Company Note
OSP
แนวโน้มครึ่งปีหลังอ่อนตัวจากยอดขายและอัตรามาร์จิ้นที่ลดลง
ผู้บริหารปรับเป้าหมายรายได้ปีนี้ low to mid single digit จากครึ่งปีหลังอ่อนตัวจาก low season โดยเฉพาะธุรกิจในเมียนมาจากช่วงฤดูฝนกระทบการขนส่ง และอัตรามาร์จิ้นที่ลดลงตามต้นทุนวัตถุดิบจากพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้ gross margin ทั้งปีเฉลี่ยดีกว่าปีที่ผ่านมา จากราคาหุ้นปัจจุบันปรับเพิ่มขึ้น 23% ในช่วง 3 เดือน มี upside จำกัด จากราคาเป้าหมายเราที่ 19 บาท เราเปลี่ยนคำแนะนำเป็น Hold จาก Buy
บริษัทปรับเป้ารายได้ปีนี้เติบโตน้อยเล็กน้อย
บริษัทตั้งเป้ารายได้ปีนี้ Low to Mid Single Digit จากเดิม Mid Single Digit (เทียบ มาตรฐานบัญชี TAS 21 รายได้ปี 2025 ราว 23,500 ล้านบาท) เนื่องจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสงครามและปัญหาในเมียนมา ขณะที่ 3Q26 Gross Margin มีโอกาสถูกกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและ Low Season แต่ยังคาด Gross Margin ทั้งปีดีขึ้น YoY จากการเพิ่ม Productivity และบริหารต้นทุนผ่าน AI, SAP และ DMS โดยการเติบโตในปีหน้าจะเน้น 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ Premiumization, Route to Market และ NPD
คงประมาณการปี 2026–27F ยังคงการเติบโตจากธุรกิจหลัก
แนวโน้ม 3Q26F เราคาดกำไรลดลง YoY และ QoQ และครึ่งปีหลังจะอ่อนตัวกว่าครึ่งปีแรก จากช่วง low season ในไทยและการส่งออกโดยเฉพาะประเทศเมียนมาช่วงฤดูฝน และมาร์จิ้นที่ลดลงตามต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น คงประมาณการเดิมคาดกำไรหลักปี 2026F เติบโต 4% YoY มาอยู่ที่ 3.6 พันล้านบาท โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มเครื่องดื่มดื่มชูกำลังที่คาดว่าจะเติบโตจากการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของ M-150 ผ่านการออกสินค้าใหม่และการขยายช่วงราคา (10, 12 และ 15 บาท) ขณะที่กลุ่ม Personal Care ขยับ positioning ไปสู่สินค้า Premium Mass มากขึ้น
เราเปลี่ยนคำแนะนำเป็น Hold จากราคาปัจจุบันไม่มี upside จากราคาเป้าหมาย
เราเปลี่ยนคำแนะนำเป็น “Hold” จาก “Buy” ราคาเป้าหมาย 19.00 บาท อิง PER ปี 2026F ที่ 15.7X (-0.5SD) ซึ่งสะท้อนการรวมความเสี่ยงจากต้นทุนและสถานการณ์สงคราม ปัจจุบันราคาหุ้นซื้อขายที่ PER 15X ขณะที่คาด Dividend Yield ปี 2026F อยู่ที่ 4.4% ความเสี่ยงหลักยังคงอยู่ที่ต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่อาจปรับตัวสูงกว่าคาด
สรุปประชุมนักวิเคราะห์ (18/8/26)
• บริษัทปรับเป้าหมายการเติบโตของรายได้ ปี 2026 ลงจากเดิมที่คาดเติบโตระดับ Mid Single Digit เป็น Low to Mid Single Digit หลังผ่านครึ่งปีแรก เนื่องจากปัจจัยภายนอกที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามและปัญหาในเมียนมา ซึ่งกดดันแนวโน้มยอดขายในช่วงที่เหลือของปี
• แนวโน้ม Gross Margin ใน 3Q มีโอกาสถูกกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจาก 2Q ขณะที่ 3Q ยังเป็นช่วง Low Season จากฤดูฝน ด้านต้นทุนวัตถุดิบ บริษัทใช้กลยุทธ์การล็อกราคาในระยะสั้นประมาณ 1-3 เดือนเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด โดยวัตถุดิบหลักในปัจจุบันล็อกราคาไว้ถึงเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่า Gross Margin ทั้งปีจะยังดีกว่าปีก่อน จากการปรับปรุงโครงสร้างการผลิตและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
• บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหาร SG&A โดยเน้น Productivity มากกว่าการลดค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว โดยนำเทคโนโลยี เช่น AI, SAP และ DMS มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุน ซึ่งเงินที่ประหยัดได้จะถูกนำกลับไป Reinvest ในการสร้างแบรนด์และสนับสนุนการเติบโตระยะยาว
• การเติบโตในปีหน้า บริษัทมองว่ามีโอกาสขับเคลื่อนจาก 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ Premiumization ผ่านการออกสินค้ากลุ่มพรีเมียม, Route to Market หรือการเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงลูกค้าให้ลึกและรวดเร็วขึ้น และ New Product Development (NPD) จากผลิตภัณฑ์ใหม่จำนวนมากที่เตรียมไว้
• Premiumization จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการเพิ่มมูลค่าต่อหน่วยและช่วยชดเชยแรงกดดันจากต้นทุน โดยบริษัทมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ NPD จะช่วยสร้างแหล่งรายได้ใหม่และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการกลับมาเติบโตของยอดขายในระยะถัดไป
• บริษัทกำลังปรับกลยุทธ์จากการเน้น Cost Saving ไปสู่การเพิ่ม Productivity ควบคู่กับการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโต โดยใช้ Premiumization, RTM และ NPD เป็นเครื่องยนต์หลักในระยะยาว ขณะที่การบริหารต้นทุนและการล็อกราคาวัตถุดิบจะช่วยลดความผันผวนของ Margin ในระยะสั้น แม้เป้าหมายรายได้ทั้งปีจะถูกปรับลงจากปัจจัยภายนอกที่ยังมีความไม่แน่นอน