เนื่องจากราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นช้ากว่า


BH
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
แนวโน้มรายได้ 2H26 เติบโตต่อเนื่อง และ EBITDA margin แข็งแกร่ง หนุนจาก intensity และผ่านจุดต่ำสุดของคนไข้ตะวันออกกลางและกัมพูชา
View from fundamental: แนวโน้มรายได้เติบโต YoY สูงขึ้น margin แข็งแกร่งปันผล 1H26 ที่ 4 บาทต่อหุ้น (XD 28 ส.ค.) คงคำแนะนำ “ซื้อ” (ราคาเป้าหมาย 220 บาท)


CPALL
ซีพี ออลล์
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
3QTD SSSG เป็นบวกเล็กน้อย เราคาดใกล้เคียง 2Q26 ที่ +0.8% YoY สาขาในพื้นที่ท่องเที่ยวยังเป็นตัวหลักในการเติบโตของยอดขาย
View from fundamental: เราคาดแนวโน้มกำไร 2H26 เติบโตต่อเนื่องYoY ผลกระทบจากไทยช่วยไทยคาดจำกัดกว่าที่ตลาดประเมิน อีกทั้งต้นทุนพลังงานลดลงจะเป็นบวกต่อการเติบโตของกำไรในช่วงที่เหลือของปี

 

HANA
ฮานาไมโครอิเล็คโทรนิคส
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
ภาพรวม 2H26 ดีขึ้นจากการฟื้นตัวของธุรกิจเดิม โดย Lamphun เริ่ม mass production ของโครงการใหม่ใน 3Q26 ขณะที่ Ayutthaya IC มี utilization และ loading ดีขึ้น รวมถึงมี NPI pipeline ค่อนข้างมาก semiconductor cycle ฟื้นตัว เริ่มพิจารณาเพิ่ม capex สำหรับปี 2027
View from fundamental: ภาพรวมเรายังมองเป็นบวกต่อภาพการเติบโตของกำไรในครึ่งปีหลังจากธุรกิจเดิมที่ฟื้นตัวตาม Cycle แต่ยังไม่มีอัพไซด์ใหม่จากที่ประชุม คาดว่าตลาดจะรอประเมินรายได้จาก AI ที่จะเริ่ม Contribute เข้ามาใน 3Q26


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ร้องเพลงรอ By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม ขอสวมบทเป็น นักร้องคีย์เดียว ร้องเพลงรอให้กับตลาดหุ้นไทย รอปัจจัยบวก รอเงินนอกไหล เข้ามาในตลาดหุ้นไทย ....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้